วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม 2551
ไม่ พปช.ไม่พันธมิตรฯ กับ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
Posted by
คนสะตึง
,
ผู้อ่าน : 66
, 13:16:39 น.
| หมวดหมู่ :
วิเคราะห์สถานการณ์
พิมพ์หน้านี้
| "ไม่ พปช.ไม่พันธมิตรฯ" กับ "ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์" | 
"เป้าหมายของพันธมิตรฯ ก็คือการสร้างสถานการณ์ฉุกเฉินหรือสถานการณ์พิเศษขึ้นมา เพื่อทำให้คนในสังคมรู้สึกว่าจำเป็นต้องใช้วิธีการพิเศษเข้ามาแทรกแซง เช่น ศาล, การรัฐประหาร, การพูดเรื่องพระราชอำนาจแบบมาตรา 7 เรื่องแบบนี้จะกลับมาได้อีก" เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ โดยหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันที่ 27 เมษายน 2551
ท่ามกลางความขัดแย้งแบ่งขั้วรุนแรงในสังคมไทย ยังมีคนกลุ่มเล็กๆ ที่พยายามปฏิเสธทั้งสองฝ่าย คัดค้านอำนาจนิยมของระบอบทักษิณและปฏิเสธการรัฐประหาร รวมทั้งวิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่กลายเป็น "เชียร์ลีดเดอร์" ของคณะรัฐประหาร
นักวิชาการและ NGO ซึ่งเกาะกลุ่มมาเหนียวแน่นตั้งแต่ครั้งไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พยายามเสนอแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยใช้กระบวนการตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมาอีกครั้ง โดยยอมรับว่าจะต้องแก้มาตรา 237 เพื่อไม่ให้มีการยุบพรรค ไม่ให้การเมืองถึงทางตัน
วันนี้ลองมาคุยกับคนรุ่นใหม่ใน "ฝ่ายที่สาม" ซึ่งคงไม่มีใครกล่าวหาได้ว่าเป็นพวกทักษิณ เพราะคือน้องชายโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองเลขาธิการ สนนท.ช่วงพฤษภาทมิฬ
------------------------------------------------------------------------
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : "เขียนรัฐประหาร?" "เป้าหมายของพันธมิตรฯ ก็คือการสร้างสถานการณ์ฉุกเฉินหรือสถานการณ์พิเศษขึ้นมา เพื่อทำให้คนในสังคมรู้สึกว่าจำเป็นต้องใช้วิธีการพิเศษเข้ามาแทรกแซง เช่น ศาล, การรัฐประหาร, การพูดเรื่องพระราชอำนาจแบบมาตรา 7 เรื่องแบบนี้จะกลับมาได้อีก"
สมการบิดเบี้ยว
นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาวาย ตอนนี้เขากลับเมืองไทยชั่วคราว เป็นคนที่วิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรฯ มาตั้งแต่เริ่มเรียกร้อง ม.7 และนำไปสู่รัฐประหาร
"ประเด็นที่ผมคิดว่ามีปัญหากับพันธมิตรฯ คือ ในด้านหนึ่งก็ทำให้ประชาชนตื่นตัว แต่ในอีกด้านหนึ่งพันธมิตรฯ ทำให้วาระทางการเมืองของชาติมันเท่ากับปัญหาบางอย่างที่เป็นปัญหาของชนชั้นสูงเป็นหลัก ไม่ใช่ของคนทั้งหมดในสังคม ยกตัวอย่างพี่สมศักดิ์เป็นตัวแทนของกรรมกร เข้าไปในนามตัวแทนกรรมกร แต่เข้าไปแล้วไม่มีบทบาทชัดเจนพูดปัญหาของกรรมกรเลย มันน่าสนใจว่าอะไรทำให้คนที่เป็นตัวแทนชั้นล่างเข้าไปร่วมกับพันธมิตรฯ และคิดว่ากำลังทำเพื่อสังคม แต่ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นประเด็นของชนชั้นนำเป็นหลัก"
ทำไมมองว่าเป็นเรื่องของชนชั้นนำ
"พันธมิตรฯ รอบแรกพูดเรื่องอะไรบ้าง ที่เป็นทางการคือพูดเรื่องไล่ทักษิณ ในแง่ที่ไม่เป็นทางการก็พูดเรื่องการขายหุ้น เรื่องสถาบันหลักๆ เรื่องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แต่ไม่เคยพูดถึงคนระดับล่างเลย เรื่องคนชั้นล่างหายไปเลยจากวาระของพันธมิตรฯ เรื่องที่พันธมิตรฯ สนใจในรอบสองก็พยายามทำตัวเป็นตำรวจรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องการให้มีการแก้รัฐธรรมนูญเด็ดขาด ซึ่งถ้าเรามองรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในทัศนะชนชั้นล่าง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม มันมีข้อบกพร่องเต็มไปหมด และถ้าเราเชื่อว่าการต่อสู้ทางการเมือง คือการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของคนจนคนด้อยโอกาส คำถามคือพันธมิตรฯ ทำอะไรอยู่กับประเทศในเวลานี้"
"ท่าทีพันธมิตรฯ เหมือนเป็นตำรวจรัฐธรรมนูญมากเกินไป ทั้งๆ ที่มองรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งในแง่นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือประวัติศาสตร์ มันหาเหตุผลดีๆ ที่จะไม่แก้รัฐธรรมนูญได้ยาก ยกเว้นเราจะบอกว่าไม่แก้เพราะถ้าแก้แล้วทักษิณจะกลับมา ถ้าแก้แล้วพรรคพลังประชาชนจะไม่โดนยุบ ซึ่งมันไม่ใช่เหตุผลที่มีน้ำหนักพอ"
"บางคนบอกว่าแก้แล้ว คตส.ยังมีอยู่ต่อไปหรือเปล่า การแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 309 คือมันไปล็อกว่าองค์กรต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาตามคำสั่ง คมช.ชอบด้วยกฎหมาย ไม่สามารถล้มล้างได้ บทบัญญัติแบบนี้ผิดแน่ๆ แต่ถึงยกเลิก 309 คตส.ไม่ได้ถูกยุบไปด้วย แต่มันอาจจะถูกตั้งคำถามมากขึ้น เช่น อาจจะมีคนไปให้ศาลรัฐธรรมนูญดูว่า คตส.ผิดหลักรัฐธรรมนูญหรือเปล่า แต่โดยการแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เท่ากับการยุบ คตส."
