วันจันทร์ ที่ 21 กรกฎาคม 2551
สิทธิชุมชน
Posted by
คนสะตึง
,
ผู้อ่าน : 102
, 11:38:54 น.
| หมวดหมู่ :
บทความสะตึง
พิมพ์หน้านี้
สิทธิชุมชน ปฏิบัติการของชุมชนก่อการดีบ้านแสงตะวัน

|
คืนปลา..ให้แม่น้ำ คืนต้นไม้..ให้ป่าเขา คือ สโลแกนงานประเพณีทำบุญธรรมชาติ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2551 บ้านแสงตะวัน ต.คอโค อ.เมือง จ.สุรินทร์
สืบเนื่องจากบทเรียนการต่อสู้เรื้องที่ดินสาธารณะประโยชน์ของหมู่บ้านที่ถูกนายทุนนำเอาพื้นที่สาธารณะไปปลูกพืชเศรษฐกิจ ยูคาลิปตัส นานนับ 10 ปี จนกระทั่งประมาณปี 2547 โดยการนำของนายชุมพร เรืองศิริ ซึ่งเป็นกำนัน ตำบลคอโค ในขณะนั้น ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านแสงตะวันแกละได้ร่วมกับชุมชนต่อสู้ทวงสิทธิชุมชนในที่ดินสาธารณะประโยชน์คืนจากนายทุนจนเป็นผลสำเร็จผล
ในปี 2548 มติที่ประชุมของชุมชนได้เสนอให้นำที่ดินสาธารณะเนื้อที่ประมาณ 45 ไร่ มาบริหารจัดการแบ่งเป็น 2 แปลง แปลงที่ 1 จัดทำเป็นป่าชุมชน 30 ไร่ แปลงที่ 2 เนื้อที่ 15 ไร่ นำมาจัดสรรให้กับสมาชิกของชุมชนไร้ที่ดินทำกิน จัดตั้งเป็นกลุ่มปลูกผักอินทรีย์ 16 ราย และชุมชนยังได้ร่วมกันทำบุญ สายน้ำเดินทาง สร้างสายธารวัฒนธรรม เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับชุมชนหลังจากร่วมกันต่อสู้กับนายทุน โดยมีกิจกรรมปลูกป่า บวชป่า ซึ่งได้แนวคิดเรื่องสิทธิชุมชน นิเวศวัฒนธรรมชุมชน และแนวคิดโฉนดชุมชน นำมาจัดบริหารจัดการนำร่องในที่ดินสาธารณะประโยชน์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุณค่าต่อคนในชุมชนอย่างแท้จริง
บรรยากาศในงานพิธีทำบุญธรรมชาติ ครั้งที่ 3 เริ่มงานในช่วงเย็นวันที่ 5 กรกฎาคม 2551 มีพิธีสงฆ์สวดพุทธมนต์เย็น ผสมผสานพิธีกรรมความเชื่อท้องถิ่น คือพิธียกธงชัย ตั้งศาลเพียงตาอัญเชิญเทวดา หรือ พิธียกตวง หรือ ธง ในภาษา เขมร ท้องถิ่นสุรินทร์ เป็นการอัญเชิญเทพารักษ์ เจ้าที่ เจ้าทาง มาร่วมงานและช่วยอำนวยพร ป้องกันอุบาทและจัญไรหรือ มารผจญ ที่จะมาทำให้งานพิธีดังกล่าวพบเจออุปสรรคและไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย
ในพีธียก ตวง หรือ ธงชัย มีการร่วมบริจาคทานเงินใส่ในประเป๋า ตวง ธงแล้วทำพิธียกธงชัยขึ้น โดยการมีส่วนร่วมของเจ้าพิธีและคนที่มาร่วมพิธีช่วยกันยกและโห่ร้องเรียกขวัญและกำลังใจ ส่วนเงินที่ร่วมบริจาคทานใน ตวง ก็จะนำไปถวายพระในตอนเช้าทั้งหมด
ช่วงกลางคืนมีการปาฐกถา โดย อ.บุญยงค์ สีอุทธา ที่ปรึกษาเครืออนุรักษ์ลุ่มน้ำห้วยเสนง จ.สุรินทร์ อาจารย์สอนพิเศษ และอดีตรองอธิบดีม.เทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคอีสาน จ.สุรินทร์ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ที่ได้ร่วมงานนี้เป็นครั้งแรกกับชาวบ้าน ได้กล่าวถึงงานนี้ว่า เป็นโครงการที่ดี เป็นการปลูกจิตสำนึกร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติ และยังเป็นการลดภาวะโลกร้อนถือเป็นเรื่องที่ดีของการจัดงานประเพณีทำบุญธรรมชาติ ควรจะมีการสืบทอดไปเรื่อยๆ และควรถ่ายทอดไปถึงเยาวชนของชุมชนต่อไป
