• scifiman
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chestha_s@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-07-04
  • จำนวนเรื่อง : 3
  • จำนวนผู้ชม : 1880
  • จำนวนผู้โหวต : 2
  • ส่ง msg :
ไซไฟแมน
เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์นำเสนอโดยชายผู้รักการเขียนวรรณกรรมไซไฟ การันตีด้วยรางวัลจากงานประกวดมาแล้วถึง 6 รางวัล โดยเฉพาะรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานแว่นแก้วประจำปี 2548
Permalink : http://www.oknation.net/blog/scifiman
วันพฤหัสบดี ที่ 5 กรกฎาคม 2550
เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์
Posted by scifiman , ผู้อ่าน : 544 , 11:42:48 น.  
พิมพ์หน้านี้


มนุษย์ต่างดาว

                       "นี่คือโลกที่บรรพบุรุษของพวกเราจากมาเมื่อหนึ่งพันปีก่อน"

                ดวงดาวสีน้ำเงินเบื้องหน้าทำให้ชายหญิงผู้เดินทางมาจากดาราจักรแอนโดรเมด้าตกตะลึงในความงาม มันงดงามยิ่งกว่าดาวดวงใหม่ที่บรรพบุรุษของพวกเขาย้ายไปอาศัยอยู่ตั้งแต่หนึ่งพันปีก่อน โดยไม่ได้หวนกลับมายังดาวโลกอีกเลย

                ชายหญิงสองคนยืนกุมมือกันด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจต่อภาพเบื้องหน้า ดวงดาวขยายใหญ่ขึ้นเมื่อยานบินเข้าไปใกล้ สีน้ำเงิน สีเขียว สีแดง และสีขาวของหมู่เมฆระบายเหนือมหาสมุทรเบื้องล่าง มันสวยงามอย่างน่าอัศจรรย์เหมือนภาพวาดนามธรรมของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่

ดาราจักรแอนโดรเมด้าเป็นดาราจักรที่อยู่ใกล้ดาราจักรทางช้างเผือกมากที่สุด จากปูมบันทึกเหตุการณ์อพยพครั้งสำคัญในอดีตเล่าว่า มนุษย์สมัยโบราณได้อพยพออกจากดาวโลกเนื่องจากภัยพิบัติโรคระบาด ภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ทำให้มนุษย์เร่งค้นหาดวงดาวที่พอจะอาศัยอยู่ได้และอพยพไปอยู่ที่นั่น และพวกเขาก็ค้นพบดาวดวงหนึ่งในหมู่ดาราจักรแอนโดรเมด้า

ถึงแม้ดาวดวงใหม่จะมีชั้นบรรยากาศ มีออกซิเจนให้หายใจ แต่ก็ไม่สามารถเทียบเคียงความสวยงามของดาวโลกได้เลย  ดาวของเขามีสีแค่สองสีคือน้ำเงินของน้ำ ท้องฟ้า และสีขาวของหมู่เมฆ ดาวดวงใหม่ของมวลมนุษย์ยุคใหม่เป็นดาวเคราะห์มหาสมุทร องค์ประกอบของดวงดาวมีแต่น้ำทะเล และมีความลึกนับร้อยกิโลเมตร ทั้งสองเห็นแต่น้ำและดวงดาวบนท้องฟ้าเท่านั้นเมื่ออยู่บนดาวที่เขาจากมา

การอพยพครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก คือการโยกย้ายเผ่าพันธุ์มนุษย์กลุ่มสุดท้ายที่เหลืออยู่ไม่กี่พันคน ให้พ้นภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่คร่าชีวิตมนุษย์ไปเกือบหมดโลกสู่ดาวดวงใหม่  ตามตำนานที่บรรพบุรุษบันทึกเรื่องภัยพิบัติบอกเอาไว้ว่า โลกเต็มไปด้วยโรคระบาดที่เกินกว่าจะเยียวยา

เป็นโรคระบาดที่น่ารังเกียจยิ่งกว่าเชื้อโรคทั่วไป เพราะมันเป็นเชื้อโรคที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรมที่หลุดออกมาจากห้องทดลองอาวุธชีวภาพของนักวิทยาศาสตร์การทหาร กลายเป็นโรคระบาดครั้งร้ายแรง ทำให้มนุษย์โลกยุคนั้นล้มตายอย่างมหาศาล ไม่มีทางแก้ไขปัญหานี้ได้เลย เพราะเชื้อโรคได้แพร่กระจายอยู่ในชั้นบรรยากาศทั่วโลกแล้ว มันไม่เพียงทำลายชีวิตมนุษย์เท่านั้น แต่ยังทำลายสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิดบนโลก การอพยพสู่ดาวดวงใหม่จึงเป็นทางเลือกที่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้น

                "ฉันไม่เคยคิดเลยว่ามันจะสวยงามเพียงนี้ น่าเสียดายที่บรรพบุรุษของเราทิ้งดาวดวงนี้"

                หญิงสาวรำพึงขึ้นมาหลังจากยืนสงบนิ่งเพ่งมองดาวโลกเบื้องหน้าเป็นเวลานาน

                "นั่นสิ  โลกสวยงามเกินกว่าที่เคยคิดไว้"

