• scifiman
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chestha_s@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-07-04
  • จำนวนเรื่อง : 3
  • จำนวนผู้ชม : 1959
  • จำนวนผู้โหวต : 2
  • ส่ง msg :
ไซไฟแมน
เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์นำเสนอโดยชายผู้รักการเขียนวรรณกรรมไซไฟ การันตีด้วยรางวัลจากงานประกวดมาแล้วถึง 6 รางวัล โดยเฉพาะรางวัลชนะเลิศถ้วยพระราชทานแว่นแก้วประจำปี 2548
Permalink : http://www.oknation.net/blog/scifiman
วันพฤหัสบดี ที่ 5 กรกฎาคม 2550
เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์
Posted by scifiman , ผู้อ่าน : 205 , 12:36:15 น.   | หมวดหมู่ : scifiman  
พิมพ์หน้านี้


ศรัทธาที่ผนัง

"แดงเสร็จหรือยัง"

 ผมตะโกนเรียก ขณะเดินเข้าไปตามถึงในครัว เพราะกลัวไปไม่ทันยานเที่ยวสุดท้ายซึ่งจะออกเดินทางเวลา 2 ทุ่มตรง

                "อีกนาทีเดียวครับ ผมกำลังจะทำลายกล่องเพาะเชื้อ"

                แดงตอบ เขากำลังง่วนทำบางอย่างอยู่ในห้องครัว ภาพที่ผมเห็นคือแดงกำลังยกกล่องโลหะสำหรับทดลองเพาะเชื้อขึ้นส่องดูภายในก่อนโยนเข้าเตาเผา

                "เพาะเชื้ออะไรอยู่หรือแดง"

                ผมเอ่ยถามหลังแอบเล็งดูว่ามีอะไรซ่อนอยู่ภายในกล่องโลหะจากเบื้องหลังของเขา

                "เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่ผมเพาะเชื้อส่งอาจารย์ครับ มันขยายพันธุ์จนเต็มกล่องแล้ว และเป็นช่วงสุดท้ายของสภาวะ Growth Curve (สภาวะที่เชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตอย่างเต็มที่จนอาหารและอากาศเริ่มหมด อีกทั้งยังสร้างมลพิษจนไม่สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้)"

                สมัยเรียนอนุบาลผมเกลียดวิชาชีวะมากที่สุด เพราะต้องจับสิ่งสกปรกหลายอย่างและจำเป็นต้องจับสิ่งที่ผมเกลียดที่สุดเพื่อทำการผ่าทดลอง ก็คือ กบ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมกระทรวงศึกษาถึงเร่งอัดวิชาเหล่านี้ให้พวกเราเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล แค่ฟิสิกส์ก็แทบอ้วกแล้ว ทั้งที่อีกไม่นานนัก การเรียนหนังสือก็จะไม่มีประโยชน์อีกต่อไปเพราะกาลสิ้นยุคใกล้เข้ามาทุกที

                วันนี้หมู่บ้านของเรานัดกันไปปฏิบัติธรรมที่ศาสนสถานขอบจักรวาราม เรียกว่าทั้งสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ก็ว่าได้ เพราะคนทั่วทั้งจักรวาลต่างออกเดินทางไปยังผนังจักรวาลกันทั้งนั้น

ความศักดิ์สิทธิ์ของสัปดาห์นี้ก็คือเป็นช่วงเวลาที่นักวิทยาศาสตร์และศาสดาพยากรณ์ของทุกศาสนาต่างทำนายตรงกันว่า ภาพเงาร่างมนุษย์ที่ปรากฏตรงช่องหน้าต่างจักรวาลจะหันรับแสง ทำให้พอจะมองเห็นใบหน้าที่เป็นปริศนามานับพันปีแล้วว่า ภาพบุคคลที่เป็นเงาดำย้อนแสงขนาดไพศาลมาตั้งแต่โบราณกาล เป็นองค์ศักดิ์สิทธิ์ของความเชื่อใดกันแน่

               

นับตั้งแต่มนุษย์สามารถเดินทางไปถึงขอบจักรวาลด้วยการใช้เส้นทาง "รูหนอนอวกาศทะลุจักรวาล" หรือเส้นทางทะลุมิติ สามารถย่นระยะทางจากเป็นล้านปีแสงให้กลายเป็นแค่พริบตาเดียวเท่านั้น และการสำรวจจักรวาลโดยอาศัยเส้นทางนี้ได้แพร่พันธุ์มนุษย์ออกไปทั่วจักรวาล การสำรวจครั้งสำคัญที่สุดก็คือ การเดินทางไปถึงขอบจักรวาล

นักบุกเบิกอวกาศในยุคนั้นต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าขอบจักรวาลเป็นผนังขนาดไพศาล ราวกับว่าห้วงอวกาศอันยิ่งใหญ่ถูกบรรจุอยู่ในห้อง ๆ หนึ่ง

ความอัศจรรย์พันลึกยังเพิ่มขึ้นเมื่อพวกเขาพบกับสิ่งที่ปรากฏอยู่บนผนังจักรวาล สิ่งที่ปรากฏอย่างชัดเจนก็คือ พวกเขาพบช่องหน้าต่างบนผนังด้วย แต่มันไม่ใช่หน้าต่างเล็ก ๆ มันเป็นหน้าต่างขนาดไพศาล พวกเขาค้นหาจุดสังเกตุการณ์ ณ ตำแหน่งหนึ่งในจักรวาล เพื่อจะสามารถสังเกตุการณ์ภาพหน้าต่างได้อย่างครอบคลุม เพราะ ณ ตำแหน่งผนังจักรวาล มนุษย์ไม่สามารถสังเกตุการณ์และวัดระยะความกว้างความยาวได้เลย ด้วยขนาดของมันมหึมาแบบไพศาล

การค้นพบทำให้นักบุกเบิกรู้สึกราวกับว่ามนุษย์ทะลุมิติไปชนผนังบ้านของยักษ์ตัวใหญ่ระดับจักรวาลตนหนึ่ง ซึ่งกำลังยืนหันหน้ามองผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้วงอวกาศอันไพศาล ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันทั้งโลกตลอดจนเหล่าบรรดามนุษย์ผู้นับถือศาสนาต่าง ๆ ตามดาวอาณานิคมทั่วจักรวาลว่า ภายนอกผนังจักรวาลคืออะไร เป็นสวรรค์ หรือเป็นอวกาศอยู่ภายนอกอีกชั้นหนึ่ง หรือเป็นนรก หรือเป็นสถานนิพพานแห่งความว่างเปล่า หรือเป็นที่สถิตย์ของเหล่าทวยเทพ หรือพระเจ้าทรงอยู่ข้างนอกนั้น หรือเป็นช่องทางที่พระศรีอาริย์จะเสด็จมาโปรดโลกในอนาคตข้างหน้า คำถามสำคัญที่สุดก็คือ ผู้ที่ปรากฏเป็นภาพเงาย้อนแสงขนาดไพศาลเป็นพระเจ้าของใคร นั่นเป็นแรกเริ่มของรอยปริร้าวทางความศรัทธาตั้งแต่ยุคโบราณ

