วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม 2551
๐ ลิลิต..ศรัทธาธรรม ๐
Posted by
สดายุ...
,
ผู้อ่าน : 213
, 06:08:11 น.
| หมวดหมู่ :
ธรรม
พิมพ์หน้านี้
|

ร่าย ๐ ศรีสวัสดิเดชะ............ยอธรรมะบรรยาย ยกความหมายขึ้นตรอง...ในครรลองเหตุผล หวังทุพพลสบภาษ.........พ้นจากทาสมิจฉา ดั่งชนกาลามะ...............หมายสัททะเป็นฐาน สืบสันดานกล่าวอ้าง.......ต่อเส้นทางที่ชอบ พระจึงตอบจึงตั้ง...........สิบทางหยั่งกันหลง เพื่อธำรงพรหมจรรย์......ให้ตั้งมั่นยืนนาน ชั่วกัปกาลโลกนี้............ชั่ววิถีโลกหน้า ล่มศรัทธาเป็นทิศ..........เพื่อสอบจิตสอบใจ หลักการใหญ่แห่งพุทธ....หวังฉวยฉุดงมงาย จนวอดวายความเชื่อ......จนก่อเกื้อดวงตา เห็นธรรมาจริงแท้...........ล่มหลักลัทธิแก้ พ่ายแพ้สิ้นเทอญ
โคลงสี่ ๑. ครวญคิดตอนก้มกราบ...องค์พระ เป็นห่วงธรรมสัจจะ..........จักสิ้น จากนัยแห่งพุทธะ...........ที่บิด เบือนนา สืบทอดมาแหว่งหวิ้น........ยากรู้แท้เทียม ฯ
๒. บูชิตบูชนียะผู้............พ้นผลาญ ยกอรรถบุพาจารย์..........จับปลิ้น ให้เห็นเลศแทรกลาญ......หลักพุทธ จนผิดความหมายสิ้น........สู่รู้รจนา ฯ
๓. พระเปรียบธรรมดั่งไม้..มวลพนา เพียงหยิบมือนำมา..........มอบให้ แต่ส่วนโทษทุกขา...........ควรกร่อน จำแนกเหตุผลไว้.............ครบถ้วนกระบวนความ ฯ
๔. อรรถะสัททะทั้ง.........ศรัทธา สิ้นเนอ แทรกส่วนของอัตตา.......แต่งแต้ม ตามภูมิแห่งปัญญา..........ตั้งอยู่ ถ้อยยกบรรยายแย้ม.......จึ่งเพี้ยนแผกผัน ฯ
๕. สืบเสียงพระพุทธผู้.....เหนือพรหม ช่วยปราชญ์รับปรารมภ์.....ร่วมชี้ ให้เห็นแง่เงื่อนปม...........จุดเปลี่ยน แทรกอยู่ในธรรมนี้..........แน่นแฟ้นเหลือฝืน ฯ
๖. ธรรมใดอุบัติตั้ง..........แต่เหตุ พระตรัสธรรมแจงเลศ......เริ่มต้น ตรัสความดับฤทธิเดช.......โดยขจ่าง ตรัสมรรคาฝ่าพ้น.............พิษร้อนผ่อนสลาย ฯ
๗. กรรมพราหมณ์บังพุทธแย้ม...บรรยาย วงวัฏฏ์มิอาจสลาย............สลัดพ้น วนรอบเกิดแก่ตาย............ว่าหนึ่ง เดียวเวย ชีพหยุดวิญญาณด้น..........แหวกฟ้าหาภูมิ ฯ
๘. กรรมเก่าคงยากย้อน....ยล-ยิน พ่อเอย ยากผ่านสภาพอจิน-.........ตยะได้ เชื่อหรือภาษวศิน.............อวดวิเศษ ล้วนมิจฉาแทรกไว้............หว่างถ้อยเดียรถีย์ ฯ
๙. หมกมุ่นสิ่งยากรู้..........รุงรัง ใจเอย แปรเปลี่ยนเป็นอนิจจัง......บอกแจ้ง เกิดโตแก่ตายฝัง.............ร่างฝาก ดินนา รูปดับจิตเลือนแล้ง...........ละร้างสัญญาสลาย ฯ
๑๐. เสียงเพรียกเสียงพร่ำพร้อง..พะนอบุญ เสียงย่อมอ่อนหวานละมุน.........ละเมียดแจ้ว เหนี่ยวสรวงแนบพิรุณ...............ร่วมหยาด ทิพกระพริบพร่างแพร้ว.............ผ่านให้ใจเห็น ฯ
๑๑. ตู้บุญตู้บาปตั้ง..........ตำตา รอหมู่ผู้ละลา.................กิเลศใช้ หลุมขวากหล่มศรัทธา......ทวยเหล่า สร้างวัตถุขวางไว้............หว่างถ้อยรอยธรรม ฯ
๑๒. อิ่มอกใจคลับคล้าย...ลอยโพยม บาปล่มบุญหล่อโสม-.......ะนัสแผ้ว หวังตัดอัตตาโซรม..........ลดเสพ ตรองเนอ หรือมุ่งภพพร่างแพร้ว.......ภาคหน้าดังไฉน ฯ
๑๓. เมื่อเอาอนัตตลักษณ์ตั้ง....เทียบตน แต่เกิดวิวัฒน์วน..............ว่าง-สร้าง รูปจิตเปลี่ยนแปรจน.........ผิดแผก ใครเล่าอาจเอ่ยอ้าง..........ชีพนั้นเดิมเดียว ฯ
๑๔. อารามอร่ามเรื้อง......องค์พระ กรรมพิธีวาทะ.................ท่วมท้น สนทนาวิสาสะ................เสนาะอยู่ พ่อเอย ตาบอดคลำช้างด้น..........ดุ่มหน้าสาธยาย ฯ
๑๕. สมณะศักดิ์เสนาะล้ำ..เลิศนาม ท่านเอย สมเด็จพรหมเทพตาม.......แต่ตั้ง เหนี่ยวโลกกอดแน่นหวาม..หวิวอก ใครเล่าอาจหยุดยั้ง...........ศักดิ์ย้อมพรหมจรรย์ ฯ
๑๖. พระจอมคนละแล้ว....บัลลังก์ เกียรติศักดิ์พระฝากฝัง.....สู่พื้น ก่อนจำพรากจากวัง.........วงศ์ราช เพียงจะพลิกหทัยฟื้น........ฝ่าห้วงสงสาร ฯ
๑๗. ลูกชาวบ้านยากแค้น..ขัดสน บวชพระปฏิบัติตน..........ต่อ-สร้าง อามิสอาบห้วงกมล.........กระมิด- กระเมี้ยนเนอ เรือนอยู่ไม่ว่างร้าง.........วิจิตรล้ำปรนเปรอ ฯ
๑๘. น้อมมโนมนัสผู้.......จอมภพ ภาษพระผ่านมารสบ........สยบสิ้น ต้นกลางจวบปลายครบ....ความบอก หลั่งล่มใจเดือดดิ้น..........กร่อนร้อนทารุณ ฯ
โคลงสอง ๑๙. สืบสัจจ์หนุนโลกนี้.....สาปส่งมดเท็จชี้ ก่อนกี้สำแดง
๒๐. วิชชาแหว่งสิ้นแล้ว.....แต่มิจฉาเจื้อยแจ้ว เผือดแผ้วทางเพียร
๒๑. มรรคาเธียรมุ่งพ้น......ตาบอดคลำช้างด้น ท่วมท้นศรัทธา
๒๒. บ่งโลกหน้าโลกนู้น....ไกลห่างด้านก่อนพู้น ผ่องหน้าสาธยาย
โคลงสาม ๒๓. โลกในกายวกเวียน.....แลพากเพียรบีบคั้น จักกร่อนเกรียนกีดกั้น.........หั่นห้ำฤๅหาย
๒๔. เสพรูปหมายงดงาม.....ด้วยตาตามจับจ้อง เสพส่ำเสียงโสตพ้อง..........เพราะพร้องฤๅเลือน
๒๕. หอมเอยเตือนนาสิก.....ฤๅจักพลิกหักห้อม สัมผัสนุ่มเนื้อพร้อม............อุ่นอ้อมอกเอย
๒๖. หวานชิดเชยสุขสม
...ทุกปรารมภ์ไขว่คว้า หมายเสพใจห่อนล้า..........วุ่นว้าวนเวียน
๒๗. เรื่องราวเพียรคิดย้อน..รำลึกตอนโกรธยิ้ม ใจตื่นตาหลับพริ้ม..............เสพลิ้มอาการ
โคลงสี่ ๒๘. เพียงเพื่อตัดทุกข์สิ้น....สูญสลาย ใช่เพื่ออัตตาขยาย..............ขยับตั้ง ศักดิ์สิทธิ์ที่มากมาย.............มอมโลก ล่อหลอกเขลาเหนี่ยวรั้ง.......จิตให้หฤหรรษ์ ฯ
๒๙. บัวบานดอกล่อล้อ........ภุมริน หอมอบหวานเวียนถวิล........ว่อนล้อม ใจเอยแต่เมื่อจิน-...............ตนาส่าย ซัดเนอ ฤๅต่างภู่ผึ้งน้อม.................นอบสร้อยเกสรา ฯ