และในวันรุ่งขึ้นวันที่ 6 กรกฎาคม 2551 ชาวบ้านในชุมชนร่วมกันทำบุญตักบาตรฉลองโรงเพาะชำกล้าไม้ ร่วมกันเพาะพันธุ์กล้าไม้กันคนไม้ละมืออย่างสนุกสนาน พระสงฆ์ทำพิธีบวชป่าของชุมชนบ้านแสงตะวันที่มีทั้งป่าชุมชน และพื้นที่ปลูกผักอินทรีย์ รวมทั้งพิธีสู่ขวัญปลา คืนแม่น้ำในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำอยู่ในพื้นที่เดียวกันด้วย
ในระหว่างเส้นทางบวชป่าชุมชนเราได้พบกับคุณสิน เพื่อนรัมย์ อายุ 36 ปี ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มปลูกผักอินทรีย์ริมห้วยเสนง และเป็นคณะกรรมการเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำห้วยเสนงตอนปลายบ้านแสงตะวัน ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทในการทำหน้าที่เป็นหู เป็นตา เฝ้าระวังสถานการณ์ลำห้วยเสนงที่มีชีวิตผูกพันกับสายน้ำห้วยเสนงมาตั้งแต่เยาว์วัย ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ทรัพยากรของท้องถิ่นว่า ทุกวันนี้น้ำลำห้วยเสนงใกล้เสีย เพราะน้ำเสียจากเมืองไหลมาตามชุมชนลงสู่ห้วยเสนงเยอะ น้ำมันคัน อาบไม่ได้ อยากให้คนในชุมชน ช่วยกันอนุรักษ์ห้วยเสนง อยากให้น้ำมันดี สะอาด ให้สัตว์น้ำปู ปลา อยู่ได้ รวมถึงคุณภาพน้ำ ช่วยกันป้องกัน อย่าให้น้ำมันเสีย เพราะปัจจุบันและอนาคตชุมชนก็ยังต้องใช้น้ำห้วยเสนงในกิจกรรมของชุมชน การปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ และการผลิตน้ำประปาต่อไป
และกลุ่มเอาการเอางานที่มาร่วมงาน ด้วยความสนุกและร่าเริงเห็นจะเป็นสายเลือดใหม่ต้นกล้าแห่งกลุ่มเยาวชนบ้านแสงตะวัน ที่นำโดยน้องตี่ หรือเด็กหญิงสุภาพร รอดโพธิ์ทอง อายุ 13 ปี ซึ่งเป็นประธานกลุ่มเยาวชนปลูกต้นไม้ของชุมชนแสงตะวัน 3 ปีติดต่อกัน และทีมงานผึ้งน้อยแสนขยัน น้องมะปราง เด็กหญิงขนิษฐา สัตยบุตร อายุ 11 ปี น้องปังปอนด์ เด็กชายณัฐพล พากเพียร อายุ 12 ปี ทั้ง 3 คนได้ร่วมกิจกรรมงานชุมชนปลูกป่าตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน ด้วยเห็นว่าป่าไม้ในชุมชนลดน้อยลง จึงรวมกลุ่มช่วยกันปลูกป่าทดแทนคนรุ่นก่อนที่ตัดไม้ไปใช้ประโยชน์สร้างบ้าน และการใช้สอยอื่นๆ

นอกจากนั้นกลุ่มเยาวชนยังบอกอีกว่าตนเองมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตที่อาศัยฐานทรัพยากรท้องถิ่นดิน น้ำ ป่า ริมห้วยเสนงในการเที่ยวเล่น เก็บฟืน หาอยู่ หากิน โดยในวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ จะเข้าป่าไปกับเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกัน บางครั้งก็ไปกับพ่อแม่หรือญาติที่สนิทกัน ไปหาเก็บของป่า เห็ด หน่อไม้ ผักหนาม มะดัน และผลไม้ป่า เช่น ลูกยาง (ตูมกูย ภาษา เขมรท้องถิ่น) เป็นอาหารบริโภคในครัวเรือนลดรายจ่าย และยังนำไปขายเป็นรายได้ของเด็ก ๆ อีกด้วย
น้องตี่ ปังปอนด์ และน้องมะปราง ยังฝากถึงเพื่อนๆ เยาวชนรุ่นน้อง และพี่ๆ ในชุมชนด้วยว่า อยากให้เพื่อนๆ ร่วมกันอนุรักษ์และช่วยกันปลูกป่า ลดโลกร้อนและให้ชุมชนมีป่าอยู่คู่ชุมชนต่อไป ไม่อยากให้มีใครมาลักลอบตัดไม้ในป่าชุมชน และมาขโมยจับปลาในแม่น้ำห้วยเสนงในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำบ้านแสงตะวัน อยากให้ชุมชนจัดงานทำบุญแบบนี้ทุกปี
