• scifiman
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chestha_s@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-07-04
  • จำนวนเรื่อง : 3
  • จำนวนผู้ชม : 1977
  • จำนวนผู้โหวต : 3
  • ส่ง msg :
ไซไฟแมน
เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์นำเสนอโดยชายผู้รักการเขียนวรรณกรรมไซไฟ การันตีด้วยรางวัลจากงานประกวดมาแล้วถึง 6 รางวัล โดยเฉพาะรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานแว่นแก้วประจำปี 2548
Permalink : http://www.oknation.net/blog/scifiman
วันพฤหัสบดี ที่ 5 กรกฎาคม 2550
เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์
Posted by scifiman , ผู้อ่าน : 240 , 12:16:15 น.   | หมวดหมู่ : scifiman  
พิมพ์หน้านี้


อัลฟ่า โอเมก้า

 

 

"โอ พระเจ้า โปรดประทานความตายแก่ข้าด้วยเถิด"

                ...

 

แถมและพรรคพวกช่วยกันดึงศพฝรั่งผู้ชายคนหนึ่งขึ้นจากคลองแสนแสบ ดูจากสภาพศพแล้ว คงตายมาได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน สภาพศพเริ่มแหลกสลาย เพียงแค่จับข้อมือดึงขึ้นบนเรือ เนื้อหนังก็หลุดติดถุงมือยาง แม้จะคุ้นชินกับศพ แต่เขาก็ยังประหลาดใจทุกครั้งเมื่อเห็นร่างไร้วิญญาณ ร่างกายที่เคยเดิน เคยยิ้ม เคยร้องไห้ ใช้เวลานานหลายสิบปีกว่าจะเติบใหญ่ บัดนี้กลับกลายเป็นเศษซากผุพัง

"วันนี้ได้กี่ศพวะ แถม"

เสียงอาสาสมัครมูลนิธิรุ่นพี่ตะโกนถามเมื่อเห็นแถมเดินเข้ามาในเต๊นท์

"ได้ยี่สิบศพเองพี่ ขี้เกียจหาแล้ว หนักฉิบหาย พวกฝรั่งตัวโคตรใหญ่ พอเน่า ตัวก็พองกลายเป็นลูกช้าง"

แถมพูดถึงเหล่าผู้เคราะห์ร้ายในบริเวณที่เขารับผิดชอบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ขณะถอดชุดเก็บกู้ศพ

"เดี๋ยวผมไปหาหมอพันธุ์ทิพย์ก่อนนะ วันนี้นัดแกเอาไว้ว่าจะฉีดยาสำเนาพันธุกรรม มรดกพ่อ มรดกแม่ ฝากยีนโรคหอบหืดให้ผมเต็มตัวไปหมด"

แถมต้องไปฉีดทุกเดือน การรักษาโรคด้วยวิธีฉีดรหัสพันธุกรรมที่ตัดแต่งแล้ว นำไปสำเนาทับรหัสพันธุกรรมเดิมที่มียีนต้นตอโรคหอบหืด แต่ก็ไม่สามารถรักษาได้อย่างเด็ดขาด เพราะรหัสพันธุกรรมของตัวเขายังกลับมาเป็นเหมือนเดิม การรักษาด้วยวิธีสำเนาทำได้เพียงแค่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แต่ก็ยังดีกว่ากินยาทุกวัน

สถานพยาบาลและศูนย์ตรวจรหัสพันธุกรรมชั่วคราวของหมอพันธุ์ทิพย์อยู่ไม่ไกลจากแถมมากนัก มันถูกสร้างเพื่อรองรับภัยพิบัติแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ และแผ่นดินไหวครั้งนี้คร่าชีวิตคนกรุงเทพฯ ไปจำนวนนับแสนคน

 

แถมใช้เลื่อยตัดปูนแยกผนังตึกที่ถล่มลงมาบังทางเข้าห้องประชุมใหญ่ เพื่อมุดเข้าไปค้นหาศพในซากโรงแรม เป็นภาพน่าสลดใจยามเมื่อแสงไฟฉายแรงสูงส่องให้เห็นสภาพภายในห้องประชุมใหญ่ ซึ่งบัดนี้ความโอ่โถงกลายเป็นเหมือนกองขยะขนาดมหึมา เพดานหรูหราติดโคมไฟระย้าสูงหลายสิบเมตรถล่มลงมาทับร่างมนุษย์นับร้อย ซากของอดีตมนุษย์เหล่านั้นเหมือนเศษเนื้อเน่ากระจายเกลื่อนกลาด

แผ่นป้ายชื่องานประชุม บ่งบอกความสำคัญถึงสิ่งที่คนในห้องนี้กำลังประชุมอยู่ "การประชุม รวมศาสนาโลก" คือชื่อการประชุมอันน่าสลดในครั้งนี้

"กูว่า ไม่ว่าจะเกิดชาติใดศาสนาไหนมันก็เกิดเหมือนกัน ตายเหมือนกัน สุดท้ายก็ไปรวมอยู่ที่เดียวกัน"

อาสาสมัครมูลนิธิรุ่นพี่เอ่ยอย่างปลง ๆ ขณะดึงเอาแผ่นป้ายออกจากกองร่างเน่าเปื่อย

"ผมว่าศาสนาโลกมันรวมกันได้ก็ต่อเมื่อตายไปแล้วเท่านั้น"

แถมเสนอแนวคิดขณะดึงเอาร่างไร้วิญญาณออกมาจากซากห้องประชุม

ศพจำนวนมากส่งกลิ่นเน่าเหม็นคละคลุ้งไปทั่วทั้งกองซากปรักหักพัง เพราะเวลาผ่านไปเดือนกว่าแล้ว หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย เจ้าหน้าที่มูลนิธิยังเก็บศพได้ไม่ถึงครึ่งของจำนวนคนตายทั้งหมด ทำให้ศพในห้องนี้มีสภาพย่ำแย่เต็มที่ แต่กระนั้นก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาของเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัย เพราะชั่วระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านไปกับภารกิจนี้ พวกเขาพบศพในแต่ละวันไม่ต่ำกว่าพัน อันนำมาซึ่งความชาชินทางประสาทสัมผัส

แต่ภารกิจวันนี้กำลังจะแตกต่างไปจากเดิม เมื่อแถมและทีมงานทยอยลำเลียงศพออกไปยังศูนย์พิสูจน์รหัสพันธุกรรม

"เฮ้ย ! พวกเรา มาดูอะไรนี่"

แถมตะโกนเสียงดังลั่น เมื่อเขาดึงร่างหนึ่งออกมาจากกองซากศพ หน่วยเก็บกู้ต่างตกตะลึงต่อสิ่งที่แถมพบ เพราะภายใต้กองซากเน่าเปื่อย ปรากฏศพชายผู้หนึ่ง ศพนี้ไม่ได้เน่าเปื่อยเช่นศพอื่น ๆ  ในตอนแรกพวกเขาคิดว่าชายผู้นี้ยังไม่ตาย แต่จากการตรวจวัดชีพจรทำให้ทราบแน่ชัดว่า เขาตายแล้ว เพราะปราศจากสัญญาณชีวิต ไม่มีการหายใจและคอยังหักหมุนได้รอบ ความแปลกประหลาดที่มองเห็นภายนอกก็คือ สภาพของศพนี้ดูคล้ายนอนหลับไปเท่านั้น

