• sanu292002
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sanu292002@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-17
  • จำนวนเรื่อง : 2
  • จำนวนผู้ชม : 10183
  • จำนวนผู้โหวต : 19
  • ส่ง msg :
Oh..My Son

Oh..My Son I Love you

View All
<< ธันวาคม 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



วันอังคาร ที่ 11 ธันวาคม 2550
เวียดนาม...สงครามรำลึก: ย้อนรอย
Posted by sanu292002 , ผู้อ่าน : 796 , 16:11:52 น.  
พิมพ์หน้านี้


                             
    
ถ้าถามผมว่าทำไมถึงคิดสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามเวียดนาม ผมก็คงตอบไม่ได้
เหมือนกันเพราะกว่า     30 ปีที่ผ่านมาของสงครามของสงคราม ที่ถือกันว่าเป็นสงครามใหญ่
และมีผลกระทบต่อสังคมโลกมากมายมหาศาล 
     สงครามเวียดนามจึงเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับหลายฝ่ายทั้งนักการเมือง นักการทหาร นักการทูตและผู้ที่สนใจ    การเริ่มต้นและสิ้นสุดของสงคราม ล้วนเป็นสิ่งที่น่าเรียนรู้และน่าศึกษา
     ตอนนั้นผมคงอายุสัก  12 ปี กับการเริ่มรู้จักกับสงครามที่ยิ่งใหญ่  จากครอบครัวเล็กๆของนักอ่านผู้คร่ำหวอด  
     พ่อเป็นผู้จุดประกายการเรียนรู้ให้กับผม   พ่อรับหนังสือภาษาอังกฤษ 
Life และ  Reader digest จากร้านขายหนังสือ  ประจำในเมืองบ้านดอนสุราษฎร์ธานี ..
     เรื่องและภาพของสงครามเวียดนามหลั่งใหล สะสมข้อมูลในสมองผม.. 

                                              

     ภาพของ สาวเวียดนามร่ำให้กอดศพสามี     ภาพเด็กหญิงชาวเวียดนามเปลือยเปล่าวิ่งหนีไม่คิดชีวิตกับเสียงและแรงระเบิดนาปาลม์ที่คำรามอยู่เบื้องหลัง..

     คำขัวญต่อต้านสงคราม  ภาพดอกไม้ในปากกระบอกปืน 
ข่าวประจำวันจากสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย      เมือง เว้  ดานัง กวางตรี บ้านเมทวด  การสังหารหมู่ที่ไมลาย ล้วนแต่สร้างความอยากรู้ให้กับผมในตอนนั้น
     30  ปีแล้วมหากาพย์สงครามของมวลมนุษยชาติสิ้นสุดลง 

.....*.

     ผมเฝ้าอ่านหนังสือที่...ที่เกี่ยวกับสงครามเวียดนามอย่างบ้าคลั่ง 
     บันทึกของเหงียน เกา กี หรือบันทึกของนักข่าวอเมริกัน Danis warnerมีคุณค่าแก่การเรียนรู้

     สงครามเวียดนามเริ่มขึ้นเมื่อปี1961และปิดฉากลงใน  ปี   1975 โดยชัยชนะเป็นของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม 
      พวกเขาต้องทำสงครามกับกองทหารสหรัฐและพันธมิตรรวมกันถึง 40 ประเทศ ประมาณว่ามีชาวเวียดนามถูกฆ่าตาย ในสงครามครั้งนี้ราว 2 ล้านคน และเกือบ 3 ล้านคนบาดเจ็บ
     และมีสถิติว่าสงครามครั้งนี้อเมริกาได้ทิ้งระเบิดรวมน้ำหนักถึง 5.8 ล้านตันกับระเบิดนา
ปาลม์อีกจำนวน 362.000 ตัน ลงในลงในประเทศเวียดนาม 

    
" ... เรา ซึ่งหมายถึงคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล เคเนดี้ และ จอห์นสัน ผู้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับ สงครามเวียดนาม ได้กระทำผิด อย่างมหันต์ เราเป็นหนี้อนุชนรุ่นหลัง ผู้ซึ่งจะตั้งคำถามว่า ทำไม....... เราจึงทำไปเช่นนั้น... "

                                                                         
โรเบิร์ต แม็คนามารา
                                                                         อดีตรัฐมนตรีกลาโหมอเมริกา

                                          อเมริกาสูญเสียทหารทั้งสิ้นจำนวน                58.044 นาย
                                                                                         บาดเจ็บ  17.000 นาย
                                          พิการ   จำนวน                                          7.453 นาย
                                                                                       สาบสูญ   10.500  นาย
                                          ฆ่าตัวตายหลังสงครามจำนวนทั้งสิ้น                  350  นาย

     "     เหตุผลใหญ่ที่ทำให้อเมริกาแพ้สงครามก็คือ...อเมริกาประเมินค่า ความคิดและความต้องการของประชาชนชาวเวียดนามต่ำเกินไป  พวกเราพร้อมที่จะเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง  เพื่อเสรีภาพ  เอกราชและเพื่อ ชาติของเรา ..."

                                                                           เตรือง นู ถัง
                                                                           อดีตรัฐมนตรีปฎิวัติแห่งไซ่ง่อน

                                           เวียดนามเสียชีวิตกว่า  1.000.000 คน  
                                                                                ข้อมูลจากสมาคม P.O.W

     ปัจจุบันสงครามได้สงบลงแล้ว สันติภาพได้กลับสู่แผ่นดินเวียดนามอีกครั้ง
     ตลอดเวลาของสงครามครั้งนี้ เวียดนามได้หรือเสีย
     นั่นเป็นคำถามและคำตอบ  ที่เราต้องศึกษาและเรียนรู้กันต่อไป
   
     ความกล้าหาญ  การเสียสละ  เป็นตัวอย่างที่มีคุณค่า และน่าสรรเสริญ  ความเห็นแก่ตัว  ระบบการเมืองที่เลวร้าย 
     เราทุกคน ต้องร่วมกันทำลายให้หมดไป
     กรณีของเวียดนามเป็นบทเรียนบทใหญ่ที่คู่กับมนุษยชาติและโลก

     วันนี้ผมขอทบทวนประวัติศาสตร์บางส่วนของเหุตการณ์ประวัติศาสตร์นี้ และหวังว่าคงเป็นความรู้และการรำลึกถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ของสงครามเวียดนามส่วนหนึ่งเท่านั้น 
           

     การสังหารที่ไมลาย     
  
                                             


