วันพุธ ที่ 17 ตุลาคม 2550
อหังการ คนต้นน้ำพะโต๊ะ โอกาสของคนที่ไม่มีคนเข้าใจ
Posted by
คนต้นน้ำ
,
ผู้อ่าน : 272
, 17:20:12 น.
| หมวดหมู่ :
เดินไปตามใจฝัน
พิมพ์หน้านี้
|

ในช่วง 2- 3 ปีที่ผ่านมานี้ หากถามนักล่องแก่ง ไม่มีใครไม่รู้จักแหล่งล่องแก่ง ต้นน้ำพะโต๊ะ ในเชิงอนุรักษ์แห่งใหม่ ของหน่วยอนุรักษ์ และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ ที่ตั้งอยู่บนรอยต่อระหว่างจังหวัดชุมพร และ จังหวัดระนอง
จากอดีตที่เป็นทางเข้า หลักแหลด เหมืองแร่ดีบุกเก่า ในป่าดิบทึบ หลังจากหมดยุคการขุดแร่ดีบุก อันเนื่องมาจากราคาแร่ที่ตกต่ำลงมาก พื้นที่ถูกปล่อยร้าง ไม่มีอะไรน่าสนใจ ไม่ใช่จุดท่องเที่ยว
ชาวบ้านใช้ชีวิตในการปลูกปาล์ม ทำสวนกาแฟ สายน้ำ ที่หน้าฝน น้ำจะหลาก ไหลแรง พัดพาเอาชีวิตแรงงานต่างถิ่น ในเหมืองแร่ไปหลายราย
สายน้ำที่ในอดีตเป็นเพียงสายน้ำ ที่บุคคลภายนอกไม่รู้จัก มีเพียงชาวบ้านที่ใช้ชีวิตกับลำน้ำสายนี้ เมื่อถึงหน้าผลไม้สุก หรือหลังเก็บเมล็ดกาแฟ ก็จะทำแพไม้ไผ่ง่าย ๆ เพื่อใช้ในการลำเลียงเอาผลผลิตเหล่านี้ออกมาขายยังตัวอำเภอ
เนื่องจากถนนหนทางยังไม่ดีพอ ถนนจะเป็นเพียงทางเส้นเล็ก ๆ หน้าแล้งก็แดงไปด้วยฝุ่น เมื่อถึงหน้าฝนจะกลายเป็นเลนเละ แม้แต่รถโฟร์วีล ไดร์ฟ ยังตะลุยเข้าไปได้ยาก ชาวบ้านจึงใช้สายน้ำนี้เป็นเส้นทางหลักและสะดวกที่สุดในการล่องนำเอาสินค้าออกมาขาย
จากจุดนี้เอง ที่ทำ นายพงศา ชูแนม หัวหน้าหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ เจ้าหน้าที่หนุ่ม เป็นข้าราชการระบบ Fast Track ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรอหนังสือสั่งการ ได้มองเห็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน และอยู่ในช่วงกระแสการท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์ ที่ได้รับการต้อนรับจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี

จึงจัดตั้งกลุ่มล่องแพแม่น้ำพะโต๊ะ ของหน่วยต้นน้ำพะโต๊ะขึ้น โดยจะเน้นในการเรียนรู้จากป่า เรียนรู้การใช้ชีวิตในป่า การใช้ชีวิตของชาวบ้าน และใช้หลักการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน เป็นกุศโลบาย ที่จะให้ชาวบ้านมีทั้งอาชีพ และสามารถควบคุม ไม่ให้มีการบุกรุกแพ้วถางป่าเพิ่มเติมออกไปอีก