                ชายหนุ่มเองก็ตะลึงในความสวยงามของดาวโลกไม่แพ้กัน บรรพบุรุษของเขาอพยพทิ้งดาวบ้านเกิดเพื่อไปอยู่ในดาวที่ทุรกันดารยิ่งกว่า ถ้ามันไม่ร้ายแรงจริง พวกเขาเหล่านั้นคงไม่หนีไปจากดาวดวงนี้แน่

แม้ว่าจะห่างหายจากโลกถึงหนึ่งพันปี มนุษย์รุ่นเขายังสามารถรับรู้อิทธิพลความยิ่งใหญ่ของดาวโลกจากมรดกที่นำติดตัวสู่ดาวดวงใหม่ บรรพบุรุษผู้เปี่ยมด้วยปัญญาได้สร้างแผ่นดินโลกจำลองบนดาวดวงใหม่ โดยการดึงเอาอุกกาบาตจำนวนมหาศาลมาบดสร้างเป็นแผ่นดินลอยน้ำ และนำเมล็ดพันธุ์พืชนานาชนิดเพาะปลูกบนนั้น นักวิทยาศาสตร์เพาะพันธุ์สิ่งมีชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะพันธุ์สัตว์น้ำนานาชนิด พวกเขาตัดแต่งพันธุกรรมพวกมันให้อาศัยอยู่ในดาวเคราะห์ดวงใหม่ และอาศัยเป็นอาหาร เพื่อสร้างดาวดวงใหม่ให้เหมือนดาวโลกต้นแบบให้มากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่สามารถเทียบเท่าได้แม้เพียงเล็กน้อย

                "ฉันคิดว่าป่านนี้ดาวโลกคงกลับสู่สภาวะปกติแล้ว โอ ฉันอยากลงไปดูให้เต็มตาและสูดลมหายใจให้เต็มปอดเหลือเกิน"

                " ได้สิที่รัก เราจะนำยานลงจอดในไม่ช้านี้"

                ชายหนุ่มดึงหญิงสาวคนรักมาโอบกอดเอาไว้

                "ป่านนี้พวกเขาคงตามหาตัวพวกเราวุ่นวายแน่  ๆ พวกเราเพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นานก็สร้างความเดือดร้อนให้พวกเขา"

                หญิงสาวรำพึงถึงเหล่าญาติมิตรที่พวกเขาจากมา

                "เรามาเยี่ยมดาวโลกเพื่อกลับไปบอกทุกคนที่นั่นว่า ตอนนี้โลกเป็นอย่างไรบ้าง พวกเราทิ้งมันมานานเกินไป ถ้าโลกดีขึ้น เราจะนำหลักฐานไปบอกพวกเขาว่า ดาวโลกกลับคืนสู่สถานะที่ปลอดภัยแล้ว"

"คิดว่าเป็นการมาฮันนีมูนของเราก็แล้วกัน"

                ชายหนุ่มยิ้มให้หญิงสาวผู้เป็นที่รักพร้อมกับกอดเธอให้กระชับในวงแขนด้วยความรักขณะสายตาจับจ้องดาวสีน้ำเงินดวงใหญ่มหึมา ตำนานโรคระบาดรุนแรงทำให้ยังไม่มีใครกล้ากลับมาสำรวจ แต่เขาทั้งคู่เป็นมนุษย์คู่แรกที่กลับมาเยือนดาวโลก

                "ผมเพิ่งส่งข้อความกลับไปที่สถานีอวกาศแอนโดรเมด้า บอกพวกเขาให้รู้แล้วว่าพวกเราเดินทางกลับมาเยี่ยมเยือนโลก"

                "ดูเหมือนพวกเขาจะโมโหมาก พวกเขาออกกฏห้ามเด็ดขาดไม่ให้มีการกลับมาดาวดวงนี้อีก ผมไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงกีดกันไม่ให้มีการสำรวจดาวโลกแม้ว่ามันจะผ่านไปถึงหนึ่งพันปี ทั้งที่ดาวโลกน่าจะฟื้นฟูตัวเองได้แล้ว"

                ชายหนุ่มก้มมองเครื่องคอมพิวเตอร์ติดต่อสื่อสารที่ติดบนข้อมือขนาดเล็ก มีไฟสีฟ้ากระพริบถี่ ๆ เป็นสัญญาณเตือนว่ามีข้อความใหม่ส่งมาถึงเขา

                "พวกเขาส่งข้อความมาว่าอย่างไรบ้างค่ะ"

                หญิงสาวรู้ดี ถึงแม้ว่าเหล่าผู้ปกครองจะโกรธ แต่ก็ใจดีเกินกว่าจะลงโทษพวกเขา เพราะชายหนุ่มคือลูกชายของประธานคณะผู้ปกครองดวงดาว

                "พ่อผมส่งข้อความมาบอกว่า พวกเขาประชุมกันแล้ว ได้ข้อสรุปให้เราเป็นผู้สำรวจดาวโลก และเตือนให้ระวังตัวให้ดี ขอให้การเดินทางกลับสู่ดาวโลกครั้งนี้เป็นความลับที่สุด เมื่อได้ข้อมูลแล้วให้รีบแจ้งกลับไปทันที เพื่อพวกเขาจะรู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป"