    
16 มีนาคม 1968 หมู่บ้าน ไม ลาย หมู่บ้านเล็กๆของอำเภอ ชอนไม ตอนเหนือของเมืองไซ่ง่อน  ถูกครอบครองโดยกองร้อยชาร์ลี กองพันที่ 11  กองพลอเมริกาตามภาระกิจที่ได้รับมอบหมาย"ค้นหาและทำลาย "หมู่บ้าน ไม ลาย มีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในการครอบครองของเวียดกง
     กองร้อยชาร์ลีได้รับมอบหมายให้ปฎิบัติภาระกิจดังกล่าว  เนื่องจากสืบทราบว่าแน่ชัดว่าหมู่บ้านไม ลาย เป็นที่หลบซ่อนของพวกเวียดกงและเป็นแหล่งเก็บเสบียงที่สำคัญ
     ดังนั้นภาระกิจที่ได้รับมอบหมายคิอ "ค้นหาและทำลาย" จึงถูกกำหนดขึ้น
     กองร้อยชาร์ลีอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของร้อยโท วิลเลี่ยม เคลลี่ นายทหารหนุ่ม 
     ภายใต้ภารกิจดังกล่าวชาวบ้านจำนวน 300 คนถูกสังหารประกอบด้วยเด็ก ผู้หญิง และ คนชรา
     ผู้อยู่ในเหตุการณ์รายหนึ่งซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับของ ร้อยโท วิเลี่ยมเคลลี่ กล่าวในภายหลังว่า    " ร้อยโท วิลเลี่ยม เคลลี่ สั่งให้ทุกคนยิงเข้าใส่ชาวบ้านให้ฆ่าทุกคนที่เห็นคนแก่บางคนถูกแทงตายด้วยดาบปลายปืน
     ผู้หญิงและเด็กหลายคนถูกยิงที่ศรีษะ ผู้หญิงบางคนถูกข่มขืนแล้วฆ่าทิ้งในภายหลัง  
     บางคนถูกสั่งให้คลานลงไปในร่องคูน้ำในหมู่บ้าน   ก่อนจะถูกกราดยิงอย่างบ้าคลั่งจากปืนกลมือของทหาร "
     เมื่อสื่อมวลชนเสนอข่าว ได้สร้างความกระหนกให้กับทำเนียบขาวสังคมอเมริกา และกองทัพเป็นอันมาก  จนมีผลให้ทางกองทัพต้องปรับปรุงระบบการบังคับบัญชา  เพื่อจะไม่ให้เกิดเหุตการณ์เช่นนี้อีก 

                                                         
                                            
     ร้อยโท วิลเลี่ยม เคลลี่ อ้างว่าได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาว่าให้ฆ่าทุกคนในหมู่บ้านได้ตามภาระกิจที่ได้รับมอบ 
     เขาถูกตั้งข้อหาเป็นฆาตกรและถูกจำคุก   และได้รับการปล่อยตัวเมื่อปี 1974

เด็กผู้หญิงกับนาปาล์ม

                              


      8 มิถุนายน 1972 หมู่บ้าน ตรันบัง   ซึ่งอยู่ห่างจากไซ่ง่อนขึ้นไปทางหนือประมาณ 50 กิโลเมตรถูกถล่มด้วยระเบิด นาปาล์มจากฝูงบิน ของกองทัพอากาศ เวียดนามใต้ ยังผลทำให้ชาวบ้านลูกเด็กเล็กแดง ต้องเผ่นหนีจากที่กำบังวิ่งพล่านไปตามท้องถนน 
      หลายคนถูกไฟลวกไหม้ ช่างภาพชาวเวียตนาม ชื่อ  นิก อุต ถ่ายภาพนี้ไว้ได้
      บัดนี้เด็กหญิงวัย 9 ขวบ ที่ถูกไฟลวกในภาพยังมีชีวิตอยู่ 
      เธออายุ37  ปี  แต่ง งานและมีลูกชายแล้ว 2 คน  โดยลี้ภัยไปอยู่ที่แคนาดา
      คิม หรือชื่อเต็ม ๆ ว่า ฟาน ทิ คิม ฟุก เป็นลูกสาวคนที่ 5   ในจำนวน8 คน ของพ่อค้าก๋วยเตี๊ยว     พวกเขามีชีวิตสงบง่ายตลอดมาจนกระทั่งหมู่บ้านเริ่มถูกถล่มด้วยระเบิดในปี 1972 
      คิม และครอบครัวรวมทั้งเพื่อนบ้าน ต้องเที่ยวหลบภัยหัวซุกหัวซุนตามวัด แต่ที่นั้นก็หาได้ปลอดภัยไม่
      คิมเล่าถึงวันเกิดเหตุว่า "ฉันเห็นเครื่องบินทิ้งระเบิดลงมา 4 ลูก แล้วก็รู้สึกตัวว่าไฟกำลังลุกไหม้เสื้อผ้า และเนื้อตัวยังจำได้ว่าตอนที่รีบถอดเสื้อผ้าทิ้งฉันเห็นแขนซ้ายของตัวเองมีไฟลุกอยู่   ได้แต่ร้องว่าร้อนจัง ๆทหารคนหนึ่งเอาน้ำมาราดแล้วฉันก็หมดสติไป"  

       เนื่องจากการแพทย์ของเวียตนามในสมัยนั้น  ไม่สามารถรักษาบาดแผลไฟให้มร้ายแรงขนาดนี้ได้  ้เด็กหญิงคิมจึงได้แต่นอนรอความตาย
       แต่แล้ว 2 วันต่อมาหน่วยแพทย์สหรัฐฯ ได้ให้ความช่วยเหลือ โดยรับตัวเธอไปรักษาในไซ่ง่อนเธอตกอยู่ในสภาพไม่แน่ว่าจะเป็นหรือตายนานถึง14 เดือน 
       และต้องรับการผ่าตัดผิวหนังถึง 14 ครั้ง กว่าจะได้กลับไปพักฟื้นรักษาตัวต่อที่บ้าน
       ทุกวันนี้รอยแผลเป็นจากไฟไหม้ยังคงหลงเหลืออยู่บ้าง ตั้งแต่ใบหน้า  ซีกซ้าย แผ่นอกซ้าย  แผ่นหลังคอ และแขนซ้าย
       อีกทั้งยังมีรอยแผลเป็นขนาดเล็กทีแขนขวา ที่ก้น ที่ท้อง ตลอดจนใบหูซ้าย 
       ปัจจุบัน  คิม ได้ขอลี้ภัยในประเทศแคนาดาพร้อมครอบครัว
       และในปี  1997  คิมได้รับแต่งตั้งให้เป็น  Goodwill  Ambassadorของยูเนสโก ซึ่งจะต้องเดินทางไปบรรยายเรื่องของสันติภาพในประเทศต่าง ๆ 
       " ฉันไม่อยากจากครอบครัวไปไหน ๆ หรอก แต่รู้สึกว่าเป็นความจำเป็นจะต้อง เผยแพร่ข่าวสารให้โลกรู้ 2 ประการ  นั่นคือ
       1. ฉันสามารถแสดงให้ผู้คนได้เห็นชัดแจ้งว่า สงครามนั่นน่าสยดสยองแค่ไหน 
       2. ฉันสามารถเตือนเพื่อนร่วมโลกว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงในอดีตได้ก็จริงแต่เราสามารถเปลี่ยนอนาคตได้  ดูฉันเป็นตัวอย่างสิิ ทุกวันนี้ฉันมีความรักมีครอบครัว และมีเสรีภาพทั้ง หมดนี้มีพลังเหนือกว่าระเบิดนาปาล์มมากมายนัก"

สิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน

                                               
       เหงียน เกา กี อดีตนายพลอากาศแห่งกองทพอากาศเวียดนามใต้ได้เขียนหนังสือ บอกเล่าประสบการณ์แห่งสงครามเวียดนามในหนังสือประวัติศาสตร์ของเขาเอง ชื่อ   Twenty Years and Twenty Days ซึ่งได้ตีพิมพ์ในเมืองไทยภายในชื่อ เรื่อง สิ้นชาติ แปลโดย พงษ์ พินิจ ในปี 2520 
       เขาได้กล่าวเล่าชีวิตในวันสุดท้าย ที่เขากล่าวขานว่า วันสิ้นชาติสำหรับเขาและประชาชนชาวเวียดนามว่า
       " ... ผมเรียกพรรคพวกเพื่อนได้ราว สิบกว่าคน ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของผมหมด เมื่อติดเครื่องหมุนใบพัด ผมเกือบไม่ได้เหลียวไปมองบ้าน  ที่อยู่มาอย่างมีความสุขอีก เลย บ้านที่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ลูกผมยัง หัวเราะกันสนุกสนานอยู่ ..."
       ถนนเบื้องล่างเต็มไปด้วยความพลุกพล่านของคนที่กำลังหนี แสงไฟแดงฉาน สลับสีมืดทึมของควันและความขมุกขมัวของเมือง 
       " ... ผมเห็นไซ่ง่อนอีกแว่บหนึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนบินออกทะเลเรือจำนวนมาก ทั้งเล็ก ใหญ่ ทั้งเรือพาย เรือสินค้าเต็มไปหมด ล้วนมุ่งออกจากฝั่งทั้งสิ้น ..."
       กีนำเครืองลงบนเรือบรรทุกเครื่องบิน มิดเวย์ ของสหรัฐซึ่งจอดลอยลำอยู่นอกฝั่ง
       เขาถูกค้นอาวุธและได้รับการต้อนรับอย่างหยาบกระด้างและหวาดระแวง ทั้งที่เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของทหารเวียดนามใต้้ที่ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา
       " ... ผมอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากบอกเขาว่า..ผมรู้ว่าพวกคุณอาจสงสัยเรา แต่ขอให้ระลึกด้วยว่าเราทุกคนได้เสียสละทุกอย่างมาร่วมกันในสงครามนี้      เราอาจจะเป็น ผู้แพ้ แต่เราก็ไม่ได้แพ้ฝ่ายเดียว   คุณ...อเมริกันก็แพ้ ด้วย  
       สิ่งที่ผมไม่เข้าใจคือ ทำไมคุณต้องทำกับนายทหารของเราอย่างนี้"

ความขัดแย้งทางศาสนา

                                              

   
...
วันที่ 11 มิถุนายน 1963 พระภิกษุดิ๊ก กวง ดุ๊ก อายุ 66 ปีได้ทำการเผาตัวเองบริเวณกลางกรุงไซ่ง่อน เพื่อประท้วงการบริหารของประธานาธิบดีโง ดิน เดียม ในกรณีความขัดแย้งทางศาสนาพุทธและคริสต์
    
 เดียมบอกหลังเกิดเหตุว่า"เผาเข้าเถอะ เดี้ยวจะตบมือให้""Let them burn, and we shall clap our hands."...

     แอนโธนี เกรย์ นักข่าวชื่อดังชาวอเมริกาได้บันทึกประวัติศาสตร์ตอนนี้ไว้ในนวนิยายเรื่อง “ไซ่ง่อน” ของเขาว่า

     “รถคันที่บรรทุกพระสงฆ์ชาวพุทธหยุดลงกระทันหันกลางสี่แยก ผู้เดินขบวนกำลังเดินผ่านรถไปด้วยจุดหมายบางอย่าง แล้วกระจายกำลังเรียงรายเป็นวงกลมล้อมหัวมุมถนนทั้งสองสายเอาไว้
      ขณะเดียวกัน
 พระสงฆ์ต่างลงจากรถออสตินสีเขียวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม 
พระสงฆ์รูปหนึ่งเปิดฝาครอบเครื่องยนต์ ชะโงกตัวเข้าไปข้างใน ยกถังพลาสติกขนาด 5 แกลลอน บรรจุน้ำมันเหลวสีดำแล้วค่อยๆ เดินไปกลางสี่แยก หยุดยืนข้าง ดิ๊ก กวง ดุ๊ก พระอีกรูปถือเบาะนั่งไปด้วย เมื่อทั้งหมดเดินไปถึงจุดที่กำหนดไว้ เขาวางเบาะลงบนพื้นถนนราดยาง
      “
ดิ๊ก กวง ดุ๊ก " ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเบาะในท่าโยคะพับขารองก้น วางมือซ้อนกันบนตักนั่งนิ่งอยู่พักใหญ่คล้ายเป็นการเข้าฌาณแล้วเขาลืมตาขึ้น พยักหน้าเรียกบรรดาผู้ช่วยพระสงฆ์ที่ถือถังน้ำมันพลาสติกเริ่มสาดน้ำมันใส่ศีรษะของ ทิช กวง ดุ๊ก ของเหลวไหลย้อยไปตามคอและไหล่ เปื้อนจีวรสีส้ม
       เขาเทน้ำมันรดรอบๆ
 
ร่างของดุ๊ก ลมโชยยามเช้าพัดกลิ่นเหม็นของน้ำมันมาทางคนดูบนบาทวิถีและเมื่อคนมุงเริ่มรู้ว่าพวกเขากำลังจะได้เห็นอะไร
      
หลายคนส่งเสียงแสดงความหวาดหวั่นอยู่ในคอ...