ประวัติศาสตร์ช่วงนั้นบันทึกเรื่องราวการทำสงครามศาสนาเพื่ออวดอ้างว่าภาพบุคคลที่จ้องมองเข้ามาในห้วงอวกาศเป็นพระเจ้าของตนเอง นักประวัติศาสตร์เรียกช่วงเวลานี้ว่า "กลียุคแห่งศรัทธาที่ผนัง"

ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ในยุคนั้นก็พยายามส่งยานสำรวจลอดผ่านช่องหน้าต่างจักรวาลเข้าไปสำรวจว่า ภาพบุคคลย้อนแสงขนาดไพศาลคือปรากฏการณ์อะไรกันแน่ แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ ไม่มีการติดต่อกลับมาจากยานเหล่านั้น แค่เพียงลอยลำเข้าใกล้ ทุกสิ่งก็สูญสลายไปในพริบตา เครื่องสร้างรูหนอนอวกาศรุ่นล่าสุดก็ไม่สามารถทะลุออกไปนอกขอบเขตจักรวาลได้

ไม่ว่าจะด้วยวิทยาการหรือวิธีการใดใดก็ไม่สามารถนำข้อมูลจากเบื้องหลังผนังจักรวาลเข้ามาได้ มนุษย์จำเป็นต้องยอมจำนนต่อความลับจากภายนอกจักรวาลต่อไป แต่อย่างน้อยนักวิทยาศาสตร์ของโลกก็สามารถวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญบางอย่างอันเป็นผลให้สงครามศาสนาทั่วจักรวาลยุติลงชั่วคราว เพราะได้ข้อมูลที่แน่นอนแล้วว่าในเวลาไม่เกินร้อยปี ก็จะรู้ว่าผู้เป็นเจ้าของเงาไพศาลคือองค์ศักดิ์สิทธิ์ของความเชื่อใด เพราะจากการคำนวนและสังเกตการณ์ภาพเงาศักดิ์สิทธิ์ นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อสรุปอย่างเห็นพ้องต้องกันว่า ภาพบุคคลบนผนังจักรวาลมีการขยับเขยื้อน และกำลังหันด้านที่เป็นใบหน้าออกรับแสงสว่างที่เกิดขึ้นภายนอกผนังจักรวาล เมื่อถึงเวลานั้นก็จะเห็นใบหน้าชัดเจน

ทุกศาสนาทุกลัทธิจึงตกลงสงบศึกเป็นการชั่วคราวเพื่อรอดูใบหน้านั้น โดยมีข้อตกลงกันว่าถ้าภาพบุคคลนั้นปรากฏเป็นใบหน้าองค์ศักดิ์สิทธิ์ของความเชื่อใดก็จะยอมเปลี่ยนความเชื่อ แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะจะมีใครรู้บ้างว่าองค์ศักดิ์สิทธิ์ของความเชื่อใดมีลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไร การเตรียมศึกสงครามของแต่ละศาสนาโดยใช้กำลังเข้าบังคับคือแรงสนับสนุนให้เชื่อได้ง่ายที่สุด ทุกความเชื่อทุกศาสนาต่างใจจดใจจ่อรอเวลานั้น และเวลาที่จะเห็นใบหน้าก็ใกล้เข้ามาเต็มทีคืออาทิตย์นี้นั่นเอง

                ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่การจราจรทางอวกาศจะติดขัดยิ่งกว่าเทศกาลแสวงบุญ ณ ขอบจักรวาลครั้งใด ๆ  เพราะครั้งนี้เหล่าผู้ศรัทธาเฉพาะในดวงดาวของระบบสุริยจักรวาลต่างก็เดินทางเบียดเสียดเข้าไปในรูหนอนอวกาศ ณ สถานีทางด่วนดาวมฤตยู ซึ่งมีอยู่เพียง 10 ช่องทางเท่านั้น เดือดร้อนกระทรวงคมนาคมอวกาศสากล ต้องระเบิดรูหนอนอวกาศสร้างเส้นทางพิเศษเพิ่มอีก 10 ช่องทาง

                สิ่งที่เรียกว่าหนักและเข้มงวดที่สุดของการเดินทาง ก็คือการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำสถานีขนส่งอวกาศ เพราะช่วงเวลาที่สำคัญและอ่อนไหวเช่นนี้ผู้ก่อการร้ายทุกคนต่างกระหายอยากให้สงครามเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติ และวิธีการแฝงตัวไปสู่ขอบจักรวาลของเหล่าผู้ก่อการร้ายก็แยบยลมากยิ่งกว่าการปลอม DNA เพราะการตรวจสอบมนุษย์จากรหัส DNA ไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้อีกต่อไป มนุษย์สามารถสำเนารหัส DNA ทับรหัสเดิมได้ง่ายเหมือนการก๊อปปี้ไฟล์ในคอมพิวเตอร์ จนต้องเปลี่ยนวิธีการตรวจสอบผู้โดยสารด้วยการตรวจสอบ "รหัสจิตใต้สำนึก" ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดแทน ถ้ามันปลอมจิตใจกันได้ก็ให้มันรู้ไป

               

"เฮ้ย ! ยานยางแตกเหรอ"

                เสียงกระเป๋ายานอวกาศประจำทางตะโกนแซวคนขับยานอีกลำหนึ่งผ่านช่องสัญญาณวิทยุด้วยไมโครโฟนที่ติดอยู่ในหมวก

ทำให้บรรดาผู้โดยสารหันไปมองภาพนอกหน้าต่างยานอย่างพร้อมเพรียงกัน ภายนอกหน้าต่างปรากฏภาพยานโดยสารประจำทางสีเขียวสาย 71 ซึ่งก็เป็นสายเดียวกับที่ผมกำลังนั่งอยู่ ภาพยานลำใหญ่ขนาดตึกสิบชั้นลอยคว้างสงบนิ่งเหนือวงแหวนอุกกาบาตรอบดาวเสาร์

                "ยานพ่อมึงสิ ยางแตก มุขควายจริง ๆ"

                เสียงแตกพร่าดังสวนกลับมา มันดังทะลุลำโพงเก่า ๆ เหนือประตูทางเข้า น่าจะเป็นเสียงคนขับยานที่จอดเสียอยู่ตะโกนด่าเสียงดังลั่นยานที่พวกผมนั่งอยู่ จนป้าแสงแม่ของแดงทนไม่ไหว

                "พ่อหนุ่มปิดช่องสัญญาณวิทยุสากลเถอะพวกป้าจะนอน"

                ป้าแสงขอร้องขณะที่เด็กหนุ่มหัวเราะชอบใจต่อปฏิกิริยาจากฝ่ายตรงข้าม

                "อ้าวอีแก่ ! แก่ก็อยู่ส่วนแก่สิ นี่วัยรุ่นเขาจะคุยกัน อยากหยุดความแก่แค่วันนี้หรือ หุบปากไปเลยจะดีกว่า"

                เสียงกระเป๋าอวกาศตะคอกกลับมาอย่างเดือดดาล

                ป้าแสงเงียบทันที ผู้โดยสารประมาณ 200 คนต่างนิ่งเงียบ บางคนแกล้งหันหน้ามองนอกหน้าต่างดูฝูงอุกกาบาตที่ลอยผ่านไป บางคนก็ทำเป็นหลับ ผมก็เหมือนกันกำลังตั้งใจอ่านหนังสือเตรียมสอบซ่อมอยู่พอดี