                ดูเหมือนคำเตือนไม่สามารถทำให้ทั้งคู่วิตกกังวลได้เลย เพราะความสวยงามของดาวโลกแผ่นดินแม่รออยู่ตรงหน้าแล้ว

 

                ยานพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศโลกอย่างรวดเร็ว ประกายไฟจากการเสียดสีของยานกับชั้นบรรยากาศขณะพุ่งสู่พื้นโลกทำให้การร่อนสู่พื้นเหมือนดาวตก เขาบังคับยานให้ร่อนลงจอดริมชายหาดบนฝั่งทะเลแถบที่เคยเป็นภาคใต้ของประเทศไทย ตำแหน่งในแผนที่บอกว่าบริเวณนี้เคยเป็นอาณาเขตภายในปริมณฑลจังหวัดภูเก็ต และในรายละเอียดบอกว่าที่นี่คือหาดป่าตอง

                "บรรพบุรุษของคุณเป็นคนที่ไหนหรือคะ"

                ชายหนุ่มยิ้มเมื่อหญิงคนรักเอ่ยถามที่มา

                "บรรพบุรุษของผมเคยอาศัยอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย ต้นตระกูลของผมเป็นคนจังหวัดแพร่"

                "บรรพบุรุษของฉันมีเชื้อสายเป็นคนจากประเทศจีน ถ้ามีเวลาพอ เราเดินทางไปเที่ยวแผ่นดินที่เคยเป็นประเทศจีนกันดีไหมคะ"

                ทั้งคู่ไม่รู้สึกว่าที่นี่จะมีอันตรายใด ๆ สภาพแวดล้อมของดาวโลกงดงามเกินกว่าที่คิดหรือเคยเห็นในภาพที่บันทึกไว้ในสมัยโบราณ ความงดงามของภาพภายนอกยานทำให้เป็นเหมือนการมาฮันนีมูนของคู่บ่าวสาวจากดาราจักรแอนโดรเมด้า

ถึงแม้ว่าภาพสิ่งก่อสร้างปรักหักพังของสถานบันเทิงในสมัยโบราณจะปรากฏให้เห็นริมหาด แต่ภาพธรรมชาติของท้องทะเลสวยงาม ท้องฟ้าสีคราม หมู่เมฆสีขาวประดับบนท้องฟ้า ทำให้พวกเขามั่นใจว่า โลกกลับสู่สภาพปกติ เมื่อมนุษย์อพยพไปจากดาวโลกแล้ว โลกคงใช้เวลาพันปีที่ปราศจากมนุษย์ฟื้นฟูตัวเอง

                "ผมจะลองใช้สัญญาณค้นหาสิ่งมีชีวิตในอาณาบริเวณสิบกิโลเมตรจากตรงนี้"

                น่าอัศจรรย์ โลกที่สิ่งมีชีวิตเกือบสูญพันธุ์ แต่บัดนี้บนจอคอมพิวเตอร์แผงควบคุมยานอวกาศ ปรากฏสัญญาณสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลเกินกว่าสิบล้านชีวิต บนบกอีกกว่าสองล้านชีวิต  แต่เขายังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าสัญญาณชีวิตที่ปรากฏบนจอเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใดบ้าง แต่พวกเขาก็มั่นใจว่า ดาวโลกเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตอย่างแน่นอน

                "คุณคะ เรารีบลงไปข้างล่างกันเถิด ฉันรอไม่ไหวแล้ว"

                หญิงสาวคนรักกระตือรือร้นที่จะลงไปสัมผัสหาดทรายเบื้องล่างเต็มที

                "ถึงอย่างไร ในฐานะที่ผมเป็นผู้นำครอบครัว ผมต้องแน่ใจให้ถึงที่สุดว่าภายนอกยานปลอดภัยอย่างแท้จริง เราจะใส่ชุดอวกาศป้องกันเชื้อโรคลงไปกัน"

                "โธ่ ที่รักคะ จากการตรวจค้นหาเชื้อโรคก็บอกแล้วว่า โลกปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ใช่หรือคะ"

                "ถึงแม้ว่าโลกจะดูปลอดภัย แต่ผมจะเชื่อว่าปลอดภัยก็ต่อเมื่อเราป้องกันจนถึงที่สุดก่อน และที่สำคัญเราต้องมั่นใจว่าทุกอณูที่เรานำมาจากดาวของเราจะไม่ทำลายโลกอีกครั้ง อย่าลืมสิ่งที่ผู้หลักผู้ใหญ่พร่ำสอนมาตลอดบนดาวของเราสิ"

                เหล่าบรรพบุรุษผู้อพยพสู่ดาวดวงใหม่ตระหนักถึงผลกระทบของการขาดความรับผิดชอบจากมนุษย์สมัยก่อนบนดาวโลกใบเดิม พวกเขาปลูกฝังและสั่งสอนคนรุ่นต่อมาอย่างเข้มงวดเรื่องความรอบคอบและรับผิดชอบต่อทุกอย่างที่เข้าไปมีส่วนร่วม มนุษย์รุ่นใหม่จะต้องเป็นผู้ตระหนักต่อผลกระทบทุกอย่างที่ทำลงไป โดยเฉพาะเรื่องธรรมชาติ