 

หมอพันธุ์ทิพย์ แพทย์สถาบันนิติเวชผู้ควบคุมการค้นหาศพครั้งนี้รู้สึกงงงันต่อร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงตรงหน้า เป็นไปไม่ได้ สภาวะปกติของเซลล์โดยทั่วไป เมื่อเจ้าของร่างตาย เซลล์จะหยุดทำงานและแยกสลายตัวเอง ปล่อยให้เชื้อแบคทีเรียเข้ามาทำลายเซลล์ให้เน่าเปื่อย แต่ร่างของชายผู้นี้ เซลล์ยังเกาะกลุ่มกันและทำงานเหมือนปกติ ดูเผิน ๆ ราวกับว่าชายผู้นี้กำลังนอนหลับอยู่

"รู้ไหม ? หากชายผู้นี้ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป ถ้าเขาสามารถรักษาชีวิตไม่ให้ร่างกายเจอกับปัจจัยเสี่ยง เช่น อุบัติเหตุประเภททำลายอวัยวะสำคัญอย่าง คอหัก เหล็กทิ่มหัวใจ เขาจะสามารถมีชีวิตยืนยาวไม่มีสิ้นสุดตราบเท่าที่เขาสามารถรักษาร่างกายให้ปลอดภัยจากเหตุเหล่านี้ เพราะร่างกายของเขาไม่มีวันเสื่อมจากความชรา หรือโรคร้ายใด ๆ ทั้งสิ้น"

หมอพันธุ์ทิพย์เอ่ยขึ้น เมื่อเงยหน้าจากจอคอมพิวเตอร์ เพื่อแถลงผลการตรวจสอบรหัสพันธุกรรมกับทีมงานในห้องปฏิบัติการภาคสนาม ที่ตั้งอยู่กลางสนามหลวง สถานที่แห่งเดียวในเขตพระนครที่ไม่ถูกท่วมด้วยซากปรักหักพัง

"หมอแน่ใจแล้วหรือครับว่าเขาตายแล้ว ผมว่าเขาอาจสลบไปเท่านั้น"

นักศึกษาแพทย์อาสาสมัครคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความสงสัย

"คนไม่หายใจก็คือคนที่ตายไปแล้ว ดูสัญญาณการเต้นของหัวใจสิ เงียบกริบ และคอหักหมุนได้รอบอย่างนี้ เธอยังคิดหรือว่า มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งออกซิเจน หรืออยู่ได้โดยหัวใจไม่เต้น ถ้ามีก็คงมีแต่ผีดิบในหนังเท่านั้น"

ศพปริศนา ซึ่งไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเป็นใครมาจากไหน แม้แต่ศูนย์ข้อมูลรหัสพันธุกรรมเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งโลก ก็ไม่สามารถระบุได้ว่าเขาคือใคร แต่สังเกตุจากรูปร่างลักษณะแล้ว น่าจะเป็นคนเอเชีย เพราะมีผมสีดำแต่ตัดสั้นเกรียนทรงสกินเฮด ผิวขาวเหลือง สูงประมาณ 175 เซนติเมตร หน้าตาดี ร่องรอยตำหนิเดียวบนร่างกายก็คือ รอยสักอักษรประหลาดบนข้อมือขวา ซึ่งต้องรอให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจากกรมตำรวจมาช่วยสืบค้นอีกทีว่าชายผู้นี้คือใคร

"ปกติการทำงานของเซลล์ในร่างกาย แม้จะมีเซลล์หลากหลายชนิดประกอบเป็นอวัยวะต่างๆ   แต่การทำงานจะคล้ายๆ กัน คือสร้างสารเคมีที่จำเป็นต่อร่างกาย ขณะเดียวกันมันก็จะแบ่งตัวเพื่อสร้างความเจริญเติบโตให้แก่ร่างกายและทดแทนเซลล์ที่เสื่อมสภาพ"

"การแบ่งตัวของเซลล์แต่ละครั้งจะทำให้สายดีเอ็นเอที่ร้อยเรียงแท่งโครโมโซม หรือแท่งบรรจุรหัสพันธุกรรมสึกหรอ และเมื่อมันแบ่งตัวจนถึงระยะเวลาหนึ่ง มันจะไม่แบ่งตัวอีกต่อไป นั่นก็คือภาวะความชราเข้ามาเยือนร่างกายนั่นเอง"

"แต่เซลล์ศพชายผู้นี้แตกต่างออกไป เพราะสายดีเอ็นเอไม่สึกหรอแม้แต่น้อย มันยังคงรูปสมบูรณ์แบบเหมือนดีเอ็นเอเด็ก และทำงานเป็นปกติเหมือนเจ้าของร่างยังมีชีวิตอยู่"

"นอกจากนั้น เซลล์ของชายผู้นี้พิเศษยิ่งขึ้นตรงที่ว่า มีความต้านทานเชื้อโรคทุกชนิด เซลล์สร้างเกราะป้องกันเชื้อโรคได้อย่างดีเยี่ยม เพราะการที่ร่างนี้อยู่ใต้กองซากศพในสภาวะเต็มด้วยเชื้อโรคนานนับเดือน แต่เชื้อโรคไม่สามารถทำอันตรายได้เลย แสดงให้เห็นความแข็งแกร่งอย่างน่าประหลาดของเซลล์ในร่างกาย"

ชายผู้นี้อาจมีชีวิตอยู่มานานเป็นเวลานับร้อยนับพันปี เขาคงรักษาชีวิตอยู่บนโลกด้วยความระมัดระวังจากอุบัติเหตุ และจากการปองร้าย แต่สุดท้ายด้วยภัยพิบัติแผ่นดินไหว ซึ่งเกินกว่าความระมัดระวังจะปกป้อง ได้พรากชีวิตเขาไป แต่ความตายของเขากำลังจะเป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์

ชายผู้นี้อาจจะรู้ตัวถึงความสำคัญของตัวเอง จึงพยายามปิดบังตัวตนมาตลอด เพราะมิเช่นนั้นแล้ว อันตรายอาจเกิดขึ้นแก่เขา เพราะมนุษย์ตั้งแต่อดีตต่างต้องการความเป็น "อมตะ" ทั้งสิ้น

"ถ้าเรื่องนี้เผยแพร่ออกไป จะเป็นเรื่องน่ายินดีที่สุดในวงการแพทย์ เพราะเราค้นพบยาอายุวัฒนะแล้ว ก็คือจากร่างนี้และด้วยเทคโนโลยีการสำเนารหัสพันธุกรรม เราสามารถใช้ร่างกายของเขาเป็นยาอายุวัฒนะให้กับคนทั้งโลก"

แถมรู้สึกตื่นเต้นต่อสิ่งที่ได้ยิน หลังจากฟังแพทย์หญิงพันธุ์ทิพย์อธิบายให้คณะทำงานค้นหาศพฟัง นี่แหละคือยาวิเศษช่วยให้เขาหายจากอาการโรคหอบหืด  และสิ่งที่ดียิ่งกว่าก็คือ เขาสามารถมีชีวิตเป็นอมตะได้ แม้ว่าจะต้องฉีดยาปรับปรุงเพื่อผดุงรักษาสภาพรหัสพันธุกรรมที่สำเนาทุกเดือน แต่มันก็คุ้มกับการได้เป็นอมตะ

