|
ด้วยเหตุที่ท้าวกบิลพรหมขี้อิจฉาแพ้พนันคำถามสามข้อกับมานพน้อยธรรมบาล ลูกสาวทั้งเจ็ดจึงต้องมีภาระนำเศียรของพ่อออกมาแห่สรงน้ำเป็นประจำทุกปีในช่วงที่อากาศร้อนที่สุด และทำให้ชาวอุษาคเนย์มีเทศกาลสงกรานต์ให้เล่นน้ำกันอย่างชุ่มฉ่ำจนถึงทุกวันนี้ นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่จะครบรอบ 712 ปีในปีนี้ สงกรานต์ 2551 ผมยังอยู่ที่นี่เหมือนเดิม เพราะได้กลับบ้านไปตั้งแต่ต้นเดือนแล้ว ผมวางโปรแกรมไว้แน่นมาก ไม่แน่ใจว่าจะ knock หรือเปล่าเพราะเป็นปีที่อากาศร้อนมากจริง ๆ และไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวที่ผมเอากล้องออกไปเดินถ่ายภาพอย่างลอยนวล เพราะผมและนักถ่ายภาพทุกคนทราบดีว่า กล้องนั้นกลัวน้ำเป็นอย่างยิ่ง และ return บางทีไม่คุ้มกับ risk แต่จากการที่ผมอยู่เชียงใหม่มาหลายปี ผมพอจะทราบว่า นักผจญน้ำทั้งหลายต่างตื่นสายกันเป็นอย่างยิ่ง ก่อน 09:00 นั้นเช้าเกินไปสำหรับพวกเขา ดังนั้นในวันปีใหม่เมือง ผมจึงตั้งใจว่าจะไปให้ได้ซักวัดนึง สงกรานต์ปีนี้ผมเลือกวัดสวนดอก ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของตัวเมือง วัดนี้เป็นวัดใหญ่และสำคัญมากแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ เข้าใจว่าเป็นสุสานประจำราชวงศ์สุดท้าย เนื่องจากผมจะพาชมวัดในวันหลัง ก็จะให้ดูแค่ด้านหน้าและด้านข้างของศาลานะครับ จะเห็นได้ว่าเป็นอาคารที่ใหญ่มาก ผมเก็บได้แค่ครึ่งเดียวของความยาวศาลา


ไปถึงวัดราวๆ 08:00 ก็เป็นดังคาดคือ มีแต่ชาวบ้านมาทำบุญ ไม่มีคนถือขันน้ำแม้แต่ใบเดียว ผมก็ลอยนวลอยู่บริเวณลานวัดและศาลาได้เกือบๆสองชั่วโมง คอยสังเกตและเก็บภาพสิ่งที่ได้เห็น ทำตัวให้นิ่งๆเนียนๆคนจะให้ความสนใจไม่นาน วัดในเชียงใหม่ทุกวัดในช่วงสงกรานต์คนก็ค่อนข้างหนาตา แต่ไม่ถึงกับแน่น อาจจะเป็นเพราะเชียงใหม่มีวัดมาก เสียดายนิดนึงคือผมไม่เห็นเจดีย์ทรายที่วัดนี้ นอกจากมีกระบะทรายให้ญาติโยมขนทรายจากข้างนอกมาชดเชยให้วัด เท่าที่สังเกตดูก็ไม่มีใครเอาทรายมาจากบ้าน แค่ใช้กระป๋องตักทรายที่กองอยู่ข้างล่างมาใส่กระบะ



มีตุงนักษัตร หรือตุงที่มีรูปสัตว์ประจำปีตามความเชื่อทางโหราศาสตร์ หลากสี ปักอยู่ในกระบะทราย บางทีก็มีอะไรก็ไม่รู้คล้ายๆกิ่งไม้ที่มีดอกเป็นข้าวโพดคั่ว แปลกดี (คุณพี่ dogstar อาจจะมาช่วยเฉลย)
กลองหน้าตาประหลาดชุดหนึ่งที่บ่ายวันนี้จะได้กระหึ่มบนถนนท่าแพ ในขบวนแห่อัญเชิญพระพุทธรูปจากวัดต่างๆมาให้ประชาชนสรงน้ำ บนหน้ากลองมีอักษรพม่าซึ่งดูจากการจัดเรียงวรรคตอนคล้ายๆกับโคลงสี่สุภาพของภาคกลาง