                "ดังนั้นเราจะทำลายธรรมชาติของดาวดวงนี้เหมือนมนุษย์ในอดีตไม่ได้"

                เมื่อประตูยานเปิดออก ถึงแม้ว่าภายในชุดอวกาศจะถูกปรับอากาศให้เย็นสบาย แต่อากาศอบอุ่นจากแสงแดดส่องทะลุกระจกป้องกันรังสีเข้ามาสัมผัสร่างกายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดหนา

                "ฉันว่าข้างนอกจะต้องอบอุ่นแน่นอน"

                หญิงสาวกระซิบผ่านเครื่องมือสื่อสารภายในชุด พวกเขาพากันเดินขึ้นไปบนหาดสู่แนวต้นมะพร้าวที่ขึ้นหนาแน่น เพื่อเดินสำรวจหมู่ตึกโบราณ ซึ่งเมื่อสองพันปีก่อนมันคือสถานบันเทิงชื่อดังของหาดป่าตอง

"หาดทรายสวยมากคะ มันสวยยิ่งกว่าหาดทรายที่บดจากก้อนอุกกาบาต"

หาดทรายที่เต็มด้วยก้อนกรวดสีซีด ๆ บนดาวเคราะห์ที่จากมาช่างแตกต่างจากหาดทรายบนโลก หาดทรายละเอียดมีสิ่งมีชีวิตมากมายซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนทราย แสงอาทิตย์สะท้อนเม็ดทรายสว่างไสวไปทั่วทั้งหาดราวกับหาดเพชร

หญิงสาวหัวใจเต้นระรัวด้วยความรื่นเริงกับสภาพที่เห็นอยู่รอบข้าง ย่างเท้าที่สัมผัสผ่านชุดอวกาศยังทำให้เธอรู้สึกถึงความอ่อนนุ่มของหาดทรายที่ละเอียด ผสมกับเศษเปลือกหอย มีเศษซากของสิ่งมีชีวิตมากมายประกอบเป็นหาดแห่งนี้ และถ้าเธอก้มลงพิจารณาดูให้ดี จะพบว่าเศษซากเปลือกหอยที่กลาดเกลื่อนหาดทรายเป็น เศษกระโหลกของมนุษย์

บาร์เบียร์ยังทิ้งร่องรอยความสนุกสนานหรือความเสื่อมทรามทางศีลธรรมของดาวโลกยุคเก่าให้เขาได้ค้นหาความหมายของมัน ภาพผู้หญิงเปลือย ภาพการเสพสังวาสปรากฏจาง ๆ บนฝาผนังสถานบันเทิงเหล่านี้

                "โลกของเราเมื่อก่อนไร้ยางอายสิ้นดี"

                เมื่อทั้งสองเดินเข้าไปในหมู่ตึกปรักหักพัง ก็พบภาพวาดและภาพลามกจำนวนมาก ทั้งคู่ตกตะลึงต่อความเสื่อมทรามของมนุษย์ยุคโบราณ การเปิดเผยเรือนร่างไม่ได้เป็นสิ่งที่ปลูกฝังว่าเป็นสิ่งดีงาม มนุษย์รุ่นใหม่บนดาวดวงใหม่ถูกสร้างด้วยอุดมคติทางศีลธรรมที่ดีที่สุด บรรพบุรุษของพวกเขานำสิ่งที่ผิดพลาดจากดาวโลกมาพัฒนาปรับปรุงสัมคมมนุษย์บนดาวดวงใหม่

                "เราลองเข้าไปดูในตึกนั้นดีกว่า"

                ภาพตึกโบราณสูงเสียดฟ้า มีต้นหญ้า ต้นไม้และเถาวัลย์ขึ้นเต็ม ทั้งคู่พากันเดินมุ่งหน้าสู่ตึกเป้าหมายไปบนถนนลาดยางโบราณ ขณะที่เดินไปตามทางหญิงสาวก็เตะกับแผ่นเหล็กที่เคยปิดท่อระบายน้ำโบราณ ทันใดนั้นสิ่งมีชีวิตจำนวนมหาศาลกรูขึ้นมาจากท่อ

                "แมลงสาป นั่นคือแมลงสาปใช่ไหมคะ"

                หญิงสาวตะโกนด้วยความตื่นเต้น เมื่อเห็นสิ่งมีชีวิตที่เธอเห็นเฉพาะในภาพถ่าย สิ่งมีชีวิตที่บรรพบุรุษไม่นำไปแพร่พันธุ์บนดาวเคราะห์บ้านหลังใหม่ แมลงสาปจำนวนมากกรูกันออกมาจากท่อน้ำ หลังจากเธอเตะฝาครอบท่อทำให้พวกมันตกใจ และดูเหมือนพวกมันจะมีจำนวนมากมายมหาศาล พวกมันยังกรูกันออกมาไม่หยุดยั้งจนเต็มพื้นดินที่ทั้งคู่ยืนอยู่

                "ผมว่าเรารีบเดินไปที่ตึกก่อนที่มันจะเขมือบพวกเรา"

                ชายหนุ่มบอกหญิงสาวติดตลก

                "เรารอให้พวกมันหยุดวิ่งก่อนดีกว่า ฉันไม่อยากเหยียบมัน สงสารพวกมันคะ"

