พิมพ์หน้านี้
|
. ในห้องผมมีนักศึกษาห้าสิบกว่าคน นัยว่าคำนวน ฺbreak-even point แล้วจะต้องมีจำนวนคนเท่านี้ มิฉะนั้นต้องขึ้นค่าเทอม เงินอาจจะหายเพราะ volume ไม่ได้ (คณะคงลืมไปว่านอกจากมช. แล้วในเชียงใหม่ก็ไม่เห็นมีใครเปิดหลักสูตรนี้) ตอนนี้ยังไม่รู้จะจบหมดหรือเปล่าเพราะ ติดใจสอบ Comprehensive ไม่ยอมเลิกกันอยู่หลายคน บางคน (รวมทั้งผม) ไม่อยากจะทำงานค้นคว้าอิสระ ก็เลยเกเรทำบ้างไม่ทำบ้าง แต่ในที่สุดแล้วก็คงจะผ่านหมด เพราะอาจารย์คงไม่อยากจะเก็บพวกเราไว้ทำ xyz อะไร เมื่อคนเยอะขนาดนั้น ในห้องเรียนก็เหมือนชุมชนแออัดไม่มีผิด จะคุยกับอาจารย์ที่สอนก็ลำบาก ต้องตะโกนโหวกเหวก เปิดโอกาสให้เวลาถามอะไรยากๆ อาจารย์ก็ย้อนว่า อะไรนะๆ อยู่หลายครั้ง ประมาณครึ่งหนึ่งของอาจารย์ที่มาสอนเป็นอาจารย์รับเชิญ ซึ่งในบรรดาท่านเหล่านั้นครึ่งหนึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน เวลามีอาจารย์จากข้างนอกมาสอนพวกเราก็จะร่าเริงมากเพราะวิชาการไม่หนัก และได้ฟังเรื่องแปลกๆ เน้นพวกประสบการณ์จริงที่เราอาจจะเอาไปใช้ได้เลย เพราะพวกเราเป็นผู้บริหารนะจะบอกให้ ตรงนี้ถือเป็นแนวคิดหลักของหลักสูตรที่ต่างจาก MBA ธรรมดา หลักสูตรนี้ตั้งสมมติฐานว่า เรื่องวิชาการทุกคนรู้อยู่แล้ว (หรือใกล้ฝั่งแล้วไม่ต้องใช้ ก็ไม่ทราบ) บรรดา best practice มีประโยชน์กว่า อาการแบบนี้ผมเรียกว่า การฝึกที่เน้นกระบวนท่า คือถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ให้ฟันท่านี้นะ ทำให้เพื่อนบางคนที่ติดใจสอบ Compre หลายครั้งต้องน้ำตาไหล เพราะว่ายกมือตั้งรับทันหมด แต่น่วมเพราะขาดกำลังภายใน ผมเป็นคนไม่ชอบ Sheet ถ้าเป็น Cheese ผมชอบ เห็นหุ่นก็น่าจะรู้ เพราะว่า นิสัยของวิศวกรจะไม่ชอบอะไรที่มัน non-linear แต่ชอบของเป็นระบบ มีที่ีมาที่ไป อย่างน้อยก็ควรจะมีเนื้อหาที่เป็น context มากล่อมให้เชื่อ ไม่ใช่อยู่ดีๆบอก CRM มี 6 ขั้นตอน ดังนั้นบรรดา Sheet ทั้งหลายที่ผู้สอนประดิษฐ์ประดอยมาก็จะไม่เคยอยู่ครบก่อนสอบ ต้องวิ่ง Copy ชาวบ้านจ้่าละหวั่นเวลาใกล้ๆ นอกจากนี้พอจบปุ๊บ Sheet ทั้งหมดก็อันตรธานไำปสิ้นภายในเดือนแรก ที่เหลืออยู่คือหนังสือกองโตที่หาสีไว้ตามหน้าต่างๆเต็มไปหมด มีเวลาว่างๆลองพลิกดูยังงงๆ ว่าเราเคยรู้เรื่ิองนี้ด้วยหรือ เราเรียนกันแค่สัปดาห์ละสองวันคือเสาร์-อาทิตย์ 09:00-16:00 ปีหนึ่งๆรวมแล้วประมาณ 40 สัปดาห์เห็นจะได้ เมื่อรวมกับวันทำงานปกติจันทร์-ศุกร์ จึงกลายเป็นหลักสูตรทรมานคนแก่ๆ ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โชคดีที่ผมไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้ J ถ้านายอะไรที่เพิ่งยิงที่ Virginia Tech บุกเข้ามาในคณะ พวกเราน่าจะตกใจตายซะค่อนห้อง เคยมีเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยน logo คณะจากช้าง (ต้องสีม่วงด้วยนะ) เป็นเรือใบเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ถึงขนาดมีการประท้วงทำท่าจะกรีดเลือดกรีดเนื้อกัน คนที่ไม่เห็นเห็นด้วยเค้าบอกว่า มช. ต้องช้างเท่านั้นเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ อีกอย่างเชียงใหม่จะมีเรือใบได้ยังไง (จริงด้วย) แต่ในที่สุดแล้ว ทุกฝ่ายก็ Open Mind ทำให้ทุกวันนี้เรามีีรูปเรือใบลอยเด่นเป็นสง่าอยู่เคียงข้างชื่อคณะ บังเอิญโชคดีหน่อยที่ผมยังไม่ได้เข้าวงการในเวลานั้น มิฉะนั้นจะเสนอ เกวียน เพราะเป็นเครื่องมือทำมาค้าขายที่สำคัญในสมัยก่อน ถ้าคิดมากเอาแต่ตัวเกวียน ไม่เอาวัวก็ได้ครับ ที่บอกว่าโชคดีคือ ผมไม่ต้องถูกรุมตื้บ และอาจทำให้อดเข้าเรียนในอีกหลายปีต่อมา ขออีกซักตอนครับ ยังไม่อยากจบ หมายเหตุ : ในภาพเป็นบรรยายกาศห้องสมุดคณะในช่วงวันหยุด คนที่หน้าตาหน้ารักใส่แว่นดำคือผมนั่นเอง โปรดแวะไปเยี่ยม blog คู่แฝด http://www.oknation.net/blog/lifelong-learning กันด้วยนะครับ |
| << | เมษายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||