วันอาทิตย์ ที่ 13 กรกฎาคม 2551
พันธมิตรคนใต้..ข้าขอคารวะ
Posted by
sanu292002
,
ผู้อ่าน : 317
, 16:03:31 น.
พิมพ์หน้านี้
|
ผมมีโอกาสไปชุมนุมร่วมกับพันธมิตรที่สะพานมัฆวานเป็นครั้งที่สอง หลังจากที่ได้ไปร่วมมาก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่งแล้ว กับเวลาที่ห่างกันหนึ่งเดือนพอดี การชุมนุมของเหล่าผู้กล้าท้าทายอำนาจรัฐบนถนนแห่งการต่อสู้นี้ ยังคงหนาแน่นเหมือนเดิม บรรยากาศยังคงอบอุ่นไปด้วยความเป็นมิตร ถึงแม้ว่าเวลาที่ผ่านไปเกือบสี่สิบวัน แววตาผู้เข้าชุมนุมที่มุ่งมั่นยังคงเปล่งประกายเรืองรองเต็มไปด้วยความหวัง ความหวังในชัยชนะ.. ความหวังในการเปลี่ยนแปลง .. เช่นเดิม พันธมิตรคนใต้..ยังคงเป็นความหวังและเป็น แกน ของการชุมนุมเหมือนทุกครั้ง เสียงตะโกน ปรบมือ เคาะถนน ดังเป็นระยะๆ
บนเวที... แกนนำประกาศชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงแม้มันจะเป็นกำลังใจ เป็นเครื่องปลอบประโลมอย่างดีในการสู้ต่อ แต่มันก็ไม่ใช่ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จอย่างที่ต้องการ เพราะฉะนั้นการต่อสู้เพื่อเป้าหมายสุดท้ายแห่งชัยชนะก็คงดำเนินต่อไป
ครั้งนี้ผมเข้ามาที่นี่เพียงคนเดียว.. ไม่มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์มาด้วยกันอย่างครั้งก่อน ความรู้สึกแปลกแยกกับสภาพรอบตัว รู้สึกได้ถึงความแตกต่าง ความรู้สึกโดดเดี่ยวเกิดขึ้นในใจของผมวูบขึ้นมา.. ประกอบกับครั้งนี้ ผมมีความรู้สึกว่าบรรยากาศค่อนข้างสลัว มีไฟให้แสงสว่างน้อยกว่าครั้งก่อน รวมถึงการจัดรูปแบบเวทีที่แตกต่างจากสภาพเหมือนเมื่อครั้งที่ผมมาครั้งที่แล้ว ทำให้เกิดความไม่คุ้นกับสถานที่ขึ้นมา
ผมเดินถ่ายรูปเพื่อบันทึกภาพประวัติศาสตร์ไป ฟังสถานการณ์บนเวทีไป ด้วยความระวัง กลัวว่าจะพลั้งเผลอไปเหยียบอะไรเข้า ความรู้สึกที่แปลกๆในช่วงแรกค่อยๆจางหายไปจนหมด เมื่อผมได้พบกับเพื่อนในอุดมการณ์เดียวกันทักทายด้วยสายตาที่เป็นมิตร ระหว่างที่ผมแวะที่ซุ้มขายของที่ระลึกที่เรียงรายอยู่แถวนั้น
เพื่อนร่วมอุดมการณ์เริ่มหนาตาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ขบวนของผู้คนเริ่มใหลเลื่อนเข้าจนเต็มพื้นที่ เส้นทางที่ถูกกำหนดให้เดินเริ่มติดขัด วุ่นวาย
เสื้อของผมเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อจากความอบอ้าวของอากาศ และการเบียดเสียดจากผู้คนแปลกหน้า ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน บนถนนเส้นนี้ สถานที่แคบๆที่ถูกจำกัดพื้นที่ ผู้คนมากมาย หลากหลายที่มา หลากหลากเผ่าพันธ์และถิ่นกำเนิด ทุกคนมาอยู่ตรงนี้ร่วมกันด้วยหัวใจแห่งฝันที่จะเรียกร้อง ปกป้องสิ่งที่พวกเขาต้องการ โดยมีเพียงหัวใจที่โบกบินโดยเสรีเป็นจุดหวังในชัยชนะ บนถนนเส้นนี้คือลานฝันแห่งอุดมการณ์และเสรีภาพ เรายิ้มให้กันและกันเมื่อเดินสวนทางในที่แคบๆตรงนี้ มิตรภาพเกิดขึ้นได้เสมอ.. ในสถานการณ์แห่งการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์
ความสลัวของแสงไฟที่มีน้อย ทำให้สายตาของผมมองไกลๆไม่ค่อยดีนัก แสงสว่างจากกองทัพธรรมและซุ้มพยาบาลที่คอยให้บริการอาหารและยา ยังคงคับคั่งไปด้วยผู้ใช้บริการ แถวยาวของผู้ชุมนุม ที่รอรับอาหารยังคึกคัก และเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
ในที่สุดผมก็เข้าไปสู่เป้าหมายที่ตั้งใจใว้ คือเต็นท์สุราษฎร์ธานี ด้านหลังของเวที่ใหญ่ ที่นี่เป็นที่รวมหลักของคนใต้ที่มาร่วมการชุมนุม เพราะที่นี่เป็นศูนย์กลางอาหารใต้ที่จัดเลี้ยงฟรีกันทุกวันทุกคืน คนใต้หรือไม่ใช่คนใต้เข้าคิวรออาหารจากพ่อครัวหนุ่มใหญ่อารมณ์ดีหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดพราว ไม่มีทีท่าที่ส่อถึงความเหนื่อยหน่าย นอกจากการเชิญชวนชิมลิ้มรส ผมพยายามทบทวนและตั้งคำถามว่า..ทำไม .. ในการชุมนุมทางการเมือง ทำไมคนใต้ถึงเข้าร่วมการชุมนมุมากกว่าคนที่อื่นทั้งในฐานะแกนนำ ผู้ก่อการ หรือผู้เข้าร่วมการชุมนุม เพราะอะไร.. ทำเพื่อค่าจ้าง หรือทำเพื่ออุดมการณ์ ทำเพราะความไม่รู้ หรือทำไปเพราะความรู้ หรือว่าคนใต้ ไม่สามารถอยู่ภายใต้การปกครองของอำนาจรัฐที่ชั่วร้ายได้ แล้วคนส่วนใหญ่.. คนภาคอื่นเขาคิดกันอย่างไร..