                "โฮ้ย พวกมันมีเป็นล้าน เหยียบทิ้งซักร้อยสองร้อยตัวไม่เป็นไรหรอก"

                ชายหนุ่มรู้สึกรำคาญกับความละเอียดอ่อนของหญิงสาวคนรักเจือเอ็นดู

                "ก็เพราะคุณคิดแบบมนุษย์ยุคเก่าแบบไม่รับผิดชอบต่อธรรมชาติแบบนี้ ทำให้พวกเราต้องเร่ร่อนออกจากดาวโลกอันสวยงาม"

                หญิงสาวรู้สึกไม่พอใจเมื่อฝ่ายชายคิดแบบมักง่าย การฆ่าชีวิตตัวน้อยๆ เป็นเหมือนอาชญากรรมบนดาวดวงใหม่ เพราะการทำลายสิ่งมีชีวิตทำให้จิตใจมนุษย์หยาบช้าตามคำสั่งสอนของผู้เฒ่าผู้แก่ที่พวกเขานับถือ

                "ก็ได้ เราจะรอจนกว่าพวกมันหยุดวิ่ง"

                มนุษย์ในชุดอวกาศสีขาวยืนนิ่งอยู่กับที่นานถึงหนึ่งชั่วโมงเพื่อรอให้ฝูงแมลงสาปหยุดวิ่ง

                "เอาล่ะพวกมันไปกันหมดแล้ว เราเข้าไปในตึกกันเถิด"

                หลังจากรอฝูงแมลงสาปวิ่งออกจากท่อไปจนหมดทั้งคู่ก็พากันเดินเข้าไปสำรวจในตึกโบราณทันที ตึกโบราณแถบนี้ตกแต่งด้วยศิลปะในรูปแบบคล้าย ๆ กัน คือเต็มด้วยภาพเปลือยและภาพการเสพสังสังวาส ซึ่งทำให้ทั้งคู่หน้าแดงด้วยความรู้สึกอับอายต่อมาตรฐานทางจริยธรรมของดาวโลก เพราะจริยธรรมบนดาวดวงใหม่ ไม่มีทางปล่อยให้ภาพเช่นนี้ปรากฏให้เห็นง่าย ๆ แต่เมื่อทั้งคู่เข้าไปในตึก ภาพที่ตกแต่งยิ่งน่าตกตะลึงและพิลึกพิลั่นยิ่งกว่า

                ภาพผู้ชายเสพสังวาสกับผู้ชาย ภาพการเสพสังวาสระหว่างมนุษย์กับสัตว์ ภาพเหล่านี้วาดขึ้นอย่างสวยงาม สียังสดใสแม้จะมีฝุ่นจับหนาเตอะ รูปปฏิมากรรมที่ตั้งเรียงรายรอบห้องล้วนแสดงกิจกรรมการเสพสังวาสวิปริตทั้งสิ้น

                "ไม่ไหวแล้ว ผมอยากอาเจียน ชายหนุ่มทนไม่ไหวกับสิ่งที่เห็น มันเกินศีลธรรมที่เขาได้รับการปลูกฝัง"

ความอดทนของเขาไม่ได้มีไว้เพื่อสิ่งที่เห็นในขณะนี้ เขารีบถอดหมวกอวกาศเพื่อปล่อยสิ่งที่สะสมในกระเพาะออกมาจนหมดเกลี้ยง โดยหญิงสาวยังยืนนิ่งอยู่กับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงมุมห้อง

                "เป็นอะไรหรือเปล่าที่รัก"

                ชายหนุ่มถอนหายใจระบายความอึดอัดใจต่อภาพที่เห็น ก่อนจะหันมามองหญิงสาวผู้ยืนนิ่งตรงมุมห้อง ด้วยความเป็นห่วง เขาเดินเข้าไปหาเธอทันที

ภาพโครงกระดูกของมนุษย์จำนวนมากที่กองทับกันอยู่มุมห้องทำให้เขาตกตะลึงอีกครั้ง ความตายเป็นสิ่งที่พวกเขารับกันได้ เพราะไม่ว่ามนุษย์จะย้ายไปอยู่ดาวดวงไหนก็ล้วนแต่ต้องตายเช่นกันทุกคน แต่สภาพศพที่เห็นที่มุมห้องนี้นี่สิ ทำให้ความตายธรรมดาโลกกลายเป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดา

มีโครงกระดูกมากกว่าสิบถูกเชือกมัดแขวนคอกับคานบนเพดาน ส่วนที่กองอยู่กับพื้นมีอุปกรณ์ที่เป็นสาเหตุทำให้มนุษย์เหล่านั้นต้องตายฝังอยู่ในโครงกระดูกอย่างชัดเจน ทั้งมีดและของมีคมนานาชนิดปักบนกระโหลกและซี่โครง

"ทำไมมนุษย์สมัยก่อนโหดร้ายเช่นนี้"

หญิงสาวน้ำตาร่วงพรูด้วยความหดหู่ใจ

"ยังดีที่มนุษย์บนโลกสูญพันธุ์กันไปหมดแล้ว"