                ช่วงเวลาอันเคร่งเครียดและน่าเบื่อหน่ายถูกทำให้เบาขึ้นด้วยเสียงเพลงลูกทุ่ง บทเพลงอันทรงเอกลักษณ์ที่สุดของเผ่าพันธุ์ที่เคยเรียกตัวเองว่า "ไทย" ซึ่งผมก็สืบเชื้อสายมาจากเผ่าพันธุ์โบราณนี้ แต่คงเหลืออยู่ในสายเลือดไม่ถึงหนึ่งในล้าน มันเจือจางไปมากนับตั้งแต่มีการขยายตัวของเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปทั่วจักรวาล โดยไม่แบ่งแยกชนชาติ การเร่งผลิตมนุษย์กลายเป็นภารกิจเร่งด่วนสำหรับการครองจักรวาลในยุคเริ่มต้นของการบุกเบิก

ท่วงทำนองหวานแว่วดังผ่านลำโพงผุ ๆ เนื้อหาพูดถึงความโศกเศร้าของชายคนหนึ่ง ผู้ได้เดินทางจากชายคนรักไปรบที่กาแล็คซี่ 88 และสุดท้ายชายคนรักที่เฝ้ารอเขาอยู่บนโลกก็หนีไปมีชายคนใหม่

                น่าสงสารจัง ผมก็เคยมีแฟนเป็นผู้ชายสมัยยังเรียนอยู่ประถม โดยคุณพ่อและคุณแม่ของผมก็ยินยอมอนุญาตให้เรามีความสัมพันธ์กัน แต่มันก็ยั่งยืนอยู่ได้ไม่นานนัก แฟนผมก็จากไปมีแฟนเป็นผู้หญิงตอนเรียนมัธยมต้นและปัจจุบันฆ่าตัวตายไปแล้วทั้งคู่

ยิ่งฟังเพลงยิ่งเจ็บแปล๊บทรมานหัวใจ แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นอดีตไปเสียแล้ว เพราะตอนนี้ผมได้เจ้าแดงลูกป้าแสงมาช่วยเยียวยาใจโดยการชักนำจากป้าแสงเอง ที่เหลือเพียงแค่รอให้ร่างกายของเจ้าแดงพร้อมอีกนิดเท่านั้น

                ผมหันไปมองเจ้าแดงผู้กำลังเพ่งมองยานอวกาศจำนวนมหาศาลเข้าคิวรอเข้าช่องทางรูหนอนอวกาศแน่นขนัดทั้ง 20 เลน โดยมีภาพดาวมฤตยูส่องแสงสีเหลืองปนเทาหม่นเป็นพื้นหลังช่วยขับให้ภาพฝูงยานอวกาศจำนวนมากดูเด่นมากขึ้น

ความจริงมนุษย์ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปถึงขอบจักรวาลก็ได้ ถ้ามนุษย์ผู้นั้นไม่ศรัทธาต่อความเชื่อใดเลย ทีวีก็มีการถ่ายทอดสดผ่านช่องสัญญาณรูหนอนอวกาศพิเศษของพวกไร้ศาสนา ซึ่งมีให้ชมอยู่นับร้อยช่อง แต่ละช่องต่างพร้อมใจกันถ่ายทอดปรากฏการณ์นี้และช่วยกันวิเคราะห์ผ่านแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์จนเอียน แต่สำหรับผู้มีศาสนาในหัวใจต่างก็ไม่มีใครอยากดูปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่ประวัติศาสตร์จักรวาลเริ่มต้นผ่านจอทีวี ทุกคนต่างต้องการไปพิสูจน์ให้เห็นกับตาตัวเองว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เขาศรัทธาหน้าตาเป็นอย่างไร

                "พี่เอกดูทีวีสิครับ"

                เสียงแดงปลุกผมจากการจมอยู่ในภวังความคิดให้หันไปมองจอทีวีที่ติดตรงฝาผนังกั้นระหว่างห้องนักบินกับห้องผู้โดยสาร เป็นภาพนักข่าวเดนตายคนหนึ่งกำลังถ่ายทอดสดการทำพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับเหล่าทหารของกองทัพศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดในจักรวาล กำลังทหารจำนวนนับล้านต่างตะโกนชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองเสียงดังก้องดวงดาว ซึ่งร่ำลือกันว่าดาวดวงนี้เป็นฐานทัพที่มีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดที่สุดในเอกภพ

เสียงผู้รายงานข่าวเล่าถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อทำสงครามศาสนาครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของแต่ละศาสนาเพื่อต้อนรับใบหน้าศักดิ์สิทธิ์ด้วยการพลีชีพ ทีวีตัดภาพไปยังหมู่ดาวต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งฐานทัพของแต่ละศาสนา และเมื่อภาพตัดมายังนักข่าวคนเดิม ภาพบนจอก็สร้างความรู้สึกประหลาดใจให้กับผู้ชมรายการข่าวทั่วจักรวาล เพราะจู่ ๆ นักข่าวก็ตะโกนชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตัวเองนับถือ แต่ไม่ได้เป็นที่นับถือของกองทัพในดาวดวงที่กำลังถ่ายทอดสด เขาวิ่งไปยังปะรำพิธีบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกองทัพ ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าทหารที่ปรากฏผ่านจอ ทันใดนั้นเสียงระเบิดดังกึกก้องและภาพในจอก็ดับวูบไปทันที

                เสียงฮือฮาอย่างพึงพอใจต่อภาพหายนะสด ๆ ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาทุกคนภายในยาน สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผมและขบวนผู้แสวงบุญยิ่งกว่าการถ่ายทอดสดสงครามศาสนาคราวก่อน เพราะคราวนี้ตากล้องวิ่งตามนักข่าวพลีชีพเข้าไปอย่างเกาะติดสถานการณ์

หลังเหตุการณ์ระเบิดผ่านไปไม่ถึง 30 วินาทีภาพสัญญาณทีวีก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง การถ่ายทอดสดยังดำเนินต่อไปโดยนักข่าวสำรองอีกคนที่รีบลงจากยานเข้าไปรับช่วงรายงานสดต่อจากคนเดิม

ภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏสด ๆ ร้อน ๆ บนจอต่างไปจากภาพความน่าเกรงขามของกองทัพเมื่อครู่ บนจอมีแต่ภาพศพคนตายนับหมื่นนับแสนกองระเกะระกะ มันคือหายนะและจุดกระตุ้นให้เกิดสงครามเร็วยิ่งขึ้น เสียงร้องขอความช่วยเหลือและเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดดังระงม นักข่าวคนใหม่รายงานว่าเมื่อสักครู่เป็นการใช้ระเบิดคว้ากพลีชีพของฝ่ายตรงข้าม นี่คือเทคโนโลยีทางการทหารล่าสุดด้วยการตัดต่อรหัสพันธุกรรมร่างกายมนุษย์ให้กลายเป็นระเบิด ร่างกายมนุษย์นี่แหละเป็นลูกระเบิดที่มีความรุนแรงกว่าระเบิดไฮโดรเจนนับ 100 เท่า และขณะนี้กำลังทหารของสหพันธ์เอกภพกำลังเคลื่อนกองทัพเข้าควบคุมสถานการณ์เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงเดิม คือให้ทุกฝ่ายรอการเผยใบหน้าองค์ศักดิ์สิทธิ์ก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที

ภาพบนจอโทรทัศน์ถ่ายทอดการสัมภาษณ์กลุ่มกองโจรแต่ละกลุ่มที่อ้างความรับผิดชอบ เชื่อได้เลยว่าตอนนี้คนดูกว่าค่อนจักรวาลต่างเปลี่ยนมาดูช่องสัญญาณนี้กันหมดแน่

เหตุการณ์ยังไม่คลี่คลายในทันที เพราะทันใดนั้นภาพบนจอมีความเคลื่อนไหวของเหล่านักรบที่รอดตายจำนวนนับร้อย พวกเขาส่งเสียงโห่ร้องด้วยความเคียดแค้นวิ่งกรูมายังนักข่าว แต่นักข่าวคนใหม่ยังยืนหยัดรายงานสดอย่างไม่สะทกสะท้าน การฉีกเนื้อเป็นชิ้น ๆ ถูกถ่ายทอดสดออกไปทั่วจักรวาล

                เสียงสูดปากดังซี้ดซาดอย่างหวาดเสียวขณะสายตาของทุกคู่บนยานจับจ้องจอโทรทัศน์

                "พี่เอกผมเบื่อจังเลย ทำไมพวกเราไม่เบื่อกันบ้าง นี่กำลังจะไปแสวงบุญกันอยู่ไม่ใช่หรือ"

                เสียงแดงถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจกับพฤติกรรมที่ขัดกับความตั้งใจในการเดินทาง

                "แดงต้องเข้าใจนี่เป็นวิธีฝึกจิตอีกรูปแบบหนึ่ง ถ้าเราเห็นสภาพความตายจนชิน มันจะทำให้เราเข้มแข็งและสามารถเผชิญความตายได้อย่างกล้าหาญ"

                ผมอธิบายให้แดงสุดที่รักฟัง อ้อ ลืมบอกไปว่า ศาสนาของผมไม่เหมือนศาสนาอื่น ๆ ที่เก่าคร่ำครึศาสนาของผมคือ "ศาสนาหัตถาสวรรค์" "ศาสดาวิทยา" ผู้นำศรัทธาของผมได้นำทางสว่างที่แท้จริงมาสู่มนุษย์ ท่านแสดงตัวเป็นผู้นำสารศักดิ์สิทธิ์หลังการปรากฏพระฉายแห่งองค์ผู้นำทางสู่ฝั่งสวรรค์ พระองค์ทรงพระนามว่า "องค์หัตถา" ศาสดาวิทยาได้สั่งสอนวจนะอันอัศจรรย์สร้างความซาบซึ้งให้กับเหล่าสาวก ด้วยความจริงที่ว่าองค์ผู้เสด็จมารับกำลังจะเอื้อมหัตถ์ผ่านช่องผนังจักรวาลมารับเหล่าผู้ศรัทธาในพระองค์ ศาสดาวิทยาได้สร้างสถานศักดิ์สิทธิ์เพื่อรองรับหัตถ์ศักดิ์สิทธิ์ขององค์หัตถา ชื่อสถานศักดิ์สิทธิ์คือ "ศาสนสถานขอบจักรวาราม"

                ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่เหล่าสาวกขององค์หัตถาจำนวนหลายพันล้านทั่วจักรวาลต่างมุ่งหน้ามายัง สถานศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เพื่อเฝ้ารอองค์ผู้เปี่ยมกรุณายื่นหัตถ์เข้ามาในจักรวาลอันเล็กน้อยเพื่อรับเหล่าสาวกผู้ภักดี

                หลังจากยานจอดรอคิวอยู่นาน ยานบขส.ก็เข้าสู่ช่องทางรูหนอนอวกาศหมายเลข 13

                "ทำไมเข้าช่องนี้ มันเป็นตัวเลขแห่งความโชคร้าย กูนับถือศาสนาโชคดีนะโว้ย!"

                เสียงผู้โดยสารคนหนึ่งโวยวายขึ้นหลังจากเห็นตัวเลขช่องทางเข้ารูหนอนอวกาศปรากฏภายนอกหน้าต่างยานอวกาศสาย 71

                "ลูกพี่หุบปากไปเลยดีกว่า อย่าเรื่องมาก ช่องไหนมันก็เหมือนกันทั้งนั้นแหละ และที่สำคัญ กูนับถือเลข 13 โว้ย ! มึงลบหลู่ท่าน มึงต้องตาย!"

                เสียงกระเป๋ายานอวกาศตะโกนเหมือนคนบ้า อันเป็นลักษณะชีวิตของคนที่นับถือลัทธิเลข 13 ลัทธินี้มีสาวกอยู่นับล้าน ส่วนใหญ่เป็นพวกวัยรุ่นผู้ศรัทธาความชั่วร้ายทุกประเภท ผู้เผยแพร่ประจำศาสนาหัตถาสวรรค์ต้องตายไปจำนวนมาก เพราะพยายามชักชวนให้คนกลุ่มนี้ศรัทธาองค์หัตถา และขณะนี้ดูเหมือนผู้โดยสารผู้เกลียดชังเลข 13 กำลังจะโชคร้ายเสียแล้ว เพราะกระเป๋าอวกาศย่างสามขุมมือถือไขควงตรงไปยังที่นั่งของผู้ศรัทธาใน "ศาสนาโชคดี" ท่ามกลางความเงียบของผู้โดยสาร

                ผมดูเหตุการณ์สักพักหนึ่งจึงหยิบโทรศัพท์กดเบอร์เรียกตำรวจ "ควบคุมศรัทธา" ประจำสถานีมฤตยูให้ขึ้นมาช่วยเหลือ

                การต่อสู้ดุเดือดกว่าที่คิดเพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าพวกลัทธิ 13 เป็นพวกบ้าเลือด ไม่มีใครอยากสู้ด้วย ตอนแรกคิดว่าผู้โดยสารคนนั้นคงตายในทันที แต่ขณะนี้ผู้โดยสารคนนั้นกระโจนเข้าประชิดตัวพร้อมกับระดมหมัดไปที่ใบหน้าเด็กหนุ่มอย่างไม่ให้ทันตั้งตัว เด็กหนุ่มเซถลาไปตามแรงหมัด

                ขณะเดียวกัน ผมก็รายงานสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นบนยานให้ตำรวจที่รับสายฟัง แต่ตอนนี้ตำรวจคงมาช้าไปเสียแล้ว ร่างชายผู้นับถือศาสนาโชคดียืนคร่อมร่างเด็กหนุ่มกระเป๋าอวกาศผู้นอนนิ่งบนทางเดินกลางลำยานพร้อมกับใช้เท้ากระทืบลงไปบนใบหน้าเด็กหนุ่ม จนรองเท้าเปรอะเปื้อนเลือดเต็มไปหมด

                เขายังกระทืบต่อไปขณะที่ตำรวจนับสิบคนวิ่งกรูเข้ามาจากประตูทางเข้า ตำรวจควบคุมศรัทธาวิ่งเข้าล็อคคอล็อคแขนผู้โดยสารบ้าเลือดคนนั้น

                "ปล่อยกู ! กูบอกแล้วว่าเลข 13 เป็นตัวซวย เห็นไหมกูซวยแล้ว โฮ    ๆ "

                เสียงร้องไห้โหยหวนดังไกลออกไปพร้อมกับกลุ่มตำรวจควบคุมศรัทธา ผู้ไม่เคยควบคุมศรัทธาอะไรได้เลย