"คนที่คัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญสร้างสมการผิดๆ ขึ้นมาหลายเรื่อง เช่น แก้รัฐธรรมนูญเท่ากับทักษิณกลับมา แก้รัฐธรรมนูญเท่ากับ คตส.ถูกยุบ แก้รัฐธรรมนูญเท่ากับพลังประชาชนอยู่รอด นี่เป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้หลายๆ คนไม่สะดวกใจที่จะเชียร์พันธมิตรฯ เพราะมันมีลักษณะของการสร้างสมการทางการเมืองที่บิดเบี้ยว และถ้าคิดระยะยาวเราตั้งคำถามว่า มันดีกับประชาธิปไตยจริงหรือเปล่า คือโดยหลักการแล้วการที่ประชาชนตื่นตัวทางการเมืองเป็นเรื่องดี แต่ว่าการตื่นตัวทางการเมืองภายใต้การ manipulate บางอย่าง ภายใต้การให้ข้อมูลบางอย่าง ภายใต้การสร้างสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงบางอย่าง มันจะนำไปสู่อะไร เราผ่านรัฐประหาร 19 ก.ย.มาแล้ว ก็เห็นชัดว่ามันเกิดจากวาระทางการเมืองที่พันธมิตรฯ สร้างขึ้นมา บอกว่ารัฐประหารเพื่อสถาบันหลักของชาติ รัฐประหารเพื่อฉีกรัฐธรรมนูญ ท้ายที่สุดเป็นวาทกรรมที่สร้างขึ้นมาในรอบ 2 ปีทั้งนั้น"
มันก็มีคำถามว่าแล้วจะต่อสู้กับรัฐบาลพลังประชาชนอย่างไร
"มีการแก้รัฐธรรมนูญแล้วมันจะต่อสู้กับพรรคพลังประชาชนไม่ได้ตรงไหน มีใครห้ามว่าแก้รัฐธรรมนูญแล้วห้ามต่อสู้กับพรรคพลังประชาชนไหม ผมคิดว่า 2 เรื่องนี้มันคนละเรื่องกัน การที่คนจำนวนมากรู้สึกว่าพรรคพลังประชาชนเข้มแข็งเกินไป เลยต้องมีรัฐธรรมนูญที่จะให้ยุบพรรคได้ง่ายขึ้น ประเด็นหนึ่งที่คนไม่ค่อยพูดถึง คือ ความต้องการยุบพรรคเป็นเจตจำนงของประชาชนทั้งประเทศหรือเปล่า และมันสมเหตุสมผลหรือเปล่าในการร่างกฎหมายหลักของประเทศขึ้นมาเพื่อบล็อกพรรคการเมืองพรรคนี้ คือพรรคพลังประชาชนดีหรือไม่ดีก็เถียงกันได้เยอะ ในแง่ตัวบุคคลก็มีคนที่ผมไม่อยากคุยด้วยเยอะ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราควรจะยุบพรรคเขา เพราะในที่สุดความดีหรือไม่ดี ความชอบหรือไม่ชอบมันก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล มันไม่ใช่เจตจำนงของชาติ หรือวาระทางการเมืองของชาติจะต้องเป็นแบบนี้"
"อีกประเด็นที่คนไม่พูดถึง คือ เราไม่ค่อยพูดว่าสิทธิการรวมกลุ่มทางการเมืองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ เรากำลังพูดถึงการรวมกลุ่มของพรรคการเมืองไม่ว่าจะดีหรือเลว จะเป็นนายทุนท้องถิ่นหรือเจ้าพ่อ แต่ข้อสำคัญคือ มีคนจำนวนมากชื่นชอบเขา ไม่ว่าเขาจะยุบพรรคไปกี่ครั้ง จะห้ามเขาไม่ให้ลงเล่นการเมืองยังไงก็ตามแต่ คนพวกนี้ก็จะชนะการเลือกตั้งกลับมา เพราะฉะนั้นถ้าโจทย์เราอยู่ที่การบล็อกพลังประชาชน ปัญหาของบ้านเมืองมันก็จะแก้ผิดไปเรื่อยๆ คือบล็อกคนที่ยังไงก็บล็อกไม่ได้"
"19 ก.ย.หรือรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนและคลาสสิกมาก ว่ารัฐหรือคนที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร หรือผู้นำภาคประชาชน ปัญญาชนต่างๆ ที่สนับสนุนรัฐประหาร พยายามบล็อกพลังประชาชนเต็มที่ ใช้กฎหมาย ใช้วิธีนอกกฎหมาย เขียนรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังบล็อกไม่ได้ เพราะปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้พลังประชาชนชนะไม่ใช่เรื่องรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเรื่องของการมีอำนาจของทุนท้องถิ่น"
"การต่อสู้กับอำนาจทุนท้องถิ่นเป็นสิ่งที่รัฐราชการไทยพยายามทำมาตลอด ชนชั้นนำของไทย คนกรุงเทพฯ คนที่มีการศึกษาพยายามทำมาตลอด และไม่เคยประสบความสำเร็จเลย ลองนึกย้อนไปปี 2534 ที่คนกรุงเทพฯ สนับสนุนให้ พล.อ.สุจินดารัฐประหาร เพราะเกลียดคุณชาติชาย เกลียดคุณเสนาะ พฤษภา 2535 คนจำนวนมากที่ออกไปต่อต้านสุจินดา ไม่ใช่แค่เพราะไม่ชอบคุณสุจินดา แต่ไม่ชอบบรรหาร ไม่ชอบเสนาะ เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้เป็นศัตรูทางการเมืองของชนชั้นนำในกรุงเทพฯ มาสิบ-ยี่สิบปีแล้ว พยายามจะล้มเขามาสิบ-ยี่สิบปีแล้ว แต่ไม่เคยสำเร็จ เพราะฉะนั้นโจทย์นี้มันถูกหรือเปล่า"