"แต่นี่ยังเป็นเพียงแค่แนวคิดนะ ส่วนความเป็นจริงคงต้องเฝ้ารอดูกันต่อไป เพราะหมอยังไม่แน่ใจว่า ถ้าญาติของชายผู้นี้มารับศพ จะยอมให้เราวิจัยรหัสพันธุกรรมของเขาหรือไม่"

ถึงอย่างไรก็ตาม ตอนนี้ไม่มีใครสนใจว่าศพชายผู้นี้เป็นใครมาจากไหน ทุกคนในห้องตรวจรหัสพันธุกรรมต่างตื่นเต้นต่อคุณลักษณะมหัศจรรย์ของซากร่างกายตรงหน้า

 

เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองพิสูจน์หลักฐานพยายามค้นหาตัวตนเจ้าของร่างอมตะ จากหลักฐานเพียงร่องรอยเดียวเท่านั้น คือรอยสักบนข้อมือ ซึ่งก็ไม่สามารถบอกได้ว่า ชายผู้นี้คือใคร

พวกเขารู้แต่เพียงว่า รอยสักเป็นอักษรกรีกสองตัว ออกเสียงว่า "อัลฟ่า โอเมก้า" ความหมายก็คือ "จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด" พระคัมภีร์ไบเบิ้ลอธิบายความหมายอักษรทั้งสองตัวหมายถึงพระนามพระเจ้า ที่เขียนเอาไว้ว่า "เราคืออัลฟ่าและโอเมก้า" ร่างกายของเขาถูกตีความไปต่าง ๆ นา ๆ แต่ใครเล่าจะสนใจว่าเจ้าของร่างคือใคร ประโยชน์จากร่างกายนี้ต่างหากที่น่าสนใจกว่า และมันเป็นเรื่องน่ายินดีเป็นอย่างยิ่งเมื่อรู้ว่า นี่คือศพไร้ญาติ พวกเขากำลังถือวิสาสะขโมยยาอายุวัฒนะจากร่างนี้

 

เมื่อข่าวเรื่องรหัสพันธุกรรมอมตะหรือยาอายุวัฒนะเผยแพร่ออกไป คนทั้งโลกต่างตื่นเต้นกับข่าวดี ความตายของคนหนึ่งคนกำลังจะก่อประโยชน์แก่คนทั้งโลก ในเมื่อความตายของชายหนุ่มผู้นี้สร้างประโยชน์แก่คนจำนวนมาก ชายผู้นี้ก็สมควรเสียสละร่างกายของเขาเพื่อโลก มวลมนุษยชาติต่างเฝ้าติดตามข่าวการค้นคว้าพัฒนารหัสพันธุกรรมของชายลึกลับ ข่าวความยินดีนี้กลบข่าวภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ได้สนิทยิ่งกว่าหลุมฝังศพใด ๆ

โดยเฉพาะแถม อาสาสมัครผู้ค้นพบศพคนแรก เขาอ้อนวอนขอให้ใช้ตัวเองเป็นหนูทดลอง ทดสอบการสำเนารหัสพันธุกรรมจากศพนี้  ซึ่งแพทย์หญิงพันธุ์ทิพย์ผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าโครงการ "อัลฟ่า โอเมก้า" ก็ยินยอม เพื่อให้เกียรติแก่แถม ผู้ค้นพบยาอายุวัฒนะคนแรกของโลก

 

หลังการสำเนารหัสพันธุกรรมผ่านไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง แถมรู้สึกราวกับได้รับร่างกายใหม่ อาการโรคหอบหืด มรดกพ่อ มรดกแม่หายเป็นปลิดทิ้ง อีกทั้งยังเป็นการสำเนาอย่างถาวร รหัสอมตะยังดำรงอยู่ในตัวเขาไม่เปลี่ยนแปลง

รหัสพันธุกรรมที่ได้รับการสำเนาไม่กลับคืนเป็นรหัสเดิมเช่นการรักษาครั้งก่อน ๆ รหัสพันธุกรรมภายในนิวเคลียสของแถมยังคงสภาพเป็นรหัสพันธุกรรมอมตะของชายหนุ่มลึกลับ รหัสพันธุกรรมเก่าที่เต็มด้วยความบกพร่องทางยีนของแถม ถูกกลืนกินด้วยความเป็นอมตะจนหมดสิ้นแล้ว

แต่มีผลข้างเคียงประหลาด คือ เกิดรอยสัญลักษณ์อัลฟ่าและโอเมก้าเหมือนตัวอักษรกรีกบนข้อมือศพลึกลับผุดขึ้นบนหน้าอกของแถม มันผุดขึ้นมามีลักษณะคล้ายแผลเป็นขนาดเล็ก

ดูเหมือนว่าแถมจะถูกตีตรา แต่เป็นตราของความเป็นอมตะ เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้กับคณะนักวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก แต่หลังจากเฝ้าดูอาการก็ไม่เกิดผลข้างเคียงในทางร้าย ร่างกายของแถมยังดูดีและไร้อาการแทรกซ้อน

 

ความดีใจของแถมคงอยู่ได้ไม่นาน เหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นอีกครั้ง เกิดเพลิงไหม้ห้องทดลองพันธุกรรมอมตะจนไม่หลงเหลือข้อมูลให้นำมาวิจัยได้อีกต่อไป ราวกับว่าเพลิงที่เกิดขึ้น ต้องการเผาทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับร่างอมตะ ไม่ว่าจะเป็นร่างศพ กระดาษทุกแผ่น รูปถ่ายทุกใบ แม้แต่ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ก็สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย

มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่น่ามีเหตุปัจจัยทำให้ไฟไหม้ได้ แต่จากการพิสูจน์ค้นหาต้นเพลิงพบว่า ต้นเพลิงมาจากจุดที่ศพนอนอยู่ ราวกับว่าศพสามารถติดไฟได้เอง

ความจริงแล้วการทดลองยังไม่สำเร็จ นักวิทยาศาสตร์พบอุปสรรคก็คือ เมื่อนำรหัสพันธุกรรมจากศพชายลึกลับมาสำเนาให้กับแถม สามารถสำเนาได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่เมื่อทดลองนำรหัสพันธุกรรมจากเซลล์ในร่างกายแถมที่ได้รับการสำเนาเรียบร้อยแล้ว นำไปสำเนาต่อคนอื่นอีกที ปรากฏว่าไม่สามารถสำเนาทับลงไปได้ นักวิทยาศาสตร์จึงตั้งสมมุติฐานว่า คงต้องใช้รหัสพันธุกรรมจากร่างไร้ชีวิตเท่านั้นจึงจะสำเนาสู่ร่างมีชีวิตได้ ส่วนการสำเนารหัสพันธุกรรมจากร่างมีชีวิตสู่ร่างมีชีวิต ไม่สามารถทำได้

นี่เป็นสภาวะการณ์ที่ยุ่งยากสำหรับเหล่านักวิทยาศาสตร์ เนื่องจากตอนนี้พวกเขาไม่มีตัวอย่างสำหรับทดลองมากนัก เพราะเหลือร่างของแถมเพียงผู้เดียวเท่านั้น และปัญหาสำคัญก็คือแถมยังมีชีวิตอยู่