       ท่ามกลางความเงียบที่น่าระทึกใจ
 ผู้ช่วยของ ดิ๊ก กวง ดุ๊ก วางถังพลาสติกเปล่าบนพื้นไกลออกไปสองสามฟุต แล้วถอยหลังออกไปอยู่ในกลุ่มคนมุง ดิ๊ก กวง ดุ๊ก นั่งในท่าเดิมไม่ไหวติง
หลายวินาที
           
 
                                           
      
ฝูงชนเห็นปากของเขาขยับกล่าวคำสวดคำสุดท้าย ก่อนจะขยับมือเล็กน้อยบนตัก
       “
เปลวไฟลุกฟู่ท่วมตัวเมื่อเขาจุดไม้ขีด มันเต้นระยับอยู่บนศีรษะและไหล่ของเขาราวกับไม่ได้ทำอันตรายใดๆ ในไม่ช้าใบหน้าและจีวรเริ่มไหม้เกรียมเป็นสีดำ
      
แม้กระนั้นก็ยังไม่มีเสียงลอดจากปากของเขาเลย เขายังคงนั่งนิ่งในท่าเดิมเช่นนั้น
...
      
เวลาผ่านไปเกือบสิบนาทีนับตั้งแต่่ดิ๊ก กวง ดุ๊ก จุดไม้ขีดเผาตัวเอง ในที่สุดร่างของเขาเริ่มโอนเอนไปมา

      
ฝูงชนที่เฝ้าดูเหตุการณ์กรีดร้องและคร่ำครวญอีก ทันใดนั้นร่างของพระล้มหงายลงจมกองไฟแขนและขาของเขากระตุกเป็นพักๆ อยู่หลายวินาที นิ้วมือหงิกงอเหมือนจะกำอากาศที่อยู่เหนือกองไฟ จากนั้นเขาสะบัดแขนกางออกเหมือนกับแสดงอาการอ้อนวอนครั้งสุดท้าย ร่างทั้งร่างกระตุกอีกครั้งหนึ่งก่อนจะแน่นิ่งไปในที่สุด”
      
.....................................................................................................................
ย้อนประวัติศาสตร์

        เมษายน1975 รถถังของกองทัพปฎิวัติเวียดนามเหนือพุ่งเข้าชนประตูทำเนียบรัฐบาล
ยึดไซ่ง่อนเมืองหลวงของประเทศเวียดนามใต้ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามที่ไม่เคยประกาศอย่างเป็นทางการ ระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้และอเมริกาผู้อยู่เบื้องหลัง หลังจากใช้เวลาในการต่อสู้มาเป็นเวลานาน 
      
ชัยชนะและพ่ายแพ้ของทั้งสองฝ่ายได้รับการยอมรับและเฝ้ามอง รอยยิ้มซื่อๆของนักรบเวียดนามเหนือบนรถถังและเสียงโห่ร้องตะโกนก้องของประชาชนชาวเวียดนามในวันนั้นปรากฎหราบนหน้าหนังสือพิมพ์   ยุทธวิธีป่าล้อมเมืองและความกล้าหาญของเวียดนามเหนือได้รับการกล่าวถึงไปทั่วโลก
       ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความหวาดหวั่น ให้กับโลกเสรีโดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 
       มีการพูดถึงทฤษฎี  "โดมิโน" ที่หมายถึงหลักและวิธีการรวมกลุ่มประเทศต่างๆที่มีอาณาเขตติดต่อใก้ลเคียงกันหรือมีการปกครองที่มีลักษณะคล้ายกัน เพื่อรวมตัวกันสร้างความสัมพันธ์ให้เป็นปึกแผ่นเพื่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ต่อกลุ่มประเทศบริวารด้วยกัน
       เพราะฉะนั้นการที่เวียดนามใต้เป็นฝ่ายพ่ายแพ้นั้น ทำให้โลกเสรีกลัวกันว่าระบบคอมมิวนิตส์จะแพร่ขยายลุกลามไปทั่วเอเชีย โดยมีประเทศไทยเป็นด่านต่อไป
       ท่ามกลางสงครามเย็นที่เร่าร้อนรุนแรงของโลกเสรีและโลกคอมมิวนิตส์ที่ยังดำเนินอย่างต่อเนื่องและท้าทาย
       สงครามครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของสังคมอเมริกา  
       รวมถึงเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองครั้งที่สำคัญครั้งหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย
       สงครามเพื่อป้องกันลัทธิคอมมิวนิตส์ได้สิ้นสุดลงแล้ว 
       อเมริกากับโลกเสรีกลายเป็นฝ่ายแพ้
       ความพ่ายแพ้ของเวียดนามใต้ไ่ม่เพียงแต่เป็นบทเรียนทางการทหารเท่านั้น  หากยังเป็นบทเรียนทางการเมืองอีกด้วย เพราะระบบการเมืองที่ฉ้อฉลกับนักการเมืองที่ชั่วร้าย ระบบอุปถััมป์ที่เกื้อกูลระหว่างขุนศึกกับเครือว่านตามเหล่าพงศ์ที่แย่งชิงทำเนียบผู้นำ ล้วนแต่ทำให้ความเลวร้ายขยายวงกว้าง จนพบจุดจบที่คาดไม่ถึง

        เวียดนามในสมัยก่อนอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส  การปกครองที่เข้มงวดและเอาเปรียบทำให้เกิดแนวร่วมในการต่อสู้เพื่ีออิสรภาพขึ้นในเวียดนาม
       การพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสในสงครามเดียน เบียน ฟู ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีการทำข้อตกลงเจนีวา  
       กำหนดให้แบ่งเวียดนามออกเป็นสองส่วนโดยใช้เส้นขนานที่ 17 เป็นเส้นเขตแบ่งให้เวียดนามปกครองทางเหนือ ส่วนใต้เส้นขนานที่ 17 นั้น ให้อยู่ภายใ้ต้การปกครองของฝรั่งเศสชั่วคราว