เป็นการอนุรักษ์ป่า โดยยึดหลัก คนอยู่ ป่ายัง เพราะเขาเชื่อว่าหากไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้าน ก็ไม่มีทางที่จะรักษาป่าได้สำเร็จ
หัวหน้าพงศา กล่าวว่า พูดได้เลยว่า การล่องแพไม้ไผ่เชิงอนุรักษ์ของลุ่มน้ำพะโต๊ะ เขาเป็นคนริเริ่มเป็นคนแรก เพราะเขาเคยเห็นวิถีชีวิตของคนพะโต๊ะ บางรายคนเพียงคนเดียวสามารถที่จะล่อแพได้ถึง 4 ลำ เพื่อเอาผลผลิตการเกษตรออกมาขาย และทรัพยากรก็เอื้ออำนวย
พะโต๊ะมีไม่ไผ่จำนวนมาก ในอดีตถูกบุกรุกแผ้วถาง เพื่อใช้ที่ดินในการปลูกปาล์ม กาแฟ ที่ต้องทำลายป่าไปทั้งหมด แต่การล่องแพไม้ไผ่ จะเพียงแค่ตัดไม้ไผ่ที่ได้ขนาด ไม่ได้โค่นทั้งกอ ไม้ไผ่ก็ยังคงแตกหน่อออกไปได้อีก
สิ่งหนึ่งที่เขาเป็นห่วงในตอนนี้คือจะทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวยังคงเป็นเชิงอนุรักษ์ รักษาป่า รักษาต้นน้ำอีกไปตราบนานเท่านาน เพราะหน่วยงานรัฐคงไม่สามารถที่จะดูแลไปเองได้ตลอด
เขาจึงพยายามที่จะผลักดันให้ส่วนท้องถิ่นเข้ามาเป็นผู้จัดการและกำหนดหลักเกณฑ์ในการที่จะดูแลป่าต้นน้ำของพวกเขาเอง
นอกจากนี้ยังมีปัญหาการบุกรุกป่าในรูปแบบใหม่ เป็นรูปแบบที่เขาเรียกว่า การรุกป่าแบบ คลาสสิก
นายทุนจะใช้วิธีเข้าไปซื้อที่ของชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านก็บุกรุก แต่ทางการอนุโลมเพราะเห็นว่าเป็นคนจน แต่นายทุนเหล่านี้จะมากว้านซื้อต่อ เป็นเหมือนการตกเขียว บางหมู่บ้านมีการซื้อไปแล้วทั้งหมู่บ้าน
ตรงนี้จะเป็นปัญหาในอนาคต เขาเองก็พยายามที่จะหยุดกระบวนการเช่นนี้ โดยใช้ยุทธวิธีชาวบ้านนำหน้า เริ่มจากใช้สภากาแฟชาวบ้านเป็นเวทีในการกระจายข่าว เพื่อให้นายทุนเกิดความรู้สึกว่า สิ่งที่เขาทำนั้นเป็นสิ่งน่าละอาย
ข่าวจากสภากาแฟจะถูกกระจายไปอย่างรวดเร็ว แบบมีอารมณ์ร่วม ข่าวถูกส่ง ถูกเขียน และถูกพาดหัวข่าวด้วยตัวชาวบ้านเอง เป็นกระบวนการหนึ่งที่เขาใช้ ตามด้วยการเข้าไปพูดคุยกับนายทุนนั้นด้วยตัวเอง เพื่อให้ยุติการกระทำ
แน่นอนว่าจะต้องเจอกับการข่มขู่กลับมา แต่เขามั่นใจว่ามีชาวบ้านให้การสนับสนุนในสิ่งที่เขากระทำ ที่ผ่านมาเขาเคยถูกสั่งย้ายมาแล้ว แต่ชาวบ้านลงชื่อ ถึงผู้บังคับบัญชา ขอให้เขากลับมา
ไม่เพียงแต่จะเป็นการหาช่องทางเลี้ยงชีพ ให้กับชาวบ้านเท่านั้น หัวหน้าพงศา ยังเปิดโอกาสให้กับเด็ก ๆ และเยาวชนที่มีโอกาส และทางเลือกน้อย โดยไม่ยึดติดอยู่ที่วุฒิการศึกษา เช่นที่คนในสังคมทั่ว ๆ ไปจะมองเป็นอันดับต้น ๆ