 

แถมกลายเป็นข่าวดังยิ่งกว่าแกะดอลลี่ โคลนนิ่งสิ่งมีชีวิตตัวแรกของโลก แต่มันไม่เป็นที่น่าภาคภูมิใจสำหรับแถมเลย คนบนโลกต่างตั้งความหวังในร่างกายของเขาแทนศพที่ถูกเผาไหม้ หมอพันธุ์ทิพย์รู้ดีว่า ชายหนุ่มผู้นี้เป็นที่ต้องการอย่างมากของคนทั้งโลก ร่างกายของเขามีมูลค่ามหาศาลในตลาดค้ารหัสพันธุกรรม แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่เขายังมีชีวิต การทดลองจึงไม่สามารถกระทำต่อไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ

"เธอต้องยอมสละชีวิต เพราะตอนนี้ร่างกายเธอมีค่ามาก"

"หมออย่าพูดเล่นน่า ผมยังไม่อยากตาย"

หมอพันธุ์ทิพย์มองแถมผู้นอนอยู่บนเตียงด้วยสายตาเยือกเย็น

"เชื่อไหมว่า ถ้าเธอตาย คนบนโลกจะยินดีปรีดากับความตายของเธอ  ยิ่งกว่าการที่เธอมีชีวิตอยู่ เพราะพวกเขามองร่างกายเธอเป็นยาอายุวัฒนะ"

หมอพันธุ์ทิพย์ไม่ปลอบใจแถม แต่ยังย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของเขาต่อคนทั้งโลก โดยแถมไม่รู้ตัวเลยว่า นี่ไม่ใช่การทดลองเช่นปกติธรรมดา แต่เป็นการทดลองครั้งสุดท้ายที่เขาจะมีโอกาสร่วมรับรู้

"หมอต้องช่วยผมนะครับ โธ่ไม่น่าเลย ทำไมต้องเป็นผมด้วย"

"มันอาจเรียกว่าโชคชะตาก็เป็นได้ ชายผู้นั้นโชคดีกว่าเธอตรงที่ไม่มีใครรู้ว่าเขาเป็นอมตะ แต่ความโชคร้ายของเธอก็คือ คนทั้งโลกรู้ว่า เธอเป็นอมตะ"

หมอพันธุ์ทิพย์พูดจบก่อนจะฉีดยาช๊อคหัวใจให้หยุดเต้น แถมร่างกระตุกเกร็ง ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดมิด ยาอายุวัฒนะไม่สามารถทำให้แถมมีอายุยืนยาว แต่เป็นเหมือนยาพิษสำหรับเขา และสำหรับเขาเพียงผู้เดียวเท่านั้น

ทันทีที่รู้ว่ามนุษย์อายุวัฒนะได้ตายไปแล้ว เสียงโห่ร้องดังกระหึ่มไปทั่วโลก ไม่มีใครสนใจว่าแถมตายอย่างไร มนุษย์แทบทุกคนต่างต้องการร่างกายของเขาเพื่อสร้างความเป็นอมตะแก่ตนเองทั้งสิ้น

...

 

หมอพันธุ์ทิพย์รู้สึกเหมือนมีวัตถุบางอย่างกระทบท้ายทอยอย่างรุนแรงแทบล้มคะมำ แต่เธอไม่รู้สึกยินดียินร้ายกับมัน เพราะไม่ว่าด้วยอันตรายใดก็ไม่สามารถทำร้ายเธอได้

เมื่อเธอหันกลับไปก็พบร่างชายหนุ่มผู้หนึ่ง ดูจากสำเนียงพูดและการแต่งกายในชุดชาวเล ท่าทางเขาคงเป็นอดีตชาวประมงที่อาศัยอยู่แถบนี้ และก็รู้อีกเช่นกันว่า สิ่งที่กระทบท้ายทอยคือคมขวานขนาดใหญ่ในมือของเขา สภาพชายหนุ่มเหมือนคนเสียสติ ผมเผ้ายุ่งเหยิง กลิ่นเหล้าคละคลุ้ง ดวงตาแดงก่ำไร้ความสุข มันก็คงต้องเป็นอย่างนั้น ใครเล่าจะมีความสุขกับชีวิตบ้า ๆแบบนี้

"หมอเฮงซวย เอาความตายคืนมา อย่าให้กูต้องอยู่อย่างนี้เลยได้โปรดเถิด โฮ ๆ ๆ"

คำผรุสวาทรวมอยู่ในคำขอร้องอย่างสิ้นหวัง ลงท้ายด้วยเสียงร้องไห้อย่างน่าเวทนา มันทำให้หมอพันธุ์ทิพย์มึนชา ความรู้สึกนี้กลายเป็นอารมณ์หลักประจำชีวิตเธอไปเสียแล้ว

กิจวัตรประจำวันของหมอพันธุ์ทิพย์ตลอดหนึ่งล้านปีที่ผ่านมา คือการถูกระบายแค้นด้วยความรุนแรงจากคนทั้งโลก สาเหตุเกิดขึ้นหลังการสำเนารหัสพันธุกรรมอมตะจากร่างไร้ลมหายใจของแถมแพร่ระบาดไปทั่วโลก จนคนทั้งโลกกลายพันธุ์เป็นพันธุ์อมตะจนหมดสิ้น

(มันเป็นอย่างที่สันนิษฐานเอาไว้จริง ๆ ว่าผลการสำเนาจะประสบผลสำเร็จได้ ต้องมาจากรหัสพันธุกรรมในร่างกายที่ปราศจากวิญญาณเท่านั้น นับตั้งแต่โครงการอัลฟ่า โอเมก้า ประสบผลสำเร็จจนสามารถนำออกมาใช้รักษาชีวิต มนุษย์ทุกคนที่ได้รับการสำเนารหัสอมตะต่างก็มีอายุยืนยาว รหัสพันธุกรรมอมตะได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นมากกว่าที่คาดคิด แม้ว่ารหัสอมตะดั้งเดิมจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ปรากฏว่าประสิทธิภาพของมันยังมีอีกมากที่ซ่อนเร้นอยู่ การปลดปล่อยประสิทธิภาพต้องใช้เทคนิคชั้นสูง ด้วยการเคลื่อนย้ายตำแหน่งแท่งเบสภายในโครโมโซมบางตัว ทำให้ค้นพบศักยภาพยิ่งใหญ่กว่าที่คิด นักวิทยาศาสตร์ค้นพบกุญแจไขสู่ความอมตะของจริงเข้าให้แล้ว เป็นการค้นพบยิ่งกว่าการรักษาสภาพเซลล์ไม่ให้เสื่อม

ความเป็นอมตะแท้ที่ค้นพบก็คือ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กายอมตะเป็นกายที่ไม่มีวันตาย ไม่ว่าร่างกายจะเผชิญสภาวะใดก็ตาม ร่างกายสามารถเปลี่ยนสภาพผิวหนังและกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่งดั่งเพชรยามเมื่อเผชิญอันตรายจากของมีคม หรือทนความร้อนได้อย่างน่าอัศจรรย์ไม่ว่าอุณหภูมิจะสูงสักเท่าใด โดยเจ้าของร่างไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย หรือการกลั้นหายใจก็ทำให้จมูกไร้ค่าไปเช่นกัน เพราะผิวหนังปรับสภาวะหน้าที่ให้ดูดซับออกซิเจนเข้าทางผิวหนังแทนจมูก และไม่ว่าวิธีการทำลายชีวิตชนิดใดก็ไม่สามารถเจาะทะลุร่างกายเข้าไปดึงวิญญาณออกจากร่างได้เลย ดูเหมือนว่า รหัสพันธุกรรมอมตะได้สร้างร่างกายใหม่ให้ทนทานต่อทุกสภาวะเพื่อเป้าหมายสูงสุดคือ ต่อต้านความตายทุกรูปแบบ) ...

