วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม 2551
มหกรรมฟื้นฟูสายน้ำสายชีวิตของชาวลุ่มน้ำห้วยเสนง(ตอนปลาย)จ.สุรินทร์
Posted by
คนสะตึง
,
ผู้อ่าน : 223
, 10:33:05 น.
พิมพ์หน้านี้
มหกรรมฟื้นฟูสายน้ำสายชีวิตของชาวลุ่มน้ำห้วยเสนง (ตอนปลาย)จ.สุรินทร์

|
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2551 ณ สะพานข้ามห้วยเสนง ระหว่างบ้านตะเตียว ต.คอโค กับบ้านกะเพอสกวม ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำห้วยเสนงตอนปลาย จัดกิจกรรมทำแนวเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำความยาว 400 เมตร เพื่อฟื้นฟูต้นทุนชีวิต และชุมชนลุ่มน้ำห้วยเสนง ตลอดจนรณรงค์ให้เกิดภาคีความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ รวมทั้งเป็นการสร้างการเรียนรู้ โดยใช้ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการดูแลรักษา เฝ้าระวัง เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยเสนง ซึ่งมีชาวบ้านสองฝั่งน้ำ กลุ่มเยาวชน องค์กรท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคม เข้าร่วมประมาณ 100 คน
กิจกรรมในงานเริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. มีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับลุ่มน้ำห้วยเสนง การทำผ้ามัดย้อม การประกวดวาดรูประบายสีสำหรับเด็ก หลังจากนั้นเป็นการเสวนา ประวัติศาสตร์ชุมชนสองฝั่งน้ำและบทเรียนปฏิบัติการสิทธิชุมชน ลุ่มน้ำห้วยเสนงตอนปลาย โดยตัวแทนชาวบ้าน คณะกรรมการเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำห้วยเสนง และนักพัฒนาอาวุโส
นายแรม หอมนวล ผู้ใหญ่บ้านกะเพอสกวม ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ตนอยู่กับลำน้ำห้วยเสนงมาตลอดและบ้านกะเพอสกวมใช้น้ำจากห้วยเสนงเป็นหลักเพราะไม่มีแหล่งน้ำอื่นเลย ห้วยเสนงหล่อเลี้ยงพวกเรา เป็นเส้นน้ำสายเลือดที่ไหลผ่านชุมชนบ้านเราและช่วยชุบชีวิตบ้านเราให้อยู่ได้ และได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของสายน้ำและปัญหาที่มากระทบห้วยเสนง ตั้งแต่ปัญหาโรงต้มเหล้าที่ปล่อยน้ำเสียลงห้วยเสนง ต่อมาก็เป็นผลกระทบจากฟาร์มหมู สวนอาหาร ร้านอาหาร และน้ำเสียจากเมืองที่ขยายตัวขึ้นทุกวัน ทำให้น้ำห้วยเสนงเน่าเสีย มีปลาตาย บางช่วงลงไปแล้วก็คัน คุณภาพของน้ำไม่ดีเหมือนแต่ก่อน เกิดเป็นปัญหาต่อลำน้ำห้วยเสนงของพวกเราที่เป็นชาวบ้านอยู่ที่นี่ติดกับลำน้ำห้วยเสนง
นายแรม กล่าวต่อว่า ยิ่งเมื่อทางเทศบาลเมืองสุรินทร์มีโครงการจะสร้างคลองระบายน้ำเสียจากเมืองลงห้วยเสนงเมื่อปี 2549 ซึ่งจะก่อผลเสียกับลำน้ำห้วยเสนงมากขึ้นไปอีก ชาวบ้านไม่ยอมจึงรวมตัวกันชุมนุมคัดค้านให้ยุติโครงการ สุดท้ายโครงการก็ต้องล้มเลิกไป การออกมาเรียกร้องสิทธิครั้งนี้ได้ทำให้ชาวบ้านมีความกระตือรือร้นในการใช้สิทธิที่มีมาแก้ปัญหาของตัวเองมากขึ้น เข้าใจในเรื่องสิทธิชุมชน ต่อมาหลายๆชุมชนก็ร่วมปรึกษาหารือตั้งเป็นเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำห้วยเสนงตอนปลาย การเป็นเครือข่ายก็คือการเฝ้าระวังทรัพยากรของชุมชน ทุกคนมีส่วนร่วม และได้รับประโยชน์ทั่วถึงกัน ทำให้เห็นว่าชุมชนเรายังเข้มแข้งอยู่
ด้านนายนิรันดร์ งามยิ่ง ผู้ใหญ่บ้านตะเตียว ต.คอโค อ.เมือง จ.สุรินทร์ กล่าวว่า เมื่อชุมชนมองเห็นปัญหาของลำน้ำห้วยเสนง น้ำเน่า น้ำเสีย ที่เคยกินเคยอาบก็ทำไม่ได้แล้ว ชาวบ้านต้องเจ็บปวดเจ็บช้ำ ดังนั้นจึงมีการทำเขตอนุรักษ์ในวันนี้ ซึ่งเขตอนุรักษ์ไม่ได้ทำเพื่อเป็นเขตเฉยๆทำเพื่อยืนยันถึงการใช้ประโยชน์และการร่วมแรงร่วมใจที่จะช่วยกันรักษาและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้นด้วยตัวของชุมชนเอง บอกให้คนอื่นได้รับรู้ถึงกิจกรรมของเรา แม้จะไม่ได้ทำทั้งสายแต่ก็จะทำเป็นจุดๆไป เป็นการริเริ่มที่ดี ให้ชุมชนร่วมกันดูแล ร่วมกันอนุรักษ์ต่อไป
