ภาพ...ผลงาน อ.จักรพันธ์ โปษยกฤตเอื้อเฟื้อ...เพรง.พเยีย......อารัมภบท......๔๑. แสงจันทร์ส่องโลกพ้อง.....อำไพ หรีดหริ่งร่วมเรไร..................ร่ำร้องลมแผ่วผ่านไม้ไกว...............กวัดกิ่งภาพหนึ่งภพหนึ่งพร้อง...........เพรียกย้อนก่อนยาม ฯ๒. ลำลมโลมลูบท้อง............ชโลทรแว่วศัพท์ว่าเสียงอร..............โอดอื้นลมวูบกลบเว้าวอน................วากย์ลับ เลือนนาน้ำกระเพื่อมแผ่นพื้น.............พลิกพื้นแยกผิว ฯ๓. ชายสไบไหววูบแล้ว.........ลับเลือนเงาเหลี่ยมเจดีย์เสมือน..........ม่านห้อมพักตร์หนึ่งดั่งเหลียวเบือน.......บอกเลศภาคหนึ่งภพหนึ่งพร้อม...........ผ่านให้แลเห็น ฯ๔. บุญนำกำหนดรู้...............รูปนาม ผ่านภาพสัญญาลาม.............เหลื่อมซ้อนยิน-ยล-วกสู่ยาม.................ยุคเก่า พู้นแฮแสงบ่ายระยับย้อน...............บ่ายย้อนใจสยาม ฯ.....๒๒๘๙.....๕. ไพหารตระหง่านเงื้อม.......เงาแสงเหลือบกระเบื้องดุจแดง.........ชาดย้อมฟ้าบนเหล่านกแผง...............โผผกเสียงกระหน่ำฆ้องพร้อม.........พากย์ถ้อยธรรมวิถี ฯ๖. ช้างม้าอึกทึกพื้น..............แผ่นไผทคลาคล่ำเหล่าพลไกร............แกร่งกล้าวอจ้าวบ่าวแบกไป................ประกอบกิจนวลแน่งเดินช้าช้า................แช่มช้อยชม้อยตา ฯ๗. เวียงวังไพจิตรล้ำ.............ลวดลายโก่งกนกงอนปลาย................ปราดเลื้อยเลื่อมทองเหลื่อมแสงฉาย.......โชนอยู่ราวอัคคีเปลวเฟื้อย................ฝ่าเวิ้งห้วงสวรรค์ ฯ๘. งามเอยงามพักตร์พริ้ง......พรายตาจีบจับสไบพัสตรา................แต่งเจ้าเกล้าทรงพุ่มเกศา................เสียบปิ่นดลเนตรหนึ่งใฝ่เฝ้า..............ฝากน้ำใจถนอม ฯ๙. มาลีหอมกลิ่นเร้า ..........รุมใจแต่เมื่อนิลเนตรใคร ...........ลอบชม้ายอวลอยู่แต่ความใน..............เนตรบ่ง นาแม่ดาลระลอกอุ่นคล้าย............คุให้ถวิลหา ฯ......แม่หญิงเรไร......๑๐. รูปหนึ่งเหนี่ยวอาลัยอยู่ในฝันเพรียกร่องรอยผูกพันของวันก่อนคอยลอบเร้นกำชับทุกหลับนอนให้วกย้อนมารับอย่าลับร้าง๑๑. เสมอปาริชาติหอม..โชยล้อมถิ่นกำจายกลิ่นผ่านเผยกรรมเคยสร้างเพรงสัญญาย้อนเตือนอยู่เลือนลางแล้วค่อยพร่างพรายภาพ..กำซาบทรวง๑๒. แต่สิ้นฝนน้ำนอง..เจิ่งสองฝั่งประทีปปลั่งแสงพราวล้อดาวสรวงเอื่อยอ่อยคล้อย..เอื้อหวังชนทั้งปวงให้ทุกข์ล่วงถ่วงหายกับสายชล๑๓. ตองจีบเยี่ยงจงกล..ลอยบนน้ำประดิษฐ์คำย้ำลงให้ส่งผลแม่คงคา..ข้าน้อยจะลอยกลหวังปลดป่นหม่นหมองลอยล่องไป๑๔. มือเรียวค่อยไหวนำ..