พิมพ์หน้านี้
|
รายงานการพัฒนาหมู่บ้าน บ้านรงระ ตำบลตูม อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ส่วนที่ 1 ประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน รงระ บ้านรงระตั้งในที่ราบสูง ผู้ก่อตั้งหมู่บ้าน ชื่อนายกอน นาคนวล ในปี พ.ศ 2450 เรียกขานว่าบ้านรงระ ซึ่งเรียกชื่อตามอุปกรณ์วิดน้ำชนิดหนึ่ง ที่ชาวบ้านประดิษฐ์ขึ้นเพื่อเป็นอุปกรณ์จับปลาบริเวณหนองน้ำ ใกล้หมู่บ้าน เรียกเป็นภาษาส่วยว่า หรงหระ ตามภาษาถิ่น ต่อมาตั้งชื่อกับทางราชการว่า บ้านรงระ ชาวบ้านรงระเป็นชาวบ้านที่อพยพโยกย้ายมาจากหมู่บ้านขี้นาค เนื่องจากปัญหาในการทำอยู่ทำกิน เริ่มฝืดเคือง เนื่องจากบ้านเก่ามีประชากรเพิ่มขึ้น โดยเริ่มแรกโยกย้ายมาบุกเบิกแผ่นดินใหม่จำนวน 7 ครัวเรือน ประกอบด้วย โดยการนำของนายกอน นาคนวล โดยเริ่มแรก ชาวบ้านประกอบอาชีพเกษตรกรรม อาศัยทรัพยากรธรรมชาติในการทำอยู่ ทำกินโดยมีวิถีชีวิตผูกพันกับ ป่า ซึ่งเป็นบริเวณสำคัญ เป็นแหล่งอาหารของชุมชนทั้งชุมชน อาชีพที่สำคัญของหมู่บ้านรงระในอดีต 1. ทำนา 2. ปลูกพืช เช่น ข้าวโพด , อ้อย , ถั่วฝักยาว 3. งานหัตถกรรมเครื่องจักสาน ใช้ในครัวเรือน เหลือใช้ก็ขายภายในชุมชน 4. ทอผ้าจากผลิตผลทางธรรมชาติ เช่น เสื่อ กก ผ้าไหม เป็นต้น สภาพปัจจุบัน สภาพด้านภูมิศาสตร์ บ้านรงระ ตั้งอยู่บริเวณรอยต่อของชายแดนระหว่างอำเภอปรางค์กู่สำโรงทาบ ห้วยทับทัน โดยมีอาณาเขตติดต่อที่สำคัญ ดังต่อไปนี้ ทิศเหนือ ติดต่อ บ้านกระสังข์ อำเภอห้วยทับทัน ทิศใต้ ติดต่อ ทำเลเลี้ยงสัตว์สาธารณะประโยชน์ ทิศตะวันตก ติดต่อ บ้านสนิท ตำบลสวาย อำเภอปรางค์กู่ ทิศตะวันออก ติดต่อ บ้านขี้นาค อำเภอปรางค์กู่ ด้านลักษณะโครงสร้างประชากร หมู่บ้านรงระ เป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก มีจำนวน 84 หลังคาเรือน มีประชากร ทั้งหมด 335 คน ชาย 141 คน หญิง 194 คน ดังตารางดังต่อไปนี้ ลักษณะประชากร / แบ่งตามช่วงอายและเพศ
สภาพด้านสาธารณูปโภค สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน คือปัจจัยชี้วัดลักษณะความเป็นอยู่ของชุมชนว่าได้รับการบริการจากรัฐมากน้อยเพียงใด บ้านรงระ ถือว่าเป็นหมู่บ้านที่ได้รับการบริการจากภาครัฐอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีสาธารณูปโภคที่สำคัญดังต่อไปนี้ แสดงสาธารณูปโภคในหมู่บ้านรงระ