ทางด้านนายชุมพร เรืองศิริ ผู้ใหญ่บ้านแสงตะวัน ต.คอโคและประธานเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำห้วยเสนง กล่าวว่า ด้วยบทเรียนที่ผ่านมาของเครือข่าย เรามีการสู้เพื่อสิทธิของเรา ตั้งแต่การลุกขึ้นมาต้านโครงการระบายน้ำเสียของเทศบาล ต่อมาก็ได้มีการสำรวจลำห้วยเสนงด้วยการล่องเรือตามสายน้ำ ก็ทำให้เห็นปัญหาต่างๆไม่ว่าตลิ่งพัง การบุกรุกที่ดิน การปล่อยน้ำเสียจากเมือง สิ่งเหล่านี้กระตุ้นให้เราใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาปกป้องทรัพยากรของชุมชน
นายชุมพร กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ให้สิทธิแก่ชุมชนในการจัดการทรัพยากร การจะนำโครงการอะไรลงมาในชุมชนต้องมีมติจากชุมชนก่อน ถ้าชุมชนไม่รับรู้ถือว่าผิด ซึ่งพวกเราต้องไม่นิ่งเฉย ต้องช่วยกัน ไม่ให้มันเป็นปัญหามากขึ้นจากปัจจัยภายนอกที่มากระทบกับเราทั้งเรื่องน้ำเสียจากเมือง การขยายตัวของเมืองที่รุกล้ำลำน้ำ รวมถึงทรัพยากรอย่างอื่นด้วย ซึ่งเราจะเชื่อมกับเมืองอย่างไรให้เกิดการแก้ปัญหาร่วมกัน จากวันนี้มีแค่นี้แต่พรุ่งนี้ก็จะมีคนมากขึ้น ทำจนเป็นเครือข่ายเกี่ยวพันกันให้ได้ นี่เป็นความท้าทายข้างหน้าของพวกเรา
ผู้ใหญ่ชุมพร กล่าวเสริมอีกว่า ประเพณีการอนุรักษ์แหล่งน้ำวันนี้อยากให้ทำให้เป็นแบบประเพณีการไหว้กระท่อมปู่ตา ที่ทุกคนเห็นแล้วต้องไหว้ เคารพนับถือ ไม่กล้าล่วงเกิน กระทั่งกลายเป็นเรื่องที่แนบแน่นกับวิถีชีวิตของชุมชน นอกจากนี้อยากให้เอาความเป็นพี่เป็นน้องของชุมชนสองฝั่ง มาดูแลเอาใจใส่กันไปถึงเรื่องของการดูแลน้ำท่าร่วมกันด้วย
ขณะที่นายเอียด ดีพูน นักพัฒนาอาวุโส กล่าวว่า เรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ต้องยึดหลักกาลามสูตรในการมอง คือไม่เชื่อใครง่ายๆ ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ โดยเฉพาะแนวคิดการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐซึ่งเป็นอาชญากร เป็นการจัดการทรัพยากรที่เป็นอาชญากรรมมาทำลายมวลมนุษยชาติ อย่างรัฐสร้างเขื่อนแล้วได้อะไรมาบ้าง เขื่อนทำลายทั้งป่าไม้ สัตว์ โบราณสถาน โบราณวัตถุ แล้วใช้แก้ปัญหาน้ำท่วม ใช้แก้ปัญหาความขาดแคลนน้ำได้หรือไม่ เขื่อนไม่ได้แก้ปัญหาพวกนี้เลย มีแต่สร้างปัญหาให้พอกพูนขึ้นไปอีก รัฐไม่อาจทำตามที่พูด ที่โฆษณา ที่สัญญาไว้ได้เลย ดังนั้นจึงบอกว่าพวกเราทุกคนต้องใช้หลักการของกาลามสูตรมาประกอบในการวิเคราะห์การจัดการทรัพยากรของพวกเราเอง
นายเอียด เสริมอีกว่า การจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยการพึ่งตนเองของชุมชนน่าจะเป็นสำนึกที่ยิ่งใหญ่กว่าการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐ ด้วยการสร้างโอกาสการดูแลทรัพยากรโดยชุมชนเอง ใช้สิทธิที่พวกเรามีมาทำการปกป้องทรัพยากรของเรา สร้างสำเหนียกสำนึกร่วมกันในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้ได้ก็จะเกิดความยั่งยืนในที่สุด
จากนั้นจึงร่วมกันถวายเพลพระสงฆ์ รับประทานอาหารร่วมกัน และทำพิธีเปิดป้ายเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำโดยพระครูมหารวย อากาภาโร เจ้าอาวาสสำนักสงฆ์โคกกะนัง ต.คอโค ต่อมาเป็นการประกาศผลและมอบรางวัลวาดรูประบายสี ก่อนที่ตัวแทนชาวบ้าน กลุ่มเยาวชน องค์กรพัฒนาเอกชน และคณะกรรมการเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำห้วยเสนง จะลงเรือจำนวน 4 ลำ ล่องไปตามสายน้ำ ทำการปล่อยปลาและบวชต้นไม้สองฟากฝั่งน้ำเป็นแนวเขตอนุรักษ์ให้รับรู้ร่วมกัน แล้วจึงแยกย้ายกันเดินทางกลับ ในเวลาประมาณ 15.00 น. |
| | ที่มา : เสียงคนอีสาน : รายงาน |
|
|