พิมพ์หน้านี้
|
อย่านำเรื่องการเมืองไปโยงกับเรื่องเศรษฐกิจ อย่างที่ได้เคยเขียนไว้บางช่วงบางตอนว่า เราไม่อาจแบ่งแยกเรื่อง เศรษฐกิจ การเมือง สังคมออกจากกันได้ เพราะทุกเรื่องล้วนเกี่ยวเนื่องกันหมด เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงเกิด วนเวียนกันไปจนครบรอบของมันแล้วกลับมาที่เดิม ตอนนี้ก็มี่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยว่า จะกระทบกับเศรษฐกิจของเรา แต่ที่ผมจะพรรณนาต่อไปนั้น หาใช่ว่าจะต่อว่าไม่ เพียงแต่ฉุกคิดว่า เรานั้นควรที่จะเห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าวของคนกลุ่มนั้น อย่างที่บอกการชุมนุมในครั้งไหนๆก็ตาม ก้ส่อถึงปัญหาภายในบ้านเมืองของเรา ขึ้นอยู่กับว่า เรื่องภายในบ้านนั้นจะส่งผลต่อนอกบ้านหรือไม่ ซึ่งในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรทั้ง 2 ครั้งนั้น มีอานุภาพมากในแง่ของความร่วมมือของกลุ่มบุคคลที่มีความคิดอย่างเดียวกัน ทีนี้เรามาดูว่าอานุภาพอันนั้น มันมีผลอย่างมีนัยหรือไม่ ต่อเศรษฐกิจของบ้านเรา ก่อนอื่นผมต้องขอออกตัวก่อนว่า นี่ไม่ใช่บทความทางวิชาการที่จะไปเตรียมตัวเลขมา ให้ดูกันอย่างที่ว่า ใครผิดใครถูก แต่เป็นการประเมินจากสภาพความเป็นจริง ที่เมื่อทุกคนรับรู้แล้ว ก็เข้าใจอย่างตรงกัน อย่างเช่น ผมบอกว่า ราคาน้ำมันแพงขึ้น จาก 12 เป็น 40 บาท ทำให้ ทุกคนประสบความเดือดร้อน อันนี้เป็นความจริงที่ทุกคนได้รับรู้มา โดยไม่ต้องไปสนว่า มัน เริ่มจาก 12 บาท จริงรึเปล่า และ ผู้คนส่วนไหนที่เดือดร้อน ส่วนไหนที่ไม่เดือดร้อน ประเด็นแรก ที่จะว่ากันก็คือ เหตุการณ์การชุมนุมทั้ง 2 ครั้ง ของพันธมิตร ถึงแม้จะมีผลตามมาที่รุนแรง แต่ก็ไม่แรงเท่า วิกฤตปี 2540 ที่มีการประกาศลดค่าเงินบาทลง ในช่วงเวลาดังกล่างนั้นเอง ตลาดหุ้น อยู่ที่ 200 -300 กว่าจุด ในขณะที่ตอนที่มีการชุมนุมทั้ง 2 ครั้ง ตลาดหุ้น วิ่งอยู่ ประมาณ 700 ถึง เกือบ 900 จุด ประเด็นที่สองก็คือว่าไม่ว่าจะเป็นวิกฤตปี 2540 หรือ วิกฤตน้ำมันใน พศ นี้ เราเหล่าคนชั้นกลางไปจนถึงชนชั้นล่าง เดือดร้อนกันทุกครั้ง เพียงแต่ว่า ตอนปี 2540 เราเดือดร้อน ในขณะที่คนมีอำนาจ หรือ ผู้ที่สมรู้ร่วมคิดกันนั้น ได้รับผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจขี้ฉ้อ ที่ภายหลังต่อมาเรียกกันว่า ล้มบนฟูก รวมถึงต่างชาติ ผู้ใดก็ตามที่ได้รับผลประโยชน์อันเนื่องมาจากการสมรู้ร่วมคิด หาได้เป็นความสามารถ หรือ ความเก่งที่แท้จริงไม่ ในขณะที่ตอนนี้ การชุมนุมของพันธมิตรนั้น มีผลทำให้คนเหล่านั้นทั้งหลายต้องสูญเสียผลประโยชน์ที่ตนเคยได้รับมามหาศาล ก็เลยพยายามที่จะปกป้องตนเอง ประเด็นที่สาม ถ้าหากเป็นเช่นนั้นแล้วไซร้ การไม่ชุมนุมนั้น ก็เท่ากับว่าเราปล่อยให้เศรษฐกิจของเราดีต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นความจริงใช่ไหมครับ แต่ถามว่า ใครได้รับผลประโยชน์อันนั้น ก็คงไม่ใช่คนชนชั้นกลางชั้นล่างอย่างเราๆเป้นแน่ มันก็จะไปเข้าวงจรธุรกิจที่เฟื่องฟู