วันอาทิตย์ ที่ 23 มีนาคม 2551
วิบัติพยากรณ์ : การเมือง
Posted by
sanu292002
,
ผู้อ่าน : 197
, 11:52:18 น.
พิมพ์หน้านี้
|

ผมรู้สึกหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูกกับสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ ไม่ว่าเริองสภาพอากาศ ดินฟ้า หรือเรื่องการเมืองที่กำลังตั้งเค้าทะมึนขึ้นมาทุกที ที่มีสาเหตุมาจากปาก ของบรรดา พณ.ท่านทั้งหลายผู้ทรงเกียรติ มีหมอดูนักพยากรณ์ชื่อดังเคยทำนายดวงเมืองตอนต้นปีว่า ในปี 2551 ปีนี้ บ้านเมืองประเทศไทยแดนคนยิ้ม จะประสบพบเจอกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ ได้เห็นหิมะตกเป็นครั้งแรก มีภัยธรรมชาติรุนแรง หรือการนองเลือด เข่นฆ่า กันเองของพี่น้องร่วมเผ่าพันธุ์ ที่มีการแตกแยกกันทางความคิด ผ่านการชักจูงของนักการเมือง กับนักหวังผลประโยชน์ทางการเงินและอำนาจ ผมอ่านด้วยความไม่เชื่อทั้งหมด แถมออกอาการ ลบหลู่ เล็กน้อยพองาม ถึงแม้ว่าที่ผ่านมานักพยากรณ์หรือโหรท่านนี้ผู้ได้รับสมญาจากใครไม่รู้ว่า โหรเมือง มือหนึ่ง หากมีการจัดอันดับทำเนียบ นักพยากรณ์ของเมืองแห่งขวานทองนั้
แต่ปรากฎการณ์ที่เห็นไม่ว่า หิมะที่ตกอย่างยาวนาน ในพื้นที่แห้งแล้งเมืองในเขตร้อนไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศอิรัก หรืออัฟกานิสถานเมืองทะเลทราย หรือแม้กระทั่งเพื่อนบ้านเมืองร้อนใกล้ๆบ้านเราอย่างเวียดนาม ที่ตอนเหนือของประเทศได้มีหิมะตกลงมาอย่างยาวนาน สร้างความสูญเสียอย่างมากมาย ผมเริ่มมีความ เชื่อ ว่าเมืองไทยของเราคงมีโอกาสได้เห็นหิมะ เป็นๆ กันแน่ แผ่นดินไหว 7.2 7.6 ริกเตอร์ที่เกาะสุมาตราสองครั้งซ้อนช่วงต้นเดือนกุมภาฯที่ผ่าน ทำให้พอมองเห็นเค้าลาง หายนะในอนาคตได้เป็นอย่างดี เคยวางแผนว่าตอนปิดเทอมจะพาครอบครัวไปเที่ยวอันดามัน ก็คงต้องยกเลิกโครงการไปก่อน
มามองด้านการเมืองตอนแรก ผมก็เหมือนคนอื่นๆที่คิดกันว่าหลังการเลือกตั้ง มัรัฐบาลใหม่เสร็จ เรียบร้อย ก็คงจะบริหารประเทศได้ และก็คงฟื้นฟูทางด้านเศรษฐกิจได้หลังจากที่การเมือง นิ่ง แต่ด้วยความ ขยันช่างจำนรรจา ของนักการเมืองที่หลงยุคทั่วประเทศ ทั้งระดับ นายหัว หรือระดับ ไอ้ห้อย ไอ้โหน ที่ขยัน จำนรรจาออกจาก ปาก อันทรงเกียรติแต่ละครั้ง ล้วนแต่ฟังแล้วเหมือนกับการ สำรากความคิดทางปาก ที่เสนอและหาหนทางเพื่อตอบสนองความต้องการให้กับ นายท่านผู้เป็นเหนือหัว เพียงคนเดียว การแผ้วหาทางลงในการกลับประเทศของ นายท่านผู้เป็นเหนือหัว จึงเป็นงานสำคัญชิ้นแรกของรัฐบาล สมเสร็จ ที่อยู่ภายใต้การนำของนายก นอมินีผู้แข็งข้อ อย่างนายสมัคร สุนทรเวช นี่เป็นเรื่องสำคัญมากกว่าปากท้องของชาวบ้านและเศรษฐกิจรวมของชาติ
