วันพฤหัสบดี ที่ 19 กรกฎาคม 2550
ฉายา..!?
Posted by
บาง...เยื่อเคย
,
ผู้อ่าน : 444
, 16:19:05 น.
พิมพ์หน้านี้
|
ฉายานี่น่าจะเป็นคำตรงกันข้าม หรือเคียงข้างกับนามปากกา คนที่มีอภิสิทธิ์รวมทั้งคุณอภิสิทธิ์ที่เค้าว่ากันว่ามีสิทธิ์จะได้เป็นนายกฯ แกก็มีสิทธิ์กว่าชาวบ้านบ้านเช่นข้าพเจ้า ที่จะมีฉายาเป็นสมบัติส่วนตัวฉายานั้นจะแปลกแตกต่างกับนามปากกา ก็ตรงที่เป็นลักษณะนามที่ตั้งให้ โดยบุคคลที่สาม ที่สี่ ห้า หก ตั้งให้โดยรัก รักมาก หรือไม่รัก แล้วยังจะชวนผู้มีอุดมการณ์เดียวกันมาช่วยกันร่วมใช้ สุมหัวหรือรวมหัว วิพากษ์วิจารณ์ลักษณะนามนั้นนั้นให้เป็นที่ครึกครื้นก็ได้ ไม่ผิดกติกาใดๆ ถึงแม้บางครั้งจะดูเหมือนผิดหน่อยๆ แต่คุณหน่อยๆแกก็บอกว่าไม่มีกติกา ที่บอกว่าผิดกติกา ก็เลยยกผลประโยชน์ที่ไม่ใคร่ได้ประโยชน์ให้คุณหน่อยๆแกไป คนเป็นนักการภารโรง มักไม่นิยมมีฉายาแต่จะใช้คำบ่งชี้หน้านามแทน เช่น ลุง น้า หรือ ไอ้ ก็แล้วแต่บุคลิกของนักการฯและคนที่มีสิทธิ์เลื่อนขั้นของนักการฯคนนั้นๆ ต่างจากนักการเมืองซึ่งใครก็ไม่รู้บอกว่าเป็นบุคคลสาธารณะ ที่ได้รับสิทธิ์พิเศษให้มีฉายาได้ โดยไม่ต้องไปสำนักทะเบียนเขตไหนๆ ส่วนฉายานั้นจะถูกใจ หรือไม่ถูกใจ ก็ไม่สามารถอุทธรณ์ได้ไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้น ชั้นล่าง หรือชั้นดาดฟ้า ให้ถือว่าฉายาที่ตั้งแล้วนั้นเป็นเด็ดขาด แต่ละเมิดได้เป็นคราวๆไป ถ้าเห็นว่าฉายาใหม่นั้นน่าจะเวิร์คกว่าเดิม แต่ฉายาก็เป็นประเด็นถกเถียงขึ้นมาจนได้ เมื่อคุณอาจารย์แม่ ซึ่งเป็นคนละคนกับอาจารย์แม่ที่ออกโทรทัศน์ สอนลูกหลานชาวบ้านจนได้ฉายา อาจารย์แม่ มาใส่นำหน้าชื่อจนบางคนคิดเอาว่าเป็นอาจารย์ ชื่อแม่ ซึ่งก็น่าจะโก้เก๋ไปอีกแบบ แต่อาจารย์แม่ที่กล่าวถึงแกได้ฉายามาโดยไม่เคยสอนลูกใครๆ ถึงแกอยากจะสอน ก็คงไม่มีใครส่งลูกมาเล่าเรียนกะแก ด้วยเพราะแกอ้างว่าแกเป็นร่างทรงท่านเทพจั่นเจาแห่งศาลไคฟง ใครที่เคยดูหนังเปาบุ้นจิ้นอาจสงสัยว่าทั่นจั่นเจาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นชั้นเทพ เมื่อไหร่ ยังไง ก็ให้ไปถามอาจารย์แม่เอาเองที่ตำหนักของแก แต่ถามแล้วจะได้คำตอบ หรือถูกลูกศิษย์ไล่ฟันด้วยมีดหมอ อันนี้ข้าพเจ้าไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น ส่วนที่ว่าเป็นประเด็นนั้น ก็เนื่องด้วยแกมีลูกศิษย์เป็นนักการเมืองหลายคน