พิมพ์หน้านี้
|
ผมเป็นมนุษย์สองโลก อาจจะเรียกว่า โลกส่วนตัว และโลกส่วนรวมก็ได้ แต่ละโลกก็จะแบ่งขอบเขตของมันเองอย่างชัดเจนมาก สิ่งที่ทำไม่เหมือนกัน ใช้ mindset คนละแบบกัน และมีกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องต่างกัน กลุ่มแรกก็คือ แม่และพี่สาว ญาติๆ และเพื่อนที่เรียนหนังสือด้วยกัน กลุ่มที่สองคือบรรดาเพื่อนร่วมงาน และเพื่อนร่วมโลกทั้งหลาย ทั้งสองกลุ่มนี้แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด ผมไม่เคยเปิดโอกาสหรือพยายามทำให้คนสองกลุ่มนี้ได้พบกันเลย เพื่อนที่ทำงานในปัจจุบัน ไม่มีใครเคยได้ไปบ้านผมที่สมุทรสาคร และ แม่ผมก็ไม่รู้จักน้องๆในบริษัทซักคน คงเป็นแบบนี้ไปอีกนาน หลังๆผมมานั่งคิด ว่าปิดตัวเองมากเกินไปหรือเปล่าเนี่ย บางทีการให้คนแปลกหน้าได้รู้จักชีวิตเราบ้างก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องเสียหาย มาคิดแบบนี้ได้ ตอนที่ไปเจอผู้หญิงคนหนึ่ง (ก็คือเธอ นั่นเอง) รู้สึกประทับใจมาก อยากรู้จัก แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้พูดคุยจริงจัง ดังนั้นสิ่งที่อยากจะแนะนำให้พวกเราได้รู้จักในวันนี้ คือ . ที่ทำงานผมนั้นเอง อะแฮ่ม หลังจากบริษัทโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ที่สุดของโลกปิดหน่วยงาน R&D ภาคพื้น Asia-Pacific ที่ Singapore ในปลายปี 2002 ผมก็ไม่มีอะไรทำอีกต่อไป เพราะดันหาเรื่องไปอยู่ในนั้นพอดี มีสองทางเลือกคือ ไปต่อประเทศอื่นๆ ซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจจะเป็นจีน หรือ ไปทางโลกใหม่โน่น อีกทางเลือกหนึ่งคือ กลับบ้าน คิดไปคิดมาอยู่ 15 นาที (ชีวิตผมใช้เวลาตัดสินใจอะไรไม่ค่อยมาก) ก็มาลงเอยที่ กลับมาค้นหา (seek) แฟนที่บ้านดีกว่า เบื่อชีวิตเร่ร่อนแล้ว นั่งหง่าวอยู่บ้านเดือนนึงก็ได้มาทำงานที่บริษัทมือถือเบอร์หนึ่งของไทยโดย location ที่เจาะจงมาเลยก็เชียงใหม่ ไม่ได้ที่นี่ก็จะไป Brazil ละนะ เพราะว่า ผมชอบ Ronaldinho J สำนักงานภูมิภาคของบริษัทนี้ตอนแรกอยู่ที่ถนนท่าแพ ผมนั่งหงิกๆงอๆเบียดเสียดกับคนเก่าๆอยู่ได้สามเดือน หกล้มหัวโขกโต๊ะไปสองที บริษัทกลัวผมลำบาก ก็เลยย้ายทั้งหน่วยงานมาที่หลัง Carrefour ซึ่งเป็นตึกที่สร้างใหม่ของบริษัทในเครือ กว้างขวางกว่ามาก