วักน้ำช่วยเอื้ออำนวยจีบตองนั้นล่องไหลตราบสบเลศเนตรซึ้งของหนึ่งใครโอ้..หวั่นไหวเขินอาย..ด้วยหมายนั้น๑๕. สองประทีปอธิษฐาน..ลอยผ่านใกล้เข้าคลอไฟจนเห็นเปลวเต้นสั่นก่อนเคียงคู่ล้อไหล..อาศัยกันโอ..กระทงสำคัญ..ทำหวั่นอาย๑๖. ชม้ายมอง..แปลกหน้าปรายตาสบเมื่อบรรจบเลศนัยยิ่งใจหายวูบวาบด้วยรุมร้อนไม่ผ่อนคลายในอกคล้ายระทึกก้องดั่งกลองตี๑๗. สไบบางพลิ้วลับ..ไปกับพลบจะเกลื่อนกลบฤๅไฉนน้ำใจนี่นองดั่งน้ำล้วนถวิลและยินดีอันไหลรี่ซาบซับอยู่กับทรวง.....บุหลันลอยเลื่อน......๑๘.หลังแสงสูรย์ลับรอย..จึงคล้อยเคลื่อนโรจน์บุหลันลอยเลื่อนขึ้นเยือนสรวงด้วยผกายภาคเพ็ญอันเด่นดวงจึงเหนี่ยวหน่วงผองพิศให้ติดตาม๑๙.เมื่องดงามสูงส่งเห็นตรงหน้าย่อมต่อตั้งปรารถนาหวังฝ่าข้ามเชื่อมอาวรณ์อ่อนไหวที่ไหลลามแปรเป็นงามเยื่อใยและไมตรี๒๐.น้ำค้างหยาดไม้พันธุ์ท่ามจันทร์แสงขณะแหล่งน้ำใจเริ่มไหลรี่ระอุอุ่นกรุ่นไออยู่ในทีก่อนจะหลามล้นปรี่...โหมลีลา๒๑.สะท้อนผืน...แผ่นน้ำในค่ำนี้เป็นฤดีโชนช่วง..ความห่วงหาดังจะกลบสีสันแห่งจันทราเพื่อจะพาเงื่อนนัยลอยไหลย้อน๒๒.กระทบผิว..น้ำผืนในคืนค่ำสู่ลึกล้ำเสน่หาไม่ราผ่อนขณะวงน้ำวาดเริ่มขาดตอนแต่..อาวรณ์ห้วงสวาดิยากขาดตาม๒๓.คืออัคคีโหมแรงกลางแหล่งโลกให้กล้ำโกรกรอยสาปรสวาบหวามที่โลมรุมลุกไล้ดั่งไฟลามไฟอันคอยคุกคามทุกยามคืน๒๔.อุบัติความรู้สึกอันลึกล้ำให้ตรากตรำหลุมขวากอันยากฝืนแต่งเป็นชาติเป็นภพสุดกลบกลืนโหมเป็นคลื่นรติฤทธิ์เกินปลิดปลง๒๕.สะท้อนความรู้สึกอันลึกล้ำแฝงผิวน้ำแขผ่องช่วยส่องส่งความอาลัยอาวรณ์ให้ย้อนลงจนมั่นคง..ข้างใจ..ของใครนั้น......นางในแห่งวังหน้า.....๒๖. สนองงานโสตสดับเฝ้ารับใช้ด้วยจิตใจน้อมลงจำนงมั่นรอคอยทุก..รับสั่งในบังคัลสนมผู้จอมขวัญพระบัณฑูร๒๗. บิดาเป็นคุณพระ..ในอุปราชผู้จักยาตรเยื้องไปสู่ไอยสูรย์ทรงเมตตาช่วยเหลือคอยเกื้อกูลภักดีทูลกระหม่อมท่าน..มานานนม๒๘. ธิดาน้อยงามละมุนของคุณพระร่ำเรียนงาน..ศิลปะในพระสนมมารยาทปลูกฝังเข้าสังคมเฝ้าอบรมบ่มคิดฝึกจิตใจ๒๙. งามจริตกิริยามารยาททั้งโดยชาติเชื้อสกุลอุดหนุนให้จึงพรั่งพร้อมครบสิ่งอันหญิงไทยควรมีไว้คู่ตัว..โดยทั่วกัน๓๐. เชื้อสายฝ่ายมารดา..บรรดาล่วงสืบสกุลวังหลวงหลายช่วงขั้นเป็นนักรบแกร่งกล้าช่วยราชันย์ปกครองแคว้นผูกพัน..ร่วมกันมา๓๑. เย็บปักถักร้อยประดอยประดิษฐ์นิรมิตแกะสลักพืชภักษาระเบียบวังนั่งลุกในทุกคราก็งดงามลีลาท่วงท่าที๓๒. หากใครหนึ่งเห็นหน้า..ที่ท่าน้ำได้ย้อนย้ำอุ่นไอสู่ใจศรีประทีปร่วมลอยไป..ดั่งไมตรีได้วารีหลั่งเอื้อ..สานเยื่อใย๓๓. คำนึงในม่านพลบคำรบนี้ใจหนึ่งที่ตื่นรับ..