ต้นกล้าน้อยของชุมชนได้เริ่มเติบโต ผลิใบและงอกงามอย่างช้าๆ ในหัวใจของเด็กๆ ซึ่งผู้ใหญ่ ผู้นำในชุมชนต้องหมั่นรดน้ำ ใส่ปุ๋ยแห่งความดีลงไปในจิตใจของเด็กๆ อย่างใส่ใจและสม่ำเสมอ และจะเติบโตเป็นไม้งามของชุมชนรุ่นต่อไป
คุณชุมพร เรืองศิริ ผู้ใหญ่บ้านแสงตะวัน และเป็นประธานเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำห้วยเสนงจังหวัดสุรินทร์ได้สะท้อนความเห็นถึงชุมชน เราควรมีจิตสาธารณะและชุมชนต้องเป็นชุมชนที่มีจิตสาธารณะต้องฝึกฝนให้เป็นคนมีจิตสาธารณะ ที่คิดถึงคนอื่นชุมชนก่อนตนเอง คิดถึงธรรมชาติดิน น้ำ ป่า คิดถึงลูก คิดถึงหลาน คิดถึงคนรุ่นต่อไป
คงจะเป็นประโยคหนึ่งที่ทรงพลังทางวาทะกรรมเป็นความคิดรวบยอดที่กล่าวในงานทำบุญธรรมชาติครั้งนี้ที่แสดงถึงความเป็นคนสาธารณะ ที่อาจจะสะเทือนไหลเข้าไปซึมซับสู่จิตใจของคนในชุมชน และเยาวชนในหมู่บ้านไม่มากก็น้อย ที่จะสามารถตอกย้ำสิทธิชุมชน การมีส่วนร่วมทุกข์ ร่วมสุข ของคนในชุมชน ความเป็นสังคมเครือญาติที่สัมพันธ์กันในความเป็นนิเวศวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่ต้องสอดคล้องต้องกันกับแนวทางการพัฒนาชุมชนได้เป็นอย่างดี ที่จะสะท้อนไปที่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ได้ตระหนักถึงพลังของชุมชน การมีส่วนร่วมของประชาชน
โดยตอกย้ำให้เห็นพลังดังกล่าวว่า การเชื่อมร้อยของคนตามสายน้ำได้เรียนรู้จากการทำงาน และเกิดเครือข่ายที่มีพลังในการจัดการฐานทรัพยากรท้องถิ่น เราจึงอยากสื่อสารให้รัฐได้รับรู้ว่าชุมชนสามารถจัดการตัวเองได้และหน่วยงานรัฐควรให้การสนับสนุนยอมรับในสิทธิชุมชน
ในความเป็นพี่น้อง เครือญาติของคนลุ่มน้ำห้วยเสนง การใช้สิทธิชุมชน การมีส่วนร่วมของชุมชนได้เริ่มต้นเรียนรู้จากปัญหาและแก้ไข สร้างพื้นที่ปฏิบัติการอนุรักษ์และฟื้นฟู เฝ้าระวังด้วยตนเองไปแล้ว หากแต่การต่อสู้ปกป้องฐานทรัพยากรท้องถิ่นหลังพิงสุดท้ายของชุมชนที่นับวันจะ หร่อยหรอและเสื่อมโทรมลงไปทุกวัน ในระยะยาวการต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรทั้งทางระดับนโยบายโลก ประเทศ และท้องถิ่น ระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชน และชุมชน นับวันจะเข้มข้นและทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
การต่อสู้และการแสวงหาทางออกร่วมกันที่จะสามารถสมานฉันท์ของภาคีส่วนต่างๆ ของสังคมในอนาคต ที่กำลังก่อรูปของชุมชนและการสานพลังเครือข่ายชุมชนให้เกิดพลังที่ต้องอาศัยการสั่งสมองค์ความรู้งานพัฒนาและการต่อสู้จากประสบการณ์ ทั้งใหม่และเก่าที่ต้องประสานนวัตกรรมทั้งภายนอกและภายใน
นี่ไม่ใช่บทสรุปทั้งหมดของภาคประชาชน สังคมชุมชนและเครือข่าย แต่เป็นการจุดประกายขึ้นในสังคมอีกพื้นที่หนึ่ง คือปฏิบัติการใช้ประชาธิปไตยชุมชน สิทธิชุมชน บนองค์ประกอบฐานคิดแนวนิเวศวัฒนธรรมชุมชน การมีส่วนร่วมของประชาชนที่ประชาชนจะต้องกำหนดอนาคตของตนเอง |
|
|