แต่ในหน่วยต้นน้ำพะโต๊ะ จะมีความหลากหลาย การเปิดรับสมัครคนเข้าหน่วยฯ จึงมองที่ความตั้งใจของคนคนนั้น โดยไม่เน้นวุฒิการศึกษา หรืออายุ ขอเพียงเป็นผู้ที่ตั้งใจดี ใส่ใจในงาน บางรายทางบ้านยากจน เอาลูกมาฝากเพื่อเข้าทำงานในหน่วยฯ
หากมองแล้วว่าเป็นเด็กเอาใจใส่งานดี หัวหน้าพงศาฯก็ไม่เกี่ยงที่จะรับเอาไว้ เขาบอกว่าวิธีรับคนของเขา ถ้าคนอื่นมองว่าเพี้ยน มีความคิดไม่เหมือนกันคนอื่น เขาจะรับเอาไว้ก่อน
นี่เองจึงเป็นโอกาสทองของเยาวชนที่ไม่มีคนเข้าใจ ที่ไม่สามารถหาโอกาสจากที่ไหนได้ ตามสโลแกนของ ต้นน้ำพะโต๊ะ ที่ว่า ต้นน้ำ ที่พักใจ เป็นแหล่งรวมของคนที่ไม่มีใครเข้าใจ
นอกเหนือจากที่เยาวชนกลุ่มนี้จะมีงานทำ มีรายได้ตามอัตภาพแล้ว ยังได้รับการส่งเสริมจากหัวหน้าหน่วยฯ ในการที่จะขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม เสริมศักยภาพของตัวเองมากขึ้น ใครจบ ป.6 ก็ให้เรียนรู้เพื่อที่จะจบ ม.3 หรือ ม.6 หรือจะเรียนให้ได้วุฒิสูงกว่านี้ก็สามารถกระทำได้
เช่นเดียวกับผู้ที่จบ ม.3 หรือ ม.6 จะเรียนเอาวุฒิ ปวช. หรือ ปวส. ก็ได้ โดยผู้ที่ต้องการเรียนจะถูกหักค่าแรงในวันที่ไปเข้าเรียน เอาไว้ แต่เป็นการหักเงินค่าแรงเพื่อสะสมเงินเอาไว้ หากใครสามารถเรียนจบได้ตามที่ตั้งใจ เงินเหล่านี้ก็จะกลายเป็นเงินสะสมก้อนหนึ่งให้กับตัวเอง เหมือนโบนัส
แต่หากใครเรียนไม่จบเงินที่ถูกหักเอาไว้นี้ก็จะกลายเป็นเงินเข้ากองทุน ของต้นน้ำไป ด้วยเหตุผลที่ หัวหน้าพงศา เห็นว่าเมื่อมีโอกาสเรียนแล้ว ยังไม่สามารถทำได้ และการจะได้รับค่าแรงเหมือนเพื่อน ๆ คนอื่นที่เขาไปเรียนจริง หรือเพื่อน ๆ ที่เหลือที่จะได้รับค่าแรงก็ต่อเมื่อทำงาน จะเป็นการเอาเปรียบกันเกินไป
เหมือนโอกาสตั้งอยู่ตรงหน้าแล้ว เหลือเพียงแต่ให้เดินไปหยิบมาเท่านั้น
เยาวชนหลายคน สามารถที่จะยืนขึ้นมาอย่างสมศักดิ์ศรี หลายคนหลุดจากบ่วงวังวน ไร้งาน เกเร ก็สามารถเดินต่อไปได้ โดยไม่ต้องขอความอนุเคราะห์จากสถานสงเคราะห์ใดใด
เพราะเขายังเป็นคนที่มีความสามารถ เพียงแต่ขอโอกาสเล็ก ๆ แต่ยิ่งใหญ่สำหรับเขาเท่านั้น
ขวิด หรือ นายปัฐพงษ์ พลวารีย์ อายุเพียง 17 ปี จบ ม.3 เป็นเด็ก ต.ปากทรง ใกล้ ๆ กับหน่วยต้นน้ำพะโต๊ะ เข้ามาทำงานในหน่วยฯ แทนพ่อ ที่ออกไปหางานอื่นทำเพื่อหารายได้เข้าครอบครัวให้มากขึ้น