                ร่างเด็กหนุ่มถูกยกใส่เปลผ่านทางเดินข้างที่นั่งผม ผมเห็นสภาพของเขาอย่างชัดเจน

 ผมจ้องดูอย่างเต็มตาเพื่อให้ประทับในความทรงจำทุกรายละเอียด องค์ศาสดาวิทยาบอกว่า ยิ่งเรารับรู้ความตายมากเท่าไรยิ่งเป็นที่พอพระทัยขององค์หัตถา

                ใช่แล้ว ผมรอให้เด็กหนุ่มถูกกระทืบใกล้จะตายก่อน จึงโทรเรียกตำรวจเพียงเพื่อให้มาเก็บศพเท่านั้น และโชคดีที่ไม่มีใครโทรก่อนผม ผมต้องการซึมซับประสบการณ์ความตายของผู้ไม่ยอมรับองค์หัตถาเพื่อเตรียมชีวิตก่อนมุ่งสู่สถานศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นจึงไม่ผิดหวังเลยที่ได้ขอร้องคนขับยานให้เข้าช่องทางหมายเลขนี้ เพราะสาวกศาสนาโชคดีจิตอ่อนก็มีจำนวนมหาศาลเช่นกัน

                ช่างเป็นการเดินทางที่โชคดีจริง ๆ

                "เมื่อกี้เธอเห็นรึเปล่า ลูกตากระเด็นออกมาเลยนะ"

                เสียงพูดคุยดังกระหึ่ม ขณะที่ยานเริ่มออกเดินทางโดยพุ่งเข้าสู่รูหนอนอวกาศหมายเลข 13

               

"...ขณะนี้เราถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ ท่านผู้โดยสารกรุณาตรวจสอบดูสิ่งของและสัมภาระของท่านก่อนลงจากยาน"

                เสียงจากลำโพงแจ้งเตือนให้ทุกคนเตรียมตัวลงจากยานได้แล้ว

                ผมก้าวเดินเข้าสู่สถานีขนส่งอวกาศขอบจักรวาล สถานีขนส่งไกลที่สุดในจักรวาล พร้อมกับทรุดตัวลงกราบนมัสการผู้อยู่เบื้องหลังผนังจักรวาลพร้อมกับผู้โดยสารจำนวนนับล้าน โดยพุ่งกระแสจิตศรัทธาสู่เบื้องบนเหนือสถานีอวกาศในบริเวณลานนมัสการประจำ "สถานีขอบจักรวาล" ก่อนจะเข้าสู่การตรวจสอบอย่างเข้มงวดอีกครั้งหนึ่ง ที่นี่เป็นชุมทางสำหรับกระจายผู้โดยสารที่จะเดินทางมุ่งสู่ศาสนสถานของแต่ละความเชื่อ ซึ่งสร้างกระจายอยู่ตลอดแนวช่องหน้าต่างผนังจักรวาล

สถานีแห่งนี้สร้างด้วยการนำฝูงอุกกาบาตนับล้านดวงมาเชื่อมต่อกันเป็นแพยาวคู่ขนานไปกับผนังจักรวาล ซึ่งเป็นตำแหน่งที่อยู่ริมกรอบด้านล่างของช่องหน้าต่างภาพพระฉายขนาดไพศาล

สถานีชุมทางแห่งนี้ถูกกำหนดให้เป็นดินแดนแห่งความเป็นกลางทางศรัทธา ที่นี่ถือว่าเป็นนครที่ไม่มีวันอับแสงเพราะแสงสว่างจากช่องหน้าต่างผนังจักรวาลที่อยู่เหนือนครแห่งนี้ส่องสว่างยิ่งกว่าดวงอาทิตย์นับล้านดวง ภายนอกโดมกระจกของเมืองลอยฟ้าถูกห้อมล้อมด้วยแสงสว่างเจิดจ้า ที่นี่จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า "เมืองอวกาศขาว"

                ผมแหงนหน้ามองทะลุเพดานกระจกกรองแสงขนาดยักษ์ที่ครอบเมืองลอยฟ้าแห่งนี้ เพ่งมองไปยังบานหน้าต่างจักรวาลเบื้องบน ด้วยระยะใกล้ขนาดนี้เทียบกับขนาดไพศาลของหน้าต่างที่มีความกว้างยาวจนวัดเป็นปีแสงไม่ได้ ต้องใช้จำนวนรูหนอนอวกาศที่จะต้องเดินทางเชื่อมต่อกันเป็นการบอกระยะทางแทน จำนวนก็คือ100 รูหนอนเลยทีเดียวจึงจะถึงกรอบหน้าต่างด้านข้างที่ตั้งชันขึ้นไปยังอวกาศเบื้องบน

ความจริงแล้วจากตำแหน่งของเมืองนี้ไม่มีทางที่จะเห็นใบหน้าศักดิ์สิทธิ์ได้เลย เพราะอยู่ใกล้เกินไป แต่การถ่ายทอดสดทางกล้องทีวีจากตำแหน่งใจกลางจักรวาล สามารถจับภาพได้ชัดเจน ด้วยช่องสัญญาณรูหนอนพิเศษถ่ายทอดไปทั่วเอกภพ

การส่งสัญญาณภาพด้วยแสงช้าเกินไปในยุคนี้ กว่าจะส่งข้อมูลภาพไปถึงอาณานิคมต่าง ๆ ทั่วจักรวาล มนุษย์คงตายไปหลายชั่วโคตรเลยทีเดียวกว่าจะได้รับสัญญาณภาพ ดังนั้นรูหนอนอวกาศจึงเป็นสิ่งที่เข้ามาแทนการสื่อสารทุกอย่างในยุคโบราณ ไม่ว่าจะเป็นคลื่นวิทยุ สัญญาณแสงและทุก ๆ อย่างที่ใช้เป็นพาหะในการสื่อสารทั้งปวง รูหนอนอวกาศสามารถฝ่ากระแสความจำกัดของเวลา มันวิ่งทะลุมิติของพื้นที่ที่ห่างไกลกันเป็นล้าน ๆ ปีแสงในพริบตา

                วันนี้ที่สถานศักดิ์สิทธิ์ขอบจักรวารามยังไม่มีการประกอบพิธีกรรม ผู้นำศรัทธากลุ่มผมให้อิสระในการท่องเที่ยวในเมืองก่อนจะเริ่มประกอบพิธีในวันรุ่งขึ้นอันเป็นวันที่ศาสดาวิทยาประกาศเป็นวันบริสุทธิ์ที่เหล่าสาวกทุกคนจะต้องมาร่วมชุมนุมกัน

ศานสถานขอบจักรวารามก่อสร้างในตำแหน่งที่คำนวนแล้วว่า เป็นบริเวณที่พระหัตถ์ซ้ายขององค์หัตถาจะยื่นออกมาจากช่องหน้าต่างจักรวาล ไม่มีใครรู้ว่าทำไมต้องเป็นหัตถ์ข้างซ้าย มีเพียงผู้เดียวที่รู้พระประสงค์คือศาสดาวิทยาเท่านั้น สถานศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้นี่แหละที่ตัวผมและเหล่าสาวกจะต้องเดินทางในวันรุ่งขึ้น มุ่งไปตามทางเลียบเมือง ปลายทางอยู่ห่างออกไปประมาณห้าปีแสงจากชุมทางแห่งนี้

เราจะเดินทางไปโดยทะลุรูหนอนอวกาศระยะสั้นแต่เป็นรูหนอนที่พัฒนาขึ้นให้มีมิติของเวลาเข้ามาควบคุมด้วย แทนที่จะเป็นการเดินทางแบบปุ๊บปั๊บถึงที่หมายอย่างรูหนอนโบราณ เพราะการให้มีมิติเวลามาช่วย ทำให้การเดินทางด้วยรูหนอนอวกาศได้รับความรื่นรมย์จากทิวทัศน์สองข้างทางมากขึ้น อันก่อให้เกิดประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว

                ผมและกลุ่มเข้าพักในโรงแรมที่ทางศาสนสถานจัดเตรียมสำหรับศาสนิกชนผู้ศรัทธาในองค์หัตถาเพื่อชำระร่างกายและจิตใจก่อนออกเดินทางพรุ่งนี้...