๓๐. โอ..ภาพโอภาสพ้น......พันแสง พจน์พร่ำพระธรรมแสดง......รอบรู้ ลิ่มลมระดมแถลง.............ไหลหลั่ง ผุดพลุ่งเข้ากอบกู้..............เหล่าผู้กิเลศเผา ฯ
๓๑. สอนสั่ง..ให้มอดม้วย....อาตมา มุ่งบั่นวิจิกิจฉา..................อื่นผู้ ดำรงมั่นคงสภา-...............วะปราชญ์ ทุกคำตอบรอบรู้...............เร่าร้อนสื่อสาร ฯ
๓๒. ไวพจน์ธรรมท่วมทั้ง...ธานี ยึดจับพุทธวิถี.................ท่องก้อง สอดแทรกพระบาลี..........ประโลมอก โอ..เผ่านกผกร้อง............แซ่ซ้องยุคสมัย ฯ
๓๓. ธรรมภาษล้วนเพริดแพร้ว....พิสดาร ถ้อยถกก็โอฬาร..............ลึกล้ำ ปุชฉาวิสัชนาการ.............ซึ้งกล่าว โอ้..เยือกเย็นเปรียบน้ำ.....ย่อมน้ำลายสนอง ฯ
๓๔. ว่า..กาลามสูตรตั้ง.....เป็นทิศ ไย..บุพกรรมนิรมิต..........หมดสิ้น เห็น..บุญบาปวิปริต..........รับส่ง ได้ฤๅ ตาทิพย์หรือปากปลิ้น.......เป่าฟุ้งจรุงขวัญ ฯ
๓๕. ธรรม..เกิดแต่เหตุต้น....ควรตรอง เหตุส่งผลรับสนอง............แน่แท้ ความดับเหตุควรปอง.........ปรับเปลี่ยน ทางแห่งความดับแล้..........ผ่านแล้วทุกข์สลาย ฯ
๓๖. เขาว่า..ย่อมว่าได้......ดังคิด ยินสื่อสำรวมจิต..............จากถ้อย เหตุ/ผลสอบเบือนบิด.......บอกเลศ นัยเฮย รั้งเหนี่ยวใจสักน้อย..........นั่นแล้พุทธวิถี ฯ
๓๗. ไกลพู้นแต่ก่อนสร้าง..สังขาร ใครเล่ามีจักขุทวาร...........วกย้อน อภิญญาหกบรรสาร..........เสียง/ภาพ หรือไร ฤๅวิชช์สามเหลื่อมซ้อน.....ภพพู้นจึงเผย ฯ
๓๘. พระผู้มีพระภาคเจ้า....จอมคน พระสั่งสอนทุพพล............หยุดสร้าง เหตุแห่งอัตตาตน.............ตามตัด กรรทบผลป่นมล้าง...........ลบสิ้นเลือนสูญ ฯ
๓๙. สับสนจากสู่รู้.............รจนา ไตรเพทพราหมณ์นำมา......แทรกซ้อน ไม่แยกแยะศึกษา.............ตรองอรรถ เฝ้าท่องถกยกย้อน...........เยี่ยงนั้นมันหลง ฯ
๔๐. สองกึ่งสหัสวรรษพ้น...พุทธกาล แทรกส่วนอรรถาจารย์.......จาบจ้วง ตู่ด้วยพละการณ์..............เองกล่าว เมื่อขาดการทักท้วง..........เท่าแย้มมิจฉาสมัย ฯ
๔๑. หากกรรมเก่าก่อเกื้อ...บงการ เหตุอยู่ภพก่อนวาร............วิ่งแก้ สู่เหตุล่วงภพ-อฐาน...........จักเกิด ได้นา ฤๅชาติภพที่แท้................แค่ห้วงอึดใจ ฯ
๔๒. ไม่มีตาทิพย์ให้..........เห็นกาล ก่อนเวย ฟัง-อ่านคำจดจาร.............จับอ้าง กาลามสูตรหรือลาญ..........เลือนลับ แล้วพ่อ จึงเชื่อไม่คัดง้าง...............แง่เนื้อความหมาย ฯ
๔๓. ต้นทุนอริยะคล้าย.......คมคิด ครวญใคร่"ความ"ตามติด.....เหตุตั้ง มองผลลัพท์เป็นทิศ............ตรวจสอบ สุข-ทุกข์ทุกคราวครั้ง.........หยุดได้ฉันใด ฯ
๔๔. ไกลห่างด้านก่อนพู้น...ฤๅพาน ไกลห่างด้านหน้า-อฐาน.......จักรู้ มีแต่ปัจจุบันทวาร...............เวียนเสพ กามแฮ กับหนึ่งวิญญาณผู้..............พ่าย-พ้นโลกวิสัย ฯ
หมายเหตุ...
หลักกาลามสูตร... ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงประทานแด่...ชนชาว..กาลามะ..มีว่า
๑. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บอกต่อๆกันมา ๒. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เขาได้ทำตามๆกันมา(ประเพณี) ๓. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า มันเล่าลือกันกระฉ่อนไปหมดแล้วว่าเป็นความจริง ๔. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า มันมีอ้างอยู่ในปิฎก(คัมภีร์,ตำรา) ๕. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า เป็นตรรก หรือการคำนวณ ๖. อย่าได้เชื่อโดยการอนุมานเทียบเคียง หรือคาดคะเนเอาเอง ๗. อย่าได้เชื่อโดยการตรึกตรองเอาตามอาการ ๘. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า มันเข้ากันได้กับลัทธิความเชื่อ และทฤษฎีของตน ๙. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า รูปร่างลักษณะน่าเชื่อถือ ๑๐. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า ผู้สอนเป็นครูเป็นอาจารย์ของเรา
เมื่อใด ท่านทั้งหลายพึงรู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ ธรรมเหล่านี้ท่านผู้รู้สรรเสริญ ธรรมเหล่านี้ใครสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข เมื่อนั้น ท่านทั้งหลายควรเข้าถึงธรรมเหล่านั้นอยู่
ปัจจุบันได้เกิดแนวคิดและหลักสูตรที่สอนให้คนมีเหตุผลไม่หลงเชื่องมงาย ในทำนองเดียวกับคำสอนของพระพุทธองค์เมื่อ ๒๕๐๐ ปีก่อนบรรจุไว้ในกระบวนการเรียนรู้ในประเทศพัฒนาแล้ว เรียกว่า "การคิดเชิงวิจารณ์" (Critical thinking)
ไม่มีศาสนาใดอีกแล้วที่ให้ความอิสระทางความคิดความเชื่อได้เท่าพุทธศาสนา ยืนยันได้จากข้อสุดท้ายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "มา สมโณ โน ครูติ"
อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า สมณะนี้เป็นครูเป็นอาจารย์ของเรา หมายถึงพระองค์เองโดยเฉพาะเลย แม้พระองค์ตรัสเองก็อย่าเพิ่งเชื่อโดยทันที ลองใช้ปัญญาพิจารณาดูก่อนแล้วจึงตัดสินใจเชื่อ หรือ ไม่เชื่อ
และท้ายนี้ก็ขอแสดงความหวังว่า จะไม่นำกาลามสูตรนี้มาอ้างว่าเรายังไม่เชื่อว่าธรรมะนี้จะสามารถดับทุกข์ได้จริง จึงไม่ปฏิบัติธรรมกัน อย่างนี้ก็เท่ากับทำตัวให้ต่ำลงไปอีก
ยอมรับเสียว่าเรายังไม่มีปัญญาพอที่จะสามารถไตร่ตรองธรรมะได้ ก็ลองปฏิบัติตามพระพุทธองค์ไปก่อน
ที่มา..... http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sdayoo&month=09-2006&date=15&group=5&gblog=21 เดียรถีย์....นักบวชนอกพุทธศาสนา
|