       หลังจากปี คศ.1954 ฝรั่งเศสใ้ห้"จักรพรรดิเบาได๋ "ราชวงศ์คนสุดท้ายของราชวงศ์เวียดนามขึ้นมาเป็นหุ่นเชิดในการปกครองเพื่อหวังว่าชื่อเสียงและบารมีเก่าๆคงสามารถปกครองเวียดนามทางใต้ได้
       แต่ด้วยความที่ไม่สนใจและหลงใหลกับความเป็นอยู่ที่ฟุ้งเฟ้อ หูรุหราตามแบบผู้ดีเก่า ทำให้"เบาได๋"ไม่สามารถปกครองเวียดนามได้
       ประกอบกับอเมริกาเริ่มเข้ามามีบทบาทแทนฝรั่งเศสและขับไล่"เบาได๋"ออกจากบัลลังก์  พร้อมอุปโลกป์"โง ดิน เดียม" เข้ายึดอำนาจ เปลี่ยนชื่อดินแดนทางใต้ว่า"สาธารณรัฐเวียดนามหรือเวียดนามใต้ มี"ไซ่ง่อน"เป็นเมืองหลวง  
       "โง ดิน เดียม"ไม่มีภรรยา มีน้องสะใภ้ภรรยาของ"โง ดิน นู"น้องชายเข้ามามีบทบาทแทนในฐานะ"สตรีหมายเลขหนึ่ง"โดยมีชื่อเสียงที่รู้จักกันในนาม"มาดามนู"
       การกดขี่ทางศาสนามีมากขึ้นเนื่องจาก"โง ดิน เดียม"เป็นคาธอลิก  ทำให้
พระภิกษุชื่อดิ๊ก กวง ดุ๊ก อายุ 66 ปี.ได้จุดไฟเผาตัวเองประท้วงกลางกรุงไซ่ง่อน
       "มาดามนู"กล่าวถึงเหตุการณ์นี่ว่า"เป็นบาร์บีคิว ที่งี่เง่า"
       เดียมบอกว่า"เผาเข้าเถอะ เดี้ยวจะตบมือให้""Let them burn, and we shall clap our hands."...

       อเมริกาเห็นท่าไม่ดีเลยทำการสำเร็จโทษ"โง ดิน เดียม"โดยส่งเสริมนายทหารกลุ่มหนึ่งทำการปฎิวัติยึดอำนาจและสังหารสองพี่น้อง"ตระกูลโง"อย่างโหดเหี้ยมหลังจากที่หนีไปจนมุมกลางเมืองและถูกจับได้
       หลังจากนั้นอเมริกาได้ส่งเสริมเหล่าขุนพลที่ควบคุมได้  ปกครองเวียดนามตลอดจนกระทั่งถึงยุคของ"เหงียน วัน เทียว"เป็นประธานาธิบดีและมี"เหงียน เกา กี" เป็นนายกรัฐมนตรี
       
         คศ.1960 การต่อสู้เริ่มรุนแรงขึ้นมีการจัดตั้ง"แนวร่วมปลดปล่อยเวียดนามใต้"หรือ"เวียดกง"
       อเมริกาเริ่มส่งทหารเข้ามาในเวียดนามเพิ่มมากขึ้นและได้ชักชวนพันธมิตรเข้าสู่สงครามเช่น เกาหลี และไทย
                                      
       คศ.1964  เรือยนต์เตอร์ปิโดจำนวน 3 ลำของทหารเวียดนามเหนือโจมตีเรือพิฆาต Uss Maddox ของอเมริกาในเขตน่านน้ำากลบริเวณอ่าวตองกิน ประมาณ 30 ไมล์จากชายฝั่งของประเทศเวียดนามเหนือ
                                   
       คศ.1965    นาวิกโยธินหน่วยแรกของอเมริกากำลังเดินทางเข้าสู่เมืองท่าดานังเป็นครั้งแรกทางเรือถูกกองกำลังฝ่ายเวียดกงดักซุ่มโจมตีแต่ว่าไม่ปรากฎการสูญเสีย นาวิกโยธินของอเมริกาหน่วยนี้มีหน้าที่ในการคุ้มครองสนามบินของอเมริกาในเมืองดานัง
                                    
       คศ.1966     อเมริกาใช้เครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิด B 52เข้าโจมตีเวียดนามเหนือเป็นครั้งแรกเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงยุทธปัจจัยสายโฮจิมินห์เข้าสู่ประเทศลาวและประเทศเวียดนามใต้
       คศ.1967 กองทัพอเมริกาจำนวน 16.000 นายร่วมกับทหารเวียดนามใต้จำนวน 14.000 นาย ร่วมกันเปิดยุทธการทำลายการสนับสนุนเวียดกงใก้ลกับกรุงไซ่ง่อน สามารถค้นพบอุโมงค์สำคัญของฝ่ายเวียดกง หรือที่เป็นรู้จักกันในนาม" The Iron Triangle  "

                                     
       คศ.1968 เวียดนามเหนือและเวียดกงเปิดยุทธการเข้าตีที่ตั้งทางทหารในหลายเมืองรวมทั้งกรุงไซ่ง่อนซึ่งเป็นเมืองหลวงเพื่อข่มขัวญและสร้างจิตวิทยาในการต่อสู้ เนื่องจากเป็นการโจมตีในวันหยุดทางศาสนาหรือวันตรุษญวนอเมริกาและเวียดนามใต้ใช้เวลา26วันในการกวาดล้างฝ่ายเวียดกงที่เมืองเว้ซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางศาสนาซึ่งอยู่ในใจกลางพื้นที่สงคราม 

       
เวียดนามเหนือและเวียดกงประสบความสำเร็จในการเปิดยุทธการครั้งนี้มาก ถือเป็นการรบที่สำคัญครั้งหนึ่งในสงครามเวียดนามและเป็นการทำลายขัวญในการต่อสู้ของฝ่ายเวียดนามใต้เป็นอย่างมาก
        คศ.1968 ข่าวใหญ่ที่โลกรับรู้คือการที่กองทัพอเมริกาไ้ด้ทำการกวาดล้างและทำลายหมู่บ้านไมลาย ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
                                     
        
" ร้อยโท วิลเลี่ยม เคลลี่ สั่งให้ทุกคนยิงเข้าใส่ชาวบ้านให้ฆ่าทุกคนที่เห็น คนแก่บางคนถูกแทงตายด้วยดาบปลายปืน   ผู้หญิงและเด็กหลายคนถูกยิงที่ศรีษะ ผู้หญิงบางคนถูกข่มขืนแล้วฆ่าทิ้งในภายหลัง บางคนถูกสั่งให้คลานลงไปในร่องคูน้ำในหมู่บ้านก่อนจะถูกกราดยิงอย่างบ้าคลั่งจากปืนกลมือของทหาร "
       การเจรจาสันติภาพที่เมืองปารีสเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม โดยมี W.Averell Harrimanเป็นผู้แทนเจรจาฝ่ายอเมริกา และ Xuam Thuy รัฐมนตรีต่างประเทศของเวียดนามเหนือเป็นผู้แทนฝ่ายเวียดนาม แต่ปรากฎว่าไม่สามารถตกลงกันได้
                                     