ในศาลาวัดจะมีขายตุงเงินตุงทอง ก็ทำคล้ายๆตุง (ธง) ทั่วไป และเป็นซองใส่ธนบัตรใบละ 20 บาทไว้ราวๆ 4-5 ใบ วิธีใช้คือเอาไปผูกไว้ที่บริเวณราวที่เค้าจัดไว้ให้กลางศาลา ที่เค้าเรียกว่า ข่วงสืบชะตา ผมไม่รู้ว่าคนขายได้ margin หรือเปล่าเพราะจำราคาขายไม่ได้ แต่อย่างน้อยแบงค์ 20 ก็คงอยู่กับวัด ไม่น่าจะมีใครแกะตุงเงินที่แขวนแล้วเอากลับบ้าน



เนื่องจากผมขึ้นไปบนศาลาแล้วพระกำลังสวดอยู่ จึงนั่งลงฟังกับเค้า พอถึงอาราธนาศีลก็เอากับเค้าด้วย ทั้งๆที่เย็นนี้อาจจะมีคนชวนไปกินข้าวเย็น และจะผิดศีลข้อ 4 และ 5 ในเวลาเดียวกัน ที่ตลกมากคือพอถวายข้าวพระ คนนำให้พูดตามถึงตอนที่ว่า ข้าพเจ้าขอถวายอาหารและบริวารทั้งหลายเหล่านี้ ผมก็สะดุ้งและหยุดพูดตาม เพราะผมมาแต่ตัวกับกล้อง ทำเนียนต่อไปไม่ไหว ตั้งจิตอนุโมทนาแล้วก็เดินลงมา
ยังไม่ทันจะถึงสิบโมงเช้าไม้ค้ำสะหลีต้นใหญ่ของวัดสวนดอกก็เต็มไปด้วยรายชื่อผู้ที่ประสงค์จะต่ออายุและญาติพี่น้อง ถ้าผมไม่เข้าใจผิด ในวันพรุ่งจะมีขบวนแห่ไม้ค้ำที่ถนนท่าแพและมีการขนทรายเข้าวัด น้องผู้หญิงคนข้างล่างพยายามจะหาที่ว่าง จึงอ้อมมาเขียนอีกด้านหนึ่งของท่อนไม้ ผมลองทดสอบความรู้ตัวเองโดยถามพี่ผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังละเลงหมึกว่า เค้าให้เขียนชื่อเราหรือชื่อคนตาย พี่คนนั้นตกใจมากเพราะแกเขียนลงไปทั้งบ้านแล้ว บอกว่าไม่รู้เหมือนกัน และรีบเดินไปถามเจ้าหน้าที่วัด สักครู่ก็ทำหน้าดีใจกลับมาบอกว่า เขียนชื่อคนเป็น เช้านี้ผมก็เขียนไป 14 ชื่อเห็นจะได้

ถ้าไม่ชอบไม้สะหลีท่อนใหญ่ อยากมีเป็นของตัวเอง เค้าก็มีขายเป็นท่อนเล็กๆหน้าตาคล้ายๆไม้พลองลูกเสือ วิธีใช้คือ เอาไปค้ำโคนและกิ่งต้นโพธิ์ พระบอกว่าเป็นการต่ออายุพุทธศาสนา และจะส่งผลดีมาถึงเราด้วย ใบโพธิ์ที่เพิ่งผลิใหม่จะมีสีอ่อนๆทำให้ความขรึมและขลังของต้นไม้ลดลงพอสมควร แต่ทุกๆปีก็เป็นแบบนี้




