|

ภาพล่างคือหมู่บ้านที่เราไปมองจากบนเนิน เป็นบ้านของชาวไทยลีซอตามที่ได้แจ้งไว้ ไม่มีข้อมูลจำนวนครัวเรือน และ GVP (Gross Village Product) หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมของหมู่บ้าน แต่ดูจากวิถีชีวิตของชาวบ้าน ก็ไม่น่าจะมีรายได้มากมายอะไรนัก มองไปรอบๆหมู่บ้านซึ่งก็เป็นเนินเขาทุกทิศทาง ก็จะเห็นไร่ข้าวโพดและทานตะวันซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้าน


ถนนทางเข้าหมูบ้านอีกทางหนึ่งครับ ไม่ใช่ด้านที่เราเข้ามา สองสาวซึ่งเป็นน้องๆในที่ทำงานผมนี่เธอสำรวจเส้นทางกันเก่งจริงๆ รกขนาดนี้ยังจะมากัน เห็นมีป้ายบอกเส้นทางไปจุดชมวิวดอยสามหมื่น 1 กิโลเมตร จะไปดู ผมรู้ว่า 1 กิโลบนเขานี่เดินกันหน้ามืดแน่ๆ เลยห้ามปรามไว้ แต่จริงๆผมก็อยากดูเหมือนกัน สองข้างทางเป็นดงของต้นบัวตอง ซึ่งเป็นวัชพืชที่ขึ้นอยู่ทั่วไปในแถบนี้ ถ้ามาปลายเดือน 11 คงจะสวยมาก พี่สาวผมเคยเอาไปปลูกที่บ้านที่สมุทรสาคร มันก็โตและออกดอกเหลืองอร่ามในหน้าหนาวทุกปีและกอใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนคนเริ่มเห็นว่า มันเริ่มหน้าตาเหมือนวัชพืชเข้าไปทุกที เลยตัดทิ้ง


บ้านแต่ละหลังก็จะเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวหลังคาสังกะสีนะครับ เกือบทุกหลังจะมีกองฟืนอยู่หน้าบ้าน ดูหน้าตาคล้ายๆไม้สนที่อยู่หลังเขา ฟืนเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของชาวบ้าน เพราะคงไม่มีใครเอาถังแก๊สมาส่งไกลขนาดนี้แน่ๆ แต่ดูจากขนาดลำต้นของไม้แล้วน่าจะไปตัดกันไกลทีเดียว และถ้าใช้กันมากขนาดนี้ล่ะก็ ป่าแถวนี้คงหมดในเวลาไม่นาน ในทางเศรษฐศาสตร์แล้วคงหาวิธีให้ชาวบ้านใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นได้ยากเพราะต้นทุนที่เกิดแก่ชาวบ้านต่ำมาก แต่ต้นทุนทางสังคม (social cost) ที่เกิดแก่ประเทศไทยคงไม่ใช่น้อย ในการที่เราต้องเสียพื้นที่ป่าไป หมู่บ้านลักษณะนี้มีอยู่หลายแห่งในภาคเหนือ


สภาพทางเดินในหมูบ้าน ก็จะเป็นดินสีแดงๆแบบ original อย่างนี้นะครับ รั้วตรงไหนลับตาคน เค้าก็จะปลูกไม้เลื้อยพวกฟักเอาไว้กิน idea ดีๆที่คนพื้นราบไม่ยอมทำ เนื่องจากครึ้มฟ้าครึ้มฝนทั้งวัน ถ่ายออกมาสีก็จะตุ่นๆ แบบว่าขี้เกียจทำ post-processing ครับ


livestock ของชาวบ้าน เห็นมีโรงเรือนเลี้ยงหมูดำๆแบบนี้อยู่หลายบ้านด้วยกัน ท่าทางพวกหล่อนจะหิวมาก จะเอาจมูกมาดูดเลนส์ผมเวลาเข้าไปใกล้ๆ ถ้าดูดีๆในหม้อต้มข้างบนจะมีจมูกน้องหมูยื่นออกมากจากหม้อด้วย