               

...ยานสีขาวบริสุทธิ์ลำมหึมาสูงประมาณตึก 100 ชั้นจอดรออยู่บริเวณช่องปล่อยยาน VIP ยานของเราดูสง่างามที่สุดท่ามกลางยานจำนวนมากที่จอดอยู่ในลานสถานีปล่อยยานขนาดยักษ์ ในคู่มือสำหรับผู้โดยสารได้อธิบายถึงการออกแบบทุกชิ้นส่วนของยานล้วนแต่มีความหมายทางความศรัทธา เพื่อให้สมกับยานของศาสนาเรา

ศาสนาของเรามั่งคั่งด้วยการอวยพรจากองค์หัตถาและผู้ศรัทธาต่างช่วยกันบริจาคอย่างไม่เห็นแก่ตัว ดวงวิญญาณของมนุษย์ผู้จะได้รับการปลดปล่อยต่างหากสำคัญที่สุด ขบวนของเราต่อแถวยาวเหยียดเพื่อขึ้นยาน "หัตถาศรัทธา1" ทุกคนต่างแต่งกายด้วยชุดขาวบริสุทธิ์ดูน่าเลื่อมใสจนคนที่เชื่อในศาสนาอื่นต่างหันมองดูด้วยความตะลึง เราเดินเข้าไปเป็นขบวนและแยกตามกลุ่มที่แบ่งกันไว้ แต่ละกลุ่มแยกกันขึ้นลิฟท์ภายในยานและแยกกลุ่มไปยังที่นั่งตามหมายเลขของแต่ละคน

                ผมยกแดงขึ้นบนเบาะที่นั่งสีขาวติดกับหน้าต่างกระจกใสบนที่นั่งชั้น 7 ของตัวยาน

                "เมื่อองค์หัตถาทรงเอื้อมพระหัตถ์มารับเรา แดงก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป การบ้านก็ไม่ต้องทำ ไม่ต้องเรียนหนังสือ ไม่ต้องไปทดลองกับเชื้อโรคสกปรก เพราะเราจะไปอยู่กับผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เราจะอยู่ด้วยกันตลอดนิรันดร" ผมกุมมือแดงขึ้นมาแนบอก แดงพอจะเข้าใจความหมายสิ่งที่ผมกระทำต่อเขาอยู่บ้าง และท่าทางเขาก็ดูจะพึงพอใจผ่านรอยยิ้มสดใส

                ยานค่อย ๆ แล่นออกจากท่าเทียบยาน และลอยสูงขึ้นจากพื้นเพื่อปรับทิศทางสู่เส้นทางเลียบนครอวกาศขาว

                "พี่เอกครับนั่นอะไร"

                หอคอยสูงปรี้ดสร้างบนอุกกาบาตก้อนยักษ์บริเวณขอบเมือง หอสูงเอียงขึ้นไปยังอวกาศขาวเบื้องบน เหมือนกิ่งไม้ยักษ์พาดสู่แสงสว่างแห่งหน้าต่างองค์ผู้สถิตย์เบื้องหลัง

                "อ๋อ นั่นเป็น "หอคอยกระโดด" ของพวกนับถือตัวเอง พวกเขาเชื่อว่าวิธีการที่จะเข้าสู่สวรรค์ได้ ก็โดยการปฏิบัติที่จริงใจที่สุดคือ กระโดดเข้าไปเลย"

                "หมายความว่าพวกเขากระโดดเข้าสู่หน้าต่างจักรวาลดื้อ ๆ เลยหรือครับ"

                แดงถามด้วยความทึ่งต่อวิธีคิดของลัทธินี้

                "ใช่แล้วหอคอยที่เห็นอยู่เป็นสะพานที่สร้างขึ้นเพื่อพาคนพวกนี้ไปสู่ตำแหน่งที่ใกล้ที่สุด และพวกเขาก็กระโดด ช่างเป็นวิธีที่โง่เขลาแท้ ๆ"

มนุษย์คือใครกันเล่าถึงมีอำนาจกำหนดหนทางไปสู่สวรรค์ มันช่างน่าหัวร่อต่อความผยองของมนุษย์ที่บังอาจกระโดดเข้าไปอย่างโง่เขลา ผมคิดว่าเราคงต้องรอฟังวิธีการเข้าสู่สวรรค์จากผู้อยู่ในนั้น ไม่ใช่คิดเอง ทำเอง แล้วก็ไม่รู้ว่าไปถึงจริงหรือไม่

                ตลอดทาง ผมเห็นภาพที่ปรากฏสองข้างส่วนใหญ่จะเป็นศาสนสถานของแต่ละศาสนา ซึ่งมีจำนวนนับล้านแห่ง ทั้งที่ถูกสร้างมาตั้งแต่สมัยเริ่มต้นของเมืองอวกาศขาวและที่กำลังก่อสร้างใหม่อีกเป็นจำนวนมาก เหล่าผู้ทำงานก่อสร้างต่างทุ่มทั้งชีวิตสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมด้วยความวิจิตรบรรจงโดยไม่คิดค่าแรง เพราะสิ่งที่เขาได้รับเป็นค่าจ้างคือจิตใจที่อิ่มเอิบผ่านการเสียสละแรงงานสนับสนุนศรัทธาของตัวเอง

                "นั่นไงพี่เอกยอดโดมทองคำ !"

                การเดินทางใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงศาสนสถานขอบจักรวาราม ยอดโดมปรากฏเด่นชัดที่สุดท่ามกลางหมู่วิหารอันโอ่อ่าของศาสนาอื่น ๆ แม้แต่ศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดในจักรวาลโบสถ์ยังใหญ่ไม่ถึงครึ่งของศาสนสถานขอบจักรวาราม ยอดโดมทองคำสูงจนเกือบถึงหลังคากระจกที่ครอบนครศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ความมั่งคั่งของศาสนาเราดึงดูดผู้คนให้หันมายอมรับนับถืออย่างยินยอมพร้อมใจ อีกทั้งหลักการยังน่าเลื่อมใสด้วยคำสั่งสอนที่ว่า ความรักบริสุทธิ์จะต้องก้าวข้ามความเป็นเพศ ไม่มีหญิงไม่มีชาย ทุกคนล้วนสามารถรักกันทั้งทางกายและใจได้อย่างไร้ขอบเขต  ส่วนความตายเป็นผลของความรัก  รักจนสามารถสละชีพตัวเองเพื่อผู้ที่รัก และช่วยเหลือคนนอกศรัทธาด้วยการหยิบยื่นความตายให้พวกเขา เพราะเราเชื่อว่า มือของเราได้รับพลังอำนาจจากองค์หัตถาที่จะทำให้เขาไปสู่สวรรค์ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือคนเหล่านั้นให้หลุดพ้นได้เช่นกัน ศาสนาเราจึงงดงามยิ่งกว่าศรัทธาใด

                ยานค่อย ๆ ลอยตัวลงจอดบนพื้นสนามหญ้าสีเขียวกว้างใหญ่หน้าโดมทองคำ สิ่งก่อสร้างทุกชิ้นสร้างด้วยทองคำทั้งสิ้น เพื่อให้สมกับพระหัตถ์ขององค์หัตถายามเมื่อเอื้อมลงมาสัมผัสศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ รูปหล่อทองสัมฤทธิ์ศาสดาวิทยาตั้งเด่นอยู่กลางสนามหญ้า ศาสดาผู้ถ่อมตนประกาศความไม่คู่ควรเทียบเท่าองค์หัตถา ท่านมิอาจยอมให้สร้างรูปหล่อด้วยทองคำ เพียงทองสัมฤทธิ์เพื่อเป็นอนุสรณ์ตัวแทนผู้รับใช้ก็พึงใจแล้ว เหล่าบรรดาสาวกจำนวนนับล้านนั่งขัดสมาธิ เรียงรายอย่างเป็นระเบียบไปจนสุดตา ไม่มีที่ไหนศักดิ์สิทธิ์และสงบได้เท่าที่นี่ไม่มีอีกแล้ว ผู้นำกลุ่มศรัทธาของผมเดินนำหน้าไปยังบริเวณที่นั่งเพ่งจิตตามที่จัดสรรไว้

                หลังจากทรุดนั่งบนพื้นหญ้าตามตำแหน่ง การเพ่งจิตถึงองค์หัตถาด้วยพลังแห่งศรัทธาจากเหล่าสาวกนับล้านก็มีจิตศรัทธาของผมร่วมด้วย

การสนทนาทางกระแสจิตสร้างความอิ่มเอิบ ผมรู้สึกถึงสภาวะที่เปลี่ยนไปเสมอยามเพ่งจิตถึงองค์หัตถา การนั่งก็ไม่ใช่การนั่งอีกต่อไปเพียงแต่จำได้ว่าเริ่มต้นด้วยท่านั่ง ร่างกายที่มีก็เหมือนไม่มี เพราะจิตผมและองค์หัตถารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

ผมรู้สึกถึงพลังที่ยกวิญญาณขึ้นสูง หัตถ์ที่ช้อนจิตวิญญาณของผมคือแสงสว่าง ไม่มีความถูกความผิด ทุกอย่างในหัตถาคือเอกสิทธิ์ ผมเป็นขององค์ศักดิ์สิทธิ์ และองค์ศักดิ์สิทธิ์คือผู้กำหนดทุกอย่างในชีวิต และบนหัตถ์อันศักดิ์สิทธิ์มีผมและเจ้าแดงกำลังแสดงศรัทธาด้วยวิถีทางกายอันบริสุทธิ์ต่อหน้าเพื่อถวายบูชา  อา ใช่แล้ว นี่แหละคือศรัทธาแท้

                หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความอิ่มเอิบทางจิต ก็ถึงเวลาเปิดเปลือกตาเพื่อเพ่งมองพระพักตร์จากโสตประสาทเนื้อหนัง มันเป็นวาระแห่งการเฝ้าดูแทนการเพ่งด้วยจิต โดยความเชื่อในศาสนาเรา เราเชื่อเสมอว่า องค์ศักดิ์สิทธิ์ทรงรับเราขึ้นไปเสมอในฝ่ายจิตวิญญาณ แต่การถูกรับขึ้นไปทั้งร่ายกายจากสถานที่แห่งนี้ ก็นับเป็นพระกรุณาอันไพศาล สาวกจำนวนมากจึงเดินทางมาที่นี่เพื่อให้องค์หัตถายกร่างกายขึ้นสู่สวรรค์

หรือเบื้องหลังผนังจักรวาล

                "เหล่าสาวกแห่งองค์หัตถาทุกคน วันนี้แหละที่องค์ศักดิ์สิทธิ์ของหมู่เราจะสำแดงพระพักตร์  เพื่อให้จักรวาลอันน่าเศร้าต้องหันกลับมาหาองค์หัตถา เพื่อปวงประชาแห่งความสุขจะทวีขึ้นด้วยการสำแดงพระพักตร์ หมู่เราจะเป็นหมู่แรกที่องค์หัตถาจะยื่นพระหัตถ์มารับเรา จงภูมิใจในศรัทธาของท่านเถิด"

                เสียงปราศรัยของศาสดาวิทยาถูกถ่ายทอดผ่านเครื่องขยายเสียงออกไปท่ามกลางหมู่สาวก ท่ามกลางเสียงขานรับพร้อมกันดังกระหึ่ม

                "ขอให้องค์หัตถาครองเอกภพเทอญ !"

                ภาพถ่ายทอดสดถูกยิงขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นภาพสามมิติใหญ่มหึมาเพื่อให้คนนับล้านได้ชื่นชมพร้อมเพรียงกัน เบื้องบนปรากฏภาพเงาดำขององค์ศักดิ์สิทธิ์ตัดกับแสงสว่างเจิดจ้า ณ เบื้องหลังของพระองค์ เสียงโห่ร้องอย่างกระตือรือร้นเปี่ยมด้วยความศรัทธาดังกระหึ่มเป็นระลอกเหมือนคลื่นพายุสุริยะพัดผ่าน

น้ำตาของสาวกจำนวนมากหลั่งไหลด้วยความปีติยินดี และอีกนับไม่ถ้วนไม่สามารถครองสติตัวเองได้อีกต่อไป พวกเขากรีดร้องด้วยเสียงโหยหวน บ้างก็ลงไปนอนคร่ำครวญด้วยความสำนึกผิดต่อศรัทธาของตัวเองที่มีอยู่เพียงน้อยนิด สำหรับผมแล้วมีแต่จิตใจอันอิ่มเอิบ ปราศจากความกังวลใดใดทั้งสิ้น ใช่แล้วจิตผมถูกชำระให้บริสุทธิ์ผ่านการเพ่งจิตอย่างสมบูรณ์แบบ

                เสียงอธิบายผ่านทางจอทีวีให้ข้อมูลว่า แค่มีแสงเพียงเล็กน้อยกระทบเสี้ยวพระพักตร์ก็สามารถจำลองภาพพระพักตร์และเบื้องหลังภายนอกช่องหน้าต่างจักรวาลให้เห็นได้ ว่าภายนอกนั้นคืออะไรบ้าง แน่นอนว่าช่องสถานีนี้เป็นของศาสนาเรา

                ขณะที่เหล่าสาวกเพ่งมองภาพเบื้องบนเหนือโดมทองคำ ภาพศาสดาวิทยาปรากฏขึ้นในกรอบตรงมุมล่างของภาพสามมิติ

                "เหล่าผู้ศรัทธาองค์หัตถาเอ๋ย เรามีสารจากองค์ศักดิ์สิทธิ์มาถึงท่านทั้งหลาย วจนะอันประเสริฐ มอบแด่พวกท่านที่ชุมนุมอยู่ที่นี่เท่านั้น"