แวะเวียนมาพึ่งพาบารมีของท่านเทพจั่นเจาอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะตอนใกล้เลือกตั้ง และวันนี้หรือที่จริงคือวันนั้น ท่านเทพจั่นเจากำลังมีบัญชากับนักการเมืองท่านหนึ่งว่า ชื่อมึงไม่เป็นมงคลนาม รอบนี้คงเสียเงินเปล่าถ้ายังขืนใช้ชื่อเดิม นักการเมืองโต้แย้งแบบนอบน้อมว่า เปลี่ยนใหม่คงไม่ทันแล้วล่ะท่านเทพ กระผมจะทำเช่นใดดี พ่ะย่ะค่ะ..เอ๊ย..ขอรับ ท่านเทพจั่นเจาบอกว่าไม่ต้องไปที่อำเภอให้ยุ่งยาก กูแก้ให้มึงเอง มึงเอาชื่อนี้ไปใส่ไว้ในป้ายหาเสียง รับรองมึงนอนมาแน่ เอ้า..นี่..ต่อแต่บัดเดี๋ยวนี้ มึงมีนามฉายาว่า มหันต์ มาจากชื่อ หม่าฮั่น ที่เป็นเพื่อนร่วมศาล(ไคฟง)ด้วยกัน นี่ถ้าไม่เห็นมึงเป็นศิษย์รัก กูไม่ให้นะเนี่ยชื่อนี้...จะสังเกตให้ดีว่านอกจากเมียซึ่งเป็นตู้เอทีเอ็มให้คุณมหันต์ หรือหม่าฮั่น ได้กดอยู่ทุกๆวันแล้ว ก็มีแต่ทั่นเทพจั่นเจานี่ล่ะที่ขึ้นมึงขึ้นกูได้โดยไม่ถูกเหนี่ยวโดยเหล่าสมุนเกรียนของแก
เราพักเรื่องของคุณมหันต์ไว้ก่อน ปล่อยให้แกได้ไปหาเสียงด้วยชื่อใหม่อันเชื่อว่าเป็นมงคล ทีนี้เราก็พอจะนึกได้เป็นเลาๆว่า ฉายา ไม่ได้ได้มาจากเบื้องหลังหรือลับหลังอันเป็นการตั้งฉายาให้โดยผู้ปรารถนาดี(แต่อาจประสงค์ร้าย)แต่อย่างเดียว กรณีคุณมหันต์จึงเป็นข้อยกเว้นของกฎกติกาและระเบียบแบบแผนตามข้อไหน วรรคใด ก็มิเป็นเหตุต้องสงสัยตีความให้มากความ แต่ชนวนที่เขียนเรื่อง ฉายา ก็เพราะอยากจะเชิญชวนท่านสมาชิกผู้มีเกียรติ และ(หลายท่าน)มีคน(แอบ)เกลียด มาร่วมหัวกันสงสัย ตีความ บรรดาฉายาที่ติดอันดับระดับ ฉายาแห่งปี ส่วนจะเป็น ปีชวด ฉลู ขาล เถาะ นักษัตรใด ให้เก็บความสงสัยไว้ก่อน.....เอาล่ะมาเริ่มจากฉายาแรก "มีดโกนอาบน้ำผึ้ง" นัยว่าเจ้าของฉายาเป็นผู้มีเอตทัคคะในการใช้ภาษา(พูด)ทำให้ผู้ถูกพาดพิงกล่าวถึง มีอาการ(ประหนึ่ง)เลือดไหลดุจโดนมีดโกนบาด ใครๆที่เป็นผู้ชายยามเข้าร้านตัดผม(บุรุษ)ก็น่าจะนึกถึงอาการเสียวสยองตอนคุณกัลบกแกหยิบมีดโกนมาลับคมขู่ลูกค้ากับหนังงัวเส้นเหมือนเข็มขัด ดังแคว่กๆ จนต้องหลับตาเอามือลูบลูกกระเดือกพร้อมอาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยดลบันดาล อย่าให้คุณกัลบกแกฟั่นเฟือนเห็นเราเป็นนักการเมืองที่แกเพิ่งหัวเสียด่าไปหยกๆเมื่อกี้นี้ ขึ้นชื่อมีดโกนมันทำให้เกิดอาการหลอนวิตกจริตได้ขนาดนี้เชียวล่ะ ใครไหนที่เคยถูกมีดโกนอาบน้ำผึ้งกรีดเอาก็คงแสบๆคันๆมากบ้างน้อยบ้างตามขนาดมีดโกนที่ใช้ในครานั้นๆ แต่อะไรที่ใช้มากพร่ำเพรื่อเกินไป เคยชมชอบอาจกลายเป็นชินชาพอชินกับความชานานวันหลายๆวันเลยพาลเปลี่ยนไปชอบคนที่มีนามสกุลชินเอาดื้อๆซะงั้น ต่อมา เตมีย์ใบ้ เข้าใจว่าสื่อมวลชนเป็นคนตั้ง แต่ฉบับไหนโดยใครก็ช่างประไร ส่วนเหตุแห่งฉายาคงเป็นเพราะท่าน(นายกฯ)สมัยนั้นเป็นคนพูดน้อยใครผู้ใดไปชวนท่านพูดมากๆเข้า ท่านจะหันมา (อม)ยิ้มนิดๆแล้วว่า กลับบ้านเถอะลูก ทำให้นักข่าวหลายคนมีข้อแก้ตัวกับ บก.ในเช้าวันรุ่งขึ้นว่าปฏิบัติตามบัญชาของท่านนายกฯทั้งๆกลับบ้านตั้งแต่เที่ยงวัน แต่ถึงบ้านตอนเที่ยงคืน หนังสือพิมพ์ที่เจ้านักข่าวคนนี้ประจำอยู่เจ๊งไปนานแล้วแต่นักข่าวนั่นยังอยู่ ได้ข่าวแว่วๆว่าเขียนเรื่องสั้นมาลง เนชั่นฯ อยู่บ่อยๆ(ฮา) เป็นที่น่าสังเกตว่าสองฉายาที่กล่าว เหมือนจะอยู่คนละฝั่งความหมาย แต่มีความหมายอย่างไรก็เชิญตีความวิเคราะห์วิจารณ์กันเอาเองตามอัตภาพ แต่อย่ากับถึงขนาดวิวาทก็แล้วกัน เพราะข้าพเจ้าชวนพวกท่านมาตีความ หาใช่ชวนมาตีกัน ส่วนเรื่องการตีกันควรปล่อยให้เป็นความสามารถเฉพาะตัวของนักการเมือง(ประเทศอื่น..ฮา) พวกเรามิควรพึงเลียนแบบ ผ่านไปหนึ่งคู่ฉายา มาอีกคู่นึง ปลาไหลใส่สเกต ถ้ายังไม่ลืมคงจำภาพ สุภาพบุรุษร่างใหญ่คาบซิการ์(ดุ้นใหญ่) ขี่มอเตอร์ไซค์ชอปเปอร์ แน่นอนคันใหญ่ ท่าทางอารมณ์ดีอยู่เป็นนิตย์มีมอตโต้ติดปากว่า โนพล็อบเบล่ม..ไม่มีปัญหา ซึ่งท่านจะพูดคำนี้บ่อยมากขึ้นในตอนที่บ้านเมืองมีปัญหา ส่วนฉายาที่ได้มาส่วนหนึ่งก็คงมาจาก โนพล็อบเบล่มบวกกับท่านเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทย ที่ได้ฉายา พรรคปลาไหล ด้วยลีลาลื่นเลื้อยไหลจนได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่บ่อยๆ ครั้นหัวหน้าพรรคได้เป็นนายกฯ ก็เลยได้สเกตพ่วงต่อเข้าไปขยายนามปลาไหลให้ดูขลังและทรงคุณค่าแก่การกล่าวถึงเป็นยิ่งนัก ท่านเพลินกับคำพูดโนพล็อบเบล่มจนไม่ทันได้ระวังตัวจนเกิดพล็อบเบล่ม โดนปฏิวัติในปี๒๕๓๔ โดย คณะ รสช. ด้วยเหตุผลเดียวกันกับฉายาถัดไป พ่อมดมนต์เสื่อม ซึ่งก่อนหน้าได้ฉาย เทวดา แล้วพัฒนาเป็น พ่อมด แก้ไขอีกทีเป็น พ่อมดมนต์เสื่อม ในที่สุด ที่บอกว่าที่สุดคือพอมนต์เสื่อมก็ได้ฉายา เหลี่ยม มาแทนแล้วก็ก้าวเดินตาม ปลาไหลใส่สเกตไปในวิถีเดียวกัน จัดให้โดย คปค.