 

"อย่าลืมสิว่า แกอยากเป็นอมตะเอง ไม่ใช่เป็นเพราะฉัน"

หมอพันธุ์ทิพย์ย้อนตอบชายหนุ่มแปลกหน้าด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น เธอยังมุ่งหน้าเดินไปตามทางคดเคี้ยวท่ามกลางบรรยากาศแห้งแล้งสู่หน้าผาสูงชันอย่างไม่รู้สึกรู้สา ปล่อยให้ชายหนุ่มแปลกหน้านอนเกลือกกลิ้งร้องไห้อย่างเสียสติไว้เบื้องหลัง

การทดลองจะต้องดำเนินต่อไป แม้ว่าหมอพันธุ์ทิพย์จะทดลองค้นหาความตายทุกรูปแบบ ก็ไม่สามารถทำให้ใกล้เคียงได้แม้แต่ความเจ็บปวด

"คราวนี้เอายังไงดี กระโดดหน้าผาก็เหมือนเล่นบันจี้จัมพ์ ตกไปก็ไม่เจ็บไม่ตาย แถม  เธอช่วยบอกหมอหน่อยว่าจะต้องทำเช่นไรถึงจะตายได้ หมออยากไถ่โทษที่ฆ่าเธอ"

หมอพันธุ์ทิพย์ยืนอยู่บนยอดหน้าผาอย่างหดหู่ใจ เมื่อระลึกถึงตราบาปที่เธอฆ่าแถม ตลอดล้านปีที่ผ่านมาภาพใบหน้าแถมอดีตหนูทดลองปรากฏชัดเจนยิ่งกว่าความทรงจำอื่นใด แม้แต่ภาพความตายเธอก็จำมันแทบไม่ได้ เพราะความตายมันสูญพันธุ์ไปตั้งแต่ล้านปีก่อนแล้วนี่นา

"เฮ้อ ! ก็ใครจะไปรู้ว่า มันดีเกินคาดขนาดนี้ กลายเป็นฆ่าด้วยวิธีใดก็ไม่ตาย แถม เธอโชคดีกว่าคนอีกมากมายที่ยังมีชีวิต"

หมอพันธุ์ทิพย์ รำพึงพร้อมกับแหงนหน้ามองท้องฟ้า

"ทำไมพระเจ้าถึงกลั่นแกล้งมนุษย์ได้อย่างหนักหน่วงเพียงนี้"

สายตาหมอพันธุ์ทิพย์เพ่งมองท้องฟ้ามืดมัวเหนือท้องทะเลบ้าคลั่ง เหมือนพยายามส่งเสียงอ้อนวอนด้วยสายตา เผื่อว่าจะมีการตอบสนองมาถึงเธอบ้าง

"โอ พระเจ้า โปรดประทานความตายแก่ข้าด้วยเถิด"

พอสิ้นเสียง หมอพันธุ์ทิพย์กระโดดพุ่งหลาวจากหน้าผาพุ่งสู่โขดหินแหลมเบื้องล่างทันที เธอรู้ดีว่ามันไม่มีประโยชน์ เพราะอีกสักประเดี๋ยวโขดหินเบื้องล่างจะแตกละเอียดเมื่อร่างกายของเธอกระแทกกับมัน

 

หมอพันธุ์ทิพย์ยันกายตัวเองให้ลุกขึ้นหลังจากตกสู่พื้นเรียบร้อยแล้ว

"ค่อยสบายใจหน่อย แม้ไม่ตายไม่เจ็บแต่ก็ทำให้สมองปลอดโปร่งดี หวังว่าคราวหน้าพระเจ้าคงฟังเสียงของเรา"

เธอยิ้มให้กับท้องทะเลที่ซัดสาดกระแทกหน้าผาอย่างไม่รู้เบื่อ หินผาก็คงเหมือนชีวิตของเธอ ความตายก็เป็นเหมือนคลื่นที่ไม่อาจทำลายหน้าผาลงได้ แต่ถ้าพยายามสักหน่อย หน้าผาคงสึกหรอได้บ้าง

ถึงจะคิดเช่นนั้น มันก็เป็นแค่ความหวังอันเลือนลาง เพราะชีวิตก็คือชีวิต ไม่ใช่หน้าผา ความตายได้หนีไปจากมนุษย์อย่างยากจะหวนกลับคืนมา

ผลของความเป็นอมตะเป็นเหมือนคำสาปแช่ง ไม่มีความตาย นรกไร้ประโยชน์ สวรรค์ไม่เป็นที่ต้องการ เพราะสวรรค์เกิดขึ้นจริงแล้วบนโลกใบนี้ คือการทำตามใจปรารถนา มนุษย์ไม่กลัวความตายอีกต่อไป

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแก่สังคมมนุษย์ก็คือ มนุษย์รักตัวเองและลุ่มหลงในกายใหม่ มนุษย์ต่างพากันทำตามสัญชาตญาณความบาป ตามรากความชั่วร้ายจากจิตใจภายในมนุษย์  อยากฆ่าใครก็ฆ่า อยากข่มขืนใครก็ทำได้ บทลงโทษสูงสุดอย่างมากก็แค่จำคุกตลอดชีวิต เพราะประหารยังไงก็ไม่ตาย

เป็นยุคที่ไม่มีใครกลัวบทกฏหมายหรือบาปบุญคุณโทษ อาวุธไม่สามารถข่มขู่ได้อีกต่อไป มนุษย์เริ่มย่ามใจ พากันทำชั่วอย่างดาษดื่น การดำเนินชีวิตของมนุษย์เป็นไปตามสัญชาตญาณดิบ

 

"พวกแกไม่เบื่อบ้างหรือยังไง ไอ้พวกบ้า !"

หมอพันธุ์ทิพย์ตะโกนใส่กลุ่มคนที่ระดมขว้างสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ใส่เธอ

"แกเป็นต้นเหตุ แกต้องรับผิดชอบ !"