ชายหนุ่มรำพึงออกมา แต่มันไม่เป็นอย่างที่พวกเขาคิด เพราะทันใดนั้น ชายหนุ่มก็รู้สึกเจ็บแปลบ เมื่อมีลูกดอกปักที่ต้นคอ น้ำยาที่อยู่ในลูกดอกทำให้ภาพหญิงสาวคนรักผู้อยู่เบื้องหน้าพร่าเลือนทันที โดยภาพสุดท้ายก่อนหลับสนิทคือภาพหญิงสาวกำลังถูกตาข่ายคลุมร่างและสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์จำนวนมากวิ่งเข้ามาใช้อุปกรณ์ประหลาดจี้ตามตัวเธอ ส่วนเขาได้แต่ปล่อยให้ความมืดเข้าครอบคลุมดวงตาและความคิด

"ที่นี่ที่ไหน ภรรยาผมอยู่ที่ไหน"

แสงสว่างส่องจ้าปะทะดวงตา มีร่างมนุษย์จำนวนมากยืนล้อมตัวเขาเอาไว้ เสียงที่ได้ยินไม่ใช่ภาษาที่เขาใช้สื่อสารบนดาวดวงใหม่ อาจเป็นภาษาโบราณภาษาใดภาษาหนึ่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์

ร่างกายของเขาขยับไม่ได้ ดูเหมือนเขาจะนอนเปลือยร่างในห้องเย็นยะเยือก เขารู้สึกหนาวไปถึงกระดูก แม้สมองยังมึนงงแต่จิตสำนึกฟ้องให้เขารู้สึกอับอายต่อการถูกจับเปลือยกายในขณะที่ไม่มีสติ

"ภรรยาผมอยู่ที่ไหน กรุณาบอกผมด้วย"

เสียงแผ่วเบาของชายหนุ่มดูเหมือนจะทำให้มนุษย์บนดาวโลกสนใจทันที พวกเขารีบเอาอุปกรณ์แปลก ๆ จ่อริมฝีปากของเขาไว้ ราวกับต้องการเก็บทุกอย่างที่ออกมาจากตัวเขา สายตาของชายหนุ่มหันไปมองแสงสว่างและกลุ่มสิ่งมีชีวิตอีกกลุ่มที่เคลื่อนไหวอยู่ถัดไปจากเตียงที่เขานอนอยู่

ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้จิตสำนึกของเขาแตกกระจาย  สายตาของเขาถูกปรับให้เห็นอย่างชัดเจน สติของเขากลับมาทำงานอย่างสมบูรณ์ด้วยภาพที่เห็น ภาพภรรยาของเขานอนเปลือยกายโดยมีกลุ่มมนุษย์ในชุดสีขาวกำลังใช้มือลูบคลำไปตามร่างกายของเธอ เสียงหัวเราะแม้จะเป็นเสียงหัวเราะจากเผ่าพันธุ์มนุษย์โบราณแต่ก็เป็นเสียงหัวเราะที่มีลักษณะเหมือนกับมนุษย์บนดาวดวงใหม่ พวกเขาลูบคลำไปตามร่างหญิงสาวผู้เป็นที่รักพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะด้วยสำเนียงหื่นกระหาย เขาเห็นน้ำตากำลังไหลรินจากดวงตาภรรยาที่รัก และดูเหมือนว่านักวิทยาศาสตร์โบราณคนหนึ่งกำลังจะทดลองสิ่งที่ทำร้ายจิตใจของเขามากยิ่งขึ้น เมื่อกำลังถอดกางเกงออกจากร่างแล้วปีนขึ้นไปบนเตียงที่มีภรรยาของเขานอนอยู่ โดยมีเสียงตะโกนจากกลุ่มคนชุดขาวคนอื่น ๆ รอบเตียง

ทันใดนั้นทุกคนในห้องก็ตกใจกับเสียงตะโกนร้องอย่างสุดเสียงของชายหนุ่ม เขาดิ้นอย่างรุนแรง เขาจะต้องดิ้นให้หลุด เขาจะต้องช่วยภรรยาของเขาให้ได้ บัดนี้สิ่งที่เรียกว่าความเกลียดชังมันท่วมทับหัวใจของเขา มันท่วมทับจนถึงปาก มันแสดงออกมาทางสายตาของเขา เสียงร้องของเขาล้นออกมาด้วยความเกลียดชัง

ดูเหมือนเผ่าพันธุ์มนุษย์โบราณจะสนใจกับปฏิกิริยาของชายหนุ่มเป็นอย่างมาก พวกเขารีบนำอุปกรณ์ต่าง ๆ  มาทดสอบกับร่างกายของเขาทันที

ชายหนุ่มรู้สึกเจ็บปวดไปหมดทั้งร่างกาย เขากำลังจะหมดความรู้สึกอีกครั้ง น้ำตาของเขาไหลพรากขณะหันไปมองภรรยาสาว พวกมันยังย่ามใจทำต่อไป หญิงสาวของเขาคงเจ็บปวดยิ่งกว่า เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ขณะที่กลุ่มสิ่งมีชีวิตโบราณเหล่านั้นกำลังย่ำยีอย่างป่าเถื่อน และมันกำลังกลายเป็นภาพที่ฝังเข้าไปในความฝันของเขา

 