เกินหลับไหลคืออกอุ่นนารี..ผู้มีใจย่อมหวั่นไหว..แต่ผู้เป็นคู่กรรม๓๔. ดึกดื่นลูกคุณพระ..ใจละห้อยคะนึงรอยรูปพบ..เฝ้าอบร่ำด้วยอารมณ์หวานละมุนที่หนุนนำจนเพ้อพร่ำอาวรณ์ไม่ผ่อนคลาย๓๕. ถวิลถึงก็วิตกสะทกสะท้อนจนหลับนอนหวั่นใจอยู่ไม่หายฉงนอยู่ก็แต่ในน้ำใจชายจะมาดหมายมุ่งมั่น..หรือบั่นทอน๓๖. ร่ำลาสมเด็จฯ ท่านกลับบ้านแม่ในคืนแขเต็มดวง..ร่วมบวงอ้อนแม่คงคาผ่านพรากทุกข์จากจรเพียรขอวอนโศกเศร้า..ช่วยเพลาแรง๓๗. จันทร์กระจ่างกลางฟ้า..น้ำบ่าไหลเมื่อน้ำใจใครล้นเอ่อบนแหล่งถวิลคอยรอยคำ..ย้อนสำแดงประโลมแต่งสุขสมให้ชมเชย......คุณพนาย.......๓๘. ยิ่งจันทร์ในชั้นสรวงจักล่วงแสงคือแจ่มแจ้งแก่ใจ..เมื่อใครเผยรูปแห่งพักตร์สำทับแล้วลับเลยก่อนอาจเอ่ยเอื้อนคำ..ร่วมจำนรรจ์๓๙. เต็มท่าทีกิริยานางข้าหลวงแต่มองล่วงรูปไปก็ใจสั่นดั่งร่องรอยเลือนลางแต่ปางบรรพ์ข้ามกัปกัลป์ทับทาบ..เป็นภาพใคร..!๔๐. ห้อยเหรียญทองรูปพระ..แสงสะท้อนก็แต่ตอนจุดประทีป..ก่อนรีบไหลอธิษฐานสัมฤทธิ์อย่าผิดไปหวังดวงใจงามนั้น..เป็นขวัญตา๔๑. สงบเสงี่ยมงามจริงแม่หญิงวังยามลุกนั่งสง่ามีในทีท่าเมื่อแย้มยิ้มยั่วกันจำนรรจาละม่อมหน้า..อารมณ์เหมาะสมควร ๔๒. ลูกสาวของใครหนอ..ลออเหลือเผยผ่องเนื้อเนียนระบัดทุกสัดส่วนลูกคุณพระ..ช่างทอง..แม่ผ่องนวลแว่วความล้วน..สูงสง่า..สมท่าที๔๓. ลูกคุณพระช่างทอง..เจ้าผ่องพักตร์พิไลลักษณ์ล้ำล้วนทุกส่วนศรีแต่วนเวียนมุ่งใจสานไมตรีโอ..แต่นี้ถวิลเห็นจะเค้นใจ๔๔. เหมือนดั่งเพรงบุญกรรมช่วยย้ำส่งจึงลุ่มหลงรูปลักษณ์เกินหักไหวหรือแรงฤทธิ์อธิษฐานแต่กาลใดสำทับใส่ฉลักมั่นลงสัญญา๔๕. ราชบัณฑิตในองค์ผู้ทรงศักดิ์ขุนเสนาพิทักษ์ผู้หนักฐา-นันดรอุปราชเพียบอาชญาดั่งแสงจ้าเดือนเพ็ญ..ยากเร้นดวง๔๖. เชิงกวีเชี่ยวชาญโวหารกล้าเลื่องลือชาชื่อดังถึงวังหลวงที่น้อมตามรับสั่ง..กานท์ทั้งปวงก็งามล่วงล้ำค่าเกินหน้าใคร๔๗. แต่สบงามคืนเพ็ญถึงเข็ญขุกตราบนั่งลุกภาพนั้นคอยสั่นไหวภาพในห้วงว้าเหว่..แม่เรไรแม่ขับไขรูปประทับทุกหลับตา๔๘. ลูกคุณพระช่างทองบ้านคลองมอญลำดับตอนปรากฎร่วมยศถาราชวงศ์บ้านพลูหลวงหลายช่วงมาเครื่องประดับตีตรา..สูงค่านัก๔๙. ส่วนเทือกเถาเชื้อสายทางฝ่ายแม่ก็ล้วนแต่ยศถาบรรดาศักดิ์สายวังหลวงสืบวงศ์ด้วยจงรักย่อมเต็มภักดีเหง้าของเหล่าตน......ใต้ร่มเงาฉัตร......๕๐. หมอบเฝ้าทูลกระหม่อมพระจอมขวัญหากใจนั้นวูบวับอยู่สับสนถวิลถึงรอยร่างใครบางคนในคืนชลเต็มฝั่งเดือนปลั่งกาล... ซึ่งว่าจะพาชมบรมสุขสนุกสนานชอบรสพจมานไม่ควรการอย่าเจรจาครุฑฟังสายสุดสวาทปรามาสกนิษฐาเจ้าดวงทิพย์มณฑาวาจาจัดสารพัดงอน...