"พอโจทย์ไม่ถูกมันก็จะทำให้การแก้ปัญหาวนไปเรื่อยๆ ปี 2534 สนับสนุน รสช.ยึดอำนาจ ปี 2549 สนับสนุน คมช.ยึดอำนาจ มันก็จะเป็นโจทย์แบบนี้ไปเรื่อยๆ เราต้องเชื่อว่าประชาธิปไตยมีกระบวนการคลี่คลายตัวมันเอง ถ้าเรารู้สึกว่าคนต่างจังหวัดถูกครอบงำด้วยทุนท้องถิ่น เราก็ต้องเชื่อว่าในที่สุดกระบวนการที่ความขัดแย้งระหว่างคนท้องถิ่นกับทุนท้องถิ่นมันจะปะทุออกมา แล้วจะทำให้สังคมเคลื่อนตัวได้ ไม่ใช่คิดแต่ว่าทุนท้องถิ่นครอบงำประชาธิปไตย ต้องตัดประชาธิปไตยทิ้งไป"
"โจทย์เรื่องบล็อกพรรคพลังประชาชนเป็นปัญหาของพันธมิตรฯ เป็นโจทย์ของพันธมิตรฯ แต่ไม่ควรเป็นโจทย์ของประเทศไทย เพราะคนที่เขาเลือกพรรคพลังประชาชนก็ครึ่งๆ อย่างผมเลือกพลังประชาชนครึ่งหนึ่ง ประชาธิปัตย์ครึ่งหนึ่ง ผมไม่ได้รู้สึกว่าโจทย์การบล็อกพลังประชาชนเป็นปัญหาของผม ผมรู้สึกว่าปัญหาของประเทศไทยมันคือคนไม่มีความเท่าเทียมกัน กรรมกรถูกเอาเปรียบค่าแรง การศึกษาไม่เท่าเทียม ชาวนาไม่มีที่ดิน อันนี้คือโจทย์ของประเทศไทย ไม่ใช่โจทย์พลังประชาชนจะมาหรือไม่มา"
"เรื่องสำคัญอีกเรื่องก็คือ การเล่นการเมืองแบบพันธมิตรฯ มันลดทอนปัญหาทางการเมืองระดับประเทศให้เท่ากับการมีทักษิณเป็นนายกฯ หรือไม่มี เป็นโจทย์ที่ผิดแน่นอน ประเทศเราเป็นโลกที่สาม พึ่งพิงต่างประเทศเยอะ การรวมพลังของคนในชาติในเวลา 2 ปี แล้วบอกว่าปัญหาของชาติเกิดจากทักษิณเป็นนายกฯ ผมคิดว่าไม่ make sense เลย เรากำลังเอาพลังงานของคนทั้งประเทศไปทำอะไรกัน เรากำลังรวมพลังคนในประเทศเพื่อทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศจริงๆ หรือเปล่า"
"ปัญหาประเทศเรามันง่าย แล้วมันเกิดขึ้นด้วยคนคนเดียวหรือ-ไม่ใช่ ทุกครั้งที่เราพยายามคิดว่าปัญหาเกิดจากคนคนเดียว มันก็นำไปสู่การพยายามจะสร้างคนบางคนให้เป็นผู้ร้ายของประเทศ แล้วต้องมาแก้กฎหมายเพื่อไล่ผู้ร้ายอยู่เรื่อยๆ โจทย์นี้ไม่เคยแก้ปัญหาได้จริงๆ ปัญหาหลายอย่างที่คนไม่พอใจทักษิณ เช่น ขายหุ้น, ขายชาติ มันไม่ใช่ประเด็นเรื่องคุณทักษิณ แต่ประเทศไทยโยงกับเศรษฐกิจโลกมาก มันมีกลไกของตลาดทุนที่เติบโต คุณทักษิณไปแล้วแต่กติกาขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษีก็ยังอยู่ ทำไมไม่มีใครพูดบ้างว่าคนที่ซื้อขายหุ้นต้องเสียภาษีด้วย พันธมิตรฯ พยายามปลุกกระแสเรื่องชาตินิยม เรื่องไทยจะเป็นเมืองขึ้นสิงคโปร์ เมืองขึ้นอเมริกา แต่ไม่มีคุณทักษิณประเทศไทยก็ยังอยู่ในโมเดลนี้เหมือนเดิม"
"พันธมิตรฯ เล่นกับ sentiment บางอย่างที่เหมือนกับว่าคุณทักษิณเป็นคนก่อปัญหา คนที่เข้าไปต่อสู้ในพันธมิตรฯ รู้สึกว่าตัวเองทำเพื่อบ้านเมือง แต่ว่าปัญหาของบ้านเมืองเท่ากับไล่คุณทักษิณหรือเปล่า เช่น การต้องการให้ไทยเป็นอิสระจากต่างชาติ โจทย์มันง่ายแค่ไล่คุณทักษิณหรือเปล่า-ไม่ใช่แน่นอน ความรู้สึกว่ารัฐบาลนายทุนผูกขาดอำนาจ ถ้าเป็นรัฐบาลที่ไม่ใช่คุณทักษิณโจทย์นี้ก็อยู่ต่อ สมัยประชาธิปัตย์เราก็รู้สึกว่าเป็นตัวแทนกลุ่มทุนป่าไม้ กลุ่มทุนอุตสาหรรมบางกลุ่ม คือปัญหากลุ่มทุนครอบงำการเมืองมันเป็นปัญหาการเมืองไทยมาตลอดอยู่แล้ว เพราะการเมืองไทยไม่มีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นโดยให้คนชั้นล่างมีอำนาจโดยตรง ต่อให้ไล่นายกฯ ไปกี่คนปัญหานี้ก็อยู่ต่อไป"
"ในแง่นี้คนที่ไล่ทักษิณบอกว่าเป็นประชานิยมจึงต้องไล่ ผมมีความรู้สึกว่ากลุ่มที่ไล่ทักษิณก็ไล่โดยความรู้สึกประชานิยมบางอย่างเหมือนกัน คือเอาปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประชาชนระดับล่าง ซึ่งเป็นปัญหาที่มีมานานแล้วมาบอกว่าเกิดขึ้นเพราะคุณทักษิณ เพราะฉะนั้นทั้งฝ่ายโปรทักษิณและไล่ทักษิณใช้สำนวนโวหารเดียวกัน คือมีสูตรสำเร็จในการแก้ปัญหาว่าทำแบบนี้แล้วแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ซึ่งมันไม่จริง"
สร้างสถานการณ์ฉุกเฉิน
สถานการณ์ปัจจุบันดูเหมือนยับยั้งไม่ได้แล้ว ฝ่ายพลังประชาชนเก็บกดมาปีกว่า พอกลับมาก็เอาคืน มันจะนำไปสู่การปะทะไหม
"ผมไม่คิดว่าจะถึงขั้นนั้นเพราะคนไทยอยู่กับการเผชิญหน้ามา 2 ปี มันก็เหนื่อยเหมือนกัน คนที่อยากปะทะ พวกฮาร์ดคอร์ของพันธมิตรฯ กับพลังประชาชนก็คงมี แต่โอกาสที่ทั้ง 2 ฝ่ายจะดึงสังคมไทยไปปะทะกัน ไม่คิดว่าจะเยอะเหมือนอย่างรอบที่แล้ว มันมีการรัฐประหารไปแล้วและมันเจ๊งกันไปหมด หลายฝ่ายก็ไม่อยากทุ่มเทหมดหน้าตักเหมือนอย่างที่ผ่านมา"