เสียงผู้แสวงหาการแก้แค้นดังตอบโต้หมอพันธุ์ทิพย์ พวกเขาอาศัยอยู่ข้างถนนอย่างสิ้นหวังกับชีวิต พวกเขาไม่รู้จะอยู่ไปเพื่ออะไรกับชีวิตไม่มีสิ้นสุด การแก้แค้นอันว่างเปล่าเท่านั้น พอจะทำให้ชีวิตมีความหมายขึ้นมาบ้าง มันเป็นเหตุการณ์ประจำวันยามเมื่อเดินไปตามถนนผุพัง มุ่งสู่ห้องทดลองส่วนตัวทรุดโทรม

หนึ่งล้านปีที่ผ่านไปสร้างโลกสีฟ้าใบเก่าให้กลายเป็นโลกสีเทาหนาวเหน็บ เป็นเพราะเมฆหมอกกัมมันตภาพรังสียังปกคลุมเหนือชั้นบรรยากาศโลก อันเป็นผลจากสิ่งที่เราทุกคนคงพอจะเดากันได้ว่าเกิดอะไรขึ้นแก่โลกของคนบ้า ๆ ใบนี้

เบื้องหน้าหมอพันธุ์ทิพย์ปรากฏใบหน้าสวยแต่สกปรกมอมแมมของหญิงสาวผู้หนึ่งโผล่ออกมาจากซอกตึก เธอเงยหน้ามองหมอพันธุ์ทิพย์ผู้กำลังเดินผ่านไปด้วยสายตาว่างเปล่าขณะคลานออกมาในสภาพเปลือยเปล่าโดยมีฝูงผู้ชายหลายสิบคนตามมาลากเธอกลับเข้าไป มันเป็นเรื่องปกติสำหรับถนนที่นี่และทุกถนนทั่วโลก เธอถูกฉุดโดยผู้ชายกลุ่มเดิม กับการกระทำเดิม ๆ แทบทุกวัน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอเริ่มต้นเมื่อหลายแสนปีก่อน เมื่อกฏหมายควบคุมความเป็นอมตะไม่ได้ผล เหล่าคนชั่วต่างย่ามใจ พวกมันเข้าไปลากตัวเธอจากภายในบ้านเลยทีเดียว ไม่มีสิ่งใดจะยับยั้งกลุ่มคนโฉดได้ เหตุผลที่มันเกิดขึ้นกับเธอก็เพราะเธอสวยที่สุดบนถนนสายนี้

เชื่อไหมว่าพวกนักข่มขืนผู้เป็นอมตะจากทั่วโลกได้รวมตัวกันและตั้งตัวเป็นองค์การข่มขืนสหประชาชาติ เพื่อสร้างเครือข่ายให้สมาชิกจากทุกประเทศตระเวณข่มขืนผู้หญิงหรือผู้ชายอย่างทั่วถึงทั้งโลก เพื่อสร้างวิถีชีวิตและสังคมแบบชั่ว ๆ

ความเป็นอมตะไม่ได้สนับสนุนความดีงาม แต่เป็นอำนาจของความชั่วอย่างเต็มรูปแบบเลยทีเดียว

หมอพันธุ์ทิพย์เดินผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจ เหตุการณ์เช่นนี้มันน่าเบื่อหน่าย ทำไมผู้หญิงคนนี้ไม่ตายไปซะที จะได้ไม่ต้องเผชิญเหตุการณ์อย่างนี้ซ้ำ ๆ ซาก ๆ

ความเป็นอมตะสร้างคุณประโยชน์ให้กับกลุ่มคนที่ฝักใฝ่ในความชั่ว พวกเขาใช้เสรีภาพแห่งการไม่กลัวความตายทำชั่วอย่างสุดจินตนาการ จนคนจิตสำนึกดีไร้แรงต้าน ตกเป็นเครื่องมือระบายความกักขฬะอย่างเพลิดเพลินของคนโฉด

ผลงานของหมอพันธุ์ทิพย์ทำให้มนุษย์ต้องเผชิญความเลวร้ายอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าความตาย เพราะมนุษย์ไม่จำเป็นต้องกลัวนรกอีกต่อไป และไม่จำเป็นต้องแสวงหาสวรรค์ ความอมตะทำลายคุณค่าของสิ่งเหล่านี้

นั่นเป็นตัวอย่างเล็ก ๆ ของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเพราะพื้นฐานศีลธรรมภายในใจมนุษย์เปลี่ยนไป ความกลัวชีวิตหลังความตายไม่จำเป็นต้องมี

ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ทำให้มนุษย์หันกลับมาทบทวนคุณงามความดีของความตาย มนุษย์ต้องการความตายจนทำทุกวิถีทางเพื่อให้ความตายกลับมาอยู่คู่มนุษย์อีกครั้ง แม้กระทั่งความหวังในผลร้ายของระเบิดนิวเคลียร์ที่ถล่มทั่วโลก แต่ผลของมันกลับประจานความโง่เขลาให้กลายเป็นตราบาปติดโลกทันที เพราะแรงระเบิดไม่สามารถทำอันตรายแก่มนุษย์ได้แม้แต่รอยขีดข่วน

ตราบาปได้สร้างความเลวร้ายอย่างน่าอดสู เมื่อสภาพแวดล้อม ต้นไม้ใบหญ้าถูกพิษกัมมันตภาพรังสีทำลายจนหมดสิ้น สัตว์ทุกชนิดล้มตายจนสูญพันธุ์ไม่เหลือแม้แต่แมลงสาปสักตัว ถึงกระนั้นมนุษย์ก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมอันร้ายกาจ โดยไม่ต้องอาศัยอาหารอีกต่อไป เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีทางอดตาย

...

 

"โธ่โว้ย ! แกจะไม่ยอมรับแม้แต่ความเสื่อมโทรมสักนิดเลยหรือ"

เสียงตะโกนดังลั่นห้องทดลอง หมอพันธุ์ทิพย์เบื่อหน่ายกับความพยายามครั้งที่ล้านล้านล้านแล้วกระมัง กับการพยายามทำให้เซลล์อมตะเสื่อมลง ด้วยการสำเนารหัสพันธุกรรมของมนุษย์ธรรมดาที่มีความอ่อนแอของยีน มันหลงเหลืออยู่ในห้องทดลองพอให้ทำการวิจัย แต่ก็ไร้ประโยชน์ รหัสพันธุกรรมอมตะภายในเซลล์ยังเข้มแข็งเกินกว่าจะเข้าไปจัดการด้วยเทคโนโลยีเช่นในอดีต

ความเป็นไปได้เพียงประการเดียวสำหรับการทำให้มนุษย์กลับมาตายอีกครั้งก็คือ การค้นหารหัสพันธุกรรมจากร่างที่ยังไม่ได้สำเนารหัสอมตะในสภาพที่ตายไปแล้ว อาจจะพอนำความตายหวนกลับคืนมาได้ เพราะมีความเป็นไปได้ว่า จะต้องค้นหาสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความเป็นอมตะ ก็คือร่างกายมนุษย์ธรรมดาที่ตายแล้ว ซึ่งยังบรรจุความหมายของความตาย แล้วนำมันมาสำเนาทับลงไป ความตายอาจเข้าไปหักลบความเป็นอมตะก็เป็นไปได้ ซึ่งมันกลายเป็นความเชื่อของหมอพันธุ์ทิพย์ไปเสียแล้ว

แม้มีสมมุติฐานถึงวิธีการนำความตายกลับมาอีกครั้ง แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า เธอจะค้นหาร่างที่ว่านี้ได้อย่างไรกัน  เพราะคนทั้งโลกต่างกลายพันธุ์เป็นอมตะ และซากร่างกายที่ฝังใต้ผืนดินตั้งแต่อดีตก็ถูกทำลายสูญสลายไปหมดสิ้น ด้วยฤทธิ์ของกัมมันตภาพรังสีและเวลาล้านปีที่ผ่านไป

"เป็นเพราะแก จงออกไปเดี๋ยวนี้ !"