๕๑. โอษฐ์เอื้อนกาพย์กรองให้ลองสดับเลือกสอดศัพท์วางดูเช่นครูสอนกรองความเกลาฉันทลักษณ์ทุกวรรคตอนถ้อยสุนทรแบบฉบับ..ท่านจับวาง กางกรโอบอุ้มแก้วเจ้างามแพร้วสบสรรพางค์ปีกปกอกเอวนางพลางคลึงเคล้าเต้าจรัลฉวยฉาบคาบนาคาเป็นภักษาพาผกผันหางกระหวัดรึงรัดพันดั้นเมฆามาสิมพลี ๕๒. แผ่วลมโชยโบยโบกกรรโชกร้อนหากอาวรณ์กำจายไม่หน่ายหนีสติตั้งยังหน้าต่อวาทีคำนึงพี่ล้วนเงาลำเพาพาล๕๓. มโหรีฆ้องวงเริ่มส่งเสียงปล่อยสำเนียงยินแว่วอยู่แผ่วหวานประโลมคลอขับร้องทำนองกานท์เสียงเอื้อนปานจะเหนี่ยวครุฑให้หยุดกรรม๕๔. จิตลอยล่องลิ่วไปสู่ใครหนึ่งผู้คำนึงรูปเงาทั้งเช้าค่ำแต่กาพย์กรองผ่านหูไม่รู้คำด้วยเพ้อพร่ำจะละเลงแต่เพลงยาว๕๕. ทูลกระหม่อมเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศผู้โดยเดชเฉกวันในชั้นหาวเบือนพักตร์มารับสั่งเป็นครั้งคราวร้อยเรื่องราววางศัพท์ให้รับกัน ปักษีกรีฑาชมภิรมเปรมเกษมสันต์กลมเกลียวเกี่ยวกรพันผันยั่วเย้าเคล้าคลึงชมสองสุขสองสังวาสแสนสุขสวาทสองสู่สมสองสนิทนิทรารมณ์กลมเกลียวชู้สู่สมสอง ......สบหน้า.......๕๖. ราชบัณฑิตในพระอุปราชคำนึงนาฏอาลัยหัวใจล่องสืบเสาะสังกัดในด้วยใจปองแม่เนื้อทองแม่พักตำหนักใด๕๗. ต่อรุ่งเช้าแจ่มแจ้งด้วยแสงสีอาทิตย์ลีลาศบทมอบสดใสวอเจ้าเคลื่อนท่ามกลางเหล่านางในฉมมาลัยกรุ่นกลิ่นผ่านถิ่นนั้น๕๘. รูปหนึ่งงามโดดเด่น..แต่เห็นหน้าส่งคุณค่าสู่ใครจนไหวหวั่นสไบทองแพรระยับสีรับกันขับผิวพรรณผุดผ่องเป็นยองใย๕๙. ตามเสด็จ..ตักบาตรอาวาสเหนือหวังก่อเกื้อศรัทธาร่วมอาศัยใต้ร่มเงาฉัตรชั้นตราบบรรลัยด้วยหัวใจแน่นหนัก..ความภักดี๖๐. ตราบเหลียวสบหนึ่งหน้า..ก็ว้าวุ่นอาวรณ์กรุ่นพล่านในห้วงใจศรีประหม่าเขินอายหน้าทุกท่าทีหากเต็มปรี่อภิรมย์..ยากข่มใจ๖๑. พ่อเอย..มายืนมองแอบจ้องหน้าคนเขาจะครหา..นินทาได้เพื่อนเพื่อนเขาลอบยิ้มกันกริ่มไปช่างกระไรจ้องอยู่..แต่ผู้เดียว๖๒. อุทธัจคั้นเลือดแต่งแก้มแดงซ่านเนตรย่อมหวานหยดอยู่แต่รู้เหลียวจนสบจ้องหวานยิ่ง..เสียจริงเจียวเนตรย่อมเหนี่ยวใจสองให้ผ่องพราย๖๓. สวยปีกผีเสื้อบินกลางถิ่นทุ่งขณะรุ่งรวิวรณ์เริ่มชอนฉายลำลมหอบอุ่นนักมาทักทายแตะร่องรอยความหมายขึ้นว่ายวน๖๔. แดดใสแผ่นฟ้าครามในยามนี้เหลื่อมแสงสีอบอุ่นแทนฝุ่นฝนเมฆขาวแทนมืดดำฟ้าคำรนวิหคบนแทนวิชชุที่คุไฟ๖๕. งามเงื่อนหางยูงฟ้าในป่าแดดทอดลงแวดล้อมขวัญจนหวั่นไหวสัมผัสอ้อมอุ่นทั่วถึงหัวใจซ่านลงใส่ลวกสิ้นถึงวิญญาณ๖๖. ระยับแดดเหลือบแล้วที่แววขนเข้าปลาบปนเนตรแก้วจนแววหวานนั้นเอ่อออกสำทับอยู่นับนานจนสุดหาญฝ่าบ่วงให้ล่วงพ้น...