"ถ้ามีการเผชิญหน้าจะเกิดจากฝ่ายพันธมิตรฯ มากกว่า เพราะพันธมิตรฯ มีข้อเรียกร้องบางเรื่องซึ่งแข็งเกินไปและไม่ตอบปัญหาสังคมไทย เช่น บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไม่ได้แม้แต่มาตราเดียว ทั้งๆ ที่ตอนลงประชามติก็บอกเองว่าให้รับไปก่อนแล้วค่อยแก้ แต่พอมาตอนนี้บอกว่าแก้ไม่ได้สักมาตราเดียว ในทางการเมืองข้อเรียกร้องที่แข็งและตายตัวแบบนี้จะนำไปสู่การเผชิญหน้ากันอยู่แล้ว"
"พลังประชาชนมีความพยายามแก้รัฐธรรมนูญ แต่ไม่ตายตัวเท่าพันธมิตรฯ มันมีความเปะปะอยู่ เช่น คุณจาตุรนต์ก็พูดว่าใช้ ส.ส.ร. บางคนก็บอกว่าแก้ไม่กี่มาตรา บางคนบอกแก้ยกแพ็กเกจ เพราะฉะนั้นมันมีความเปะปะความหละหลวมอยู่ โอกาสที่ฝ่ายพลังประชาชนจะทำให้เกิดการเผชิญหน้าจะน้อยกว่าฝ่ายพันธมิตรฯ ถ้าดูจากข้อเรียกร้องทั้ง 2 ฝ่าย"
"การสร้างโจทย์ทางการเมืองลักษณะทำให้เกิดการเผชิญหน้ามากๆ อย่างนี้ พันธมิตรฯ ต้องการดำเนินการทางการเมืองแบบไหน ผมมีความรู้สึกว่าการชุมนุมพันธมิตรฯ มีกระบวนการหลายๆ อย่าง ซึ่งพยายามจะสร้างสถานการณ์แบบก่อน 19 ก.ย.ขึ้นมาใหม่ ให้นักวิชาการออกมาพูดว่ารัฐบาลคุณสมัครเลวร้ายอย่างไรบ้าง รังแกข้าราชการประจำอย่างไรบ้าง มีการพูดเรื่องคอมมิวนิสต์ขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง ดึงสถาบันขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง การเล่นกันแบบนี้คล้ายๆ กันมากกับช่วงก่อน 19 ก.ย. ที่ทำให้เกิดสถานการณ์ที่ผมเรียกว่าการเขียนรัฐประหารขึ้นมา เขียนความรู้สึกให้คนในสังคมรู้สึกว่ามีเหตุผลมากพอให้ก่อรัฐประหาร เช่น บ้านเมืองวิกฤติ, นักการเมืองโกงกิน ในที่สุดแล้วการเขียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ มันก็คือการสร้างการหลอนตัวเองให้คนในสังคมคิดว่า เอ๊ะ-หรือว่าการรัฐประหารรอบใหม่มันจะจำเป็น"
"ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่คล้ายกันมากกับ 19 ก.ย. แต่อย่างไรก็ตามผมก็ไม่ค่อยเชื่อว่าโจทย์นี้จะติดอีกครั้งหนึ่ง เรื่องการรัฐประหารคือจะมีคนทำหรือเปล่านี่ผมไม่รู้ แต่ว่าความพยายามจะสำเร็จหรือเปล่า ผมว่าโอกาสน้อยที่จะเท่ารอบที่แล้ว"
"อีกประเด็นที่สำคัญคือ พยายามบอกว่าแก้รัฐธรรมนูญแล้วพรรคการเมืองจะไม่ถูกยุบ คำถามก็คือ ทำไมพันธมิตรฯ ต้องการให้พลังประชาชนถูกยุบพรรคมากขนาดนี้ พันธมิตรฯ สร้างโจทย์ขึ้นมาเหมือนกับว่า ปัญหาของประเทศต้องแก้ด้วยการยุบพลังประชาชน เป็นการหมกมุ่นทางการเมืองในการยุบพรรค ซึ่งเท่ากับไปตอกย้ำระบบการเมืองแบบเทวดาที่มีอรหันต์ กกต.5 คนมาจากไหนไม่รู้ เป็นคนที่มีอำนาจยุบการเลือกตั้ง ยุบพรรคการเมืองได้"
พันธมิตรฯ ก็รู้อยู่แล้วว่ายุบพรรคยังไง พรรคพลังประชาชนรวมกันใหม่ก็กลับมาชนะเลือกตั้ง สิ่งที่พันธมิตรฯ ต้องการคืออะไร
"ก็คือการสร้างสถานการณ์ฉุกเฉิน-สถานการณ์พิเศษขึ้นมา เพื่อทำให้คนในสังคมรู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งหมด แล้วใช้วิธีการพิเศษเข้ามาแทรกแซงได้ เช่น ศาล, การรัฐประหาร, การพูดเรื่องพระราชอำนาจแบบมาตรา 7 เรื่องแบบนี้จะกลับมาได้อีก"
รัฐประหารดูเหมือนเป็นไปได้ยาก
"วิเคราะห์เชิงภาพรวมเป็นไปได้ยาก แต่วิเคราะห์ในแง่จิตใจ ในแง่ความเป็นมา เรากำลังพูดถึงสังคมที่ผ่านรัฐประหารไม่ถึง 2 ปี ตัวละครเดิมๆ ยังอยู่หมด ไม่มีการลงโทษคนเหล่านี้ ไม่มีการลดอำนาจกองทัพอย่างเป็นระบบ ในหลายประเทศที่มีการรัฐประหาร รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะลงโทษคนที่ก่อรัฐประหาร ไม่ลงโทษบุคคลก็ในแง่การปรับโครงสร้างกองทัพ แต่พลังประชาชนไม่ทำ ซึ่งในอนาคตจะอันตรายกับพลังประชาชนเอง เพราะฉะนั้น โครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้เกิดการรัฐประหารมันยังมีอยู่เหมือนเดิมหมด คุณอนุพงษ์บอกว่าทหารยุคนี้ไม่ทำรัฐประหารแล้ว ผมไม่เข้าใจเพราะท่านก็เป็นหนึ่งใน คมช. แล้วบอกว่าทหารยุคนี้ไม่ก่อรัฐประหาร ยุคนี้มันห่างจากยุค 2549 กี่ปีเชียว เพราะฉะนั้นตัวละครที่ยังอยู่ ผมไม่คิดว่าจะหยุดคิดเรื่องการรัฐประหารง่ายๆ"
รัฐประหาร 2549 มันล้มเหลวในความรู้สึกของทุกฝ่าย