ในฐานะของคนใต้โดยสายเลือดและมาตุภูมิ.. ผมอดภาคภูมิใจไม่ได้กับสิ่งที่เหล่าพี่น้องคนใต้ทำอยู่ขณะนี้ ผมก็คงคิดไม่ต่างกับพวกพี่น้องทั้งหลาย เพียงแต่ว่าตอนนี้สถานภาพและเวลาของผมยังแตกต่างกับพวกท่านผู้กล้า ผู้เสียสละเหล่านี้อยู่บ้าง
ถ้าประเทศไทยเป็นขวานทองอย่างที่เปรียบเทียบกัน ภาคใต้เป็นด้ามขวานเป็นมือจับที่ทรงพลังเพื่อส่งพลังและควบคุมหัวขวานไปตัด ฟัน ทำลายเป้าหมายที่ต้องการ แต่หากด้ามขวานที่ขาดหัวขวานและตัวขวานที่แหลมคม ด้ามขวานก็คงไม่ต่างกับด้ามฟืนที่ไร้คุณค่า...
ถึงตรงนี้... ทำให้ผมอดนึกถึงบรรพบุรุษคนใต้ไม่ได้ ที่พวกเขาได้หล่อหลอมและสร้างสมวัฒนธรรมการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ให้ลูกหลาน เพื่อเป็นการปกป้องศักดิ์ศรี เกียรติยศ และถิ่นฐานรวมถึงจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่ไม่เคยเหือดหายไปกับกระแสแห่งอำนาจและเงินตรา
ก่อนเที่ยงคืน... ผมเดินออกมาจากเต็นท์สุราษฎร์ธานีมาทางด้านหน้าเวที สวนทางกับกลุ่มครอบครัวพ่อแม่ลูก คู่หนุ่มสาว และสองตายายผู้สูงวัย เสียงตะโกนกึกก้อง เสียงหัวเราะ เสียงเพลง และบทกวี ยังคงถูกขับขานออกมา ..
ผมเดินมาถึงประตูหน้า... แสงไฟสว่างจากกองรักษาความปลอดภัย ที่เจ้าหน้าที่ต่างทำหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัด หน่วยรักษาความปลอดภัยนักรบศรีวิชัย เดินตระเวณไปมา สร้างความอุ่นใจให้กับผมได้ระดับหนึ่ง
ผมหันกลับไปที่เวทีอีกครั้ง... เสียงเพลงแผ่วๆ... ...........สู้เข้าไปอย่าได้ถอย ..มวลชนคอยเอาใจช่วยอยู่..รวมพลัง...... .. .เราจึงเคียงบ่า เคียงใหล่..สู้เข้าไปด้วยใจมุ่งมั่น..เขาจะฟาด..เขาจะฟัน....
ก่อนจะเดินข้ามถนนมาที่ลานพระบรมรูปทรงม้า นักท่องเที่ยวชาวยุโรปกลุ่มใหญ่กำลังจับกลุ่มเพื่อถ่ายรูปกับพระที่นั่งอนันตสมาคม รถบัสคันใหญ่ที่ข้างรถแขวนป้ายผ้าพันธมิตรจังหวัดต่างๆ จอดเรียงอยู่หลายคัน
คิดถึงพี่น้องทางใต้หลายคนที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยน หลายคนอยากมาที่มัฆวานสักครั้ง แต่เวลาและโอกาสไม่มี หลายคนเคยเดินทางมาบ้างแล้ว และก็ยังอยากมาร่วมอีก..
ณ.ที่ตรงนั้นสะพานมัฆวาน.. ผู้คนมากหลายกำลังต่อสู้ในแนวทางที่พวกเขาฝันและต้องการ สิทธิและเสรีภาพต้องเสมอเหมือนกันทุกคนภายใต้ร่มธงและกฎหมายเดียวกัน การเสียสละและความกล้าหาญ.. การ ไม่ยอมรับ กับสิ่งไม่ถูกต้องนั่นคือสิ่งที่ ปู่ ย่า ตา ยาย ของคนใต้ได้สั่ง สอน ลูกหลานกันมาตลอด ความตายที่ที่เกิดจากความกล้าและความตายที่เกิดจากความกลัว ถ้าถึงเวลาที่ต้องเลือก เราต้องเลือกความกล้า กล้าที่จะตาย เพื่อปกป้องและยึดมั่นในสิ่งที่เรารักและถูกต้อง การตายที่เกิดจากความกล้าจะกลายเป็นที่กล่าวขานเป็น ตำนาน นั่นคือสิ่งที่ คนใต้ ยึดเหนี่ยว
..ขอคารวะพันธมิตรคนใต้ทุกคน....ท่านคือผู้กล้า
ข้า..คือ.พันธมิตร..ประชาชน
|