พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อคืนนี้(4 กรกฏาคม) นายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำพันธมิตรได้ปราศรัยบนเวทีอธิบาย ทำความเข้าใจถึงความหมายของคำว่า "การเมืองใหม่" ที่ทางกลุ่มแกนนำพันธมิตรและผู้ปราศรัยบนเวทีพันธมิตรหลายคนได้เอ่ยถึงมาเป็นลำดับ และตัวนายสนธิเองได้บอกว่าจะเปิดเผยเค้าโครงให้ทราบเมื่อคืนที่ผ่านมา กล่าวโดยสรุปแล้ว การเมืองใหม่ ที่นายสนธินำเสนอออกมานั้น ก็คือการเมืองที่ประชาชนในทุกภาคส่วนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น อาจเรียกว่า การเมืองแบบประชาสมาสัย ไม่ใช่การเมืองระบบเลือกตั้งตัวแทนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่ประชาชนต้องไปเลือกกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า นักการเมือง เข้าไปทำหน้าที่แทนตัวเองในสภาแล้วประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงก็หมดสิทธิที่จะไปมีส่วนร่วมในการบริหาร จัดการบ้านเมือง ทันทีที่หย่อนบัตรเลือกตั้ง การเมืองใหม่ ตามแนวคิดของนายสนธิ เป็นการเมืองที่มุ่งเน้นขจัดระบบการเลือกตั้งที่ต้องใช้เงินมหาศาลในการเสนอตัวเข้าไปเป็นตัวแทนในการบริหาร จัดการบ้านเมืองแทนประชาชน เป็นการเมืองที่ผู้ที่จะเข้าไปเป็นตัวแทนไม่ต้องมีอาชีพพิเศษเป็น นักการเมือง ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการกีดกัน นักการเมืองออกไปจากวงจร การเป็นผู้มีอำนาจในการบริหาร จัดการบ้านเมือง นั่นเอง การเมืองใหม่ ที่นำเสนอโดยนายสนธิ ยังครอบคลุมไปถึงการจัดสรรอำนาจและรูปแบบในการบริหาร จัดการกับองค์กรติดอาวุธที่จำเป็นต้องมีในการขับเคลื่อนองคาพยพต่างๆในสังคมทั้ง ตำรวจ และทหารเสียใหม่ โดยไม่ให้นักการเมืองเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของทหาร และตำรวจ เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ให้ทั้งทหารและตำรวจอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา ให้คุณให้โทษ โดยตรงของผู้บริหารสูงสุดของตัวเอง นั่นก็คือการตัด นักการเมือง ออกไปจากการเป็นศูนย์รวมแห่งอำนาจของกองกำลังติดอาวุธนั่นเอง จากแนวคิดเบื้องต้นของนายสนธิดังกล่าว พอจะอนุมานได้ว่าเป็นการปฎิเสธ นักการเมือง ไม่ให้มีบทบาทในการเข้ามาทำหน้าที่บริหาร จัดการ บ้านเมือง หรือถ้าจะมีก็ให้เป็นสัดส่วนน้อยที่สุดเท่าที่จะจำกัดได้ โดยยังไม่ได้ชี้ชัดว่าควรเป็นสัดส่วนเท่าใดจึงจะเหมาะสม โดยในส่วนของรายละเอียดปลีกย่อยนั้นให้เป็นหน้าที่ของประชาชนในทุกภาคส่วนที่จะช่วยกันนำเสนอรูปแบบ ที่คิดว่าเหมาะสมมาแลกเปลี่ยน ถกเถียงหาข้อสรุปร่วมกันและผลักดันต่อไป แต่มีประเด็นหนึ่งที่นายสนธิเอ่ยถึง การเมืองใหม่ ในมิติของนายสนธินั้น ทหารสามารถเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้ด้วยความชอบธรรม หากรัฐบาลนั้นกระทำการใดๆเข้าเงื่อนไขบางประการ เช่น 1.ปล่อยปละละเลยให้มีการก้าวล่วงเบื้องสูง 2.พยายามล้มล้างระบอบกษัตริย์และสถาปนาระบบอื่นมาแทนที่ 3.ปล่อยปละละเลยให้มีการสูญเสียดินแดนหรือสูญเสียอำนาจอธิปไตย 4.ปล่อยปละละเลยให้มีการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หากการเมืองใหม่ ยังยินยอมให้ทหารเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยทหารเช่นว่านี้น ก็เท่ากับว่า การเมืองใหม่ ยังคงต้องพึ่งพิงอำนาจทางทหาร เปิดโอกาสให้นายทหารเข้ามาเป็นผู้ค้ำจุนอำนาจทางการเมือง แล้วแน่ใจหรือว่า เมื่อทหารล้มรัฐบาลเก่าไปแล้ว บรรดานายทหารเหล่านั้นจะไม่ยึดอำนาจรัฐเสียเอง มันจะไม่เป็นการหวนกลับไปสู่วังวนเดิมในลักษณะ สมบัติผลัดกันชม เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีตหรือ ไหนๆคิดจะสร้าง การเมืองใหม่ ให้เป็นมิติใหม่ในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ผ่านพ้น วงจรอุบาทว์ ทางการเมืองที่ไม่เคยนำมาซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริงทั้งที ก็น่าจะเชื่อมั่นในพลังบริสุทธิ์ของประชาชนว่าสามารถเป็นพลังขับเคลื่อนไปสู่มิติใหม่ทางการเมืองที่ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงได้ ด้วย พลังที่แท้จริงของประชาชน เอง โดยไม่ต้องพึ่งพาทหารแต่อย่างใด แน่นอนความแตกต่างจะอยู่ที่ช่วงระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่าน ซี่งอาจจะยากลำบากและเนิ่นนานกว่าจะสำเร็จ แต่ก็น่าจะมั่นคงและยั่งยืน ยาวนาน ชั่วลูกชั่วหลาน หากยังยืนหยัดต่อสู้ในแนวทางนี้ต่อไป เชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอ การเมืองใหม่ ที่ใฝ่ฝัน ก็น่าจะเป็นจริงได้อย่างแน่นอน |
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||