สภาพด้านการศึกษา อัตราการศึกษาของสมาชิกในชุมชนอยู่ในระดับปานกลาง ปัจจุบันพบว่า ผู้ใหญ่ในวัยแรงงานเป็นส่วนใหญ่ มีความตื่นตัวในการศึกษามากขึ้น โดยมากเข้าศึกษาต่อในระบบการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ด้านการส่งเสริมการศึกษาให้บุตรหลานได้รับการศึกษานั้น ถือได้ว่าอยู่ในระดับที่สูงพอสมควร แต่ทั้งนี้ก็ยังมีเยาวชนส่วนหนึ่งที่ออกจากระบบการศึกษาเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน เนื่องด้วยปัญหาทางเศรษฐกิจ และเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว เนื่องจากในหมู่บ้านรงระไม่มีสถาบันการศึกษา ทำให้เด็ก เยาชนในหมู่บ้านต้องไปศึกษานอกพื้นที่ ดังต่อไปนี้ ระดับประถมศึกษา โรงเรียนบ้านขี้นาค ระดับมัธยมศึกษาโรงเรียนผักไหมวิทยาคม โรงเรียนปรางค์กู่ โรงเรียนตูมวิทยา สภาพด้านเศรษฐกิจ อาชีพ ลักษณะการดำรงอยู่ทางเศรษฐกิจของชุมชนพึ่งอาชีพทางด้านเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยทั้งหมู่บ้านมีพื้นที่ทำการเกษตร 1,200 ไร่ แบ่งเป็น ที่นา นอกจากอาชีพทางด้านเกษตรกรรมแล้ว ชุมชนยังประกอบอาชีพเสริมในด้านการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ ที่สำคัญ ได้แก่ โค กระบือ ซึ่งถือเป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่ชุมชนมานานโดยการเลี้ยง โค กระบือ มีลักษณะการเลี้ยงอยู่ 2 ลักษณะ 1) การเลี้ยงในฤดูกาลทำนา จะนำ โค - กระบือ ไปเลี้ยงบริเวณทำเลเลี้ยงสัตว์ ซึ่งเป็นแหล่งที่สามารถรองรับโค กระบือได้ เนื่องจากมีหญ้า มีน้ำ มีเนื้อที่ประมาณ 2) การเลี้ยงนอกฤดูการเกษตรนิยมปล่อยให้ไปกินหญ้าในบริเวณรอบๆ หมู่บ้าน โดยไม่จำเป็นต้องดูแลเอาใจใส่มากนัก โดยเฉพาะการเลี้ยงโค กระบือนั้น ถือได้ว่าเป็นแหล่งรายได้เสริมที่สำคัญที่ทำให้ชุมชนหรือเกษตรกรพอมีรายได้เพิ่มเติมจากอาชีพหลักโดยราคาจำหน่ายตัวละ 5,000 - 10,000 บาท นอกจาก โค กระบือ แล้ว ชุมชนยังมีการเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่น ๆ อีก เนื่องจากการประกอบอาชีพหลัก คือ การทำนา ซึ่งต้องอาศัยฝน ธรรมชาติ ซึ่งบางปีฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ประกอบกับการทำนานั้นมีรายได้ไม่เพียงพอแต่การยังชีพส่งผลให้เกิดภาวะการโยกย้าย แรงงาน สู่ กรุงเทพฯ และปริมณฑลอย่างมากมาย โดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาวนั้นส่วนมากไปขายแรงงานในต่างถิ่น ทำให้ชุมชนมีเพียงคนเฒ่าคนแก่ที่เฝ้าบ้านเลี้ยงหลาน รอคอยการกลับมาของลูกหลาน นอกจากนั้นแล้ว ยังมีรูปแบบการโยกย้ายแรงงานเฉพาะภายหลังฤดูกาล เก็บเกี่ยว โดยเฉพาะแรงงานชายวัยฉกรรจ์ นิยมไปรับจ้างตัดอ้อย ในพื้นที่ต่าง ๆ ดังนี้ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา กำแพงเพชร บุรีรัมย์ นครราชสีมา เป็นต้น จากการไปรับจ้าง ตัดอ้อยดังกล่าวถือเป็นแหล่งรายได้เสริมที่สำคัญของชุมชน