"ผมมีความรู้สึกว่าคนที่ก่อรัฐประหาร 2549 ได้-ทำทุกอย่างได้หมด คนที่ก่อรัฐประหารในเงื่อนไขการเมืองโลกแบบนั้น เศรษฐกิจโลกแบบนั้น เขาคงมีวิธีคิดแบบที่เราไม่เข้าใจ เขายังเชื่อว่าทหารแก้ปัญหาของบ้านเมืองได้"
ถ้าทำอีกทีก็ต้องเป็นเผด็จการแบบสฤษดิ์ ต้องกวาดจับยกใหญ่
"ถ้าเขาทำอีกเขาก็คงไม่ mind คนที่ทำรัฐประหาร 2549 ได้ก็ทำอะไรที่แย่กว่านั้นได้โดยที่ไม่รู้สึกผิด เรากำลังพูดถึงคนที่ฉีกรัฐธรรมนูญ คนที่ตั้งตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นมายุบพรรค คนที่เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ นี่คือคนที่มี common sense ทางการเมืองไม่ทำแน่ๆ มันเป็นเรื่องน่าอาย"
"ผมไม่แปลกใจที่จะมีรัฐประหาร และไม่แปลกใจถ้าเกิดจากคนกลุ่มเดิม มันไม่มีอะไรเลยที่จะทำให้เขาเปลี่ยนใจ เขาไม่เคยถูกลงโทษ ไม่เคยถูกจำกัดอำนาจอะไรเลย ทุกวันนี้เวลาที่เขามองการเมืองไทย เขาก็จะเห็นว่าพรรคพลังประชาชนที่เป็นศัตรูกับเขากำลังจะถูกยุบโดยกติกาที่เขาเป็นคนเขียน พลังทางการเมืองฝ่ายต่างๆ ไม่ว่าพันธมิตรฯ ประชาธิปัตย์ เพื่อแผ่นดิน เล่นการเมืองบนกติกาที่เขากำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นมา ไม่มีอะไรให้เขาละอายใจที่จะก่อรัฐประหารอีกครั้ง"
"เพราะฉะนั้น ในแง่นี้การแก้รัฐธรรมนูญจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมากขึ้น เพราะมันเป็นโอกาสเดียวที่คนในสังคมไทยจะรวมกันบอกว่าเราไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร รัฐประหาร 2549 มันผิด เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นผลของรัฐประหารโดยตรง ไม่ว่าจะอ้าง ส.ส.ร. อ้างประชามติ มันคือผลของ 2549 โอกาสเดียวที่คนในสังคมจะบอกว่ารัฐประหาร 2549 เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ คือต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ใช่แก้เพื่อพลังประชาชนยังอยู่หรือให้ทักษิณกลับมา แต่เพื่อให้คนที่มีอำนาจในกองทัพ หรือคนที่เกี่ยวข้องกับรัฐประหารรับรู้ว่าเราไม่เห็นด้วย ความจริงอาจจะเป็นแค่เหตุผลเดียวในการแก้รัฐธรรมนูญ คือจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้คนที่เกี่ยวข้องรัฐประหารรู้ว่า คนในสังคมไทยไม่เอากับรัฐประหารแล้ว เพื่อส่งสารไปถึงการเมืองในอนาคตด้วยว่าอย่ามายุ่งกับพวกเราอีก ถ้าเราทะเลาะกันก็ให้พวกเราทะเลาะกันเอง อย่าเอาทหารมายุ่ง มายุ่งทำไมชาวบ้านเขาจะทะเลาะกัน"
คนที่กลัวก็มองว่าถ้าแก้รัฐธรรมนูญได้ พลังประชาชนจะคุมอำนาจได้หมด
"ผมไม่คิดว่าพลังประชาชนจะคุมอำนาจได้ทั้งหมด เพราะถ้าเรานึกถึง factor ทางการเมืองทั้งหมด จะเห็นว่าพลังประชาชนคุมอำนาจในสภาฯ ได้จริง แต่อำนาจในการกำหนดวาระทางการเมืองของชาติ พลังประชาชนคุมไม่ได้เลย อาจเป็นเพราะวาระทางการเมืองของชาติมันโยงกับวาระของชนชั้นนำ วาระทางการเมืองของคนกรุงเทพฯ มาก จนอย่างไรก็ตาม พลังประชาชนไม่สามารถกำหนดญัตติสาธารณะทางการเมืองได้เลย"
"ต่อให้พลังประชาชนแก้รัฐธรรมนูญได้ เขาก็คุมอำนาจไม่ได้ แต่ในทางกลับกันถ้าไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญ มันมีคนบางกลุ่มผูกขาดอำนาจได้ต่อไป คนกลุ่มที่ตั้ง กกต. คนกลุ่มที่ตั้งศาลรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ คนที่เขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือคนที่บอกว่าพลังประชาชนผูกขาดอำนาจ ลืมข้อเท็จจริงไปว่าทุกวันนี้เรามีคนบางกลุ่มผูกขาดอำนาจอยู่แล้ว คือคนที่ทำรัฐประหาร คนที่เขียนกติกาซึ่งไม่มีใครมีส่วนร่วม และเขาบังคับให้พวกเราอยู่ในกติกานี้ นี่คือการผูกขาดอำนาจจริงๆ ซึ่งยังอยู่"
"โมเดลทักษิณ" กลับมา
ถ้าไม่เกิดรัฐประหาร มีความขัดแย้งกันต่อไปอย่างนี้ สังคมไทยจะคลี่คลายไปแบบไหน