ผมอยู่ที่วัดสวนดอกถึงแค่ 09:30 ก็ต้องรีบกลับ เพราะนัดสาวๆ ร่วม 20 คน ไว้ที่สำนักงานสาขาถนนท่าแพ ฝ่ายประชาสัมพันธ์อยากผมให้ไปช่วยถ่ายรูปหน่อย ผมก็รับปาก อยากจะรู้นักว่าใครจะไวกว่ากัน ระหว่างคนสาดน้ำกับกล้องผม ถนนหนทางยังโล่ง แต่ผมรู้ว่ามันจะโล่งได้ถึง 11:00 เป็นอย่างช้า หลังจากนั้นการจราจรรอบๆคูเมืองจะกระดืบๆชั่วโมงละ 100 กว่าเมตร
ระหว่างทางผ่านวัดโลกโมลีเห็นมีสีสันดีจึงโฉบเข้าไป เค้ามีการปั้นสัตว์นักษัตร 12 ตัววางอยู่รอบวิหาร คนปั้นอาจจะสับสนอะไรซักอย่างเพราะงูเล็กตัวเท่างูใหญ่เลย และหนูก็ตัวพอๆกับวัวที่อยู่ถัดไป

วัดนี้เค้าทำกองทรายเป็นรูปคล้ายเจดีย์เล็กๆ คนกลับกันไปเกือบหมดแล้ว วัดอยู่ใกล้ประตูเชียงใหม่ซึ่งเป็นจุดที่เล่นน้ำกันหนักมาก คงจะกลัวรถติดกัน

สองแม่ลูกคู่นี้กำลังจุดธูปเทียนไหว้เจดีย์และพระพุทธรูป เจดีย์วัดนี้องค์ใหญ่มาก มีบริการรอกชักถังน้ำขึ้นไปสรงยอดเจดีย์ ผมถ่ายได้อีก 2-3 ภาพ Compact Flash 1GB ก็เต็ม ตัว 2GB อยู่ในรถจอดอยู่ที่ปั๊ม JET ใกล้ๆ แต่ตัดสินใจกลับเลย เพราะร้อนมากและต้องกลับไปเอา Charger ที่บ้านก่อนไปถนนท่าแพเพราะมีงานรออยู่
ก่อนจบผมจะให้ดูเจดีย์ทรายในวัดเจ็ดลิน เค้าติดป้ายไว้ว่า เจดีย์ทรายสุดส้าว สุดส้าว=ใหญ่ที่สุดในโลก ผมเพิ่งจะรู้วันนี้เหมือนกัน J หลังจากลองค้นดูใน Google ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 12 เมื่อถึงวันสุดท้ายของเทศกาล ทรายอาจจะสูงขึ้นไปถึงยอดของโครงไม้ แต่ผมคงไม่ได้มาถ่ายภาพอีกครั้ง วัดเจ็ดลินอยู่ใกล้ๆวัดเจดีย์หลวง เค้าก่อเจดีย์ทรายสุดส้าวทุกปีครับ

เย็นวันนั้นเพื่อนผมโทรมานัดกินข้าวอย่างที่คาดไว้ ผมรับปากทันที ผมวางหูปุ๊บ สุราเมรยะมัชชประมา.. ก็ก้องเข้ามาในหู จึงรีบโทรกลับไปยกเลิก ผมบอกไปว่า พี่..วันนี้ผมไปวัด กินเหล้าไม่ได้ วันหลังก็แล้วกันนะ
ในตอนที่หนึ่งนี้อยากเล่าบรรยากาศในวัดในเชียงใหม่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงออกมาแห้งๆอย่างที่เห็น แต่ก็ทำให้ผมรู้สึกดีมาก อาจจะเป็นความรู้สึกว่าทำบุญ แต่ไม่แน่ใจว่าได้ทำหรรือเปล่า นอกจากนี้ผมยังเข้าใจวัฒนธรรมล้านนามากขึ้น ในตอนที่สองจะไม่มีวัด และสัญญาว่าจะเปียกตั้งแต่หัวจนเท้าแน่นอนครับ
|