การใช้โวหาร ย้อนยุคและขี้โม้ของผู้นำและรัฐมนตรีร่วมคณะ ทำให้ตะบะ ที่เก็บเงียบในใจของผมแตกละเอียด คงไม่ต่างกับคนไทยทั่วไป ที่ถูก แบ่งและแยก ออกจากกันเรียบร้อยโดย นายเหนือหัวเป็น กลไก สำคัญ พันธมิตรฯทั้งห้าบวกหนึ่งใส หลังจากรอดูท่าทีและเห็นว่า อาจจะถูกคิดบัญชี แค้น ได้หากยังคงอยู่ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนก็รวมกลุ่มกัน ตั้งหลักก่อนที่จะ เสียหลักประกาศ ต้าน ระบบทักษิณและเครือข่ายทันที ไม่ต้องรอวัน หรือให้โอกาสในการบริหารว่าจะนำพาและขับเคลื่อน รัฐนาวา ลำนี้ไปได้ถึงใหน เมื่อไล่มันได้ครั้ง กูก็ต้องไล่มันให้สิ้นซาก นายกรัฐมนตรี ผู้กล้าและปากหวาน รวมทั้งเสนาบดีมหาดไทย ผู้ฮึกเหิม ล้วนแต่ ท้าทายด้วยความกลัว ว่า พันธมิตรฯทั้งห้าและแนวร่วมจะทำอะไรก็ทำไป แต่ควรเห็นแก่ประเทศชาติตามแนวทาง สมานฉันท์ ก่อนจะ สั่ง บล็อกการเคลื่อนใหวทุกด้าน รวมทั้งสั่งให้ไอ้ห้อย ไอ้โหน ในพรรคอย่างประชา ประสพดี หรือดาวบู้คนใหม่ส.ส.สมัยแรก ที่น่าเป็นห่วงอนาคตทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง อย่างนายสุทิน นทีเผือกหรือนักแสดงเก่ากรุง ศรีวิใล ออกมาทำ เวทีคู่ขนานทางความคิด วันที่ 28 มีนาคมนี้ จะเป็นพิสูจน์ว่า ตกลงแล้วสังคมไทยต้องการอะไรกันแน่ ระหว่างความถูกต้องและความถูกใจ ระหว่างการ ปกป้อง หรือ คุ้มครอง ผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือเพียง กลุ่มทุน หากว่าพันธมิตรฯ จุดไฟติด นั่นหมายถึงว่า นาวาแห่งชาติพันธุ์สยามลำนี้ยังคงประสบกับความแตกแยกและ เสี่ยง ต่อการแตกหัก หากไม่สามารถจุดประกายให้ไฟติดส่องสว่างได้ ก็แสดงว่าเราทุกคนในประเทศนี้ ยอมรับ ได้กับการปกครองของกลุ่มทุนและผลประโยชน์ปัจจุบัน วันที่ 28 มีนาคมเป็นวันชี้และกำหนดชะตาเมือง
นี่คือความเป็นไปของบ้านเมืองของเรา ที่ผมรู้สึกว่าหากมาเปรียบเทียบกับคำทำนายของ โหรท่านนั้นแล้วมันมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดความเป็นจริงขึ้นมา อากาศที่แปรปรวน หรือการที่อยู่ ๆ ใครที่ใหนก็ไม่รู้ก็ประกาศ ไล่คนที่หน้าสภาอันทรงเกียรติแล้วเทน้ำมันเผาต้ว มันเป็นลางบอกเหตุหรือเป็นอาการ เพี้ยนของคนในหน้าร้อนก็สุดจะคาดเดา แต่ทุกสิ่งล้วนแต่ไม่เคยเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรามาก่อนทั้งสิ้น แต่ถ้าถามผมส่วนตัว ผมคงไม่อยากให้คำทำนายนั้นเป็นจริง หรือแม้แต่จะเป็นส่วนหนึ่งของการไปสู่ความรุนแรงหรือความแตกแยกทางการเมืองในความเป็นจริง แต่ถ้าถามว่าในวันที่ 28 มีนาคมนี้ ผมเลือกข้างใหนระหว่างพันธมิตรฯ หรือรัฐบาล ผมคงตอบว่าหลังจากได้วิเคราะห์ข้อมูลทั้งสองฝ่ายแล้ว ผมยังเห็นว่าพันธมิตรฯยังมีความถูกต้องชอบธรรมกว่า และผมเลือกข้างนี้ โดยมีตัวแปรคือ ท่าเดินที่ แสนกร่างของเสนาบดีมหาดไทย ผู้ฮึกเหิมอย่างเฉลิม อยู่บำรุง เป็นตัวชี้ขาด
|