"โอกาสที่จะคลี่คลายมันเคยมีสั้นๆ หลังเลือกตั้งที่มีรัฐบาลคุณสมัครเป็นนายกฯ มันมีอยู่แป๊บหนึ่งแล้วมันหายไปแล้ว เพราะพันธมิตรฯ กับพรรคฝ่ายค้านเล่นการเมืองในลักษณะที่ต้องการให้เผชิญหน้ากันมากขึ้น โอกาสที่มันจะคลี่คลายเลยไปแล้ว คงไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ยกเว้นว่าจะเกิดปัญหาใหญ่ของชาติ ซึ่งทำให้ทุกคนเห็นว่าต้องหยุดเล่นการเมือง ไม่อย่างนั้นคงยาก มันเป็นแบบที่นักทฤษฎีการเมืองบางคนใช้คำว่า สงครามช่วงชิงที่มั่นทางความคิด ก็คือทั้ง 2 ฝ่ายเผชิญหน้ากัน และต่างฝ่ายต่างพยายามสร้างเหตุผลทางการเมืองเพื่อคนในสังคมเห็นด้วยกับตัวเองมากที่สุด ผมว่ามันจะเดินไปในลักษณะนั้นมากกว่า ฝ่ายพลังประชาชนทุกวันนี้เริ่มมีคนที่ชอบทักษิณออกมาพูดมากขึ้น ซึ่งก่อน 19 ก.ย.พวกนี้ไม่กล้าพูด นักวิชาการเมื่อก่อนคิดว่าออกมาพูดสนับสนุนทักษิณไม่ได้ แต่หลัง 19 ก.ย.มีปรากฏการณ์นี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นคนที่มีลักษณะผู้นำทางความคิดทั้ง 2 ฝ่ายจะเผชิญหน้ากันมากขึ้น สถานการณ์อย่างนี้จะอยู่ไปอีกระยะหนึ่ง จนกว่าจะมีปัญหาใหญ่ที่ทุกคนคิดว่าต้องหยุดได้แล้ว"
ถึงอย่างไร คนชั้นกลางก็ไม่เอานักการเมืองทุนท้องถิ่นอยู่ดี มันก็คากันไปอย่างนี้
"คนกรุงเทพฯ มันคากับความเกลียดเสนาะ เกลียดเนวินมากี่ปีแล้ว แต่ตอนนั้นมันไม่มีคนที่บอกว่าเราสามารถไล่คนพวกนี้ได้ด้วยทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นวิธีรัฐธรรมนูญหรือนอกรัฐธรรมนูญ แต่ตอนนี้มีคนเคยชี้ทางนี้แล้วว่าเฮ้ย-ทำได้ ไล่ไอ้พวกชั่วด้วยวิธีนอกรัฐธรรมนูญทั้งหมดได้ ใช้อำนาจนอกระบบได้ เรื่องพวกนี้พอเกิดแล้วมันอยู่ในใจคนว่าเออ-ทำได้ เพราะฉะนั้นมันก็กลับมาที่รัฐธรรมนูญ ถ้าไม่มีการส่งสารว่าการรัฐประหารผิด คนจำนวนมากก็ไม่คิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นปี 2549 เป็นเรื่องผิด"
"จุดลงตัวในความเห็นของผมมี 2 แบบ แบบแรกคือต้องเกิดปัญหาใหญ่มากๆ ขึ้นมาจนทุกฝ่ายหยุดเล่นการเมือง อันที่สองก็คือ อย่าลืมว่าคุณทักษิณเคยเป็นฮีโร่ของคนกรุงเทพฯ ของคนไทยทั้งประเทศ จุดที่ทำให้คุณทักษิณพังลงไปคือ เรื่องการใช้อุดมการณ์หลักๆ เข้าไปเล่นงานคุณทักษิณ เพราะฉะนั้นถ้ามีผู้นำในลักษณะอย่างคุณทักษิณ มันมีความเป็นไปได้ที่จุดลงตัวจะเกิด ถ้าไม่เอาเรื่องอุดมการณ์หลักมาเล่นงานกัน"
ตรงนี้เขาบอกว่าไม่ใช่แค่ผู้นำ "แบบทักษิณ" แต่อาจจะเป็นตัวทักษิณเอง
"พูดจริงๆ แล้ว ผมยังคิดว่าคุณทักษิณอาจจะได้กลับมาเป็นนายกฯ รอบใหม่ โดยที่คนกรุงเทพฯ แฮปปี้ด้วยก็ได้ ถ้าไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาในเรื่องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ครั้งหนึ่งคนกรุงเทพฯ ดูถูกพรรคประชาธิปัตย์ รอบแรกที่คุณทักษิณชนะ คนกรุงเทพฯ พูดด้วยซ้ำว่าคนภาคใต้โง่ที่ไปเลือกประชาธิปัตย์"
"ปัญหาของคุณทักษิณคือคนกรุงเทพฯ ในเขตเมือง ซึ่งแบ็กกราวด์ด้านความสามารถในธุรกิจของคุณทักษิณ มันมีองค์ประกอบบางอย่างที่จะทำให้คุณทักษิณมีโอกาสจะกลับมาอยู่ในความนิยมคนกรุงเทพฯ ได้"
ถ้ากระแสนิยมตีกลับไปหาทักษิณ สังคมไทยจะไปกันอย่างไร
"ถ้าถึงจุดนั้น คนกรุงเทพฯ หรือชนชั้นนำทั้งหลายต้องเป็นฝ่ายเรียนรู้ ที่จะอยู่กับคนที่ตัวเองไม่ชอบให้มากขึ้น ชนชั้นนำไม่เคยเรียนรู้ที่จะอยู่กับคนที่ตัวเองเกลียดเลย ในสมัยหนึ่งก็เล่นงาน อ.ปรีดี ทำให้ท่านต้องไปตายนอกประเทศ สมัยหนึ่งฆ่านักศึกษาตอน 6 ตุลา ชนชั้นนำไม่เคยเรียนรู้ที่จะอยู่กับคนที่ตัวเองไม่ชอบ รู้แต่ต้องกำจัดมันออกไปให้หมด เพราะฉะนั้นปัญหาที่จะอยู่กับคุณทักษิณอย่างไร เป็นปัญหาที่ชนชั้นนำจะต้องปรับตัว เพราะถ้าไม่ปรับตัวเขาก็จะกลับมาเขย่าประตูหน้าบ้านคุณเรื่อยๆ ไล่ยังไงเขาก็ชนะการเลือกตั้ง"
"มันเห็นภาพชัดที่คุณทักษิณกลับมาโดยไม่มีตำแหน่งอะไรเลย เป็นข่าวมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นข่าวมากกว่านายกฯ แปลความได้อย่างเดียวคือ เรากำลังพูดถึงคนที่มีฐานประชาชนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้นไล่ยังไงเขาก็จะกลับมา บางคนพูดถึงว่าฆ่าเขาให้ตายซะ เราจะเล่นการเมืองแบบนั้นจริงๆ หรือเปล่า ต่อให้ทำอย่างนั้นคิดว่าจะแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า ในที่สุดแล้วทุนท้องถิ่นกับชาวบ้านมันแน่นแฟ้น ขนาดที่ต่อให้ฆ่าผู้นำไปผมคิดว่าเขาก็ต้องกลับมา"
เป็นไปได้ไหมที่จะมีผู้นำคนอื่นขึ้นมาแต่อยู่ในบุคลิกลักษณะนี้