แต่ก็ทำให้บรรยากาศกลิ่นอายเชียงใหม่หายไปจากความรู้สึกตั้งแต่บัดนั้น เพราะสภาพแวดล้อมของตึกใหม่เหมือนต่างจังหวัดทั่วไป ไม่ได้มีเสน่ห์ของเชียงใหม่สักนิด ตึกนี้ดูแลเครือข่ายทั้งภาคเหนือครับ มีลูกค้าที่น่ารักอยู่ในความดูแลของผมร่วม 3 ล้านคน งานหลักของผมก็คือดูแลความสุขของลูกค้านะครับ ดูแลอย่างไรจะมาอธิบายในตอนหน้า ซึ่งก็ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้างครับ แต่กำลังพยายามอยู่ เนื่องจากผมเป็นพนักงานระดับผู้บริหาร หุหุ ทางบริษัทเค้าก็จะจัดคอกให้นั่งสบายๆ จะได้ให้อาหารง่ายๆ แต่คอกที่ผมต้องไปอยู่จริงๆแล้วจะต้องอยู่ท่ามกลางหมู่วิศวกรสาวๆในออฟฟิศ แผนกเราที่เชียงใหม่มีสาวๆเกินครึ่งซึ่งผิดปกติมาก เพราะเด็กที่เรียนวิศวะมักจะเป็นผู้หญิงไม่เกิน 10% ผมไปดูสำนักงานภาคอื่นๆก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ ยิ่งเป็นสาวเหนือด้วยแล้ว มีเมาท์กระจายแต่เช้าทุกวัน เสียงรบกวนจะเป็นอุปสรรคต่อความคิดสร้างสรรค์ ผมจึงหลบไปนั่งโซนตะวันตกของตึกซึ่งมีคอกว่างๆอยู่มาก มีคนในชั้น 4 ได้เห็นพระอาทิตย์ตกทุกวัน 3 คน ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น คอกผมก็เป็นกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัส ฝรั่งจึงเรียกว่า Cubicle ขนาดพอให้แมวเขื่องๆดิ้นตายได้หลายตัว แต่ถ้ามันมาจริงผมก็จะโยนออกหน้าต่างไป เพราะไม่อยากจะให้ตัวอะไรมาตายในนี้ เนื่องจากมันเป็นคอกว่างๆ โต๊ะทำงานจึงเป็นแบบชั่วคราวไม่ใช่รูปตัว L แบบที่ควรจะเป็น ฝ่ายธุรการมาว่าผมหลายทีแล้วว่า นั่งแบบนี้มันอนาถา ตัวเค้าจะถูกด่าไปด้วย แต่ผมก็ยังไม่ยอมรับตู้โต๊ะเก่าๆที่แกจะยกมาให้ หัวหน้าคนก่อนของผมดูจะไม่ค่อยมีความสุขกับเรื่องนี้เท่าไหร่ แกคิดว่าผมควรไปนั่งรวมๆกับน้องๆ (ตัวแกยังไม่ทำเลย บอกว่าชอบความเงียบ ผมจึงไม่ทำด้วยครับพี่) มองจากปากประตูเข้าไปก็จะเห็นเป็นแบบนี้ ถ่ายวันนี้เอง ใกล้จะ 5 โมงเย็นแล้ว ถ้าเปิดม่านซ้ายมือจะเห็นพระอาทิตย์กำลังจะ bye bye ส่วนหน้าต่างทางด้านขวามือ ถ้าเปิดออกลมจะเย็นมาก และช่วงสองสามสัปดาห์นี้ก็สามารถเปิดได้ตลอดทั้งวัน ตู้หนังสือเล็กๆ ที่ไม่มีเล่มไหนใช้ทำงานได้เลย ปากประตูมีภาพเขียน Starry Night ของ Vincent Van Gogh ชอบมาก ไม่รู้ที่ไหนวาดเลียนแบบได้เหมือน