        คศ.1972     เครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิด  B. 52โจมตีเมืองท่าไฮฟอง และเมืองฮานอยเมืองหลวงของเวียดนามเหนือเพื่อเป็นการทำลายคลังน้ำมันก่อนการเจรจาหยุดยิงกำลังจะเริ่มขึ้น ประธานาธิบดีนิกสันประกาศลดจำนวนทหารอเมริกาในเวียดนามใต้ให้คงเหลือไม่เกิน  70.000 
นาย                              
                                      
                                         
        ในอเมริกาการเดินขบวนประท้วงสงครามยังคงดำเนินต่อไปสงครามใกลเกินกว่าจะสงบและยุติได้ในเร็ววันแล้ว
                                        
        Henry Kissenger และ Le duc Tho บรรลุข้อตกลงหลายข้อหลังร่วมกันเจรจาสันติภาพ
ที่กรุงปารีส       
                                      
        Kissenger ว่า" ขณะนี้สันติภาพอยู่ในมือ "
        Kissenger เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศองอเมริกา
                                     
        คศ.1975 นายพล ดุง แม่ทัพใหญ่เวียดนามเหนือกำหนดเป้าหมายปลดปล่อยเวียดนามใต้ไม่เกินเดือนเมษายน 
        เขมรแดงภายใต้การนำของ พลพต เข้ายึดครองกัมพูชาจากรัฐบาลของ ลอน นอล ได้ในเดือนสิงหาคม
                                      
        ประธานาธิบดี Doung  Van Minhประธานาธิบดีคนสุดท้ายของเวียดนามใต้ประกาศยอมแพ้ต่อคอมมิวนิสต์์เมื่อวันที่ 30 เมษายน  
         ถือเป็นการสิ้นสุดสงครามเวียดนามอันยาวนานเป็นเวลาหลายปีและสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของสองฝ่ายเป็นจำนวนมาก
                                     
        ประธานาธิบดี  Gerald   Ford ได้แถลงที่มลรัฐ นิว ออลีนส์ ประเทศอเมริกาว่าสงครามเวียดนาม " Finished "
        ทหารอเมริกา 2 นายสุดท้ายที่เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้หลังจากเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ตก
        นับเป็นการพ่ายแพ้สงครามที่เสื่อมเกียรติที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา
                                        
        ประธานาธิบดีฟาม วัน ดุง ได้ประกาศรมเวียดนามเหนือและใต้ภายใต้ชื่อประเทศสาธารณรัฐประชาชนเวียดนามมีเมืองหลวงคือเมืองฮานอย และเมืองไซ่ง่อนเดิมเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองโฮจิมินส์ชิตี้
        ปิดฉากสงครามอันยาวนาน

บทเรียน ...

                                  

        เนื่องจากการต่อสู้ในสนามรบได้มีถ่ายทอดเป็นภาพข่าว ส่งออกกระจายข่าวไปทั่วโลก ความโหดเหี้ยม ความรุนแรงของสงครามที่ผู้คนทั้งโลกได้รับรู้ทั้งภาพและเสียงจากสนามรบ ได้ทำร้ายจิตใจของผู้คนมาก มายเหลือคณานับ  โดยเฉพาะสังคมอเมริกาที่มีความเจริญทางวัตถุมากกว่าใคร
        ภาพความสูญเสียของทหารอเมริกาถูกส่งผ่านจอโทรทัศน์ทั้งวันทั้งคืน
        ความโหดร้ายจากสงครามที่ไม่เคยได้เห็น กลับกลายเป็นความคุ้นเคยและชินตา

                                      

        ภาพของพลจัตวา เหงียน ง็อก โลน  อธิบดีกรมตำรวจเวียดนามใต้ลั่นกระสุนสังหารผู้ต้องสงสัยเป็นเวียดกงใจกลางกรุงไซ่ง่อนหลังจากมีการโจมตีและจับผู้ต้องสงสัยได้  ถูกตีพิมพ์ภาพและถ่ายทอดไปทั่วโลก
        ความบ้าเลือดของกองทัพอเมริกาที่สังหารชาวบ้าน 300 กว่าศพที่
หมู่บ้านไมลาย
        หรือกระทั่งข้อมูลด้านมืดของสงครามที่ถูกเปิดเผยออกมา อย่างการทำลายป่าเพื่อทำลายล้าง
ชีวิตทั้งคน และธรรมชาติโดยการใช้"สารเหลือง"
        การโจมตีในวันตรุษ เมืองเว้ ที่เป็นเมืองหลวงเก่า การโจมตีสถานฑูตอเมริกา
        สิ่งต่างๆและเหตุการณ์เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ได้รับการกระจายข่าวซ้ำแล้ว ซ้ำอีกไปทั่วโลก
                                             
        อเมริกันชนได้เห็นภาพลูกหลานอเมริกัน ศพแล้ว ศพเล่า ทางหน้าจอ ไม่ว่างเว้นแม้กระทั่งยามกินอาหาร 

                           

        หนังสือพิมพ์ที่ทรงอิทธิพลอย่างหนังสือพิมพ์ Life ไดัตีพิมพ์และทำรายงานพิเศษครั้งแล้วครั้งเล่า
        ทหารอเมริกาส่วนมากเป็นทหารเกณฑ์  ความรู้น้อย การเข้าสงครามที่ไม่รู้จุดหมาย ไม่รู้วันตาย ความห่างไกลจากครอบครัว ทำให้ยาเสพติดระบาดในกองทัพ
        การเข้าสู่สงครามทำให้ประสิทธิภาพในการรบต่ำเกิดการสูญเสียเป็นจำนวนมากแทบทุกสนาม 

                                        
        นักบินอเมริกาถูกควบคุมตัว  หลังจากถูกยิงตกนั่งเกวียนแห่แหนบนท้องถนนในชนบทของเวียดนาม  ถูกนำภาพเผยแพร่ทั่วโลก  ทหารเวียดนามเหนือและชาวบ้านตัวเล็กๆข่นแค้นคุมทหารตัวใหญ่ประเทศใหญ่เจ้าโลก 
        หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อจากฝ่ายเวียดนามเหนือ เพื่อต้องการสร้างกระแสแรงต่อต้านจากสังคมอเมริกาที่กำลังเดินขบวนประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนามหลายมลรัฐทั่วอเมริกา

                              
         สังคมอเมริกันที่สมบรูณ์ด้วยสุขนิยมจะทนสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไรได้อย่างไร
        คำถามที่เพิ่มมากขึ้นว่าอเมริกาทำสงครามนี้เพื่อใคร และเพื่ออะไร มีมากขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็ว
        ด้วยความต้องการที่จะยุติสงครามที่ยืดเยื้อและสิ้นเปลืองนี้ ทำให้ประธานาธิบดีริชาร์ดิ นิกสัน เคยมีแผนการที่จะใช้ ้ระเบิดนิวเคลียร์ถล่มเวียดนามเหนือภายใต้ระหัส"ดั้ก ฮุก" แต่ก็ไม่ได้รับการเห็นชอบของรัฐมนตรีต่างประเทศ