๖๗. งามปีกผีเสื้อลายระบายป่าระยับทาแนวเถื่อนอยู่เกลื่อนกล่นปีกแห่งรักพลิ้วพรายลอยว่ายวนดั่งจำนนต่อหมายที่ว่ายเวียน๖๘. โลมแดดอุ่นทินกรให้ร้อนร้าวจนอกผ่าวรติฤทธิ์เกินปลิดเปลี่ยนประทับรอยลึกล้ำตราบจำเนียรเป็นส่วนเสี้ยนตอกย้ำรอยจำนง๖๙. สวยปีกผีเสื้อบินกลางถิ่นที่ม่านไมตรีก็สะพัดระบัดบ่งนิรมิตสุคนธรสให้จดลงร่วมรับส่ง...สืบไว้ด้วยนัยเดียว๗๐. สุรโลก..ชลอลงก็คงใช่แต่เมื่อใครหนึ่งพ้องรับข้องเกี่ยวเนตรนั้นปล่อยปรารมภ์..รอกลมเกลียวเสมอเหนี่ยวเพรงภพ..บรรจบวง๗๑. ลอบมองรูป-หน้าอร..อกร้อนรุ่มจากเพลิงขุมอาลัยแรงใหลหลงก็เมื่อนั้นแรงกรรมโหมจำนงจนมั่นคง..ผ่านอดีตที่ขีดทาง.......ตามเสด็จกระบวนเรือ.......๗๒. ล่วงเที่ยงยาม..เหล่านวลของส่วนในตามวอท่านลับไปจนไกลห่างขณะแววเนตรใส..น้ำใจนางดั่งลอยคว้างเคว้งอยู่..ไม่รู้เลือน๗๓. ผ่านอุโบสถพระ..อกสะท้านแต่เมื่อหวานหยัดรอยไม่คล้อยเคลื่อนทองอร่ามองค์พระ..ดั่งจะเตือนจะแล่นเลื่อนอาลัย..จงใคร่ครวญ๗๔. สืบเท้าล่วงอาวาสพระศาสนาแต่ลับหน้ารูปรอยละห้อยหวนแม่เอย..เช้าสู่ค่ำย่อมคร่ำครวญคำนึงล้วนจะโหมสู่..แม่ผู้เดียว๗๕. วิกาลคล้อยน้ำค้างพรายพร่างเม็ดดั่งแพรเพชรลอยผืนในคืนเปลี่ยวสรวงย่อมมืดหม่นครัน..เพราะจันทร์เรียวเผยส่วนเสี้ยวแสงซึ่ง..ไม่ถึงงาม๗๖. ครั้นเดือนเพ็ญ..ล่องเรือ..ตามเหนือเกล้าที่ใฝ่เฝ้าปองรักฤๅหักห้ามกายอยู่เรือ..ใจหลง..อยู่นงรามจักขืนข้ามฝ่าชลมาดลใจ๗๗. เพียงฟ้าแดงแสงจันทร์ก็พลันลับคือคาบคราวดาวอับแรงขับไขกระบวรเรือพร้อมฝ่าชลาลัยเมื่อพลไกรพร้อมพรั่งที่นั่งตน๗๘. มโหรีปี่กลองร่วมฆ้องประโคมก่อนถาโถมคลื่นเคลื่อนสู่เถื่อนหนกระหึ่มเหิมเห่ร้องลำพองพลดั่งเข้ารณศัตรูให้รู้วาย......พระเสด็จโดยแดนชลทรงเรือต้นงามเฉิดฉายกิ่งแก้วแพร้วพรรณรายพายอ่อนหยับจับงามงอน...นาวาแน่นเป็นขนัดล้วนรูปสัตว์แสนยากรเรือริ้วทิวธงสลอนสาครลั่นครั่นครื้นฟอง...เรือครุฑยุดนาคหิ้วลิ่วลอยมาพาผันผยองพลพายกรายพายทองร้องโห่เห่โอ้เห่มา...สรมุขมุขสี่ด้านเพียงพิมานผ่านเมฆาม่านกรองทองรจนาหลังคาแดงแย่งมังกร...สมรรถไชยไกรกราบแก้วแสงแวววับจับสาครเรียบเรียงเคียงคู่จรดังร่อนฟ้ามาแดนดิน...สุวรรณหงส์ทรงภู่ห้อยงอนชดช้อยลอยหลังสินธุ์เพียงหงส์ทรงพรหมินทร์ลินลาศเลื่อนเตือนตาชม...เรือไชยไวว่องวิ่งรวดเร็วจริงยิ่งอย่างลมเสียงเส้าเร้าระดมห่มท้ายเยิ่นเดิรคู่กัน...คชสีห์ทีผาดเผ่นดูดังเปนเห็นขบขันราชสีห์ทียืนยันคั่นสองคู่ดูยิ่งยง...