วันเสาร์ ที่ 5 กรกฎาคม 2551
๐ กรุ่นกลิ่น..บุปผากรอง ๐
Posted by
สดายุ...
,
ผู้อ่าน : 227
, 00:00:22 น.
| หมวดหมู่ :
นารีปราโมช
พิมพ์หน้านี้
|
มีน้องสาวหลายคน..ก็ต้องมีหลายบทหน่อย..เพื่อความเสมอภาค... เพลง..ลาวเด็ดดวงดอกไม้ - อัศวลีลา
๑. กุสุมาลย์..แห่งวารวัน.....

๐ งามเอย..กุสุมาลย์แห่งวารก่อน แต่ละตอนจับจ้องย่อมมองเห็น เช่นอัปสร..กรกรีด..ประณีตเป็น- ความชื่นเย็นหลั่งริน..สู่ถิ่นทรวง
๐ น้ำใจนั้นปรากฎ..ฤๅหมดสิ้น เช่นฝนหยาดรดริน..จากถิ่นสรวง ให้แผ่นดินเตรียมผืนซับชื่นปวง โลมหยดร่วงเย็นฉ่ำแห่งน้ำใจ
๐ เงียบงัน..สง่างามในความเงียบ หากพูนเพียบอาทร-ความอ่อนไหว ชัดเจนถ้วนในนิยามของความนัย อันขับไขเห็นระยับอยู่กับตา
๐ คืองดงามพวงผกาแห่งป่าฝน ช้อยช่ออยู่เบื้องบนให้ค้นหา เปล่งสีสันเร้ารุม..เหล่าภุมรา เทียบคุณค่าหวานหอม..ขึ้นพร้อมแล้ว
๐ แดดฉายหรือฝนพรำ..เม็ดน้ำหลั่ง คงเปล่งปลั่ง..กลีบกรองยังผ่องแผ้ว เมื่อสีสัน..รสประทิ่น..โลมถิ่นแนว ก็ยากแคล้วคลาดประทิ่นที่ริน-รม
๐ หอมหวานตระการอยู่..ไม่รู้สิ้น พอลมรินร่ำสู่..ก็รู้ฉม เมื่อกลีบกรองกุสุมาลย์ละลานลม ก็ทับถมรสสุมาลย์แผ่ซ่านมา
๐ เสาวคนธ์บรรดาคันธารส เมื่อปรากฎก็แต่คอยละห้อยหา จะแหนห้อมถนอมอยู่ไม่รู้ลา หอมคุณค่า..หวงกลิ่น..อย่าสิ้นเลย
๒. นพรัตน์..จำรัสแสง....

๐ คือพลอยเพชรผ่องผายกำจายแสง เพื่อหล้าแหล่งเบิกบทความสดใส แปรเหลี่ยมรัตตมณีน้ำ..อ่าอำไพ เป็นน้ำใจหยาดหลั่ง..โลมฝั่งทรวง
๐ พร่างพร้อยผกายเก็จทั้งเจ็ดสี ร้างราคีวับวาวดั่งดาวสรวง เช่นงดงามอัชฌา..สุดาดวง แต่จะช่วงโชนผกายให้หมายมอง
๐ อันน้ำใจเช่นฝนที่หล่นหลั่ง เข้าประดังใจชายให้คลายหมอง ละหยาดหยดสายอุทกที่ตกนอง ย่อมตกต้อง..ละอองสู่..ให้รู้..เย็น
๐ ราวผกายพร่างพร้อยแห่งรอยรุ้ง ทาบขอบคุ้งโค้งฟ้า..ให้ตาเห็น จึงครบครันผกายสี...อย่างที่เป็น ย่อมยากเข็ญจะซ่อนงาม..ให้ข้ามตา
๐ อ่อนไหวและอ่อนหวานที่ผ่านเผย ค่อยยื่นเย้ยยั่วลงที่ตรงหน้า ล่อเลศนัยลึกลับ..ให้อัปรา ปอกทีท่าสับสน..ของคนไกล
๐ ก่อนโชติช่วงเหลี่ยมรัตต์จำรัสรูป ยอแสงลูบหม่นหมองจนผ่องใส เริดร้างการบิดเบือน..ซ่อนเงื่อนนัย เปิดพิสัยก้าวต่าง..เส้นทางเดิม
๐ เมื่อเพชรพลอยผ่องผายกำจายแสง เหลี่ยมย่อมแต่งสัตตรงค์เข้าส่งเสริม โอนมณีน้ำลออ..ไว้รอเติม บ่อ..น้ำใจ..ที่เริ่มเริ่ม..กระเหิมแรง
๓. หวามไหว..ดวงใจพ่อ

๐ เงียบงันสงบงาม..เจ้าทรามสวาดิ โอนพิลาสเผยแผ่ให้แลเห็น มณีรุ้งหยาดรื่น..จนชื่นเย็น อกย่อมเต้นตามตาละล้าละลัง
๐ สง่างามสดใส..ดวงใจพ่อ- ภาพทอดทอพิศเพ่งก็เปล่งปลั่ง เผยจริตประณีตล้ำเป็นกำลัง และทุกครั้งอ่อนหวานพาดผ่านตา
๐ เช่นมิตรที่อบอุ่นการุณมิตร ส่งดวงจิตอ่อนละมุนเป็นคุณค่า- เข้าขับไล่หม่นหมองให้ล่องลา ปรารถนาก็งามล่วงถึงดวงใจ
๐ น้อยไปหรือ..ขุ่นขึ้งสักหนึ่งหน ยังยากค้นออกเค้นให้เห็นได้ สายัณห์ยามลับช่วงแห่งดวงไฟ ย่อมรำไรงามล้ำด้วยฉ่ำเย็น
๐ เยือกเย็นฉ่ำหวานบรรสารพากย์ ครั้นยามพรากเฝ้าแต่คอยละห้อยเห็น ถวิลหวานชิดเชยอย่างเคยเป็น หอมก็เค้นคั้นให้หัวใจคอย
๐ ฟ้างามด้วยดวงไฟ, ดวงใจพ่อ- ย่อมงามพอ-กล่อมเกลาความเศร้าสร้อย- ฤทธิ์แล่งลาญเลือนดับจนลับรอย ชื่นจะช้อยชูช่อขึ้นรอใจ
๐ ดวงใจพ่อ..จะรอให้ดวงใจพี่- สืบรู้เงื่อนงำที่..เจ้ามีไฉน เงียบงันหากช่วงเชื้อ..แห่งเยื่อใย รอโอบให้ปลายนั้น..รัด..พันธนา
๔. น้ำทิพย์ จากลิบไกล....

๐ น้ำทิพย์... คืนเดือนดาวกระพริบ...ไกลลิบแสน เจ้าแฝงเร้น..รั้งหยาดบำราศแดน จะห้อมแหนสายฟ้าแจ่มจ้ารอย
๐ หยาดฝน... เมื่อเจ้าหล่นฟายฟ่องละอองฝอย รู้หรือไม่ใครหนึ่งคะนึงคอย รอร่องรอยน้ำทิพย์..จากลิบไกล
๐ รอเจ้า..หล่นหลั่งจากฝั่งฟ้า ให้โลกคลาคล่ำชื่น..ที่รื่นไหล เพื่อว่าทั้งแดนดิน..และจินตะใด รอโลมไล้ซับฉ่ำ...หยาดน้ำฟ้า
๐ ลงมาเถิด..หยาดประกาย ลงรำบายแดนดิน..ทุกถิ่นท่า เพื่อลิดรอนทุกข์ท้อ..ผู้ทรมา ซึมซาบวาระรื่นของชื่นเย็น
๐ หลังฝอยฝนหล่นหลั่งถมฝั่งหล้า ก็แจ่มจ้า..เรื่อรองจนมองเห็น- งดงามด้วยแสงสี...อย่างที่เป็น ทั้งแฝงเร้นหม่นหมองให้ล่องลา
๐ หล่นลงพื้นเม็ดกระแทก..น้ำแตกช่อ เป็นละอองหยาดลออ..ขึ้นรอท่า เพื่อสะท้อนเกล็ดผกายผ่านสายตา ระบัดรอบรมยาทาบทาทรวง
๐ หยาดเย็นชื่นฉ่ำแห่งน้ำทิพย์ จากไกลลิบขอบแคว้นถิ่นแมนสรวง ช่วย-ลบแล้งที่ประดังเสียทั้งปวง ให้ลับล่วง..เริดร้างจืดจางรอย
๕. ลมพลิ้วปลิวผ่าน

๐ เจ้าปลิดปลิวตามลมที่พรมโบก ให้กระแสลมโลกล้างโศกเศร้า เพื่อว่าแรงใฝ่ฝันแห่งวันเยาว์ อยู่รุมเร้าอุ่นขวัญ..ทุกวันคืน
๐ ปลิดปลิวลิ่วมาจากฟ้าห่าง เพื่อจะวางบริบท..ความสดชื่น รอบภิรมย์ก็ระบัดขึ้นหยัดยืน ค่อยแตะตื่นงดงาม..ให้ตามมอง
๐ รอบยามค่อยปรับแปรกระแสลม ก็เมื่อฉมผ่าวผ่านจากมาลย์ผอง เป็นริ้วหอมหวานรับการจับจอง อันจะล่องไหลตามกระแสใจ
๐ เช่นโอภาสดวงตะวันในชั้นสรวง ค่อยค่อยช่วงลำดับ..ขึ้นขับไข ลมเอื่อยอ่อยออดอ้อน..ผ่านตอนไป เหลือเพียงความอ่อนไหว..อยู่ในลม
๐ อุ่นไอแสงยามสาย..รำบายออก เพื่อม่านหมอกตอบรับ..การขับข่ม ปีกผีเสื้อดาษดื่น..รอชื่นชม เช่นปรารมภ์หนึ่งผู้...รอรู้ใจ
๐ เก็บกักความอ่อนไหว..ด้วยใจหวั่น เกรงแทรกสู่ใจนั้น..ทำหวั่นไหว จะเผยออกพ้นพรางได้อย่างไร เถิด..เก็บไว้กักออมอย่ายอมคลาย
๐ พัดผ่านให้รับรู้..ฤดูลม ก็ด่ำดมสุมาลย์รอ..แสงทอ-ฉาย ปลิดปลิวท่ามปรารถนาจนกว่าวาย รอเพียงสายเยื่อใย..จากใครนั้น
๖. เรือลำน้อย..เจ้าลอยลำ....

๐ เรือจ้างน้อยลอยลำ..พายจ้ำจ้วง แต่ละช่วงจังหวะ..น้ำชะเชี่ยว เห็นเธอวาด..พายค้ำ..เรือลำเรียว อยู่กลางสายชลเปลี่ยว..อย่างเดียวดาย
๐ เช่น..อรุณระยับยวงด้วยช่วงแสง ทาบหล้าแหล่งให้พิสุทธิ์..เห็นจุดหมาย เมื่อใจหนึ่งมุ่งอยู่..ไม่รู้วาย จักจ้วงพายพาคน..ข้ามพ้นน้ำ
๐ ปีแล้ว..และปีเล่า..ที่เจ้าเป็น ผ่านร้อยเข็ญ..พันโศกแห่งโลกต่ำ ด้วยจิตที่สำนึก..งามลึกล้ำ ค่อยค่อยจ้ำเรือน้อย..ล่องลอยไป
๐ ละเที่ยวพาย..ละเที่ยวผ่าน..ฝ่าธารเชี่ยว ค่อยค่อยเคี่ยวกรำสอน..อาทรให้- ลูกศิษย์น้อยคล้อยหลัง..สู่ฝั่งไกล ผ่านน้ำไหล..ชะเชี่ยว..ด้วยเรี่ยวแรง
๐ คือเรือน้อยลอยผ่านสายธารไหล ด้วยจิตใจครูสาวผู้กร้าวแกร่ง ที่จะคอยคัดท้าย-วาดพาย..ทะแยง พาหัวเรือทิ่มแทง..สู้แรงน้ำ
๐ ทอดทิ้งตัวตนอยู่..เพื่อผู้อื่น ท่ามกระแสลมตื่น..เสียงคลื่นคร่ำ- ครวญระดมห่มห้อม..อยู่ล้อมลำ- เรือน้อยราวจะคว่ำ..จมลำเรือ
๐ ภาพเด็กน้อยจำพราก..พ้นฟากฝั่ง มือเรียววาดพายยัง..อีกฝั่งเพื่อ รับส่งอีกทุกรุ่น..ช่วยจุนเจือ- ภาพงดงามให้หลงเหลือ...ในแผ่นดิน..!
๗. ดวงดอกฟ้า....

๐ เฝ้าละห้อยคอยท่า..ดอกฟ้าร่วง เฝ้าจนทรวงแหลกลาญอยู่นานเนิ่น เกรงแต่ก้านกิ่งเรียวนั้นเหนียวเกิน จนสุดเหินเวหนเข้าด้นดึง
๐ โลกเติบเต็มงดงามเติมความหมาย ในจิตที่วนว่าย..ของชายหนึ่ง ระอุร้อนรุมร่ำ..ห้วงคำนึง ผ่านซาบซึ้งอาวรณ์..ลงซ้อนทับ
๐ เกิดแต่เมื่อดวงจิตสัมฤทธิ์รู้ ระลอกหวานโหมสู่เข้าจู่จับ ดาลละมุนละม่อมผุด..จนสุดนับ จนสุดใจจะขยับเขยื้อนย้าย
๐ ผิดมากหรือ..มากไหมที่ใจหนึ่ง เฝ้าคำนึงใครอยู่..ไม่รู้หน่าย สืบอาลัยตอบเต้นไม่เว้นวาย ผิดมากมายฤๅไฉน..นะใจเอย
๐ ปองจะเด็ดดอกฟ้า..ลงมาหอม รอเพียงดอกดวงพะยอมจะยอมเผย โน้มกลีบงามกลิ่นฉม..ให้ชมเชย จะแหงนเงยรอถนอม..ด้วยอ้อมทรวง
๐ จะป้องกลีบเรียวดอก..จากชอกช้ำ ป้องรุกล้ำกลิ่นหอม..พะยอมสรวง ป้องจากผู้เหิมเหนี่ยว..เด็ดเรียวรวง จะทาบทวงหอมอยู่...แต่ผู้เดียว
๐ โน้มเถิดกิ่งดอกพุ่ม..โกสุมหอม โอนกลิ่นกรอม..หล้าผองให้มองเหลียว เผยสีสันรอยจีบทุกกลีบเรียว ร่วมเก็บเกี่ยวความวิตก...ในอกชาย
๐ ฟังเถิดฟังกระซิบบอก..ดวงดอกฟ้า แตกต่างช่วงมรคา..เกินกว่าป่าย เถิด..โน้มกิ่งลงล้อมให้หอมกราย พาใจว่ายวนถวิล..อย่าสิ้นเลย
|