ข้างตุ๊กตาในตู้ถ้าสังเกตดีๆ จะมี wine แดงขวดหนึ่ง เอาไว้ใช้นอกสถานที่ครับ เผื่อตอนเย็นจะมีนัดกับสาวๆ ส่วน Classical Guitar ที่วางอยู่นั่น เอาไว้ดูเฉยๆนะครับ มีแล้วรู้สึกสบายๆดี แต่พอใกล้ถึงวันศุกร์ที่ผมจะต้องไปเรียน ก็มีซ้อมตอนเลิกงานบ้าง มิฉะนั้นครูจะเคืองเอาได้ ออฟฟิศผมมีห้องฟิตเนส เต็มไปด้วยเครื่องทรมานต่างๆ และมีโต๊ะปิงปอง 2 โต๊ะ แต่พอเข้าหน้าหนาวเด็กๆก็จะหันไปเตะบอลที่ลานจอดรถกัน และไม่นานมานี้เราก็มีการซ้อมดนตรีช่วงเย็นๆด้วย ผมก็เคยไปร่วมอยู่พักหนึ่ง มาถึง zone ชุมชนแออัด ข้างหลังสามคนนี่คือ พื้นที่ที่น้องๆนั่งทำงานกันนั่นเอง เค้ามีนโนบายไม่ใช้แผ่นกั้นสูง คนจะได้เห็นหน้ากัน และคุยกัน แต่ก็มีข้อเสียเช่น เสียงดังทำลายสมาธิ เพราะคนไทยไม่ค่อยเคารพสิทธิคนอื่น ซึ่งต่างจากฝรั่ง นอกจากนี้การนั่งใกล้กันเกินไปทำให้เกิด groupthink ได้ง่ายด้วย ตัวอย่างน้องๆในออฟฟิศ น่ารักกันทุกคน ไม่รู้ว่า Engineer สมัยนี้เค้าคัดหน้าตากันด้วยหรืออย่างไร ถ้าผมมาเกิดพร้อมๆกับเด็กๆพวกนี้คงทำมาหากินไม่ออกแน่ หุหุ งานที่เค้าทำกันก็จะนั่งอยู่หน้าจอทั้งวัน ไม่มีจอพวกเราคงจะลำบากมาก ทุกคนจะมี Computer Notebook คนละตัว และเครื่องตั้งโต๊ะอีกนึ่งตัวในกรณีที่มีความจำเป็น เช่นผมเป็นต้น แต่ฝ่ายจัดซื้อบริษัทนี้ค่อนข้างจะวิปริต Notebook เราอยากได้จอเล็กๆ ไม่ให้ บอกว่าแพง Desktop เราอยากได้จอใหญ่ ก็ไม่ให้ บอกว่า แพง ดังนั้นจอเครื่องหลังมันจึงใหญ่กว่าเครื่องแรกแค่นิ้วเดียว จนผมทนไม่ได้ต้องหิ้วเอาจอใหญ่มาจากบ้าน หน่วยงานมีพนักงานหญิงอยู่เกินครึ่งหนึ่งตามที่ได้แจ้งแล้ว สาเหตุที่มีผู้หญิงเยอะเพราะว่า 1. หัวหน้าชอบ J แต่เราไม่มีเรื่องชู้สาวในที่ทำงานนะ 2. คนที่รับเข้ามาเค้ามีความเชื่อว่า ผู้หญิงทำงานแบบนี้ได้ดีกว่าผู้ชายเพราะมีความอดทนในการทำงาน routine สูงกว่า หากเป็นผู้ชาย จับนั่งโต๊ะ ทำงานเหมือนกันทุกวัน ผ่านไปซักสองสามปีจะเริ่มโวยวาย และผู้ชายมักจะเป็นโรคอยากเป็น manager กันทุกคน ไม่รู้เป็นอะไร ทางเดินภายในครับ ปลายปีๆบริษัทผมจะหยุดทำงานครับ ขยันมากเดี๋ยวลูกค้าจะเดือดร้อน คนเลยไม่ค่อยมีให้เห็น ถ้าเป็นธุรกิจอื่นๆส่วนใหญ่เค้ายุ่งกันปลายๆปี อีกสองวันเรามาต่อกันตอนจบครับ
|
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||