เรือม้าหน้ามุ่งน้ำแล่นเฉื่อยฉ่ำลำระหงเพียงม้าอาชาทรงองค์พระพายผายผันผยอง...เรือสิงห์วิ่งเผ่นโผนโจนตามคลื่นฝืนฝ่าฟองดูยิ่งสิงห์ลำพองเปนแถวท่องล่องตามกัน...นาคาหน้าดังเปนดูขะเม่นเห็นขบขันมังกรถอนพายพันทันแข่งหน้าวาสุกรี...เลียงผาง่าเท้าโผนเพียงโจนไปในวารีนาวาหน้าอินทรีมีปีกเหมือนเลื่อนลอยโพยม...ดนตรีมี่อึงอลก้องกาหลพลแห่โหมโห่ฮึกครึกครื้นโครมโสมนัสชื่นรื่นเริงพล...กรีฑาหมู่นาเวศจากนคเรศโดยสายชลเหิมหื่นชื่นกมลยลมัจฉาสารพันมี ฯ๗๙. ธงทิวผืนภูษาระย้าย้อยต้องลมพลอยปลิวปัดสะบัดสีพายจ้วง..เรือเคลื่อนฝ่าสายวารีเมื่อหนึ่งน้ำใจนี้ไหลรี่นอง๘๐. เหม่อมองไหล..ยอดคลื่น/ตก/ตื่น/แตกหัวเรือตัดน้ำแหวกจนแยกสองที่เหม่อนั้นหัวใจรูปใครครองจะตัดปองปลิดได้..ดังใจฤๅ๘๑. จวบบ่ายคล้อยคิดไปถึงใจแก้วพี่จากแล้วลับล่วงจักห่วงหรือแต่งานบุญสมคำ..เขาร่ำลือหยิบจับถือเผื่อแผ่..งามแม่เป็น.......ศศิร่ำจำรัสรอง.......๑๔๘๒. พร่างพรายผกายรุจะอร่ามขณะยามนะค่ำเย็นยินร้องคะนองสกุณะเห็นจะละเล่นระเริงลม๘๓. ร่ำร่ำ..ตะวันจะละจะลาประลุภาวะจ่อมจมเห็นเห็น..ก็เพ็ญศศิวิกรมชุติห่ม ณ ห้วงหาว๘๔. เหลือบแสง ณ แหล่งอุทกะผืนระบุคืนจะยังยาวริ้วลมระดมผิวะจะหนาวก็เพราะร้าวอุรารอน๘๕. นึกคราญะผ่านพละถวิลอุระถิ่นสิอาทรคร่ำครวญเพราะส่วนทุขะสะท้อนฤจะถอนถวิลถึง๘๖. เยียบเย็นเพราะเย็นศศินะแสงรติแรงก็รัดรึงโยกคลอนบ่ผ่อนพิษะคะนึงตละตรึงสิเต็มตรอง๘๗. ใจเห็นจะเช่นอุทกะผืนนิละขืนจะเข้าครองรูปเห็นก็เช่นกรรมะสนองพิศะต้องสิเจียนตาย..๘๘. สืบสร้างระหว่างรหัสะเนตรประลุเจตะกำจายวาบอุ่นเพราะสุนทริยะสยายนยะถ่ายสิทอดถึง๘๙. อาวรณ์สะท้อนประดุจะเถา-วัลย์เร้ากระหวัดรึงเช่นใจและใจขณะคะนึงภวะซึ้งก็บรรสาร๙๐. ดุจปาริชาตินิรมิตเฉพาะพิศะพิมพ์พาลดาลเดชวิเศษะพิสดารก็สมาน ณ แรกมอง๙๑. เพรงบุญจะหนุนรติพิจิตรสุจริตะรับรองเพรงบาป ณ คาบบ่คละสนองฤดิสองก็บรรสาร๙๒. ร่วมบาตร ณ ชาติบุพะประภพดละภพะร่วมพาลแม่เอยเพราะเคยอธิษฐานอุปการะร่วมกรรม๙๓. สองชาติสวาดิพิสมัยสมะนัยะน้อมนำโอนใจและใจปณิธิสัม-ผัสะย้ำสมานใย๙๔. สืบจิตเพราะฤทธิ์อธิษฐานบุพะกาละก่อนไกลเห็นพลันจะปันรติพิสัยพิสมัย ณ แรกมอง๙๕. อาวรณ์สะท้อนประดุจะน้ำศศิร่ำจำรัสรองย่อมพลิ้วผิว์ริ้วชละละอองนิระล่องปลาตเลือน..........งานมงคล.......๙๖. สู่สมเด็จฯ..บังคมเข้าก้มกราบทูลท่านทราบปรารภ..ไม่กลบเกลื่อนสตรีหนึ่งงามถ้วน..คู่ควรเรือนหวังโอษฐ์เอื้อนทูลกระหม่อม..ช่วยน้อมนำ๙๗. อยู่ตำหนักริมตลิ่ง..