หมอพันธุ์ทิพย์กระชากเสื้อจนขาดวิ่น เผยให้เห็นรอยแผลเป็นบนหน้าอก รูปร่างเหมือนอักษรกรีก ใช่แล้ว มันคือสัญลักษณ์อัลฟ่าและโอเมก้านั่นเอง สัญลักษณ์ความเป็นอมตะปรากฏบนหน้าอกมนุษย์ทุกคนที่ได้รับรหัสพันธุกรรมอมตะ

"ออกไปเดี๋ยวนี้ !"

น้ำตาไม่มีเหลือให้แสดงความเศร้า หมอพันธุ์ทิพย์พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อขูดเอาเนื้อส่วนนี้ออกไปจากร่าง ด้วยความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่ามันจะนำเอาความเป็นอมตะออกไปจากชีวิตเธอ แต่อย่างที่บอก รอยขีดข่วนเล็ก ๆ ก็ไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้แก่ร่างกายอมตะ เธอไม่ได้เป็นเจ้าของร่างอีกต่อไป

"แถมบอกหมอที ว่าหมอควรทำอย่างไรต่อไปดี"

หมอพันธุ์ทิพย์เก็บตัวอย่างรหัสพันธุกรรมของแถมเอาไว้ เธอพยายามโคลนนิ่งแถมขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อค้นหาคำตอบของความตาย ด้วยความหวังว่า อาจมีคำตอบอยู่ในร่างโคลนนิ่งของแถม

แต่ก็เกิดเรื่องประหลาดอีกครั้ง ซึ่งจะว่าไปแล้วเรื่องประหลาดมันเกิดขึ้นทุกวันจนกลายเป็นปกติ เรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นก็คือ ไม่มีชีวิตใหม่เกิดขึ้นอีกเลยนับตั้งแต่มีการสำเนารหัสพันธุกรรมอมตะแก่คนทั้งโลก ไม่ว่าจะจากการผสมพันธุ์เทียมหรือผสมจริงของมนุษย์ อสุจิไม่ยอมฝังตัวในไข่ หรือด้วยวิธีการโคลนนิ่ง นิวเคลียสก็ไม่ยอมแบ่งตัวเพื่อก่อเป็นร่างมีชีวิต ราวกับว่าแหล่งเพาะพันธุ์วิญญาณหยุดส่งชีวิตใหม่มาจุติบนโลก มนุษย์ถูกจำกัดจำนวนให้รับรู้ถึงความเป็นอมตะแค่คนรุ่นเดียวเท่านั้น คือคนรุ่นหมอพันธุ์ทิพย์

 

กลุ่มนักบวชหลากนิกายหลายศาสนาตะโกนด่าหมอพันธุ์ทิพย์ตลอด 24 ชั่วโมง มันช่างน่าหัวร่อ เพราะความเป็นอมตะทำให้เกิดลัทธิงี่เง่าจำนวนมาก เพื่อแก้แค้นเธอที่บังอาจทำลายชะตากรรมของเทพเจ้า

"โอ ! ยมทูตช่วยข้าด้วย โปรดให้ข้าได้ตายเถิด"

"ฮ่าๆ ๆ ไอ้บ้า! สวดเข้าไป สวดเข้าไป ! นี่เพิ่งผ่านไปล้านปีเองนะโว้ย ! อย่าเพิ่งหมดหวังสิวะ ! "

เสียงตะโกนด่าทอจากกลุ่มคนผู้หมดหวังผสมเสียงสวดขอความตายของเหล่านักบวชลัทธิยมทูตดังสะท้อนกำแพงตึกปรักหักพัง เสียงสวดดังซ้ำ ๆ ซาก ๆ

"ตาย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ  ๆ ๆ ๆ ๆ "

เสียงไร้ความหวังดังทั้งวันทั้งคืน มันเป็นกิจกรรมที่ไม่ชวนเจริญใจเลย กิจกรรมของคนมากมายผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนแสดงรอบบริเวณตึกที่พักของหมอพันธุ์ทิพย์ โดยมีหมอพันธุ์ทิพย์เป็นเป้าหมายของการระบายแค้น

...

 

"โอ พระเจ้า โปรดประทานความตายแก่ข้าด้วยเถิด"

หมอพันธุ์ทิพย์ยอมจำนนต่อพระเจ้าแล้ว นับแต่นี้เป็นต้นไป เธอจะค้นหาความตายด้วยการบำเพ็ญเพียร เธอสิ้นหวังกับวิธีการค้นหาความตายด้วยวิถีวิทยาศาสตร์ นับแต่นี้เป็นต้นไปเธอจะวิงวอนขอความตายจากเจ้าของนามอัลฟ่า โอเมก้าแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

หมอพันธุ์ทิพย์แหงนหน้ามองท้องฟ้ามืดมิดเหนือหน้าผาสูงชัน ลมพัดกรรโชกเอาคำวิงวอนของเธอปลิวไปตามกระแสลมที่พุ่งขึ้นสูง ก่อนจะพุ่งหลาวลงสู่พื้นเบื้องล่าง

...

 

"โอ พระเจ้า โปรดประทานความตายแก่ข้าด้วยเถิด"

เสียงวิงวอนอย่างตั้งใจดังขึ้นเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ยากเกินกว่าจะจำ หมอพันธุ์ทิพย์แสวงหาความตายด้วยการกระโดดหน้าผาทุกวัน เธอกระโดดจนกลายเป็นเหมือนการบำเพ็ญเพียรภาวนา แต่มันต่างจากการบำเพ็ญเพียรของนักบวชสมัยก่อนที่ต้องการการหลุดพ้น หรือเป็นอมตะ แต่นี่เป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อหลุดจากความเป็นอมตะ

การกระโดดหน้าผาวิงวอนขอความตายทำให้พื้นหินเบื้องล่างกลายเป็นหลุมลึก เพราะถูกร่างของเธอกระแทกอย่างรุนแรงจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน เธอกระโดดติดต่อกันทุกวันเป็นเวลาเกือบสองล้านปี การกระโดดหน้าผาของเธอเป็นเหมือนลมหายใจไปเสียแล้ว

ร่างเปลือยเปล่าของหมอพันธุ์ทิพย์ไต่บันไดขึ้นมาจากหลุมลึก มันลึกประมาณสิบเมตรเลยทีเดียว เป็นผลมาจากการกระโดดจากหน้าผาสูงกระแทกพื้นตรงจุดเดิมทุกวัน

"นี่เราจะต้องกระโดดต่อไปอีกนานแค่ไหนหนอ พระเจ้าจะไม่ปลดปล่อยเราเลยหรือ"

หมอพันธุ์ทิพย์รำพึงรำพันอยู่เพียงเดียวดาย ด้วยความไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป ถึงจะค้นพบทางแห่งความตายได้ดีกว่านี้ การบำเพ็ญเพียรแบบนักบวชสมัยโบราณคงช่วยไขความลับนี้ได้

...