แต่เหตุการณ์หลังจากการปฏิวัติสิ่งที่เหมือนกันก็คือ ทั้ง ปลาไหลใส่สเกต และ พ่อมดมนต์เสื่อม เลือกที่พำนักแหล่งเดียวกันคืออังกฤษด้วยกรรมเดียวกันแต่ต่างวาระ เป็นความเหมือนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของกิจกรรมการดำเนินชีวิตของอดีตนายกฯ ทั้งสองฉายา คนแรกน่ะ ไม่มีปัญหาโนพล็อบเบล่มสบายไปแล้ว ส่วนคนหลังจะเป็นฉันใด ยังไง ไม่มีหมอดูหน้าไหนกล้าฟันธง เพราะดีไม่ดีหมอฟันธงอาจจะโดนฟันหัวเอาได้ง่ายๆ แต่ข้าพเจ้าขอฟันธงว่าท่านคงไม่ตกต่ำ เพราะถ้าจะตกคงตกจากที่สูง ที่ข้าพเจ้าไม่มีวันหรือไม่มีทางที่จะได้รับเกียรติเช่นนั้นไม่ว่าในชาตินี้หรือชาติไหนๆ....วันนี้ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างฉายาอมตะมาเสนอท่านให้ ตีความ ขยายความ แม้บทความเรื่อง ฉายา ที่ข้าพเจ้าเขียนอยู่นี่อาจไม่ใคร่ได้ความนัก ก็ยังอยากชวนท่านมาช่วยกันเปิดประเด็น หาเรื่องที่ดูเหมือนไม่น่าจะได้เรื่อง หรือได้เรื่องขึ้นมาจริงๆ ก็สุดแต่ภูมิปัญญาของท่านนั้นนั้น ข้าพเจ้าว่าเอาเองว่าผู้มีลักษณะเด่นอันมีคุณค่าสมควรต่อการได้ฉายามานั้น ส่วนมากมักจะเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงและมีบุคลิกภาพอันเป็นที่น่าสนใจและโดดเด่น จนใครๆคนใดคนหนึ่งหรือหลายๆคนอดใจอดกลั้นไม่อยู่ จึงร่วมหัวกันประดิษฐ์สร้างสรรค์ฉายา ซึ่งน่าจะถือได้ว่าเป็นงานสร้างสรรค์หรือไม่สร้างสรรค์เฉกเช่นเดียวกับงานแต่งเพลง เพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านเหล่านั้น ส่วนท่านที่ได้รับเกียรติแล้วก็มิอาจปฏิเสธในความหวังดี(แต่อาจมีประสงค์ร้ายหน่อยๆ)ได้ ดังนั้นฉายาที่ตั้งขึ้นแล้วได้รับการเห็นชอบยอมรับในหมู่มวลสมาชิกจนนำมาเรียกขานต่อๆกันอันเป็นเอิกเกริก ก็ให้ถือว่าฉายานั้นๆใช้ได้อย่างเป็นทางการแล้ว โดยผู้ตั้งหรือคณะผู้ตั้งมิสามารถสงวนสิทธิ์ จดลิขสิทธิ์ ในฉายาใดๆได้ไม่ และเป็นที่น่าสังเกตไหมว่า ฉายามันเหมือนสำเนาเอกสารที่บันทึกเหตุการณ์ในอดีตได้ชัดเจนไม่แพ้รูปถ่ายเชียวนะคุณ ไม่เชื่อคุณลองยกตัวอย่างขึ้นมาสักหนึ่งฉายา แล้วลองค้นหาดูซิว่าฉายานั้นเป็นของใคร ตั้งให้โดยผู้ใด เมื่อไหร่ เพราะเหตุใด เผลอๆไม่แน่ อนาคตคนรุ่นหลังๆอาจต้องค้นหาประวัติศาสตร์การบ้านการเมืองโดยใช้ ฉายา เป็นคีย์เวิร์ดก็ได้ใครจะไปรู้.