ท่านหญิงสร้อยทรงเฝ้าคอยอบรมช่วยบ่มร่ำกิจการงานหญิงทุกสิ่งชำ-นาญยิ่งล้ำมารยาท..งามนาฏมี๙๘. ลูกคุณพระช่างทอง..บ้านคลองมอญกุลเก่าก่อนสูงนักในศักดิ์ศรีทูลกระหม่อม..เมตตาช่วยพาทีการณ์เมื่อคลี่คลายเห็น..จะเป็นคุณ๙๙. พระปราณีอำนวยทรงช่วยไขกูจะให้หญิงสร้อย..เขาคอยหนุนผู้ใหญ่เขาจะเกรงหน้าพลอยการุณแล้วงานบุญจะเร่งรัดช่วยจัดการ...๑๐๐. หลังคุณพระช่างทอง..เตรียมห้องหอรับสู่ขอบุตรีถึงที่บ้านกระบวนขันหมากดังเสียงกังวานถึงเรือนชานคุณพระ..วาระนั้น๑๐๑. ประตูเรือนห้อยแพร..ภู่แผ่ขวางสองฟากข้างเด็กน้อยยืนคอยกั้นเสียเงินทองเปิดรับโดยฉับพลันก็ขนขันหมากเคลื่อนเข้าเรือนใน๑๐๒. นั่งพับเพียบเรียบร้อยชม้อยตาพอเห็นหน้า..อุทธัจนั้น..ยิ่งหวั่นไหวงามแม่เอยงามยิ่งกว่าหญิงใดแต่รับไหว้รูปเห็นด้วยเอ็นดู๑๐๓. ถึงฤกษ์ผานาทีเหมาะดีพร้อมมงคลสวมคล้องค้อมกระหม่อมคู่กรประนมน้ำสังข์ไหลหลั่งพรูร่วมรับรู้ผูกบ่วงสองดวงใจ๑๐๔. จันทร์ไขสังคีตคล้อย...ขับขาน สู่โสตประโมทย์ทะยาน.........ยิ่งแล้วเสียงเอื้อนเสนาะปาน............ปรุงแต่ ทิพแฮดับประทีปโคมแก้ว..............กล่อมแก้วกลางกาฬ ฯ๑๐๕. ควันขาวโปรยกลิ่นฟุ้ง...ยามคืนขาวขุ่นข่มยุงขืน...................ค่ำไว้พร่ำความฝากไฟฟืน.............รับฝาก นะแม่พร้อมฝากผีฝากไข้...............ฝากน้องประคองถนอม ฯ๑๐๖. วังเวงทั่วภาคพื้น...........แดนสยามชั่วอุระลั่นทั่วคาม.................ขอบแคว้นอานุภาพอัศจรรย์ลาม............ล่วงเขต แล้วนามือโอบเอวอ้อนแอ้น..............อาจเอื้อมโดยใจ ฯ๑๐๗. นกค่ำเสียงคลับคล้าย....คอยประโคมแว่วแต่เมื่อมือโลม................ลูบเนื้อเสน่หากระหน่ำโหม...............เหิมสวาดิ พี่แม่จันทร์ส่องแสงเอื้อเฟื้อ...........ร่วมฟื้นอดีตฝัน ฯ......๒๒๙๘......๑๐๘. แต่สายธารเวลาดั่งวารีเคลื่อนเอาชีวาตม์น้อยขึ้นร้อยขวัญบุตรชายแม่เรไร..เติบใหญ่ครันรูปคมสันสง่างามขึ้นตามวัย๑๐๙. ตราบเก้าขวบปีแล้ว..มีแววว่าชอบศาสตราอาวุธเกินหยุดได้แต่เล่นดาบฟาดฟันเสียงลั่นไปตราบบ่าวไพร่ล้มคว่ำแสร้งจำนน๑๑๐. ใต้ร่มเงาฉัตรชั้นพระบัณฑูรทรงเกื้อกูลเกียรติยศปรากฎผลคือหลวงเทพอักษรสุนทรพลสุขสงบเหลือล้น..อยู่บนวัน๑๑๑. ท่ามลมโหมกระหน่ำครวญคร่ำสายโสตยินคล้ายความไข..ถึงไหวหวั่นแต่เมื่อแว่วข่าวหนึ่ง..เขาอึงกันว่าชาติหนึ่งสูงชั้น..จักบรรลัย๑๑๒. เสนาะพากย์เพลงยาว..กลอนเจ้าฟ้าดั่งแว่วมา..ให้สดับเสียงขับไขกระซิบสื่อนงราม..บ่งความนัยจากพระทัยเสน่หาที่อาวรณ์๑๑๓. รำพันความเอื้อนอ้อนเสียงอ่อนหวาน......ปางพี่มามาดสมานสุมาลย์สมรดั่งหมายดวงหมายเดือนดารากรอันลอยพื้นอำพรโพยมพราย......แม้นพี่เหิรเดินได้ในเวหาศถึงจะมาดก็ไม่เสียซึ่งแรงหมายมิได้ชมก็พอได้ดำเนิรชายเมียงหมายรัศมีพิมานมอง......นี่สุดหมายที่จะมาดสุมาลย์สมานสุดหาญที่จะเหินเวหาสห้องสุดคิดที่จะเข้าเคียงประคองสุดสนองใจสนิทเสน่ห์กัน......โอ้แต่นี้นับทวีแต่เทวศจะต้องนองชลเนตรกันแสงศัลย์จะแลลับเหมือนหนึ่งดับเดือนตวันเมื่อเลี้ยวเหลี่ยมสัตตภัณฑ์ยุคุนธร......ยิ่งคนึงก็ยิ่งนานจะเห็นภักตรฉวยฉุดรักแล้วก็ทอดฤไทยถอนไม่เหนกำม์ว่าจะนำให้ไกลกรไม่เหนรักว่าจะรอนให้แรมโรย......อกเอ๋ยเมื่อได้เคยประโลมเล่นครั้นห่างเหนแล้วก็ตั้งแต่เตือนโหยยามดำเนินเดินดินอาดูรโดยก่นแต่โกยกอบทุกข์มาทับกาย...๑๑๔. ทูลกระหม่อมจอมขวัญ..มาพลันลับชีวาตม์ดับลบนามสิ้นความหมายต้องถูกโบยหลังถอด..ศักดิ์วอดวายพร้อมด้วยสายสวาดิชู้เคียงคู่กัน๑๑๕. โอ้..แต่นี้กาพย์กรอง..ทำนองร้อยจักเศร้าสร้อยเคล้ารสกำสรดศัลย์แต่สุดสิ้นบุญญา..รูปราชันย์ดุจชีวันจะแล้งร่มไว้ข่มร้อน๑๑๖. องค์หญิงดารา..พร้อม..ท่านหม่อมสร้อยจักเฝ้าคอยเทวษอยู่ไม่รู้ผ่อนเมื่อร่มโพธิ์ร่มไทรชีพไหม้มรณ์โศกจักซ้อนสุมอก..สุดยกย้าย๑๑๗. เพิ่งเจ็ดขวบวัยวันพระชันษาเมื่อกำพร้าชนกไปยิ่งใจหายโอ..แต่นี้เปล่าเปลี่ยวและเดียวดายจักกล้ำกรายพันผูก..แม่ลูกแล้ว๑๑๘. วังจักร้างอักขราภาษาศิลป์จักไร้สิ้นเพลงกานท์เคยหวานแว่วมธุรสพจนีย์..ไร้วี่แววอาดูรทูลกระหม่อมแก้ว..มาแคล้วกัน๑๑๙. กรมพระราชวังบวรสถานมงคลชีพปลิดป่นลับล่วงพร้อมดวงขวัญฟ้าสังวาลย์สิ้นชาติด้วยราชทัณฑ์ย่อมโศกศัลย์สุดเทวษทวีทรวง๑๒๐. อกเมืองจึงร้อนร้าว..ด้วยข่าวชู้จากสองผู้มีใจอันใหญ่หลวงด้วยแรงรักร่วมปอง..ใจสองดวงยอมชีพรักหักล่วง..ไม่ห่วงเลย๑๒๑. โอ้..กำสรดอาลัยห้วงใจนี้จนสุดที่อัดอั้นรำพันเผยกระซิบหนึ่งผ่านย้ำ..ลมรำเพยแต่ลับเลยอาลัย..มิได้ลา......แม้นกุศลเราสองเคยร่วมสร้างขอร่วมห้องอย่าได้ห่างเสน่หาเสี่ยงผลที่ได้เพิ่มบำเพ็ญมาขอร่วมชีวาร่วมชีวาวาย...เกิดไหนขอให้ได้ถนอมภักตรความรักอย่าได้ร้างอารมณ์สลายรักนุชอย่าได้สุดเสน่ห์คลายขอสมหมายที่ข้ามาดสมาทาน...อันสาราบำราศบำรุงคิดจาฤกไว้โดยสุจริตสารพยายามตามสัตย์ปัติญาณภอแจ้งการที่กำม์ในกายเอย...จบภาคสองหมายเหตุ...กาพย์ยานี๑๑ และ กลอน ที่มีจุด...นำหน้าทั้งหมดเป็นพระนิพนธ์ใน สมเด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคลหรือสมเด็จเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศ (เจ้าฟ้ากุ้ง)ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พ.ศ.๒๒๗๕ ถึง ๒๓๐๑