ข่าวการจับมนุษย์ต่างดาวกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว เหล่านักวิทยาศาสตร์ยุคปัจจุบันจับตัวมนุษย์ต่างดาวมาทดสอบทางวิทยาศาสตร์ แม้จะประหลาดใจที่โครงสร้างทางกายภาพมีความคล้ายคลึงกับมนุษย์โลกเป็นอย่างมาก แต่มนุษย์บนดาวโลกก็ไม่สนใจว่านี่อาจเป็นมนุษย์พวกเดียวกับเขา ชีวิตที่มาจากต่างดาวต้องเป็นมนุษย์ต่างดาวเท่านั้น

มนุษย์บนโลกใบเก่าไม่มีโอกาสรู้เลยว่า เมื่อหนึ่งพันปีก่อนมีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะบนโลก อพยพหนีความเลวทรามของมนุษย์ยุคนั้นไปตั้งถิ่นฐานใหม่บนดาวที่อยู่ห่างไกล

บัดนี้มนุษย์จากดวงดาวอันไกลโพ้นได้กลับมาเยี่ยมเยือนมนุษย์โลกเก่าอีกครั้ง เทคโนโลยีการเดินทางของมนุษย์ในดาวโลกยังไปไกลไม่เกินดาวพฤหัส และถ้ามีการเปิดเผยว่าเมื่อหนึ่งพันปีก่อน มีมนุษย์สามารถเดินทางไปถึงดาราจักรแอนโดรเมด้า มันก็คือนิยายวิทยาศาสตร์เท่านั้น

 

 ชายหนุ่มนั่งเหม่อมองออกไปนอกกรงขัง เขามองเศษซากหน้าอกที่วางอยู่บนเตียงกลางห้องสีขาวภายนอกกรง นั่นคือชิ้นส่วนใหญ่ที่สุดของภรรยาเขา ส่วนอวัยวะอื่นๆ วางกระจัดกระจายตามโต๊ะหลายตัวที่มีแสงสว่างรอบห้องทดลองใหญ่ นักวิทยาศาสตร์ของดาวโลกใช้อุปกรณ์ทดสอบเศษซากร่างกายภรรยาของเขาอย่างจดจ่อ ไม่มีใครสนใจเขาอีกต่อไป

แสงไฟกระพริบไปทั่วห้อง มันเป็นห้องใหญ่มาก พวกนักวิทยาศาสตร์ของดาวโลกลากเอายานอวกาศที่พาชายหนุ่มและภรรยามาจากดวงดาวอันไกลโพ้นมาเก็บไว้ในห้องนี้ เหล่านักวิทยาศาสตร์ของดาวโลกหลายคนกำลังรื้อค้นลำยานออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ยานของเขากำลังจะกลายสภาพเป็นเหมือนภรรยาของเขา

เสียงสนทนาของมนุษย์โลกนอกกรงเริ่มครื้นเครงอีกครั้ง ดูเหมือนว่าจะเป็นเวลาอาหารของพวกเขา มีคนยกถาดอาหารเข้ามาในห้องทดลอง ทันใดนั้นการกระทำของพวกเขาก็ทำให้ชายหนุ่มโก่งคออาเจียนอีกครั้ง พวกเขาหยิบชิ้นเนื้อภรรยาของเขาจิ้มบางสิ่งบางอย่างเข้าปากพร้อมกับเคี้ยวด้วยความเอร็ดอร่อย

เขาไม่มีน้ำตาเหลืออยู่ต่อไป เขาก้มหน้าติดพื้น เปลือกตาบีบแน่นด้วยความพยายามนึกถึงสิ่งดี ๆ บนดาวที่เขาจากมา ที่นั่นไม่มีความชั่วช้าเช่นนี้ ไม่มีเรื่องเล่าขานความโหดร้ายของมนุษย์ในอดีตบนดาวโลก ความเป็นตัวตนของมนุษย์บนดาวโลกถูกกลบเกลื่อนด้วยตำนานโรคระบาด

บรรพบุรุษของชายหนุ่มสอนและทำแต่สิ่งดี ๆ มนุษย์บนดาวดวงใหม่เอื้ออาทรต่อกัน และเต็มไปด้วยความรักและการให้อภัย ไม่เคยทำร้ายกัน แต่ที่นี่เวลานี้มันช่างแตกต่างเหลือเกิน เขารู้แล้วว่าดาวดวงใหม่คือสวรรค์ ส่วนดาวโลกอันงดงามคือนรกนั่นเอง

พวกมันยังทำกับเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนกับต้องการทดสอบความอดทนของเขาว่า จะอดทนมีชีวิตอยู่ได้นานเท่าไหร่ การทรมานทุกรูปแบบประเคนให้เขาจนเขาจำเวลาไม่ได้อีกต่อไป

ลิ้นแห้งเหมือนกระดาษทรายพยายามกวาดน้ำปัสสาวะบนพื้นกรงขังให้ติดลิ้นให้มากที่สุด น้ำเสียที่ระบายออกมาจากร่างกายมีน้อยเหลือเกิน เขาไม่ได้กินน้ำมาหลายวันแล้ว พวกมันงดให้น้ำและอาหารแก่เขา นี่อาจเป็นการทดลองสุดท้าย คือทดสอบดูว่าเขาจะอดอาหารและน้ำได้นานกี่วันจนกว่าจะตาย ปากแตกระแหงเผยให้เห็นเนื้อแดง เขาพยายามเงยหน้าด้วยความยากลำบากจากพื้นห้องขังเพื่อมองผู้เดินมาเปิดประตูกรง