โดย ขวิด จะทำหน้าที่แทบจะทุกอย่าง รวมทั้งเป็นวิทยากรพี่เลี้ยง ที่จะคอยสอนเกี่ยวกับนิเวศน์ของป่าต้นน้ำให้กับนักศึกษา และนักเรียนที่เข้ามาเข้าค่ายในหน่วยต้นน้ำฯ บอกว่า เขาอยากที่จะเรียนต่อ แต่ทางบ้านยากจน จึงต้องออกมาหางานทำ
โดยพ่อเขาเอามาฝากให้ทำงานที่หน่วยต้นน้ำพะโต๊ะ ตอนนี้เขามีทั้งงานทำ และยังสามารถสานฝันของตัวเองต่อไปได้
เพราะ หัวหน้าพงศา ส่งให้เขาเข้ามาเรียนต่อเพิ่มเติมในระดับ ปวช. ที่วิทยาลัยเกษตรกรรมระนอง ในโครงการอาชีวะศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท ซึ่งเขามีเพื่อนๆ จากต้นน้ำ ที่มาเรียนด้วยกัน 7 คน
และเมื่อเขามีรายได้เป็นของตัวเอง เขาจึงรับภาระในการที่จะส่งน้องชายของเขาให้เรียน แม้รายได้รายวันเขาจะมีไม่มากนัก จากค่าแรง 180 บาท / วัน เขาสามารถที่จะจัดสรรเพื่อให้เป็นค่าขนมของน้องวันละ 20 บาท และเจือจานครอบครัวบ้างตามความสามารถ รวมทั้งค่าเล่าเรียนของตัวเองด้วย
ขวิด บอกว่า เขาอยากที่จะเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตอนนี้เขาไม่กล้าที่จะหวังไปไกลถึงระดับปริญญา เขาตั้งใจที่จะทำไปทีละขั้น จนถึงระดับ ปวส. หากมีโอกาสที่จะศึกษาให้สูงขึ้น แน่นอนว่าเขาจะไม่ปล่อยให้มันหลุดลอยไปแน่

เช่นเดียวกับ นายสายันต์ เพชรสองเมือง หรือ
ซึ่งการเรียนนั้น ทางวิทยาลัยเกษตรกรรมระนองให้การช่วยเหลือโดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน จะมีค่าใช้จ่ายต่อเทอมประมาณ 1,000 บาทเท่านั้น และจะใช้เวลาเรียนในวันจันทร์เพียงวันเดียว และใครที่มาเรียนจะได้รับค่าแรงเหมือนเช่นวันทำงานปกติ แต่ไม่สามารถนำเงินจำนวนนี้ออกมาใช้ได้จนกว่าจะเรียนจบ แต่หากเรียนไม่จบเงินนี้จะถูกนำเข้ากองทุนช่วยเหลือโรงเรียนต้นน้ำฯ
หัวหน้าพงศา กล่าวว่า เขามีความเชื่อว่าโครงสร้างทางการศึกษาของเรายังไม่ดีพอที่จะให้คนมีปัญญา จึงอยากที่จะให้หน่วยต้นน้ำพะโต๊ะ เป็นสถาบันการศึกษา เป็นหนึ่งที่เขาฝันเอาไว้ เป็นการสอบด้วยการปฏิบัติ เพราะคนที่เขารับเข้ามาทำงานทุกคนมีศักยภาพสูงมาก แต่บ้านเมืองไม่ให้โอกาสเขา
เพราะคนกลุ่มนี้เหมือน ม้าพยศ เขาสามารถฝึกคนเหล่านี้ในเวลาไม่นานให้เก่งขึ้น ให้เขามีกระบวนการคิด มีความคิดเป็นของตัวเอง หลายคนมองไม่ออกว่าเขาจบเพียงระดับมัธยม หรือประถมศึกษา แต่คนเหล่านี้เขาสามารถสอบระบบนิเวศน์ให้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรีได้