"องค์ศักดิ์สิทธิ์ของเราประทานพระดำรัสว่า "เราจะเตรียมประชากรรุ่นแรกของเรา และประชากรรุ่นแรกของสวรรค์จะต้องบริสุทธิ์ยิ่งกว่าใครทั้งปวง และเจ้าทั้งหลายคือผู้ถูกเลือกสรร เราจะไม่รับเจ้าเข้ามาหาเราทั้งร่างกาย เพราะร่างกายของหมู่เจ้าเป็นมลทิน จงเข้ามาหาเราด้วยจิตวิญญาณเท่านั้นเถิด"

                "วจนะนี้มีความหมายว่า องค์หัตถาทรงอนุญาตให้เราขึ้นสู่สวรรค์ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปโดยไม่ต้องรอพระองค์เอื้อมหัตถ์ลงมา"

                เสียงอึงคนึงดังยิ่งกว่าเดิม เสียงสรรเสริญร้องดังไม่ขาดสาย พระนามองค์หัตถาถูกคร่ำครวญออกมาเป็นบทเพลงจากปากของเหล่าผู้ศรัทธา นี่คือการเฉลิมฉลองที่แท้จริง ผมกำลังจะไปอยู่กับองค์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว

                "ท่านทั้งหลายจงรู้เถิดว่า องค์ศักดิ์สิทธิ์ของเราทรงประทานหยดน้ำทิพย์ชำระวิญญาณให้เราทุกคนจากภายนอกจักรวาลเบื้องบน เพื่อให้เรานำไปล้างจิตใจ ซึ่งข้าพเจ้าได้รับพระราชทานและเก็บไว้เพื่อรอเวลาที่พระองค์ทรงเห็นสมควรว่าจะรับหมู่เรา"

                ภาพศาสดาวิทยายกแก้วเจียรนัยภายในบรรจุน้ำสีฟ้าสดใสซึ่งได้รับพระราชทานจากองค์หัตถาชูแสดงให้เหล่าสาวกเห็น

"ท่านทั้งหลายจงดื่มเถิด เพราะนี่คือเวลาสมควรที่สุดแล้วและเป็นเวลาที่พระองค์ทรงแย้มพระสรวล พระองค์ทรงปิติยินดีที่จะได้อยู่ร่วมกับสาวกของพระองค์ พระองค์ผู้ทรงหันพระพักตร์เข้ามาภายในจักรวาลเพื่อจับจ้องมองผู้ที่พระองค์ทรงรัก และจะมองเหล่าสาวกที่รักไปตลอดชั่วนิจนิรันดร์"

                เสียงศาสดาวิทยาเปี่ยมด้วยศรัทธาอย่างสูงสุด น้ำเสียงเช่นนี้ไม่เคยเอื้อนเอ่ยจากท่านมาก่อน มันเต็มไปด้วยบารมียิ่งกว่าทุกครั้ง เหล่าสาวกผู้ทำหน้าที่รินน้ำทิพย์แจกจ่าย เดินอัญเชิญเหยือกศักดิ์สิทธิ์เป็นทิวแถวไปตามระหว่างที่นั่งเพ่งจิตบนสนามหญ้า

นับว่าเป็นความพร้อมใจอย่างเป็นเอกภาพที่สุดในเอกภพ ทุกคนต่างเปล่งเสียงสรรเสริญนามอันศักดิ์สิทธิ์ ภาพบนจอมีเสียงเพลงสรรเสริญเป็นบทเพลงซิมโฟนีพร้อมนักร้องประสานเสียงร้องเพลงสวดด้วยสรรพสำเนียงอันสอดประสาน

ผมขนลุกซู่กับบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ เหล่าสาวกนับล้านร่วมใจกันร้องเพลงสวดอย่างพร้อมเพรียงกัน ภาพศาสดาวิทยาในกรอบภาพมุมล่างกำลังแหงนหน้าร้องไห้ด้วยความศรัทธาเปี่ยมล้น ในมือถือแก้วเจียรนัยบรรจุน้ำทิพย์เต็มเปี่ยม

                ผมยกแก้วจรดริมฝีปากปล่อยให้น้ำทิพย์ทำหน้าที่ไหลลงคอ จุดหมายคือสูบฉีดสู่หัวใจและจิตวิญญาณ ผมทรุดตัวลงนั่งในท่าเพ่งจิตเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปหาองค์หัตถา เหล่าสาวกหลายคนเริ่มละทิ้งร่างกายลงบนพื้นหญ้าขณะที่ดวงจิตลอยสูงขึ้นดวงแล้วดวงเล่า ผมกำลังจะถูกหัตถ์อันสว่างไสวยกขึ้นสูงตามพวกเขาเหล่านั่นขึ้นไปในอีกไม่ช้า

นาทีสุดท้ายของชีวิตในกายต่ำต้อย ผมลืมตามองภาพองค์หัตถาผ่านโสตประสาทเป็นครั้งสุดท้าย บัดนี้แสงได้สะท้อนเข้าสู่พระพักตร์แล้ว การสร้างภาพพระพักตร์จำลองเสร็จสมบูรณ์ประจักษ์แก่ตาผม ก่อนที่ผมจะลาเอกภพนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ

                ผมเห็นภาพศาสดาวิทยานอนชักน้ำลายฟูมปาก และภาพพระพักตร์องค์หัตถาเป็นหน้าเจ้าแดงกำลังทำตาเพ่งมองเข้ามาในกล่องจักรวาลโดยมีใบหน้าของผมกำลังทำท่าแอบมองอยู่เบื้องหลัง


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5
hopebaby วันที่ : 24/08/2007 เวลา : 23.21 น.
http://www.oknation.net/blog/hopebaby
เรื่องเล่าเคล้าเรื่องลวงเรื่องกลวงๆของโลกกลมๆ

สงสัยจะไปซะแระ เพื่อนเรา
ความคิดเห็นที่ 4
WerewolfInPhuket วันที่ : 14/08/2007 เวลา : 18.50 น.
http://www.oknation.net/blog/werewolfinphuket
Werewolf

รออ่านเรื่องต่อไปไม่ไหวแร้ว
ทะไมไม่เอาลงเป็นตอน ๆ ละคะ
จะได้ไม่ทิ้งช่วงนาน หืมม์
ความคิดเห็นที่ 3
hopebaby วันที่ : 19/07/2007 เวลา : 03.27 น.
http://www.oknation.net/blog/hopebaby
เรื่องเล่าเคล้าเรื่องลวงเรื่องกลวงๆของโลกกลมๆ

อีตู้ วู้ วู้ ตูบอกแล้วว่าอย่าเที่ยวไปกินข้าวตึก วิดยาฯ ติดเชื้อคอนอรอยมาจนใด้
ความคิดเห็นที่ 2
PostAmorndern วันที่ : 06/07/2007 เวลา : 17.19 น.
http://www.oknation.net/blog/amorn

ยินดีต้อนรับสู่โลกไซเบอร์ครับ
ความคิดเห็นที่ 1
pjeabja วันที่ : 05/07/2007 เวลา : 17.00 น.
http://www.oknation.net/blog/pradit

เข้ามาได้ละ
(เรื่องยาวฉิบ)
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31