คนหนึ่งกำลังลากเขาไปยังอีกห้องหนึ่ง ชายหนุ่มเริ่มคุ้นกับห้องนี้บ้างแล้ว มันคือห้องทดสอบคลื่นไฟฟ้า เขาปล่อยให้มันลากไป เพราะไม่มีแรงสำหรับการขัดขืนอีกต่อไป ร่างกายของเขาเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เขาคงใกล้จะหมดประโยชน์ เขากำลังจะตามภรรยาของเขาไป

                ดวงตาสีเหลืองชำเลืองมองยานที่เคยตั้งอยู่ในห้องโถงใหญ่ ตอนนี้เหลือแต่เศษซาก ดูเหมือนพวกนักวิทยาศาสตร์ชาวโลกจะแยกชิ้นส่วนจนไม่เหลืออะไรให้แยกอีกต่อไป ทันใดนั้นสายตาของเขาก็เห็นแสงกระพริบสีฟ้า มันกระพริบสม่ำเสมอจากอุปกรณ์ชิ้นหนึ่ง ขนาดของมันเล็กเท่าฝ่ามือวางอยู่บนโต๊ะริมทางเดิน มันคืออุปกรณ์สื่อสารที่เคยติดบนชุดอวกาศของเขานั่นเอง

ราวกับพลังได้รับการเติมเต็ม มันมาพร้อมกับความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นในหัว ในเวลาแว๊บเดียวเท่านั้น มือนักวิทยาศาสตร์ชาวโลกที่กึ่งลากกึ่งพยุงเขาไม่ได้ระมัดระวังว่าชายหนุ่มจะดิ้นหลุด เขารวบรวมแรงสุดท้ายของชีวิตสะบัดหลุด แล้ววิ่งโขยกเขยกไปทันที ดูเหมือนคนที่ลากเขาจะตกตะลึง ปล่อยให้วิ่งมาถึงอุปกรณ์สื่อสาร ชายหนุ่มใช้มือที่เต็มด้วยแผลถลอกและไร้เล็บรีบพิมพ์ข้อความลงไป ก่อนจะกดส่งข้อความนั้นสู่ดวงดาวอันไกลโพ้น

                เขายิ้มอย่างพอใจขณะเหวี่ยงอุปกรณ์สื่อสารกระแทกพื้นจนแตกกระจายหลังจากมั่นใจแล้วว่าข้อความกำลังเดินทางสู่ดวงดาวอันไกลโพ้นโดยไม่ขึ้นกับอุปกรณ์ชิ้นนี้อีกต่อไป

                แรงเหวี่ยงคือพลังชีวิตเฮือกสุดท้าย หัวใจของเขาหยุดเต้น ปากที่อ้าค้าง ดวงตาพยายามจะหลับให้สนิท ช่างเป็นลักษณะท่าทางที่ขัดแย้งกับความเริงร่าที่อยู่ในอก

                เหล่านักวิทยาศาสตร์ชาวโลกวิ่งมาลากร่างไร้วิญญาณออกไปจากห้อง ดูเหมือนพวกมันก็คงจะเบื่อกับเขาแล้วเช่นกัน พวกมันโยนร่างเข้าสู่เตาไฟที่ลุกโพลง เพื่อทำลายเชื้อโรคอันอาจเกิดจากสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวรูปร่างคล้ายมนุษย์โลก ถึงอย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ได้เรียนรู้เทคโนโลยีระดับสุดยอดจากยานของมนุษย์ต่างดาว เขาเอามาประยุกต์สร้างสุดยอดอาวุธที่ทำลายได้แม้แต่ดวงดาว นี่คือสิ่งที่พวกเขาพอใจที่สุดยิ่งกว่าการได้พบกับมนุษย์ต่างดาว

                 อนิจจา ชายหนุ่มหญิงสาวผู้เดินทางมาจากดวงดาวอันไกลโพ้นกลายเป็นมนุษย์ต่างดาวในสายตามนุษย์โลก พวกเขาถูกจับไปทดลองเหมือนสัตว์ ทั้งที่พวกเขากลับมายังประเทศบ้านเกิดหลังจากเดินทางจากไปนาน แต่การต้อนรับอันน่าหดหู่ทำให้พวกเขากลายเป็นสัตว์ประหลาดจากต่างดาว มนุษย์ต่างดาวรูปร่างเหมือนมนุษย์ มีระบบทุกอย่างใกล้เคียง มีอารยธรรมที่ดูก้าวหน้ากว่าอารยธรรมโลก แต่ไม่สมควรเทียบเคียงโลก

                "ดาวโลกชั่วร้าย สมควรแก่การถูกทำลาย ลาก่อน"

                นี่คือข้อความสุดท้ายจากชายหนุ่มที่ส่งจากดาวโลกมาปรากฏบนจอรับข้อความ ณ ดาวดวงใหม่ของมนุษย์.

 


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31