มาถึงพารากราฟสุดท้ายที่เป็นบทปิดฉากเรื่องฉายาแล้วล่ะ ความจริงตั้งใจไว้ก่อนแต่แรกว่าฉากจบนี่จะฆ่านายมหันต์หรือหม่าฮั่นให้ตายคามือของข้าพเจ้า เฉกเช่นคุณ เจเค โรว์ลิ่ง (ยืมมือสเนป)ฆ่าศาสตราจารย์ อัมบัส ดัมเบิลดอร์ ในแฮรี่ พอตเตอร์เล่ม๖ แต่ข้าพเจ้าก็ทำไม่ลง ทั้งๆที่ปูมุขไว้ก่อนหน้า ก็ที่ให้อาจารย์แม่พูดไว้ว่า รับรองมึงนอนมาแน่ เป็นการปูเรื่องตื้นๆตามสติปัญญาข้าพเจ้าที่ท่านคงเดาออกแต่แรก แต่เมื่อมองลึกลงไปในดวงตาเว้าวอนของนายมหันต์ เหมือนจะอุทธรณ์ว่า ผมผิดตรงไหน แม้ผมจะเป็นคนคุณธรรมบกพร่องไปบ้างแต่ก็เป็นไปโดยสุจริต เงินที่ใช้หาเสียงอยู่นี่ก็เป็นท่อน้ำเลี้ยงที่เป็นน้ำพักน้ำแรงของภรรเมียผมล้วนๆ และพิสูจน์ได้จากผลแห่งการณ์นี้ได้เป็นอย่างดีว่าผมเป็นคนรักครอบครัวและครอบครัวรักผมขนาดไหน เมื่อข้าพเจ้าอ่านคำวิงวอนทางสายตาของนายมหันต์แล้วก็ใจอ่อนเป็นอันมาก ความฮึกเหิมที่จะฆ่านายมหันต์ให้ตายตามท่านศาสตราจารย์ ดัมเบิลดอร์ ที่คิดไว้แต่แรกก็พลันหมดไป ปล่อยแกให้มีชีวิตโลดแล่นในเส้นทางการเมืองต่อ และมอบให้เป็นหน้าที่ของศาลท่านตัดสิน ส่วนจะเป็นศาลเจ้าหรือศาลพระภูมิแห่งใดก็ปล่อยไปตามเวรตามกรรมของนายมหันต์แก ที่แน่ๆคงไม่ใช่ศาลไคฟงที่ทั่นเทพจั่นเจามีเอี่ยวในฐานะเจ้าพนักงาน ว่าแต่ว่าคุณๆยังไม่รู้ชื่อจริงของนายมหันต์แกนี่นา...มัน..เอ๊ย..แกมีชื่อจริงว่านาย จตุมาร พันธุ์ทาง--- แล้วคุณๆเห็นด้วยกับทั่นเทพจั่นเจาหรือยังว่า....ชื่อจริงของนายมหันต์นี่มันไม่เป็นมงคลนามเอาซะเลย..พับผ่า..
|