        สังคมอเมริกาเริ่มเข้าสู่ความระส่ำระสาย แรงดึงดูด ความหวาดกลัวจากสงคราม จากที่ต้องเป็นทหาร  ทำให้สังคม วัฒนธรรมอเมริกาเริ่มแปรเปลี่ยนเข้าสู่ยุคแสวงหา
        "ฮิปปี้"ผู้ประกาศตนต่อต้านสงครามและพเนจรไปวันๆ  ด้วยไม่รู้เป้าหมาย หรือไม่ก็ต้องการปลดปล่อยชีวิตเป็นอิสระ 
        เนื่องจากไม่ทราบว่าวันไหนตนเองต้องถูกส่งไปรบที่สงครามเวียดนามมีมากขึ้น  เยาวชนอเมริกากลายเป็น"ขบถสังคม"

                                           
        ภาพดอกคาร์เนชั่นที่นักศึกษาเสียบที่ปลายปืน ที่มอบให้กับทหารในระหว่างการชุมนุมประท้วงต่อต้านสงครามซึ่งได้รับการตีพิมพ์ทั่วโลกบ่งบอกถึงความรู้สึกของชาวอเมริกันเป็นอย่างดีในการที่ต้องการใ้ห้รัฐบาลยุติสงครามครั้งนี้  
        การประท้วงต่อต้านสงครามเป็นปัญหาหลักและยืดเยื้อยาวนานที่เกิดขึ้นในอเมริกา
        คำขัวญหลายคำมีความหมายเช่น Makelove not War เป็นต้น
                                         
        เดือนเมษายน 2514  ที่กรุงวอชิงตัน   วิลเลียม ไซแมน นักรบผู้สูญเสียขาทั้งสองข้างจากการไปรบในเวียดนาม เอาเหรียญกล้าหาญและ อิสริยาภรณ์ที่ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐฯขว้างที้งต่อหน้าผู้ชุมนุมหลายหมื่นคน

                                          

                                               
        ทหารผ่านศึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอเมริกา พวกเขาว่างงาน สังคมไม่ยอมรับกลายเป็นภาระมีปัญหาทางจิตใจ   พวกเขาเหมือนวัตถุเหลือใช้จากสงคราม มันเป็นความปวดร้าวและข่มขื่นเป็น
อย่างยิ่ง            
                                                  
        30เมษายน1975 รถถังของกองทัพปฎิวัติเวียดนามเหนือพุ่งเข้าชนประตูทำเนียบรัฐบาล
        ภาพสุดท้ายที่ปรากฎไปทั่วโลกคือ"การอพยพครั้งสุดท้าย"เฮลิคอปเตอร์บนหลังคาตึกสถานทูตสหรัฐวันไซ่ง่อน แตกที่พึ่งสุดท้ายของฝ่ายขวาหลังสนามบินถูกถล่ม

                                         
        อเมริกันและชาวเวียดนามมุ่งหน้าไปที่สถานทูตเพื่อต้องการหนีออกจากเวียดนามทางเครื่องบินเพื่อไปลงเรือที่จอดรออยู่ทางทะเล หลายคนผิดหวัง หลายคนสมหวัง

        สงครามเวียดนามบอกอะไรได้หลายอย่าง การต่อสู้ การไม่ยอมแพ้ต่อการกดขี่ ความเลวแหลกของระบอบนักการเมืองรวมถึงความเยี่ยมยุุทธของด้านการรบและยุทธวิธีเวียดนามเหนือเป็นสิ่งที่น่าศึกษาและเป็นบทเรียนชั้นดีเยี่ยม 

        
 
                                                                                        พิษณุ จามพัฒน์


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8
sanu292002 วันที่ : 07/09/2008 เวลา : 16.54 น.
http://www.oknation.net/blog/sanu292002

ความคิดเห็นที่ 8, เว็บไซต์ :


สวัสดีครับ คุณ sanu292002 ยินดีและ ขอบคุณสำหรับคอมเม้นต์ครับ และข้อมูลเพิ่มเติม ผมได้ตามลิงค์นั้นไปอ่านแล้วครับ
ต้องขอประโทษจริงๆที่ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ เนื่องจากไม่ได้เป็นสมาชิกที่ โอเคฯ ....
ผมเองก็ชอบอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศนี้
มีหนังสือประวัติศาตร์สงครามเวียดนามหลายเล่ม ยิ่งอ่านยิ่งอยากรู้มากขึ้น ผมว่ามันให้แง่คิดและ อะไรมากมายครับ


| deepsea | 03 กันยายน 2551 | 23:51:08
ความคิดเห็นที่ 7
สาวโรงงาน วันที่ : 23/02/2008 เวลา : 15.22 น.
http://www.oknation.net/blog/mootong

เห็นด้วยกับความเห็นที่ 6 สาวโรงงานมีเพื่อนเป็นชาวเวียดนาม 4 คน คนกัมพูชา 2 คน ทำงานอยู่แผนกเดียวกัน คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ตอนสงคราม ต้องพลัดพรากจากครอบครัว บ้างไปอยู่ออสเตเรีย บ้างไปอเมริกา บ้างไปเยอร์มัน ฝรั่งเศส สวิส ตอนหลังได้เจอกันทุกคน สำหรับสาวโรงงานคิดว่า สงครามทุกสงคราม แทบไม่ได้ทำร้ายผู้อยู่เบื้องหลังสงคราม แต่ชาวประชา ธรรมดารับมันเต็ม ๆ เด็ก ๆ ถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ถ้าประเทศไทยต้องเกิดสงคราม จะไม่เสียใจสักนิดถ้าต้องรบกับประเทศอื่น เพื่อรักษาประเทศไทย แต่ตอนนี้น้ำตาท่วมใจ กับไทยรบไทย ในชายแดนใต้ หวังลึก ๆ สักวันคงมี วันที่ฟ้าใสสำหรับชาวใต้ชายแดนไทย แล้วจะมาอ่านบทต่อไปนะค่ะ ขอบคุณสำหรับเรื่องราว ดีๆ
ความคิดเห็นที่ 6
chedtha วันที่ : 31/12/2007 เวลา : 15.25 น.
http://www.oknation.net/blog/chedtha
http://www.oknation.net/blog/chedtha3 (ภาพที่สวยงามในความทรงจำ)

