พิมพ์หน้านี้
|
กำมะการสถานศึกษา จะใช้ชื่อว่าอะไร เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่รู้กี่สิบชื่อก็เถอะ ที่สุดคนบ้านเราก็ยังเรียก กรรมการโรงเรียนอยู่เหมือนเดิม แม้ว่าที่มาของ กรรมการสถานศึกษา จะเปลี่ยนไปจากเดิมบ้างแล้ว แต่ก่อนรู้ ๆ กันอยู่ว่าในหมู่บ้านหนึ่ง ๆ ใครจะได้เป็นกรรมการฯ หนีไม่พ้น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คหบดีในหมู่บ้านกันหรอก แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว กรรมการ หาผูกขาดอยู่กับคนเหล่านั้นไม่ จากที่ผู้บริหารฯ คัดเลือกเอา เปลี่ยนมาเป็น เปิดโอกาสให้สมัคร (เหมือน ส.จ.,ส.ส.) แต่ผ่าเถอะ,ประกาศรับสมัครตั้งเดือน สองเดือน ก็ไม่มีใครมาสมัคร จำต้องทำการคัดเลือกเหมือนเดิม... ทว่าเป็นการคัดเลือกที่แตกต่างออกไป กล่าวคือ หาใช่เป็นหน้าที่หรือสิทธิ์ขาดของผู้บริหารเพียงคนเดียว แต่ได้เรียกคณะกรรมการฯชุดเก่ามาแล้วให้พวกเขาพิจารณาเลือกเฟ้นผู้เห็นสมควร ประธานกรรมการฯ นั้นตามระเบียบใหม่ให้อยู่ในวาระได้ไม่เกิน 2 สมัยติดต่อกัน (คราวละ 5 ปี) ส่วนกรรมการอื่นๆ ไม่มีปัญหา แต่เพื่อความเหมาะสม โรงเรียนของเราก็มีการปรับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปบ้าง กรรมการสถานศึกษา จะมาจากหลากหลายบุคคล เช่นตัวแทนผู้ปกครองนักเรียน,ศิษย์เก่า,ผู้นำด้านศาสนา(พระหรือตัวแทน) องค์กรท้องถิ่น,องค์กรเอกชน,ตัวแทนครู ทั้งนี้ให้ ผอ.สถานศึกษาเป็นเลขานุการโดยตำแหน่ง เพื่อให้กรรมการสถานศึกษา เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตัวเอง ทางการจึงจัดอบรมสัมมนากรรมการฯขึ้น ผู้เขียนในฐานะกรรมการฯคนหนึ่งจึงมีโอกาสเข้าร่วมประชุม ฟังผู้ทรงคุณวุฒิแจกแจงรายละเอียดกับเขา ในห้องประชุมติดแอร์เย็นฉ่ำ กรรมการจากหลายหมู่บ้านมากันเพียบ พระสงฆ์องค์เจ้าก็มาร่วม วันนั้นมีการแจกใบตราตั้งให้อีกด้วย ประธานเปิดงานได้แก่ ผอ.เขตการศึกษาพื้นที่ซึ่งจะเกษียณอายุราชการในปีนี้ ท่านมีความหลังมาร่วมให้ฟังยาวเหยียด สำคัญมีทรรศนะทางการเมือง(ร้อน ๆ)มาเหยาะเป็นชูรสด้วย ท่านคงพูดด้วยจริงใจและมั่นใจ โดยเฉพาะเกี่ยวกับการไม่เห็นด้วย(ไม่ชอบหน้า)กับการชุมนุมของพันธมิตรประชาธิปไตย (วันนั้นมีการตีกันที่อุดรฯ) ผู้เขียนเองก็ไม่เห็นด้วยกับพวกต่อต้านม็อบ แต่ไม่กล้าลุกขึ้นแสดงความคิดเห็น ระหว่างที่ท่านกล่าวเปิดแล้วพูดอะไรยาวเหยียดนั้น ทำให้ได้คิดได้อย่างหนึ่งว่า การพูดเรื่องการเมืองออกมาจากความรู้สึกในช่วงระหว่างนี้ ไม่เป็นผลดีต่อตัวเองเลย เพราะมันไม่อยู่ที่ว่าใครผิด ใครถูกหากแต่อยู่ที่ใครถือหางหรือเป็นฝ่ายของใครต่างหาก ภาคบ่ายมีการแบ่งกลุ่มย่อย เช่น กลุ่มวิชาการ งบประมาณ เป็นต้น แต่ละฝ่ายให้นำเสนอปัญหา วิธีแก้ปัญหา หรือกระทั่งเสนอความคิดเห็นส่วนตัว ความอัดอั้นตันใจของกรรมการสถานศึกษาแต่ละท่านแต่ละคน กรรมการส่วนมากเป็นบุคคลที่มีเกียรติหรือได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีแล้ว โดยเฉพาะโรงเรียนในตลาด ล้วนแต่เป็นคหบดี มีตำแหน่งใหญ่โต บางคนเป็น ส.ท. บางคนเป็นอดีตหัวหน้าการประถมศึกษาฯ เรื่องราวในการนำเสนอจึงหลากหลาย ประเด็นที่ถกเถียงกันคือ การศึกษาฟรี แต่ทำไมผู้ปกครองกลับต้องเสียเงินหรือใช้จ่ายมากกว่าสมัยก่อน การขยายภาคบังคับการศึกษาออกไปเป็น ม. 3 ล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ เพราะเด็กทุกวันนี้จบ ม.3 ยังอ่านเขียนไม่ได้ก็มี สำคัญคือไม่รู้จักว่าอะไรควร ไม่ควร อะไรผิด อะไรถูก เข้าทำนองว่ายิ่งเรียนยิ่งโง่ หรือกลายเป็นความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ต่อกรณีมีเด็กบางคนไม่อยากเรียนต่อ กล่าวคือ จบ ป. 6 แล้วไม่มาเรียนชั้น ม.1 -3 ต่อ กลายเป็นนักเรียนออกเรียนกลางคันและมีความผิดตามกฎหมาย (ปรับไม่เกิน 1,000 บาท) นั้นมันสอดคล้องกับความเป็นจริงของคนไทยสมัยนี้หรือไม่ ในเมื่อบางคนเขาต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบ จะมัวมาเรียนอยู่อดตายแน่ และบางคนไม่อยากเรียนตั้งแต่ต้น เมื่อให้มาเรียนจึงไม่ถึงโรงเรียนและเรียนไม่จบ ฯลฯ อีกประเด็นหนึ่งที่กรรมการมีความเห็นสอดคล้องกันคือ เด็กทุกวันนี้ไม่จริงจังต่อการเรียนเพราะเรียน ไม่เรียนก็สอบได้ ไม่กลัวการสอบตกเหมือนสมัยรุ่นพ่อรุ่นแม่ หลากหลายปัญหาและความเห็นจากกรรมสถานศึกษาที่เสนอต่อที่ประชุม หากแต่ที่สุดแล้วสรุปตรงกันว่า เป็นเพียงการระบาย หรือ หมาเห่าใบตองแห้ง เพราะคำว่า กรรมการฯ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า กำ หรือ กรรม เป็นอะไรอื่นไปไม่ได้มากกว่านี้หรอกครับ...!? |