"คุณทักษิณให้คาแรกเตอร์ของผู้นำ ซึ่งใครที่จะได้ความนิยมก็จะต้องเลียนแบบพฤติกรรมของคุณทักษิณ เช่น รอบที่แล้วทุกพรรคก็ใช้นโยบายเหมือนคุณทักษิณในการหาเสียงเลือกตั้ง ทุกคนก็ทำตัวเป็นเงาของคุณทักษิณ ไม่เว้นกระทั่งพรรคการเมืองที่ต่อต้านคุณทักษิณ ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าละอาย เพราะฉะนั้นผู้นำที่จะครองใจคนได้ โอกาสที่จะต้องเป็นคนลักษณะแบบคุณทักษิณเลี่ยงได้ยาก อาจจะเป็นคนอื่นก็ได้ที่ประนีประนอมกับสถาบันหลักๆ ได้มากขึ้น ทำให้ชนชั้นนำในกรุงเทพฯ พอใจมากขึ้น ทำให้คนมีการศึกษาในกรุงเทพฯ รู้สึกว่าเขาเป็นภัยคุกคามน้อยลง แต่ความเป็นผู้นำแบบคุณทักษิณจะไม่หมดไป เพราะนี่คือโมเดลที่ประสบความสำเร็จทางการเมืองอย่างมาก เพราะฉะนั้น ใครที่อยากจะมาเป็นผู้นำก็ต้องใช้โมเดลแบบคุณทักษิณ"
แล้วก็ต้องจับมือกับทุนท้องถิ่น
"ประชาธิปัตย์ก็ไม่เคยโจมตีทุนท้องถิ่นอยู่แล้ว ถึงที่สุดแล้วไม่มีพรรคการเมืองไหนโจมตีทุนท้องถิ่น แม้กระทั่งพันธมิตรฯ ก็ไม่เคยโจมตีทุนท้องถิ่น ยังพยายามจะเอาทุนท้องถิ่นมาเป็นแนวร่วม การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ในต่างจังหวัด พยายามดึงเอาทุนท้องถิ่นที่มีความขัดแย้งกับทุนท้องถิ่นที่มีอำนาจมา แล้วเคลมว่านี่คือตัวแทนคนบุรีรัมย์ที่ไม่เอาทักษิณ คนโคราชที่ไม่เอาไทยรักไทย แต่มันก็คือทุนท้องถิ่น ความพยายามคุมท้องถิ่นเป็นเรื่องที่ส่วนกลางพยายามทำมาแล้วตั้งแต่สมัย ร.5 แต่ไม่เคยทำสำเร็จเลย เพราะมันทำไม่ได้และก็ไม่มีทางทำได้ด้วย คือพันธมิตรฯ พยายามจะสร้างโจทย์แต่ละอันซึ่งทำไปก็ไม่ชนะ แล้วทำให้ประเทศทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง"
เราไม่มีทางชนะทุนท้องถิ่นได้ในระยะอันใกล้แน่นอน
"ไม่มีทาง-ถ้าไม่มีการปฏิรูปการเมือง ไม่มีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ถ้าตราบใดที่ยังไม่มีเลือกตั้งผู้ว่าฯ อำนาจท้องถิ่นก็ผูกขาดต่อไปเรื่อยๆ ภาคอีสานบางจังหวัดคนที่ลงแข่ง อบจ., นายกเทศมนตรี ก็ญาติพี่น้องกันทั้งนั้น อากง อาม่า อาอึ้ม รอบที่แล้วอากงเป็น รอบนี้อาอึ้มจะลง เพราะฉะนั้นถ้าจะแก้ต้องทำให้การเมืองท้องถิ่นเปิด ก็คือต้องกระจายอำนาจอย่างเด็ดขาดเลย คนกรุงเทพฯ มีอำนาจในการตัดสินตัวเองยังไง คนท้องถิ่นก็ต้องมีแบบเดียวกัน"
คลื่นลูกหลังกำลังเกิด
ถ้าไปไม่ถึงรัฐประหาร พันธมิตรฯ จะอยู่ในสภาพไหน
"เขาก็มีแฟนประจำอยู่ แต่จะได้แฟนเพิ่มหรือเปล่าคงไม่เยอะ เพราะรอบที่แล้วถ้าพันธมิตรฯ ไม่มีตัวช่วยอย่างคุณทักษิณขายหุ้นกับอุดมการณ์หลักเข้ามา ก่อนวันที่คุณทักษิณขายหุ้น คุณสนธิแทบจะประกาศยุติการชุมนุมแล้ว แต่พอมีประเด็นขายหุ้นก็มีการใช้เรื่องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ตลอดเวลา รอบนี้จะเป็นเรื่องน่าเศร้าของพันธมิตรฯ ปีกที่ต่อสู้เพื่อประชาชน เพราะในที่สุดแล้วคนเหล่านี้จะกลับมาสู่ความเป็นจริงทางการเมือง ว่าคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ไม่ได้สนใจเสียงคนชั้นล่างอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาปฏิรูปที่ดิน การเก็บภาษีมรดก ภาษีที่ดิน คนชั้นกลางไม่เอาเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว"
ถ้าพันธมิตรฯ คว่ำ ภาคประชาชนก็อาจจะคว่ำไปด้วยกัน
"แต่ภาพพันธมิตรฯ มันไม่เท่ากับภาคประชาชน มีภาคประชาชนเยอะแยะที่อยู่นอกพันธมิตรฯ ผลอันหนึ่งของรัฐประหารรอบนี้ คือทำให้ภาคประชาชนแยกขั้วกันมากขึ้น ภาคประชาชนฝ่ายที่อยู่ในพันธมิตรฯ กับภาคประชาชนที่ไม่เอาพันธมิตรฯ มันเห็นได้ชัดเจน ผมกลับมาเมืองไทยรอบที่แล้ว ผมถูกเชิญไปพูดโดยภาคประชาชนที่ไม่เอารัฐประหารเยอะมาก เช่น กลุ่มคนงานระดับล่าง, กลุ่มชาวนา คือกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวจริงจังในระดับท้องถิ่นและเขาไม่เอาพันธมิตรฯ ถึงจุดหนึ่งแล้วผมคิดว่าภาคประชาชนเป็นคำที่เราอาจจะใช้ไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าใครอยู่ในสังกัดนี้ มันยังมีอยู่จริงหรือเปล่า อย่าง สนนท.ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คนมองว่า สนนท.อยู่ภายใต้ ครป. เมื่อวานนี้เลขาฯ สนนท.แถลงข่าวโจมตีสุริยะใสและ ครป. ว่าทำไมพันธมิตรฯ ถึงปกป้องรัฐธรรมนูญ มันสะท้อนว่าภาคประชาชนแตกกันมากแล้ว และจุดแตกคือเรื่องรัฐประหาร ซึ่งมันกลับมาคุยกันใหม่ไม่ได้ มันไม่ใช่จุดแตกในเรื่องของผลประโยชน์ส่วนบุคคลหรือว่าเครือข่ายทางการเมือง แต่มันเป็นเรื่องรัฐประหารซึ่งเป็นเรื่องใหญ่"