รายได้ จากที่กล่าวในหัวข้อที่ผ่านมา พบว่า อาชีพหลักของชุมชน คือการทำนาอาชีพเสริม ได้แก่ การเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจ และการไปรับจ้างขายแรงงานต่างถิ่น ซึ่งจากข้อมูล (จปฐ.) พบว่าในแต่ละครัวเรือนมีรายได้ต่อปี เฉลี่ยครัวเรือนละ 24,679 บาท การตลาด ระบบการซื้อขายผลผลิตในชุมชนโดยเฉพาะขายข้าวนิยมนำไปขายที่อำเภอ อุทุมพรพิสัย และโรงสีที่อำเภอห้วยทับทัน โดยข้าวหอมมะลิ ขายในราคาโดยประมาณกิโลกรัมละ 5 บาท ขึ้น ลง ตามภาวะการตลาด นอกจากนั้น ยังมีรถซื้อข้าวจากอำเภอข้างเคียงมารับซื้อผลผลิตถึงบ้านอีกด้วย ส่วนการแลกเปลี่ยน ซื้อขายในชุมชนมีร้านค้า 4 แห่ง และโรงสี 1 แห่ง ซึ่งเป็นร้านค้าขายสินค้าทั่วไปที่จำเป็นในการดำรงชีวิต และโรงสีเพื่อบริการแปรรูปข้าวเปลือกในชุมชน นอกจากนั้นยังมีรูปแบบตลาดมอเตอร์ไซด์ที่นำสินค้าสดจากตลาดอำเภอปรางค์กู่มาบริการถึงบ้าน ซึ่งจากลักษณะดังกล่าว พบว่า ลักษณะการดำรงอยู่ของชุมชนเริ่มมีการซื้อขาย เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติที่ชุมชนเคยใช้ประโยชน์เริ่มลดความอุดมสมบูรณ์มากขึ้นทำให้ต้องพึ่งพาระบบตลาดมากขึ้นกว่าในอดีต ด้านทรัพยากรในชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญอันเป็นบริเวณที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันของชุมชนมีดังต่อไปนี้ 1) ป่าทำเลี้ยงสัตว์ สาธารณประโยชน์ ตั้งอยู่บริเวณด้านทิศใต้ของหมู่บ้าน ซึ่งมีเนื้อที่ โดยประมาณ 200 ไร่ ชุมชนหมู่บ้านใช้เป็นแหล่งเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะในฤดูกาลทำนา นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งอาหาร และเชื้อเพลิงของชุมชน โดยเฉพาะในฤดูฝน จะมีเห็ดชนิดต่าง ๆ และหน่อไม้ขึ้นเป็นจำนวนมาก 2) ทรัพยากรด้านแหล่งน้ำที่ชุมชนใช้ประโยชน์ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ (ข้อมูล จาก กชช 2 ค) นอกจากนี้บ้านรงระยังมีลำห้วยวะไหลผ่านและมีการใช้ประโยชน์ร่วมกับชุมชนอื่น ๆ อีกด้วย แสดงชนิดและจำนวนของแหล่งน้ำในชุมชน
3)ทรัพยากรด้านที่ดิน ที่ชุมชนถือครองอยู่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของชาวบ้านที่มี เอกสารสิทธิ์ ในการถือครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย เหมาะสมแก่การปลูกข้าว