สะเทือนใจมากๆกับเรื่องสงครามเวียตนาม
รัฐบาลเยอรมันส่งเครื่องบินไปรับชาวเวียตนามมาใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมนี
หลังสงครามเวียตนาม พวกเขาได้บ้านใหม่ ชีวิตใหม่ในเยอรมนี
โอนสัญชาติเป็นชาวเยอรมัน มีลูกมีหลาน ทำมาหากินอยู่ในเยอรมนี
มีคนเวียตนามอาศัยอยู่ที่นี่ มากกว่าคนไทยหลายเท่า

ขอใด้โลกนี้ีมีสันติสุข ขออย่าให้มีสงครามอีกเลย
ความคิดเห็นที่ 5
sanu292002 วันที่ : 13/12/2007 เวลา : 16.08 น.
http://www.oknation.net/blog/sanu292002

คุณ Weiser เขียน คอมเมนต์ blog ของคุณ ว่า .........
ประวัติ มันยาวนานทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะจาก ประวัติของเวียดนามตัวนี้ขอบคุณที่เอามาฝากนะคับอ่านดูนะ มีประโยชน์มากเลยที่เดียวในทางประวัติศาสตร์นะคับ
......................................................


http://www.oknation.net/blog/sanu292002/2007/12/11/entry-1
...........................................



คุณ ลูกเสือหมายเลข9 เขียน คอมเมนต์ blog ของคุณ ว่า .........
ขอบคุณครับ...ขอบคุณมาก
......................

.......................................
คุณ นาราด้า เขียน คอมเมนต์ blog ของคุณ ว่า .........
ยอดเยี่ยมเลยค่ะ
ขอบคุณมากนะคะ

http://www.oknation.net/blog/sanu292002/2007/12/11/entry-1
............................................................

คุณ กิต เขียน คอมเมนต์ blog ของคุณ ว่า .........
ร่วมศึกษา

และรำลึก

ด้วยคนครับ

สวัสดีครับ



........
ในหน้า http://www.oknation.net/blog/sanu292002/2007/12/11/entry-7
ความคิดเห็นที่ 4
Supawan วันที่ : 12/12/2007 เวลา : 10.48 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

ขอบคุณที่นำเรื่องราวของสงครามเวียดนามกลับมา... สนใจมากค่ะ เพราะอยู่ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

สงครามเวียดนาม ไม่ได้มีผลเฉพาะประเทศเวียดนามอย่างเดียว แต่มีผลทางสังคมกับประเทศไทยด้วย .. แม้กระทั่งปัจจุบัน..

ได้ดำเนินการเรื่องช่วยเด็กลูกครึ่ง ในการตามหาพ่อ และพ่อจีไอตามหาลูกหลังสงครามมานาน รวมทั้งเขียนเรื่องผลกระทบของสงครามเวียสนามกับสังคมไทย และชืวิต ของ จีไอ เมียจีไอ และลูกครึ่ง อเมริกัน - ไทย เป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทยรวมแล้วหลายร้อยแผ่นกระดาษ A4 แต่ยังไม่ได้เอาไปพิทพ์หรือเผยแพร่เลยค่ะ ...
ความคิดเห็นที่ 3
นายชิกุวะ วันที่ : 12/12/2007 เวลา : 01.22 น.
http://www.oknation.net/blog/chikuwa
"นายชิกุวะ" มีเรื่องราวดีๆ... มาเล่าให้ฟังเรื่อยครับ ลองแวะมาอ่านได้ขอรับกระผม


ไม่ผิดหวังผมก็สนใจ เรื่องสงครามเวียดนามเช่นกันครับ
ความคิดเห็นที่ 2
อารยา วันที่ : 11/12/2007 เวลา : 22.07 น.
http://www.oknation.net/blog/arya-tirawej
"เงินทองของมายา ข้าวปลาสิของจริง"


ขอบคุณมากครับ คุณ sanu ที่นำเรื่องใหญ่ใกล้ตัวมาเล่าสู่กันฟัง

ขอร่วมเสริมเติมบางตอนที่น่าสนใจเล็กน้อยครับ

จากข้อเท็จจริงที่ว่า "คศ.1964 เรือยนต์เตอร์ปิโดจำนวน 3 ลำของทหารเวียดนามเหนือโจมตีเรือพิฆาต Uss Maddox ของอเมริกาในเขตน่านน้ำสากลบริเวณอ่าวตองกิน ประมาณ 30 ไมล์จากชายฝั่งของประเทศเวียดนามเหนือ"

และจากนั้นในปีรุ่งขึ้น "1965 นาวิกโยธินหน่วยแรกของอเมริกากำลังเดินทางเข้าสู่เมืองท่าดานังเป็นครั้งแรกทางเรือ"

ขออนุญาตเรียนว่า กรณีเรือ USS Maddox เป็นที่ทราบกันในเครือข่ายซีไอเอว่าเป็นการจัดฉากของทางฝ่ายสหรัฐว่าถูกโจมต่ก่อน เพื่อจะได้หาเรื่องส่งทหารเข้าเวียดนาม

อีกนิดครับ จขกท. พยายามไม่พาดพิงไทยที่ให้สหรัฐใช้ฐานบินที่อุดร ตาคลี เริงนกทา นครพนม เพื่อการสงครามครั้งนี้เลย ถ้ามีเกร็ดพวกนี้มาเล่าให้ฟังสักเล็กน้อยก็เป็นเรื่องที่น่ารู้เหมือนกันนะครับ

แต่ตรงนี้ที่ว่า "พวกเขาต้องทำสงครามกับกองทหารสหรัฐและพันธมิตรรวมกันถึง 40 ประเทศ" ผมไม่เคยทราบว่ามากมายหลายประเทศถึงขณะนั้น
ที่จได้เมื่อต้นปี 2510 LBJ แวะมากรุงเทพฯหลังจากประชุม 7 ชาติที่มนิลา แล้วบอกว่าได้รับการสนับสนุนทั้ง 7 ชาติที่จะส่งกองกำลังไปช่วยสหรัฐรบในเวียดนาม ไทยเราส่งไป 1,800 นายในปีรุ่งขึ้น
ความคิดเห็นที่ 1
กิต วันที่ : 11/12/2007 เวลา : 16.24 น.
http://www.oknation.net/blog/kit2550
สิ่งที่ยังไม่รู้........ยังมีอีกเยอะขอบคุณทุกท่าน....ที่นำเรื่องที่ยังไม่รู้...แบ่งปันกันรู้

ร่วมศึกษา

และรำลึก

ด้วยคนครับ

สวัสดีครับ

แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน