วันอังคาร ที่ 29 มกราคม 2551
บทความวิทยาศาสตร์
Posted by
เสาวคนธ์
,
ผู้อ่าน : 137
, 07:41:38 น.
| หมวดหมู่ :
ภาษาไทย
พิมพ์หน้านี้
|
บทความวิทยาศาสตร์ #221 ตามไปเรียนวิทยาศาสตร์ที่ สวนพืชไร้ดินกับสสวท. เด็กๆ เรียนรู้การปลูกผักไร้ดิน สะอาด ปลอดภัย ไร้สารพิษตกค้าง อีกทั้งยังเป็นการเชื่อมโยงให้นักเรียนจากแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นอีกด้วย |
เนื่องจากวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่อยู่รอบตัวเรา เราจึงสามารถเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้จากทุกที่ เป้าหมายของการจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในหลักสูตรใหม่ ก็ได้ระบุว่า วิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องของ การเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ โดยมนุษย์ใช้กระบวนการสังเกต สำรวจตรวจสอบ และการทดลองเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและนำผลมาจัดระบบหลักการแนวคิดและทฤษฎี และมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้เป็นผู้เรียนรู้และค้นพบ ด้วยตนเองมากที่สุด ซึ่งสถาบันส่งเสริมการเรียน การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้ส่งเสริมแนวทางการจัดการเรียนการสอนตามแนวความคิดนี้มาโดยตลอด ปัจจุบันการปลูกพืชมีเทคโนโลยีที่ก้าวไกล สามารถใช้วัสดุปลูกได้หลายอย่าง เช่น ดิน เจล น้ำ ปุ๋ย ทราย และเมื่อมีสวนพืชไร้ดินในจังหวัดสุพรรณบุรี ครูและนักเรียน จึงเกิดความสนใจที่จะใช้เป็นเรียนรู้ โดยล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ อาจารย์สุพัชชา ประเสริฐ ครูวิทยาศาสตร์โรงเรียนสุพรรณภูมิ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นกรรมการโครงการเครือข่ายครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีของ สสวท. ได้นำนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ไปเรียนวิทยาศาสตร์ที่สวนพืชไร้ดินไฮโดรนิกส์ สวนพืชไร้ดินตั้งอยู่ที่ตำบลวัง น้ำซับ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี บนเนื้อที่ 200 ไร่ ปลูกพืช ผักตามฤดูกาลและผักเมืองหนาวด้วยวิธีไม่ใช้ดิน โดยปลูกบนแผ่นฟองน้ำ ทราย กรวด ขี้เลื่อยหรือในสารละลายธาตุอาหารแทนปราศจากศัตรูพืช วัชพืช และสารป้องกันโรคพืช ทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคปลอดภัยจากสารพิษ สิ่งที่น่าสนใจภายในสวนพืชไร้ดิน เช่น สวนพืชไร้ดินที่สมบูรณ์และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย บนเนื้อที่ 200 ไร่, แปลงพืชไร้ดินที่ยาวที่สุดในโลก 72 เมตร ไฮโดรโพนิกส์ (Hydroponics) หมายถึง เทคโนโลยีการปลูกพืชไม่ใช้ดิน โดย W.F.Gericke มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เป็นคนตั้งขึ้นจากคำในภาษากรีกสองคำคือ Hydro แปลว่า น้ำ (Water) และ Ponos แปลว่า ทำงานหรือแรงงาน (Labor) รวมกันเป็นการทำงานที่เกี่ยวกับน้ำ (Water Working) เนื่องจากการปลูกพืชแบบไฮโดรโพนิกส์มีการจัดปัจจัยต่างๆ เช่น น้ำ แร่ธาตุ แสงอุณหภูมิให้แก่พืชอย่างเหมาะสม พืชจึงเจริญเติบโตเร็ว และให้ผลผลิตมากสม่ำเสมอ สะอาด มีคุณภาพดี ปลูกได้ต่อเนื่องตลอดปี สามารถปลูกพืชได้ในพื้นที่ที่ไม่มีดิน หรือมีดินไม่เหมาะสมต่อการปลูกพืช การใช้น้ำใช้ปุ๋ยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้แรงงานน้อย โดยผู้หญิง เด็ก คนชรา คนพิการสามารถทำได้ การควบคุมโรค แมลงศัตรูพืชทำได้ง่ายกว่า ข้อเสียมักจะเป็นในระยะแรกที่มีการลงทุนสูง ถ้าเลือกใช้ระบบการปลูกที่มีความซับซ้อน ทำให้ผลผลิตที่ได้มีราคาแพง ก่อนจะไปเรียนรู้ที่สวนพืชไร้ดิน จะต้องมีการเตรียมตัวนักเรียนก่อนโดยการศึกษาหาความรู้ ทบทวนเรื่องชนิดของพืช โครงสร้างและลักษณะของราก สารอาหารที่จำเป็นสำหรับพืชและปัจจัยในการสร้างอาหาร อัตราการเจริญเติบโตของพืช โดยวางแผนการเรียนรู้ร่วมกัน เมื่อไปถึงจะมี วิทยากรที่สวนพืชไร้ดิน คุณ นครินทร์ สุดใจ ซึ่งเป็นนักวิชาการด้านการเกษตรที่มีความชำนาญในการปลูกพืชไร้ดินบรรยายให้ความรู้แก่ นักเรียนอย่างกระจ่างในทุกขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมต้นกล้า การเพาะ การปลูก การเก็บเกี่ยว การบรรจุก่อนจำหน่าย ส่วนบทบาทของครูคือร่วม ซักถามอภิปรายในสิ่งที่ควรรู้อย่างลึกซึ้ง หรือทำความเข้าใจร่วมกับนักเรียน เมื่อนักเรียนได้ความรู้ครบถ้วนแล้ว ก็จะมีการสรุปความรู้ร่วมกัน พืชที่มีระบบรากฝอยทุกชนิดสามารถปลูกได้ดีในระบบไฮโดรโพนิกส์ซึ่งได้แก่ พืชผักที่ใช้ทำสลัด พืช ตระกูลกระหล่ำ ผักกาดคะน้า และผักพื้นบ้านทั่วไป เช่น ผักบุ้ง กวางตุ้ง ส่วนพืชที่เป็นไม้ดอกไม้ประดับและไม้ผลก็สามารถปลูกได้ แต่อัตราส่วนของน้ำปุ๋ยจะแตกต่างกัน การปลูกพืชไร้ดินเป็นทางเลือกใหม่ของการบริโภคพืชที่ไร้สารพิษ เนื่องจากการปลูกพืช ในระบบไฮโดรโพนิกส์นี้ไม่มีสารพิษ ตกค้างอยู่ เป็นการปลูกโดยอาศัย หลักการให้น้ำปุ๋ยในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด พืชที่ได้มีรสชาติดี เหมาะแก่การบริโภคทั้งดิบและสุก นี่คือประเด็นสำคัญที่นักเรียนช่วยกันสรุปได้จากแหล่งการเรียนรู้แห่งนี้ หลังจากการจัดกิจกรรมทำให้นักเรียนเกิดแนวความคิดที่หลากหลาย เช่น สามารถเชื่อมโยงความรู้ไปประยุกต์สูตรน้ำปุ๋ยวิทยาศาสตร์ที่ให้ผลใกล้เคียงกับสูตรของสวนพืชไร้ดิน และคิดที่จะทำแปลงผักไร้ดินในโรงเรียนของตนเองบ้าง บางคนคิดจะนำไปให้ผู้ปกครองทำที่บ้าน มีการพูดคุยกับครูที่สอนวิชาเกษตรเพื่อนำมาสอนในวิชาเกษตรในโรงเรียน และเลือกวัสดุที่ประหยัดมาจัดสร้างโรงเรือนและแปลงปลูกที่ โรงเรียน โดยร่วมมือกันทั้งผู้ปกครอง ครู นักเรียนและโรงเรียน ในการจัดการเรียนรู้นอกสถานที่ ผู้สอนจะต้องเตรียมตัวให้ดี เริ่มจากการกำหนดโครงการ ประสานงานกับเจ้าของสถานที่และวิทยากร และสิ่งสำคัญก็คือ เตรียมใบกิจกรรมให้ นักเรียนใช้ศึกษา เมื่อศึกษาจากแหล่งเรียนรู้แล้ว ต้องจัดให้มีการอภิปรายเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแสดง ความคิดเห็นร่วมกันเพื่อให้ได้ความรู้ครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ อาจารย์สุพัชชา ประเสริฐ กล่าว สำหรับความคิดเห็นของนักเรียน ชั้น ป. 6 เด็กชายณัฐวุฒิ อ้อพงษ์ สรุปสิ่งที่ตัวเองได้ว่า มาทัศนศึกษาที่สวนพืชไร้ดินแห่งนี้ ได้เรียนรู้การปลูกพืชโดยไม่ใช้ดิน แต่ใช้น้ำทำให้ผักเติบโตกว่าบนดิน ใช้งบประมาณ 40,000-50,000 บาทต่อหนึ่งแปลง ผมชอบเรียนจากนอกสถานที่ เพราะสนุก ได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง และเอาความรู้ที่ได้ไปลองปลูกที่บ้านด้วย เด็กหญิงณิชากร ม่วงประสิทธิ์ บอกว่า ตอนนี้เข้าใจแล้วล่ะว่าการปลูกพืชแบบใช้ดินกับไม่ใช้ดินต่าง กันอย่างไร และความรู้วิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสูตรของน้ำปุ๋ยด้วย การออกมาเรียนอย่างนี้ทำให้ได้ประสบการณ์ตรง ไม่ยึดติดกับเฉพาะในหนังสือ ความรู้ที่ได้เอาไปประยุกต์ใช้ปลูกพืชที่โรงเรียนและเอาไปแนะนำให้ ครอบครัวลองปลูกได้ เพราะไม่ยุ่งยาก สะดวก รวดเร็ว เด็กหญิงพรชนก เปรมวิเชียร เล่าว่า ตัวเองชอบปลูกต้นไม้ ว่างๆ ก็ไปช่วยงานคุณยายที่สวนมะม่วง หนูเคยมาสวนพืชไร้ดินสองครั้งแล้ว ได้รับทราบตั้งแต่ประวัติความเป็นมา ต้นทุนของการปลูกผักแต่ละแปลง ได้รู้ว่าพืชรากฝอยถ้าปลูกด้วยน้ำจะเติบโตได้ดีเพราะรากจะดูดน้ำได้ดี และเข้าใจถึงสาเหตุที่พืชไร้ดินแพงกว่าผักที่ขายตามท้องตลาดเพราะลงทุนเยอะกว่า และกลับไปจะลองไปปลูกผักในสวนหลังอาคาร 7 ที่โรงเรียนด้วยค่ะ ดังนั้น จึงขอฝากการบ้านให้คุณครูเล็งเห็นประโยชน์ของการจัดการเรียนการสอนจากแหล่งชุมชนใกล้ โรงเรียนให้ชุมชนและผู้ปกครองได้ มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของเด็กๆ เพื่อให้เด็กๆ ได้ภูมิใจและมีความรู้เกี่ยวกับในท้องถิ่นของตัวเอง และขอให้น้องๆ ทุกคนคงจะสนุกกับการเรียนยุคใหม่กันทุกคน โดย... วัฒนา เฉียงเหนือ พบกับเรื่องนี้ได้ที่ : http://update.se-ed.com/221/hydroponics.htm
|