 

"โอ พระเจ้า โปรดประทานความตายแก่ข้าด้วยเถิด"

หมอพันธุ์ทิพย์กระโดดหน้าผาเป็นครั้งที่ร้อยแล้วสำหรับวันนี้ ท้องฟ้าเบื้องบนเปิดเผยให้เห็นสีครามเบื้องหลังก้อนเมฆขะมุกขะมัว เธอไม่ได้ใส่ใจมองท้องฟ้ามานานแล้ว เธอกระโดดโดยหลับตาทุกครั้งเพื่อแสดงความมุ่งมั่นตามวิธีการที่เธอคิดว่า เป็นการทำสมาธิให้ตัวเองจดจ่อกับความตั้งใจ

ดูเหมือนฤดูกาลของเมฆหมอกกัมมันตภาพรังสีจะผ่านพ้นไปนานแล้ว ชั้นบรรยากาศโลกซ่อมแซมตัวเอง สายลมเย็นพัดปะทะใบหน้า ทำให้หมอพันธุ์ทิพย์ลืมตามองท้องฟ้าเบื้องบนด้วยความรู้สึกเย็นสดชื่น ก่อนจะกระโดดลงไปเป็นครั้งที่ร้อยเอ็ดประจำวันนี้

"โอ พระเจ้า โปรดประทานความตายแก่ข้าด้วยเถิด"

เมื่อเธอดึงตัวเองขึ้นมาจากหลุม ก็เห็นบางอย่างซ่อนตัวอยู่ในฝอยคลื่น มันลอยมาตามระลอกคลื่นที่ซัดสาดปะทะกำแพงหินผา ทันใดนั้นกระแสคลื่นลูกใหญ่ลูกหนึ่งซัดมันเข้าไปติดในซอกหินจนซากของมันค้างอยู่บนซอกหน้าผา ทำให้หมอพันธุ์ทิพย์เห็นมันอย่างชัดเจน

หมอพันธุ์ทิพย์รีบวิ่งลุยคลื่นไปหามันทันที เพราะมันคือ"ศพ" ศพคนตายกำลังเน่าเปื่อย กลิ่นของมันเหม็นตลบอบอวล แต่กลายเป็นกลิ่นหอมอย่างร้ายกาจสำหรับหมอพันธุ์ทิพย์

สภาพของมันคือศพแน่นอน ความมั่นใจเต็มเปี่ยมทันทีที่หมอพันธุ์ทิพย์ไต่ไปตามโขดหินเข้าไปใกล้ร่างไร้วิญญาณ เธอลืมกลิ่นนี้ไปนาน มันผ่านมาสองล้านเกือบสามล้านปีแล้วนี่นา หลังจากไม่มีคนตายมาเนิ่นนาน

หมอพันธุ์ทิพย์ลากศพขึ้นมานอนกอดบนชายหาดด้วยความดีใจ ดูเหมือนพระเจ้าจะเห็นใจเธอแล้ว

"โอ ขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณสำหรับยาตัวใหม่ที่ท่านมอบให้ "

หมอพันธุ์ทิพย์ดีใจอย่างถึงที่สุด สภาพศพแสดงความตายอย่างชัดเจนที่สุด ดวงตาปูดโปนเกือบทะลักออกมาจากเบ้า  ผิวหนังหลุดลอกเป็นแผ่นสีดำ มันคงถูกแง่งหินกระชากทำให้ขาดวิ่น เผยเนื้อเน่าสีแดงภายใน ร่างกายบวมฉุเหมือนอึ่งอ่างอัดลม ใช่แล้ว นี่คือรูปลักษณ์ความตาย มันเป็นความตายอย่างแน่นอน หมอพันธุ์ทิพย์พยายามรำลึกถึงความตายในความทรงจำอันเลือนลาง

"โฮ ๆ ๆ  ๆ ๆ ๆ  ๆ ๆ ๆ "

เสียงร้องไห้ ผสมกับเสียงคลื่นซัดสาด มันไม่ได้หมายถึงความเศร้า แต่นี่เป็นเสียงแห่งความยินดี มันเป็นความยินดีจนหมอพันธุ์ทิพย์ต้องร้องไห้อย่างสุดชีวิต

บัดนี้ เธอสามารถไถ่บาปให้ตัวเองได้แล้ว ความผิดของการฆ่าแถมจะถูกไถ่ถอนเสียที ด้วยความตายครั้งใหม่

...

 

เหล่ามนุษย์ผู้รอคอยความตายมาเนิ่นนาน เดินเรียงแถวเข้ามารับยาสำเนารหัสพันธุกรรม หมอพันธุ์ทิพย์ดึงรหัสพันธุกรรมความตายออกมาจากร่างเน่าเปื่อย มันยังพอมีรหัสพันธุกรรมหลงเหลือให้สกัดออกมาทำยาได้บ้าง

มันเป็นพันธุกรรมที่เต็มด้วยความเข้มแข็งของความตายอย่างเต็มขนาด ยีนต้นตอมะเร็งทุกชนิด ยีนโรคร้ายทุกประเภทอยู่ในร่างนี้อย่างเต็มเปี่ยม เพื่อยืนยันว่า มันเป็นยาพิษขนานแท้ และผลการทดลองสำเนาทับลงไปบนรหัสพันธุกรรมอมตะก็แสดงผลให้เธอเห็นอย่างสมมุติฐานที่เคยตั้งไว้ ว่ามันจะนำความตายกลับสู่มนุษย์อีกครั้ง เซลล์อมตะที่ได้รับการสำเนารหัสความตายแตกสลายอย่างรวดเร็ว บัดนี้ ความตายได้กลับคืนสู่โลกแล้ว แต่ความลังเลปรากฏบนใบหน้ามนุษย์ทั้งหลายผู้เฝ้ารอความตายมานานเกือบสามล้านปี

"หมอ แล้วพวกเราจะเป็นยังไงต่อไป เมื่อตายไปแล้ว"

ชายหนุ่มคนที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดเอ่ยถาม ขณะจ้องมองเม็ดยาสำเนารหัสพันธุกรรมความตายในมือด้วยความไม่แน่ใจ

"หมอก็ไม่รู้เหมือนกัน"

เสียงหมอพันธุ์ทิพย์มีสำเนียงสิ้นหวังมากกว่าดีใจในความตายที่เธอค้นพบอีกครั้ง

 "ณ เวลานี้มันคงขึ้นอยู่กับศรัทธาของเธอแล้วหล่ะ"

คำว่านรกสวรรค์กลับมาทำงานอย่างมีพลังอีกครั้ง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตมวลมนุษย์ตลอดเกือบสามล้านปีที่ผ่านมา ทำให้พวกเขาเกรงกลัวผู้ประทานความตายครั้งใหม่ สิ่งที่มนุษย์เรียกร้องมานานสร้างความกระอักกระอ่วนใจต่อผู้แสวงหาความตาย เวลาเกือบสามล้านปีทำให้มนุษย์รู้แก่ใจแล้วว่า มีบางสิ่งบางอย่างอยู่เบื้องหลังความตาย

การกลับมาของความตายทำให้มนุษย์ลังเลยิ่งกว่าการมีชีวิตเป็นอมตะ มนุษย์จะทำอย่างไรต่อไปดี

...

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
PostAmorndern วันที่ : 17/07/2007 เวลา : 09.48 น.
http://www.oknation.net/blog/amorn

โห เรื่องยาววิทยาศาสตร์วะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31