คนภายนอกมองไม่เห็น เพราะคนที่มีชื่อเสียงของภาคประชาชนไปอยู่กับพันธมิตรฯ เชียร์พันธมิตรฯ
"นั่นเป็นปัญหาเรื่องของรุ่นของผู้นำภาคประชาชน คือผู้นำรุ่นที่สนับสนุนพันธมิตรฯ มีอยู่จริง แต่เป็นอีกรุ่นหนึ่ง ไม่ใช่คนอย่างรุ่นผมหรือรุ่นก่อนผมนิดหน่อย พูดง่ายๆ อย่างคุณสุภิญญา เราจะบอกว่าเป็นพวกพันธมิตรฯ หรือไม่เป็น ช่วงหนึ่งคนก็มองเป็นพันธมิตรฯ แต่หลังรัฐประหารเขาก็ไม่เคยร่วมกิจกรรมกับพันธมิตรฯ เลย ไปปีนสภาฯ ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่ามันมีการแตกตัวแบบนี้จริง เพียงแต่ด้วยความที่รุ่นผู้นำของภาคประชาชนมันยังคงถูกผูกขาดโดยคนอายุ 40+ 50+ มันก็เลยไม่เห็นภาพนี้ปรากฏออกมาในที่สาธารณะ แต่หลังจากนี้ไปมันจะเห็นชัด"
ภาคประชาชนฝ่ายที่ 3 จะโตขึ้นไหม
"ผมคิดว่ามันโตขึ้นแล้ว มันมีคนใหม่ๆ มากขึ้น มีแนวทางการเคลื่อนไหวที่เราไม่เคยเห็น มันเป็นความคิดของคนอีกรุ่นหนึ่งที่เขาไม่พอใจรัฐประหาร ไม่พอใจกับหลายๆ ฝ่ายที่เขาเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร ผมคิดว่ารัฐประหาร 19 ก.ย.มีผลมาก และผลนี้ก็จะอยู่ไปอีกนาน"
ย้อนกลับมาเฉพาะหน้า เชื่อว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะสำเร็จไหม
"ผมคิดว่าน่าจะแก้สำเร็จ แต่คงสำเร็จแบบพลังประชาชน แบบ ส.ส.ร.เป็นแบบที่ผลักดันโดยคนที่ไม่มีพลังทางการเมือง จากนักวิชาการ จาตุรนต์ ไม่มีพลังทางการเมืองอะไร แบบพลังประชาชนมันก็เกิดสถานการณ์การเมืองอีกแบบหนึ่ง มันดีในแง่ที่เรามองเรื่องนี้โยงกับการเมืองก่อนรัฐประหาร 19 ก.ย. แต่รัฐธรรมนูญ 2540 ก็มีปัญหาบางอย่างจริง การแก้รัฐธรรมนูญแบบพลังประชาชนคือการไม่พูดถึงปัญหาของปี 2540 นี่จะเป็นปัญหาใหม่อีกแบบหนึ่ง อย่าลืมว่า 2540 เป็นปัญหาที่ในที่สุดแล้ว มันรุนแรงเพราะมีปัจจัย 2 ตัวมาเจอกันคือ ตัวคุณทักษิณ กับการที่ถูกโยงเข้ากับเรื่องชาติ ศาสน์ กษัตริย์"
"ถ้าโชคดีก็อาจจะมีการประนีประนอมระหว่าง 2 ฝ่าย เอา 2540 เป็นตัวตั้งแต่ยอมแก้ในส่วนที่ไม่ดีจริงๆ แต่ปรากฏการณ์ที่คนยอมตายเพื่อรัฐธรรมนูญปี 2550 น่าจะน้อยลงไปเยอะ คือให้คนไทยยอมตายเพื่อรัฐธรรมนูญก็น้อยอยู่แล้ว นี่ยังเป็นรัฐธรรมนูญ 2550 ผมว่ายิ่งน้อยไปกันใหญ่ มันก็คงจะยันกันไปเรื่อยๆ ปล่อยให้กระบวนการทางการเมืองเป็นไปตามพลังที่เป็นจริง ถ้าสู้กันในระบบพันธมิตรฯ ก็สู้พลังประชาชนไม่ได้ พันธมิตรฯ สู้ได้ก็ด้วยการดึงการเมืองนอกระบบมาเป็นตัวช่วยตลอด แต่จะหนุนไปได้อีกนานแค่ไหน"
การต่อสู้ของประชาชนควรจะตั้งความหวังแค่ไหน ถ้ายังไงเราก็จะได้ผู้นำโมเดลทักษิณ
"ประชาชนต้องรวมตัวให้เหนียวแน่นเหมือนอย่างปี 2549 แต่อย่ารับการแทรกแซงของสถาบันนอกระบบการเมือง การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ถ้าไม่ใช้อุดมการณ์หลัก และไม่ยอมรับการแทรกแซงของทหาร ไม่ใช่เรื่องที่มีปัญหาอะไรเลย ประชาชนตื่นตัว ตั้งคำถามกับนักการเมือง เป็นเรื่องที่ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นคือพันธมิตรฯ ไปใช้อุดมการณ์หลักเข้ามาเล่นงานฝ่ายตรงข้าม ใช้วิธีนอกระบบ ใช้ทหาร ใช้การปล่อยข่าว มันทำให้ขบวนการประชาชนเสียไปหมด"
ชนชั้นกลางต้องยอมรับประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง
"อาจจะไม่ใช่ยอมรับประชาธิปไตยจากการเลือกตั้ง แต่ต้องบอกว่ายอมรับประชาธิปไตยจากคนที่มีการศึกษาน้อยกว่าเรา โง่กว่าเรา จนกว่าเรา ซึ่งคนชั้นกลางทำใจยอมรับได้ยาก มันเป็นอคติที่มีในโลกสมัยใหม่ตลอด คนอังกฤษจำนวนมากก็รับไม่ได้ที่กรรมกรมีสิทธิ์ vote เท่าตัวเอง แต่ว่าหลายประเทศคนที่มีอคติแบบนี้ไม่กลายเป็นสร้างสถาบันทางการเมืองขึ้นมา บ้านเราอคติของคนชั้นกลางกับชนชั้นสูง มันถูกแปรสภาพเป็นสถาบันทางการเมือง เช่น กกต., ตุลาการรัฐธรรมนูญ แล้วไปยุบพรรคการเมือง อันนี้ผิด-อันตราย".
หมายเหตุ : ภาพจากประชาไท
|
| |
|