บี อายุ 19 ปี ทำหน้าที่เช่นเดียวกับ ขวิด เรียนจบในระดับ ม. 3 เขาเข้ามาทำงานในหน่วยต้นน้ำพะโต๊ะฯ ได้ 2 ปี ด้วยเหตุผลยากจน
เขามาสมัครงานที่ต้นน้ำ ฯ ตามที่มีการประกาศรับสมัคร และเขาก็ได้รับโอกาสในการศึกษาจากหน่วยต้นน้ำพะโต๊ะแห่งนี้ เขาบอกว่าหัวหน้าฯเป็นคนใจดี รับเขาเข้าทำงานทั้งที่เขามีวุฒิเพียง ม.3 เท่านั้น และหัวหน้า ก็สนับสนุนให้เด็ก ๆ มีโอกาสในการเรียน ซึ่งเด็กต้นน้ำฯที่เข้ามาเรียนด้วยกัน รุ่นนี้เป็นรุ่นแรก มีด้วยกัน 7 คน และทุกคนกำลังจะจบในระดับ ปวช. ในเร็ว ๆ นี้
เป็นสิ่งที่หัวหน้าพงศาภาคภูมิใจ เพราะปริญญา ไม่ใช่คำตอบของคนที่มีความรู้ความสามารถ เขาเชื่อในเรื่องของอุดมการณ์ของคน มากกว่าเรื่องความรู้ วุฒิการศึกษาไม่ใช่เรื่องสำคัญ
เขาจะบอกกับลูกน้องเสมอว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้จบปริญญาตรี แต่สามารถสั่งสอนคนทั้งโลกได้ ปริญญาตรีไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่ให้เขาภูมิใจในสิ่งที่เขาเป็นอยู่ และสามารถอธิบาย ถ่ายทอดความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมที่เขามีให้กับคนอื่นเข้าใจได้ เด็กจบ ป.6 หรือ ม.3 สามารถที่จะสอนเด็กมหาวิทยาลัยได้ เพราะความรู้ทางธรรมชาติไม่สามารถเรียนรู้ได้ในห้องเรียน

การทำงานของเขายังไม่หยุดอยู่แค่นั้น ความหวังลึก ๆ ที่ตั้งไว้ เขาอยากจะสร้างแม่น้ำหลังสวนให้เป็นสายน้ำที่ดีที่สุดของประเทศ แม้มันจะยาก และเป็นสิ่งที่เขาบอกว่าเป็นความ อหังการ ของคนป่าไม้คนหนึ่ง รวมทั้งจะสร้างแนวร่วมประชาชนให้ดูแลพื้นที่อนุรักษ์ชุมชน ที่มีลักษณะเป็นป่าพลัดพราก คือมีอยู่เป็นหย่อม ๆ หากปล่อยปละละเลยก็จะถูกนายทุนฮุบเอาไปอีก เขาบอกว่างานที่ทำจะต้องสร้างศรัทธา และบทพิสูจน์ ที่เขาเองก็ต้องการเวลาในการที่จะให้งานนั้นเห็นผล ไม่สามารถที่จะเห็นผลได้ทันตาภายใน 3 หรือ 4 ปี เพราะหลายอย่างต้องสร้างศรัทธา และบทพิสูจน์ ให้เกิดขึ้นเสียก่อน และเขากำลังก้าวเดินอย่างมั่นใจ ไปบนเส้นทางนั้น
.....................................................................
หมายเหตุ : ขอบคุณ 1.หน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ ขอบคุณ 2.ภาพประกอบจากหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะ
|