|

หลังจากได้อ่านเรื่องเล่าเกี่ยวกับปาย จุดหมายปลายทางในฝันของหลายๆคน มาหลายเรื่องแล้ว รู้สึกคันมืออยากจะมี version ของตัวเองขึ้นมาบ้างครับ ว่าแล้วก็ไปขุดค้นภาพถ่ายเก่าๆ สมัยนั้นออกมา แต่เหตุการณ์นั้นจริงๆก็เพิ่งจะเกิดเมื่อเดือนมกราคม 2548 นี่เอง แต่ทำไมรู้สึกนานจังเลยก็ไม่รู้ คิดถึงมันอีกแล้ว ปลายเดือนนี้ก็ว่าจะไปกัน หรือถ้ารวมตัวกันได้จริงๆ ก็จะ improvise กันวันเสาร์นี้แหละ หุหุ
เรื่องมันมีอยู่ว่า มี supplier รายหนึ่งซึ่งขายของไม่แพง แถมบริการดีอีกต่างหาก จะพาแผนกข้างๆไปทัวร์ปาย ผู้บริหารที่แสนดีอย่างผมจึงขออนุญาตกระโดดเกาะไปด้วยทันที ค่อยไปทำความรู้จักเอาที่โน่น บอกผมวันพุธ เช้าวันเสาร์มารอคนแรกๆเลย แทบจะไม่ต้องคิดอะไรเพราะอยากไปอยู่แล้ว
การเดินทางไปปายทางรถยนต์นั้น ช่างเป็นการเดินทางที่ขื่นขมกระอักกระอ่วนมาก ตอนขากลับผมถึงกับถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่า ผ่านไปกี่โค้งก็ยังไม่ถึงเชียงใหม่ซะที
อย่างไรก็ตามเราก็ได้ไปนอนที่ resort แห่งหนึ่งในปายสมใจอยาก เมืองนี้ช่างเงียบสงบเสียนี่กระไร ตกกลางคืนมีคนอุตริเอากีตาร์มาเล่น ก็มีฝรั่งเดินมาสั่ง Be Quiet จนวงแตกอย่างรวดเร็ว สรุปว่า ไม่ควรส่งเสียงดังแถวนี้นะครับ
ตื่นเช้าขึ้นมาก็เห็นแม่น้ำปายไหลเอื่อยๆอยู่หลังที่พัก มีสายหมอกลอยอ้อยอิ่งอยู่ไม่ไกล

ออกมาสำรวจเส้นทางซักเล็กน้อย เดินไปเดินมา ก็ไม่รู้จะไปไหน จะไปดูอะไร เพราะไม่เคยมา จนกระทั่งมีคนบอกว่าจะไปตลาด ผมเลยเดินๆดุ่มตามเค้าไป เห็นที่ติดประกาศข้างทาง (ตามรูปบนสุด) มีแต่ตัวถั่วงอกอะไรก็มีรู้เต็มหมด สงสัยคำบอกเล่าที่ว่า ปายเป็นสถานที่ของฝรั่ง เห็นจะจริง
ตัวตลาดปายเล็กมาก แต่ก็ดูมีชีวิตชีวาดี หลังจากหม่ำโจ๊กไปสองถ้วย แล้วก็มายืนดูกิจกรรมยอดนิยมที่คนมาเมืองปายชอบทำกัน คือใส่บาตรนั่นเอง ก็มีทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยวมาทำหน้าที่พุทธศาสนิกชนที่ดีร่วมกัน

เนื่องจากไม่มีอะไรจะทำมากไปกว่านี้ จึงรีบกลับ resort เพื่อ check-out และออกมาดูอะไรรอบๆเมืองกัน จุดมุ่งหมายแรกคือ วัดที่อยู่บนเนินเขา (จำชื่อไม่ได้ เดี๋ยวนี้ไม่รู้เป็นอะไร) ในวัดก็มีโบสถ์เล็กๆ แล้วก็มีเจดีย์แบบไปทางพม่าอยู่สามองค์

ยายคนนี้เอาไหมพรมมาถักรอบๆเมล็ดข้าวเปลือก นั่งขายอยู่ตรงทางเข้าวัด สิ่งที่สะดุดใจผมมาจนถึงทุกวันนี้คือ แววตาของยายซึ่งดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความหวังเหลือเกิน ผิดกับคนที่ผมเจอในชีวิตประจำวันซึ่งส่วนใหญ่จะดูหม่นหมอง ไม่มีความสุข ผมอุดหนุนแกไปสองชิ้น แล้วจึงขออนุญาตถ่ายภาพ ไม่รู้ปัจจุบันนี้แกยังอยู่หรือเปล่า

มองจากวัดลงไปก็จะเห็นตัวเมืองปายอยู่ในหุบเขานะครับ

เนื่องจากผมประกอบอาชีพทางด้านนี้ จึงถ่ายรูปแบบมีเสาจนเป็นนิสัยครับ ไม่มีเสา กล้องอาจจะไม่ทำงาน

เสร็จแล้วเค้าก็พาไปดูอะไรซักอย่างหนึ่งที่คล้ายแพะเมืองผีของจังหวัดแพร่ ทางเดินก็น่ากลัวซะเหลือเกิน ตกลงไปหน้าตาขรุขระแบบผิวลูกรังเป็นแน่ น้องในภาพเป็นเด็กในออฟฟิศนะครับ นิสัยดีมาก แต่ไม่ได้เป็นอะไรกับผม ^^

หลังจากนั้นก็มาที่สะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย ดูรายละเอียดที่นี่ http://www.oknation.net/blog/supawan/2007/10/29/entry-1 หน้าตาคล้ายๆกับสะพานที่แม่น้ำแควนะครับ แต่ไม่มีทางรถไฟเหลืออยู่แล้ว รู้สึกผมจะเล่าแบบไร้อารมณ์มากเลย อาจะเป็นเพราะผมจำอะไรไม่ค่อยได้ อย่างบ่อโคลนที่จะเล่าในตอนที่ 2 ก็จำไม่ได้แล้วว่าอยู่ที่ไหน ต้องไปหาข้อมูลก่อน

แมวเหมียวเมืองปายก็ชอบยาง Goodyear เหมือนแมวทั่วไป ยางรถที่เพิ่งวิ่งมาจอดใหม่ๆจะอุ่นครับ เป็นที่พักชั่วคราวอย่างดีของบรรดาแมวขี้หนาว

อีกซักสองสามวันรบกวนมาชมตอนที่สองนะครับ ขอนุญาตรื้อฟื้นความจำหน่อยนึง :)
|