สภาพด้านวัฒนธรรม ความเชื่อและศาสนา ระบบวัฒนธรรมและระบบความเชื่อ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และลักษณะเด่นของชุมชน ได้แก่ ระบบความเชื่อผี ซึ่งแสดงออกในรูปแบบของประเพณีของกลุ่มชนพื้นเมือง ซึ่งเรียกตัวเองว่า ชาวเขมร ถึงแม้สังคมปัจจุบันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบวิธีคิดที่แสดงออกถึง การคิดและอธิบายสรรพสิ่งอย่างเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น แต่ชุมชนก็ยังดำรงระบบความเชื่อแบบดั้งเดิมอย่างเหนียวแน่นมิเสื่อมคลาย โดยเฉพาะความเชื่อในศาสนาพุทธ และความเชื่อเรื่อง บาป บุญ ถึงแม้ภายในชุมชนเองจะไม่มีวัด แต่ก็อาศัยวัดนาครินทร์ (บ้านขี้นาค) เป็นศูนย์กลางทางจิตใจ และเป็นสถานที่ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา นอกจากการนับถือประเพณีและประกอบพิธีกรรมตามประเพณีนิยม เช่น หลัก ฮีต 12 คลอง 14 แล้วยังมีลักษณะพิธีกรรมอันเป็นลักษณะเฉพาะของชุมชนซึ่งจะกล่าวถึงดังต่อไปนี้ 1) ประเพณีเซ่นไหว้ปู่ตา เป็นระบบความเชื่อที่เชื่อว่าในแต่ละหมู่บ้านชุมชน จะมีผีปู่ตา ซึ่งคอยดูแลทุกข์สุข ของผู้คนในชุมชน ตลอดจนดูแลความอุดมสมบูรณ์ของฝนฟ้าอากาศ ภายใต้ความเชื่อว่า ปู่ตา เป็นเสมือนมนุษย์ จึงมีการสร้าง ศาลให้ปู่ตาอาศัยอยู่ เช่นเดียวกับมนุษย์ โดยในทุก ๆ 1 ปี จะมีพิธีเซ่นไหว้ปู่ตา เพื่อขอพรจากปู่ตาให้ดลบันดาลในสิ่งที่ตนคาดหวัง โดยเฉพาะเพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลและได้ข้าวปลาอาหารอันอุดมสมบูรณ์ เครื่องเซ่นไหว้ผีปู่ตา - ไข่ เพื่อทำนายเหตุการณ์ในอนาคตโดยดูจากลักษณะของไข่ - เหล้า - ข้าว - อาวุธ เพื่อให้ผีปู่ตาต่อสู้กับศัตรูที่มารังควานหมู่บ้านชุมชน ซึ่งในการประกอบพิธีกรรมเซ่นไหว้ ผีปู่ตานั้น จำเป็นต้องมีบุคคลที่เชื่อมต่อทางจิตวิญญาณระหว่างมนุษย์กับผี โดยเรียกว่า ข้าวจ้ำ ซึ่งในชุมชน คือ นายบง วิเศษชาติ อันเป็นผู้ที่บุคคลในชุมชนให้ความยอมรับ มีความซื่อสัตย์สุจริต (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ นายบง วิเศษชาติ) 2) ประเพณีโดนตา เป็นพิธีกรรมที่เพื่อเซ่นไหว้ ผีบรรพบุรุษเพื่อแสดงถึงความกตัญญู สำนึกรู้ใน บุญคุณของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว โดยจัดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ของทุกปี ลักษณะการประกอบพิธีกรรมจะมีการเตรียมของเซ่นไหว้ ซึ่งบุตรหลานเตรียมมาไหว้ผีบรรพบุรุษ เช่น ขนม ข้าวต้ม อาหารคาวหวาน ชนิดต่าง ๆ และเป็นการขอพรจากผีบรรพบุรุษให้ตนและครอบครัวมีความสุข ภาษา ภาษาที่ชุมชนนี้ส่วนมากเป็นภาษาพื้นเมือง เรียกว่า ภาษาส่วย ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ติดต่อกันในชุมชน เนื่องมีจากการโยกย้าย เข้า - ออก ของคนพื้นที่อื่น ทำให้ปัจจุบันชุมชนมีภาษาที่ใช้เป็นภาษารอง คือ ภาษาเขมร และภาษาอีสาน มีบ้างเป็นจำนวนไม่มากนัก องค์กรชุมชน การรวมกลุ่มของชุมชนในการที่จะแก้ไขปัญหาในชุมชนนั้นเกิดขึ้นได้ทั้งจากการ จัดตั้งของภาคประชาชนและภาครัฐแต่ในหมู่บ้านรงระ พบว่า การจัดตั้งกลุ่มองค์กรชุมชน ส่วนใหญ่มีเฉพาะองค์กรภาครัฐจัดตั้งเท่านั้นที่ยังดำรงอยู่ได้ซึ่งองค์กรชุมชมมีหลายองค์กร ดังต่อไปนี้ 1)โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเป็นโครงการของกรมพัฒนาชุมชน ที่มาจัดตั้งโดยการอนุมัติเงินมาเข้าสู่หมู่บ้านจำนวน 280,000 บาท เพื่อให้สมาชิกในชุมชนนำเงินไปประกอบอาชีพ โดยการเสนอโครงการเพื่อให้คณะกรรมการอนุมัติ ปัจจุบันหมู่บ้านรงระมีสมาชิกใน โครงการแก้ไขปัญหาความยากจน จำนวน 72 คน โดยโครงการนี้ได้จัดตั้งในปี พ.ศ. 2544 2)โครงการกองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 ล้าน ตามนโยบายของรัฐ ซึ่งโครงการเข้าสู่หมู่บ้านรงระ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 ปัจจุบันโครงการกองทุนหมู่บ้านมีสมาชิก 51 คน โดยเริ่มดำเนินการปล่อยกู้ให้สมาชิกรอบที่ 1 จำนวน 23 ราย และกำลังอยู่ในช่วงติดตามประเมินผลโครงการ 3) ร้านค้าชุมชน มีสมาชิก 72 คน ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 15 มีนาคม 2549 โดยการนำของนายจำรูญ นาคนวล และนายนุกูลกิจ ทวีชาติ มีเงินทุนในการดำเนินการ 250,000 บาท 4)กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ้านรงระ สมาชิก 78 คน ดำเนินกิจกรรมการออมเงินและปล่อยเงินกู้ให้แก่สมาชิก เงินทุนปัจจุบัน 28,000 บาท 5) กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง ก่อตั้งเพื่อส่งเสริมให้สมาชิก ดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีสมาชิก 45 คน เงินทุนกลุ่ม 25,000 บาท 6) โครงการธนาคารข้าว สมาชิก 42 ครัวเรือน ดำเนินการออมข้าว ปีละ 20 กิโลกรัม เพื่อช่วยเหลือสมาชิกที่ขาดแคลนข้าวในการบริโภค ปัจจุบันมีข้าว ทั้งหมด 3,000 กิโลกรัม 7)โครงการกองทุนปุ๋ยเพื่อการเกษตร กนช. มีสมาชิก 79 ครัวเรือน ดำเนินการแจกจ่ายสินเชื่อปุ๋ยราคาประหยัดให้สมาชิก เงินทุน 45,120 บาท 8)กลุ่มสตรีบ้านรงระ ดำเนินการผลิตพรมเช็ดเท้า ผ้าห่มจากไหมพรม ปัจจุบันสมาชิก 20 ครัวเรือน เงินทุน 25,000 บาท ส่วนที่ 2 วิเคราะห์ผลจากข้อมูล จปฐ./กชช 2 ค จากการประมวลผล ข้อมูลของชุมชน จากข้อมูล จปฐ./ กชช 2. ค ปี 2550 พบว่า ตัวชี้วัดที่หมู่บ้านรงระ มีรายละเอียดดังนี้ ผ่านเกณฑ์ชี้วัด 33 ตัวชี้วัด มีรายละเอียด ดังนี้ 1,2,3,4,5,6,7,8,11,12,13,14,16,17,18,20,22,23,24,25,29,30,31,34,35,36,37,38,39,40,41,42 ไม่ผ่านเกณฑ์ชี้วัด 8 ตัวชี้วัด มีรายละเอียด ดังนี้ 9,10,15,19,21,27,28,32 รายละเอียดตัวชี้วัดที่ตกเกณฑ์ ที่ต้องดำเนินการให้ผ่านเกณฑ์มีดังต่อไปนี้ 1.ทุกคนในครัวเรือนกินอาหารถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย และได้มาตรฐาน 2.คนในครัวเรือนมีความรู้การใช้ยาที่ถูกต้องเหมาะสม 3.ครัวเรือนมีน้ำสะอาดพอเพียงสำหรับการบริโภคตลอดปี 4.ครัวเรือนมีความรู้การป้องกันอุบัติเหตุถูกวิธี 5.ครอบครัวมีความอบอุ่น 6.คนครัวเรือนไม่ติดสุรา ด้านข้อมูล กชช 2 .ค พบว่า หมู่บ้านรงระ มีระดับการพัฒนาที่ทัดเทียมกับหมู่บ้านอื่น ๆ ในเขตตำบลเดียวกัน ระดับการพัฒนาอยู่ในระดับ 3 ส่วนที่ 3 ข้อมูลด้านแผนชุมชน จากการดำเนินงานจัดทำกระบวนการแผนชุมชน ซึ่งชุมชนได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากข้อมูลชุมชน ที่มีอยู่ เช่น จปฐ. กชช.2 ค และข้อมูลจากการจัดเก็บโดยชุมชน เพื่อนำไปสู่กระบวนการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ข้อมูลชุมชน นำสู่กระบวนการวางแผนชุมชน และสนับสนุนให้เกิดแผนงาน โครงการ กิจกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของชุมชน โดยมีรายละเอียด ดังนี้ ลักษณะเด่นและปัญหาของหมู่บ้าน จาการศึกษาและการจัดเวทีประชาคมหมู่บ้าน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนให้เกิดการระดมสมองจากหลาย ๆ ส่วนเพื่อให้ทราบถึงปัญหาและความต้องการของหมู่บ้าน โดยพบว่าหมู่บ้าน รงระ มีลักษณะเด่นและปัญหาดังต่อไปนี้ ลักษณะเด่นของหมู่บ้านรงระ 1) หมู่บ้านมีฐานทรัพยากรที่สามารถใช้ประโยชน์ ได้ เช่น มีป่าสาธารณประโยชน์ จำนวน 200 ไร่ ที่มีความหลากหลายทางซึ่งรวมและเหมาะสมสำหรับการทำมาหากิน และพัฒนาผลผลิตตามธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด 2) ชุมชน มีบุคลากรที่มีองค์ความรู้ในด้านต่าง ๆ อย่างหลากหลายซึ่งพร้อมจะนำองค์ ความรู้มาใช้ในงานพัฒนาชุมชนได้ 3) ผู้นำชุมชน ทั้งผู้นำตามธรรมชาติและผู้นำทางการ มีความสามัคคี กันและได้ร่วมกันผลักดันให้เกิดกลุ่มองค์กรชุมชน ในการแก้ไขปัญหาความยากจน อย่างหลากหลาย บุคลากรและองค์ความรู้ด้านต่าง ๆ
ปัญหาของหมู่บ้านรงระ มีดังต่อไปนี้ 1) ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำซึ่งเป็นปัญหาหลักของชุมชนโดยเฉพาะปัญหาราคาข้าว ซึ่งตกต่ำมาอย่างยาวนาน 2) ปัญหาปุ๋ยเคมี และยาปราบศัตรูพืชแพง 3) ปัญหาการว่างงานภายหลังฤดูการเก็บเกี่ยว 4) ปัญหาต้นทุนการผลิตสูง 5) ปัญหหนี้สิน 6) ปัญหาที่ดินเสื่อมโทรม 7) ปัญหาที่ดินทำกินน้อย ความต้องการของหมู่บ้านรงระ 1) ต้องการราคาผลผลิตราคาสูงขึ้น | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||