มือใครยาวสาวได้สาวเอา แล้วก็รอวันที่ล้อเศรษฐกิจ กลับมาที่จุดเดิม ก็คือ จะเหมือนวิกฤตปี 2540 แล้วเราก็เริ่มต้นกันใหม่ เป็นอย่างนี้ไปทุก 10-15 ปี แต่ถ้าเราแข็งแกร่งขึ้นมาหน่อย ก็จะยืดวงล้อนั้นให้ยาวขึ้นได้ เหมือนกับ อเมริกา ซึ่งวงล้อเขา ยาวนานเกินกว่า 50 ปี และมาออกผลในวิกฤต sub-prime ซึ่งเป็นผลจากการกระทำในอดีตแต่ถ้าหากเราชุมนุม ในตอนนี้ ก็เป็นอย่างที่เห็น เราก็แย่เขาก็แย่ สรุปว่า ไม่ชุมนุมเขายึดหมด ชุมนุมยังรักษาไว้ได้ แต่จะนานแค่ไหนสามารถบอกได้อย่างเป็น นามธรรมก็คือว่า ยาวนานเท่ากับวันที่เราไม่มีคนรักชาติ และ ออกมาต่อสู้เพื่อชาติ ประเด็นที่สี่ก็คือว่า เมื่อวันยาวนานสิ้นสุดลง ประเทศไทยจะเดินไปทางไหน ผมกล้าฟันธงเลยว่า เราจะเข้าสู่ยุคคอมมิวนิสต์ครับ เหตุผลก็คือ กลุ่มทุนต่างๆของไทย ทีตอนนี้เอมมารวมกัน ก็คือ ครบองค์ประกอบที่สมบูรณ์ที่จะเป็นประเทศใหม่ได้ ความหมายของผมก็คือ เราต้องใช้ไฟ เราต้องใช้น้ำ เราต้องซือบ้าน เราต้องเดินห้าง เราต้องไปเที่ยวทะเล เราต้องนั่งเครื่องบิน และ อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งทุกคั้งทีเราใช้เงินเงินก็จะตกไปอยู่กับคนกลุ่มนี้ ที่สำคัญยิ่งกว่า ก็คือ เราทุกคนต่างก็ต้องทำงานในบริษัทเหล่านั้นทั้งหมด มีสถานะเหมือนลูกจ้าง รอรับเงินเดือน เจ้านายสั่งให้ทำอะไรเราก็ต้องทำ นั้นหมายถึงเราจะถูกปกครองโดยกลุ่มทุนเหล่านั้นทั้งหมด นี่ยังไม่รวมถึงกลุ่มทุนที่เข้าไป ทำลายระบบราชการอีกด้วย ประเด็นที่ห้า แล้วเราจะแก้ไขกันอย่างไร หากผู้รักชาติสูญสลายไปกันหมด หรือ หากยังมีอยู่ เราอยากให้ประเทศของเราต้องมีการชุมนุมอย่างนี้เรื่อยไปหรือไม่ หากคำตอบว่าไม่ ผมก็อยากให้ไปพิจารณากันจริงๆว่า คน ตจว ตั้งรัฐบาล และ คนกรุงล้มรัฐบาลนั้นเป็นจริงหรือไม่ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น แสดงว่าต้องมี บางสิ่งบางอย่างผิดปกติ จะเห็นว่าไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นใครนั้น คนกรุงไม่ค่อยจะได้รับรู้ถึงรายได้ที่เป็นตัวเงินอย่างแท้จริงซักเท่าไร กลับมีแต่ชั้นสูงเท่านั้นที่ได้แน่นอน ส่วนชั้นล่างนั้นก้รอวัดดวง และนี่เองคือความผิดปกติ ชั้นกลางไม่ได้เรียกร้องเพื่อให้ตัวเองได้รับผลประโยชน์ แต่ชั้นกลางนั้ หวังเพียงแต่ว่า จะให้ทุกภาคส่วนดีขึ้น เมื่อทุกภาคส่วนดีขึ้น คนชั้นกลางก็จะดีขึ้นโดยอัตโนมัติ เมื่อย้อนกลับมาดูว่า คนที่ให้เงินไปพัฒนาประเทศนั้น ก็คือคนชั้นกลางเป็นส่วนใหญ่ อย่าไปนับกลุ่มทุน แต่การที่เขาเสียภาษีส่วนใหญ่นั้น เขากลับมีวาสนาแค่ มาชุมนุมในสิ่งที่เขาไม่ได้เลือกเข้ามา อุปมาก็เหมือนว่า ถ้าคุณลงทุนทำธุรกิจ คุณก็จะมีส่วนในการเลือกผู้บริหารหรือแม้แต่ไปนั่งบริหารเอง แต่อันนี้ คนชั้นกลางที่เสียภาษีมากสุด กลับไม่มีสิทธิ์ได้เลือกคนที่ตัวเองอยากให้บริหารเข้าไปทำหน้าที่ แล้วเราจะทำยังไง กับระบบที่มันพิกลพิการอยู่ จริงๆแล้วมีคำตอบแล้วครับ ลองหาบทความเก่าๆของผมอ่านดู |
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |