• seasiri
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : seasiri@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-03-15
  • จำนวนเรื่อง : 37
  • จำนวนผู้ชม : 6786
  • จำนวนผู้โหวต : 11
  • ส่ง msg :
ซีเซี่ยม
มันก็..ก็มัน..อย่างนี้แหละน๊า..
Permalink : http://www.oknation.net/blog/seasiri
วันพุธ ที่ 19 กันยายน 2550
ฉันเองที่ผิด
Posted by seasiri , ผู้อ่าน : 184 , 16:48:54 น.   | หมวดหมู่ : เริงอารมณ์  
พิมพ์หน้านี้


....หรือฉันเองที่ผิด ที่คิดรักง่ายง่าย....

.

..

...

โทษหัวใจที่แอบไปรักเธอ

โทษหัวใจ...ที่แอบไปรักเธอ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
kibo วันที่ : 20/09/2007 เวลา : 00.01 น.
http://www.oknation.net/blog/kibo

โห อัพที ยาวเชียว
ความคิดเห็นที่ 1
Supawan วันที่ : 19/09/2007 เวลา : 17.58 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

วันพุธ ที่ 19 กันยายน 2550
“สามศิลปกรรม”ที่ศาลหลักเมืองสุพรรณ อัศจรรย์มังกรยักษ์ระดับโลก
Posted by ศุภศรุต , ผู้อ่าน : 8 , 16:59:46 น. | หมวดหมู่ : นักมานุษยวิทยาอิสระ ประวัติศาสตร์โหด มัน ฮา ตะลอนทัวร์
พิมพ์หน้านี้

ศาลหลักเมืองสุพรรณบุรี เป็นศาลหลักเมืองโบราณ มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจทั้งในอดีตกับเรื่องราวของ “สามศิลปกรรม” และในปัจจุบันทันสมัย กับเรื่องราวของ "มังกรที่ใหญ่ที่สุดในโลก" ครับ

.

ศาลหลักเมืองตั้งอยู่ใจกลางเมืองป้อมปราการสุพรรณบุรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งในปัจจุบันทางเข้าศาลจะอยู่ริมถนนมาลัยแมน ตำบลรั้วใหญ่ สังเกตได้จากริมถนนจะมีเสามังกรศิลปกรรมแบบจีนตั้งเด่นเป็นสัญลักษณ์ของทางเข้าไปสู่ตัวศาล

.

ชาวสุพรรณนิยมเรียกศาลหลักเมืองว่า "ศาลเจ้าพ่อหรือศาลเจ้าพ่อหลักเมือง"

.



.

เมืองป้อมปราการสุพรรณบุรี น่าจะสร้างขึ้นเพื่อรับศึกพม่าจะฝั่งตะวันตกโดยเฉพาะ มีกำแพงและคูน้ำกว้างใหญ่ มีหอโทนรวม 6 หอ คนสุพรรณเรียกกันว่า "ป้อมปราการ" หรือ "ป้อมลอย – ป้อมลอยน้ำ" (ลอยยื่นออกมานอกแนวกำแพง) ซึ่งในปัจจุบันก็ยังเห็นเหลือซากกำแพงเป็นหลักฐานอยู่มาก

.



.

มีการขุดค้นทางโบราณคดีตามป้อมลอยน้ำต่าง ๆ พบหลักฐานร่องรอยของขวากช้างขวากม้ากระสุนและลูกปืนใหญ่ หากท่านใดสนใจจะไปชมป้อมลอยน้ำ ก็ขอแนะนำให้ไปทางทิศใต้ของเกาะเมืองจะดูน่าชมมากที่สุดครับ เพราะมีการบูรณะแนวกำแพงเก่าที่ถูกรื้อไปบ้างแล้ว ส่วนในรูปที่นำมาลงเป็นแนวคูน้ำ กำแพงและป้อมทางทิศเหนือครับ

.



.

สันนิษฐานกันว่า ศาลหลักเมืองสุพรรณในสมัยแรกสร้าง น่าจะเป็นเทวสถานในลัทธิพราหมณ์ - ฮินดู มีเสาหลักเป็นรูปศิวลึงค์และมีรูปสลักเทพเจ้าประดับอยู่ ก่อนถูกรื้อทำลาย ต่อมามีการบูรณะใหม่ในสมัยกรุงศรีอยุธยามาเป็นศาลขนาดไม่ใหญ่นัก และน่าจะมีเสาหลักเมืองประดิษฐานอยู่ ซึ่งน่าจะสร้างขึ้นพร้อม ๆ กับการสร้างเมืองป้อมปราการ

.

เมื่อประมาณ 200 ปีที่แล้ว ชาวจีนอพยพจำนวนมากได้เดินทางล่องเรือตามแม่น้ำท่าจีนหรือแม่น้ำสุพรรณบุรีเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเขตใกล้ตัวเมืองป้อมปราการสุพรรณบุรี แทนที่บ้านเมืองเดิมที่ร้างไปภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาในปี 2310 และพัฒนามาจนกลายเป็นย่านตลาดใหญ่ในปัจจุบันครับ

.

เล่ากันมานานว่า เมื่อ 30 - 40 ปีที่แล้ว ศาลเจ้าพ่อยังเป็นเก๋งจีนขนาดไม่ใหญ่นัก บริเวณโดยรอบศาลจะเป็นป่ารกชัฏ มีสุมทุมพุ่มไม้มาก ไกลออกไปจะเป็นทุ่งนาข้าว การเดินทางมาศาลเจ้าพ่อ นิยมมากันทางเรือ เพราะทางบกมีเส้นทางเดียวแต่ก็เป็นอันตรายจากโจรผู้ร้ายที่คอยมาปล้นสะดมอยู่บ่อยครั้ง

.

ชาวตลาดนิยมพายเรือบดเล็ก ๆ หรือบางทีก็เช่าเรือจ้างแบบเรือสำปั้นพายเข้าทางคลองหน้าวัดประตูสาร ลัดเลาะไปตามเพนียดคล้องช้างสมัยโบราณเข้าไปถึงศาลเจ้าพ่อ

.
พอปี 2505 มีการตัดถนนมาลัยแมนเชื่อมต่อจากจังหวัดนครปฐม ผ่านอำเภออู่ทอง และผ่านมาทางหน้าศาลเจ้าพ่อเข้าสู่ตัวเมืองสุพรรณบุรี การเดินทางไปนมัสการที่ศาลเจ้าพ่อทางบกจึงเริ่มสะดวกสบายมากกว่าแต่เดิม การเดินทางทางน้ำก็เริ่มหมดความนิยมไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

.



.

การตัดถนนสายมาลัยแมนเข้าสู่เมืองสุพรรณบุรี ได้ทำลายเพนียดคล้องช้างโบราณของเมืองสุพรรณบุรีไปจนหมด ไม่เหลือร่องรอยให้เห็นแล้วอีกแล้วในปัจจุบันครับ

.

ย้อนกลับไปที่ปี 2435 สมเด็จ ฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้เสด็จมาตรวจราชการหัวเมืองสุพรรณบุรี และมาทอดพระเนตรศาลหลักเมือง ทรงกล่าวถึงศาลหลักเมืองสุพรรณบุรีไว้ในหนังสือสารสมเด็จและนิทานโบราณคดีหลายตอน ดังเช่น

.

".....ต้องขี่ม้าราว 8 ชั่วโมงจึงจะถึงเมืองสุพรรณ วันรุ่งขึ้นหม่อมฉันไปทำพลีกรรมที่ศาลเจ้าหลักเมือง ตัวศาลรูปร่างอย่างไทยทำด้วยไม้มุงกระเบื้อง สร้างไว้บนโคกอันหนึ่ง ในศาลมีเทวรูปศิลา ๒ องค์ เป็นรูปพระวิษณุแบบเก่ามาก คืออย่างที่เหมือนใส่หมวกเติ๊กตัวอย่างในพิพิธภัณฑ์สถานกรุงเทพ ฯ ก็มี แต่รูปพระวิษณุที่ศาลหลักสุพรรณจำหลักเป็นอย่าง Pas relief ติดอยู่กับแผ่นศิลาข้างหลังสูงสักราว 3 ศอก หม่อมฉันเห็นศาลทรุดโทรมมาก จึงออกเงินมอบให้กรมการจีนที่เป็นคนจัดพิธีบวงสรวง ให้เข้าสร้างศาลเสียใหม่ให้เป็นตึกมั่นคง เขาก็จัดการด้วยยินดีแล้วบอกมาว่า ได้จัดการสร้างศาลเสร็จแล้วและว่ามีผู้บริจาคทรัพย์ช่วยก็หลายราย

.

.......หม่อมฉันไปเมืองสุพรรณอีกครั้งหนึ่งจึงได้เห็นว่า ศาลที่สร้างใหม่นั้นเป็นเก๋งจีนแต่ทำเรียบร้อยดี ถึงมีเฮียกงอยู่ประจำศาลด้วยคนนับถือมากทั้งไทยทั้งจีน ต่อมาในปีหนึ่งหม่อมฉันทำโปรแกรมเสด็จประพาสเมืองสุพรรณ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงตรัสว่าเข้าทีดีหนักหนา แต่เขาห้ามมิให้เจ้านายไปเมืองสุพรรณว่า ถ้าขืนไปจะเป็นบ้ามิใช่หรือ หม่อมฉันก็ทูลเล่าเรื่องที่หม่อมฉันขืนไปให้ทรงทราบ

.

.......ครั้นเสด็จไปเมืองสุพรรณทรงพลีกรรมที่ศาลเจ้าหลักเมืองแล้ว พระราชทานเงินให้สร้างบริเวณศาลเพิ่มเติมที่หม่อมฉันได้สร้างไว้จึงก่อเขื่อนรอบเนินศาล และทำชานที่คนบูชามีกำแพงแก้ว และศาลาต่อออกมาหน้าศาล แต่ทำแบบจีนให้เข้ากับเก๋งศาลทั้งนั้น แต่ชั้นหลังมาเขาจะแก้ไขเพิ่มเติมอะไรอีกหม่อมฉันหาทราบได้ เหตุที่จะคิดทำปราสาทที่ตรัส ก็เห็นจะเป็นด้วยเก๋งเดิมชำรุดทรุดโทรมอย่างไรไปจึงคิดจะสร้างตัวศาลใหม่ ..........

.

.....ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ กลุ่มผู้ศรัทธานับถือและมีกำลังทรัพย์ในการบริจาคเงินปลูกสร้างอาคารศาลหลักเมืองนั้น เป็นกลุ่มชาวจีนเมืองสุพรรณ ที่มีฐานะและพลังทางเศรษฐกิจสูงในเมืองนี้ ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าที่มีความร่วมมือร่วมใจกัน ทำให้เริ่มมีผู้รักษาศาลที่เรียกว่า “เฮียกง” ประจำศาลแต่นั้นมา

.

..... เรื่องซ่อมศาลหลักเมืองสุพรรณนั้น หม่อมฉันเห็นชอบด้วยดังทรงพระดำริ เทวรูปนั้นทูลยืนยันได้ว่ารูปพระวิษณุทั้ง 2 รูป เพราะหม่อมฉันได้พิจารณาแล้ว หม่อมฉันมีวินิจฉัยที่จะทูลในเรื่องหลักเมืองต่อไปอีกหน่อย คือ ในประกาศพระราชพิธีที่หลักเมืองในรัชกาลที่ 4 เรียก หลักเมืองในภาษามคธว่า "โตรณ" หม่อมฉันเคยได้ยินแปลศัพท์โตรณอีกอย่างหนึ่งว่า เสาไต้ (ประทีป) แต่หลักเมืองเมืองเชียงใหม่เขาเรียกว่า "หลักอินทขีล" เมื่อหม่อมฉันไปมณฑลเพชรบูรณ์ไปได้หลักเมืองศรีเทพลงมา มีจารึกอักษรคฤนถ์แตกเสียมาก แต่ยังเหลือคำว่า "ขีลํ" ปรากฏอยู่ หม่อมฉันค้นดูในอภิธานภาษาบาลีของอาจาร์จิลเดอ แปลศัพท์ Tora man ว่าซุ้มประตู Gateway แปลศัพท์ Khi Lo ว่า Pin หรือ Stake คือหลัก ดังนี้ขอให้ทรงพิจารณาดู .........."
.



.

ที่มาของรูปสลักเทพเจ้าโบราณ 2 องค์อันเป็นหลักสำคัญของศาลเจ้าพ่อ ไม่มีหลักฐานว่าเคลื่อนย้ายมาจากที่ใด แต่ดูจากศิลปกรรมแล้ว ผมว่าอายุน่าอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 11 ขึ้นไปที่ยังนิยมสลักรูปเคารพสวมหมวกทรงกระบอกอยู่ครับ

.

ส่วนตำนานชาวบ้านเมืองสุพรรณก็จะเล่ากันว่าเทวรูปเจ้าพ่อทั้งสองลอยตามแม่น้ำมาขึ้นที่วัดกุฎีสงฆ์แต่ก็ไม่รู้ว่านำขึ้นมาเมื่อไหร่ !!!

.

ในปี 2447 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ร่วมกับชาวจีนในตลาดสุพรรณบุรีซ่อมแซมบูรณะศาลหลักเมืองที่ชำรุดทรุดโทรมและได้สร้างอาคารรูปทรงเก๋งจีนครอบทับศาลแบบไทยเป็นครั้งแรก

.



.

รูปเคารพเทพเจ้าของศาลหลักเมืองเก่าได้มาทดแทนกลายมาเป็นเทพเจ้าผู้คุ้มครองชาวเมืองสุพรรณบุรีให้มีความมั่นคง ปลอดภัยร่ำรวย และอยู่ดีมีสุขในคติความเชื่อ "ปูนเถ้าก๋ง" ในคติปรัชญาจีน

.

คนไทยเชื้อสายจีนเมืองสุพรรณบุรี ยังได้ขยายคติประเพณีความเชื่อนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมเมืองสุพรรณในเวลาต่อมา โดยกำหนดเป็นประเพณีบวงสรวงศาลหลักเมืองหรือ "ปูนเถ้าก๋ง" ขึ้นเป็นการประจำปีในทุกวันที่ 18 เดือน 7 หลังวันสารทจีนตามปฏิทินจีน เรียกว่า งานทิ้งกระจาด เป็นคติพุทธมหายาน ถือเป็นการเจริญเมตตาธรรมแก่ดวงวิญญาณที่ล่วงลับไปแล้ว ผู้คนในตลาดจะนำเครื่องอุปโภคบริโภคมาแจกจ่ายเป็นทานแก่ผู้ยากจน และได้ปฏิบัติประเพณีนี้อย่างยิ่งใหญ่สืบเนื่องกันมายาวนานจนถึงปัจจุบัน

.



.

ศาลหลักเมืองจึงได้พัฒนากลายมาเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนของความศรัทธาร่วมกันของชาวเมืองสุพรรณบุรีเช่นเดียวกับวัดป่าเลไลยก์

.

ในขณะที่วัดมหาธาตุ กลับไม่ได้รับความนิยมหรือเชื่อถือในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์มากนัก สังเกตได้จากพฤติกรรม หากคนสุพรรณต้องการไปบนบานศาลกล่าวเพื่อหาที่พึ่งทางจิตใจครั้งใด ก็มักนิยมจะไปบนบานที่วัดป่าเลไลยก์และศาลเจ้าพ่อหลักเมืองกันมากกว่าไปวัดมหาธาตุ ซึ่งเคยเป็นวัดหลักของเมืองในอดีต

.

นั่นก็คงเป็นเพราะวัดมหาธาตุในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ได้กลายเป็นวัดร้าง ป่าขึ้นปกคลุมไปทั่ว ประกอบกับมีโจรผู้ร้าย เหล่า "เสือร้ายเมืองสุพรรณ" ซ่องสุมผู้คนกันอยู่มาก กว่าจะปราบได้หมดก็ใช้เวลาหลายปี วัดมหาธาตุเพิ่งได้กลับมาเป็นวัดหลวงอีกครั้งก็ในสมัยรัชกาลที่ 6 นี่เองครับ !!!

.



.

ในปี 2478 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในเขตเมืองสุพรรณจำนวน 12 แห่ง ได้แก่ คูเมือง กำแพงเมืองสุพรรณบุรี วัดหอยโข่ง ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง วัดผึ้ง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วัดช่องลม วัดพระรูป วัดหลวง วัดจำปา วัดเจดีย์ยอดเหล็ก ซึ่งในตอนนั้นกรุเจดีย์ของวัดต่าง ๆ ของเมืองสุพรรณบุรีได้ถูกขุดเจาะหาพระเครื่องไปจนเกือบหมดเกลี้ยงแล้วครับ !!!
.

จนถึงในปี 2507 ซึ่งเป็นปีที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ โดยการนำของคุณบรรหาร ศิลปอาชาและนายพัฒน์ บุณยรัตพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรีในสมัยนั้น ดังบันทึกเรื่องราวของผู้ว่า ฯ พัฒน์ จากบทความ "คนดีศรีสุพรรณ" ในหนังสือ 60 ปี บรรหาร ศิลปอาชา มีความว่า

.



.

....เมื่อหนุ่มบรรหารมาขอแม่ว่าจะไปอยู่กรุงเทพฯ นั้น เขาอายุได้ 17 ปีแล้ว........เขาต้องการพลังใจที่จะไปต่อสู้กับความไม่แน่นอนนั้น หนุ่มบรรหารนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสุพรรณ ฯ ซึ่งเขาและครอบครัวเคารพนับถือมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เขาจึงได้ไปศาลเจ้าพ่อหลักเมืองในเช้าตรู่วันที่ 11พฤศจิกายน พ.ศ.2492 ก้มลงกราบพลางตั้งสัตย์อธิษฐานว่า

.

"หากข้าพเจ้าไปอยู่กรุงเทพฯ ได้ทำงานมีความเจริญรุ่งเรือง มีฐานะดี จะกลับมาสร้างศาลเจ้าถวายเจ้าพ่อให้ใหญ่โต และสวยสง่ามีราศี และจะไม่ลืมท้องถิ่นบ้านเกิดเป็นอันขาด"
.

....ผมไปรับราชการเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ในปี พ.ศ.2500 ถึง พ.ศ.2509 ได้รู้จักกับคุณบรรหารแต่เพียงผิวเผิน เพราะขณะนั้นท่านเข้าไปทำงานของท่านอยู่ทางกรุงเทพฯ แล้ว

.
ในปี พ.ศ.2507 เมื่อผมทำการปราบปรามโจรผู้ร้ายและการพนันในจังหวัดสุพรรณบุรีราบคาบแล้ว ผมก็พัฒนาบ้านเมือง ตามคติธรรมของนักปกครองผู้ “สร้างเมือง” ไม่ใช่ “กินเมือง” หลังจากผมทำถนน ทำโรงเรียน ทำตลาด ทำวัด ฯลฯ แล้ว ผมก็คิดซ่อมศาลเจ้าพ่อหลักเมืองซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองสุพรรณบุรี ที่ขณะนั้นทรุดโทรมมาก

.
ผมขอร้องให้เถ้าแก่ติ๊กเซียะ เป็นโต้โผใหญ่ฝ่ายจีน ผมเป็นโต้โผใหญ่ฝ่ายไทย ทำการบูรณะศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณเป็นการใหญ่ โดยรื้อทำใหม่หมด เว้นแต่ผนังที่ตัวเจ้าตั้งพิงอยู่เท่านั้น ไม่รื้อลงมา เกรงจะสะเทือนถึงองค์เจ้าซึ่งเราถือว่าเป็นบาป

.

ศาลแห่งนี้ได้ก่อตั้งขึ้นแทนองค์เดิม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2435 ที่ตัวศาลสร้างเป็นแบบศาลาไทย มีช่อฟ้าหน้าบัน ส่วนอาคารรอบศาล และประตูศาล สร้างเป็นแบบเก๋งจีน มีหงส์มังกรตามคติแบบจีน

.




.
ในการบูรณะใหญ่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองคราวนี้ ผมบอกบุญชาวสุพรรณทั่วไปหมด คุณบรรหาร ศิลปอาชา ทราบข่าวก็มาร่วมทำบุญกับผมด้วย โดยบริจาคเงินจำนวนถึง 80,000 บาท

.
ผมให้เถ้าแก่ติ๊กเซียะจารึกชื่อท่านไว้ที่เสาศาลเจ้าพ่อ....
.

ภายหลังผมสนิทกับคุณบรรหารแล้ว ท่านเล่าความหลังให้ฟังว่า ขณะท่านบริจาคเงินถึงแปดหมื่นบาทนั้น ท่านมีเงินทั้งเนื้อทั้งตัวอยู่เพียง 150,000 บาทเท่านั้น
.

คุณหญิงของท่านขณะนั้นท้วงท่านว่า บริจาคเงินไปมากมายเช่นนั้น แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนทำทุนต่อไป ท่านเล่าว่า

.
ท่านชี้แจงให้คุณหญิงทราบว่า เมื่อท่านจะจากเมืองสุพรรณไปทำมาหากินตั้งเนื้อตั้งตัวที่กรุงเทพฯ นั้น ท่านมีเงินติดตัวเพียง 5 บาทเท่านั้น ท่านไปกราบลาเจ้าพ่อหลักเมือง และบนว่า

.
"ถ้าตั้งเนื้อตั้งตัวได้ จะกลับมาแทนคุณทำนุบำรุงเจ้าพ่อ"
.

ดังนั้นในโอกาสที่ฝ่ายบ้านเมืองกับชาวสุพรรณร่วมมือร่วมใจกันทำการบูรณะศาลเป็นการใหญ่คราวนี้จึงขอบริจาคอย่างสูงสุดของกำลังความสามารถ เป็นการกตัญญูต่อเจ้าพ่อหลักเมือง....

.
และรักษา “สัจจะ” ของลูกผู้ชายชาวสุพรรณ ฯ !!!
.

ผมจึงนับถือคุณบรรหารมาแต่คราวนั้นจนทุกวันนี้....."

.




.



.
ในช่วงที่คุณบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของประเทศไทย (ท่านให้เรียกอย่างนั้น ห้ามเรียกว่าอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านจะเคือง) ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองได้ขยายตัวไปมากทั้งสิ่งก่อสร้างใหม่ ๆ และที่ดิน รวมทั้งมังกรทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทยด้วยครับ

.

จากอดีตของศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณ ชาว Blog OKNation ก็คงจะคลี่คลายความหมายของ "สามศิลปกรรม" ได้แล้วนะครับว่า ศาลสำคัญแห่งเมืองสุพรรณบุรีนี้ เป็นที่รวมของสถาปัตยกรรมในศิลปกรรมจีนคืออาคารเก๋งจีนขนาดใหญ่และพระเจดีย์ทรงจีน ศาลาทรงไทยที่ถูกสร้างครอบเก็บรักษาไว้เป็นศิลปกรรมแบบไทยสยามที่เดียวในประเทศไทย หลายคนที่เคยมาอาจจะไม่เคยสังเกตเห็นก็ได้

.



.



.

และศิลปกรรมที่สามก็คือ รูปเทพารักษ์ประจำเมือง ที่คนเมืองสุพรรณบุรีเขาเรียกติดปากว่า “เจ้าพ่อหลักเมือง” หมายถึงพระนารายณ์สี่กร ประทับยืน 2 องค์คู่ สวมกิรีฏมกุฏทรงกระบอก แกะสลักด้วยหินชีสท์อินเดียสีเขียว ศิลปกรรมแบบพราหมณ์ - ฮินดู

.



.



.

สามศิลปกรรมที่ศาลเจ้าพ่อเมืองสุพรรณก็คือ ปรากฏการณ์ "ฮินดู-ไทยสยามและจีน" ที่มาอยู่รวมกันที่ศาลหลักเมืองสุพรรณนั่นเองครับ

.

ในปัจจุบันท่านบรรหารมีแนวคิด ที่จะสร้าง "พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร" ในรูปแบบของอาคารประดับไฟเบอร์เป็นรูป "มังกรทองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก"

.

พิพิธภัณฑ์ดังกล่าว จะจัดให้เป็นอาคารเก็บรวบรวมประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ห้องนิทรรศการ ห้องสมุด ศูนย์สารสนเทศและหอเกียรติยศบุคคลสำคัญชาวเมืองสุพรรณบุรีเชื้อสายจีนตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน

.



.

มังกรยักษ์สีทองเริ่มโครงการเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว การก่อสร้างดำเนินการไปเรื่อย ๆ ช่วงนี้อยู่ในขั้นตอนการประดับเกล็ดสีชมพูและตกแต่งให้เป็นมังกรทองในอนาคต

.



.



.

หากท่านมีโอกาส เตรียมตัวเตรียมใจไว้อีกประมาณ 1 ปีข้างหน้า แวะมาท่องเที่ยวนมัสการสามศิลปกรรมแห่งศาลเจ้าพ่อเมืองสุพรรณแล้ว ก็ขอเชิญขึ้นไปเยี่ยมชมประวัติศาสตร์ชาวไทยเชื้อสายจีนบนมังกรทองที่ใหญ่ที่สุดในโลก แล้วอย่าลืมแวะขึ้นหอคอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย ล่องต่อไปยังตลาด 100 ปี ที่สามชุก แล้วไปจบการท่องเที่ยวที่สวนน้ำขึ้นชื่อนาม "บึงฉวากเฉลิมพระเกียรติ"

.

ก็ขออย่าไปอิจฉาชาวเมืองสุพรรณบุรีเขาเลยครับ เขามีนายกรัฐมนตรีคนเดียว ลูกหลานชาวสุพรรณแท้ ๆ ที่ชื่อบรรหาร ศิลปอาชา บ้านเมืองเขาก็พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและวัฒนธรรมในมุมต่าง ๆ ของบ้านเมืองของเขาไปได้ขนาดนี้

.



.

ถ้ามีคนที่สอง คงกลายเป็นเมืองเทียบชั้นมหานครเชียงใหม่แน่ ๆ นั่นเพราะเมืองสุพรรณบุรียังมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพมากมายทั้งป่าสน น้ำตกและภูเขาที่ยังรอการพัฒนาแบบ "ทุ่มทุนสร้าง"อยู่ แถมยังไม่ไกลจากกรุงเทพ ฯ อีกด้วย

.

เอว่าแต่ว่าลูก"ท๊อป"ของป๋าบรรหารจะรับไหวไหมกับภารกิจ MI2 .....ก็คงต้องไปว่ากันอีกทีในอนาคตครับ .....!!!!


แวะมาทักทายค่ะ ....



แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30