เด็กชาวบ้านที่เจอระหว่างทาง

สองสาวในทีมงาน กำลังจะทดลองหม่ำขนมเส้น (ขนมจีน) ของชาวลีซอ หน้าตา(ขนมนะ ไม่ใช่สองสาว)ก็เหมือนกับที่อยู่ข้างล่าง(ในเมือง)นะครับ แต่คนขายบอกว่า เส้นมาจากพม่า ยังงงๆว่าที่นี่ซื้อของพม่าได้ง่ายกว่าของไทยเลยหรือ ผมไม่ค่อยกล้าลองอาหารประจำถิ่น เพราะท้องไม่ค่อยดีอยู่บ่อยครั้ง แต่หลังจากเดินสำรวจพักใหญ่ก็ต้องกลับมา have กล้วยทอดที่บ้านนี้ ในหมู่บ้านมองดูแล้วก็ไม่เห็นจะมีร้านค้าอะไร อาจจะมีร้านโชห่วยเล็กๆ แต่ไม่มีร้านอาหาร คุยกันเล่นๆว่า ถ้ามาเปิด 7-Eleven ที่นี่น่าจะขายดี เพราะทั้งหมู่บ้านต้องพึ่งพาเราคนเดียว ^^

ก่อนกลับผมผ่านที่ทำการของตชด. ผมสอดส่ายสายตามองเข้าไป ถามเจ้าหน้าที่แล้วว่าถ่ายภาพได้หรือไม่ เผื่อจะเป็นความลับของทางราชการ และรีบๆกดมาสองรูป ต้องบอกเลยว่า ถ้าไม่เสียสละจริงๆคงจะอยู่ได้ยาก เพราะดูแล้วไม่มีความสะดวกสบายอะไรเลย หน้าหนาวมีคนบอกว่า บางปีหนาวถึง 1 องศาเลยทีเดียว ผมทดลองผ้าห่มที่เอามาแจกไปผืนหนึ่งเมื่อคืน (ตามที่ได้แจ้งแล้วว่า มัวแต่ส่งไปรษณีย์จนถุงนอนเปียกฝน) รู้สึกว่าปีหน้า เราน่าจะมาอีก และเอาผ้าหนาๆกว่าปีนี้มาแจกเพิ่ม


เนื่องจากผมไปเล่นกับเด็กอยู่หลายชั่วโมง แบตเตอรี่ของกล้องที่เอาเลยหมด ก่อนจะขึ้นรถกลับเสียอีก วิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าคือ เอาแบตออกมาสะบัดๆ และยัดใส่เข้าไปใหม่ กล้องมันจะงงๆให้ถ่ายได้อีก 1-2 ภาพ เช่นทิวสนที่หน้าที่พัก ซึ่งตอนนี้หยุดแล้ว

ขากลับลงมาสักสะบอมพอสมควรเพราะเราต้องกลับทีมเดียว มีรถ 4x4 จริงๆ คันเดียว และโลกยังปราณีที่รถคันนี้มีกว้าน ได้ใช้สองครั้ง และพากันขึ้นไปขย่มกะบะรถเช่า 2-3 ครั้งให้มีแรงกดจะได้ขึ้นจากหล่มได้ เสียดายจริงๆที่ไม่มีภาพ รู้สึกว่าตัวเองได้กลับสู่โลกภายนอกอีกครั้งตอนนี้มีสัญญาณโทรศัพท์ก่อนถึงอุทยานห้วยน้ำดัง มี MMS เข้ามาบอกว่าได้รับพัสดุแล้ว แสดงว่าไปรษณีย์ไทยทำงานได้ดีทีเดียว วิวระหว่างทางตอนไม่มีฝน สวยจริงๆ พยายามปลุกปล้ำกล้องที่หมดไฟแล้วอยู่นาน มันยอมถ่ายต่ออีกภาพเดียว คือภาพบนสุดนั่นเอง และไม่ยอมตื่นอีกเลยจนกลับถึงบ้าน
ระหว่างทางหัวหน้าประชาสัมพันธ์บอกว่าเดือนหน้าจะไปอำเภองาวที่ลำปาง ลำบากกว่านี้อีก สนใจมั้ย ผมได้แต่หัวเราะหุหุ ยังไม่สามารถตอบได้ในตอนนี้ครับ
หมายเหตุ : จริงๆแล้วตอนนี้สถาณการณ์บ้านเมืองไม่ปกติ ทุกคนคงไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะขีดเขียนอะไร แต่ผมจำเป็นต้องทำต่อให้จบ ไม่ใช่ว่าจะไม่รักชาติครับ
|