ข่าวหุ้นน่าสนใจ วันนี้
รวมรวมข่าวหุ้น จากหนังสือพิมพ์ ต่างๆ ประจำวัน
Permalink : http://www.oknation.net/blog/setnews
วันศุกร์ ที่ 15 มิถุนายน 2550
ข่าวหุ้น 15 มิย.50 ปิดเพิ่ม 9.23 จุด วอลุ่ม 16,075.27 ล้านบาท
Posted by คนชอบติดตามข่าวหุ้นวันนี้ , ผู้อ่าน : 325 , 19:40:00 น.  
พิมพ์หน้านี้


สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 1,505.63 ลบ.

                     ดัชนีตลาดปิดที่ 744.25 จุด เพิ่มขึ้น 9.23 จุด
                           มูลค่าการซื้อขาย 16,075.27 ล้านบาท

ประเภทนักลงทุน      มูลค่าซื้อ(ลบ.)   มูลค่าขาย(ลบ.)    สุทธิ(ลบ.)
นักลงทุนสถาบัน         1,982.60        2,158.52           (175.92)
นักลงทุนต่างชาติ        8,044.61       6,538.98           1,505.63
นักลงทุนทั่วไป            6,048.07       7,377.79          (1,329.72)

วันนี้ตลาดหุ้นไทยปิดที่ 744.25 จุด  เพิ่มขึ้น 9.32 จุด

             ตลาดหุ้นไทย วันนี้ดัชนีปิดที่  744.25 จุด เพิ่มขึ้น 9.32  จุด ณ เวลา 16.46 น.มีมูลค่า
การซื้อขายรวม 15,936.44 ลบ.

           หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับ
1.PTT  ปิดที่  260.00 บาท เพิ่มขึ้น 8.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย  1,814.91  ล้านบาท
2.SCC  ปิดที่ 250.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท  มูลค่าการซื้อขาย  772.53 ล้านบาท
3.KBANK ปิดที่ 68.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 659.06  ล้านบาท
4.BBL  ปิดที่ 114.00  บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท   มูลค่าการซื้อขาย  592.10 ล้านบาท
5.CCET-W1  ปิดที่  1.38 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท มูลค่าการซื้อขาย 563.95  ล้านบาท
ทั้งนี้ มี 3 หลักทรัพย์ที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยยืนในแดนบวกได้นั่น คือ PTT ปิดที่ระดับ 
260 บาท เพิ่มขึ้น 8 บาท ราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นมีผลต่อตลาด 3.1390 จุด และ PTTEP ปิดที่
ระดับ 105 บาท เพิ่มขึ้น 2 บาท ราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นมีผลต่อตลาด 0.9193 จุด และ BANPU 
ซึ่งปิดที่ระดับ 258 บาท เพิ่มขึ้น 14 บาท ราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นมีผลต่อตลาด 0.5321 จุด
	ส่วนหุ้นที่กดดัชนีฯ ลดลงมากที่สุด คือ TMB ปิดที่ระดับ 1.80 บาท ลดลง 0.10 บาท 
ราคาหุ้นที่ปรับลดลงมีผลต่อตลาด -0.2313 จุด และ KTB ปิดที่ระดับ 10.70 บาท ลดลง 0.10 
บาท ราคาหุ้นที่ปรับลดลงมีผลต่อตลาด -0.1564 จุด และ TOP ปิดที่ระดับ 69 บาท ลดลง 0.50 
บาท ราคาหุ้นปรับลดลงมีผลต่อตลาด -0.1427 จุด
เซียนหุ้นมั่นใจ SET Index สัปดาห์หน้าไปโลด เชื่อเสาร์-อาทิตย์นี้ไม่เกิดเหตุรุนแรง 

            เซียนหุ้นมั่นใจ SET Index สัปดาห์หน้ายังปรับเพิ่มขึ้นต่อ เชื่อไม่เกิดเหตุรุนแรงวัน
หยุด เสาร์-อาทิตย์นี้ แถมฝรั่งยังคงซื้อสุทธิอยู่มาก แนะเก็บหุ้นกลุ่มส่งออก และกลุ่มนิคมฯ หลัง
เงินบาทเริ่มอ่อนค่า ศก.สหรัฐโตกว่าคาด ให้แนวต้าน 750 จุด ส่วนวันนี้หุ้นยืนแดนบวกตลอดวัน 
หลังได้หุ้นกลุ่มส่งออกและนิคมฯหนุน 
	นายสิทธิเดช ประเสริฐรุ่งเรือง รองผู้บริหารฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย 
กล่าวถึงภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยในวันนี้ว่า ดัชนีฯปรับตัวเพิ่มขึ้นและสามารถยืนแดนบวกได้
ตลอดวัน เพราะได้รับแรงหนุนจากหุ้นในกลุ่มส่งออกและนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับผลดีจากเงิน
บาทที่อ่อนค่าลง ประกอบกับเศรษฐกิจสหรัฐมีการเติบโตกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ และยังคาดว่า
จะมีการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐขึ้น 
	พร้อมกันนี้ ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะดัชนีดาว
โจนส์ที่ปรับเพิ่มขึ้น 71.37 จุด ในขณะที่ดัชนีนิกเกอิ ญี่ปุ่น ปรับเพิ่มขึ้น 129.20 จุด และดัชนี
เว็ดเต็ท ใต้หวัน เพิ่มขึ้น 122.92 จุด
	ส่วนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แม้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้นมา แต่ประเมินว่าไม่ได้ส่งผลต่อ
หุ้นพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหากราคาน้ำมันดิบยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 65-70  ดอลลาร์/
บาร์เรล ประเมินว่าจะไม่ส่งผลต่อหุ้นพลังงานมากนัก แต่หากปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 70  ดอลลาร์/
บาร์เรล จะส่งผลดีต่อหุ้นพลังงาน โดยราคาน้ำมันดิบไลท์ล่วงหน้าสัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม  
ที่ตลาดนิวยอร์ก ปิดตลาดที่ราคา  67.65   ดอลลาร์/บาร์เรล  เพิ่มขึ้น 1.39   ดอลลาร์  
              สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า คาดว่าดัชนีฯยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อได้
 เพราะเชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงในวันเสาร์-อาทิตย์นี้ ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา นักลง
ทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิอยู่มาก แม้ว่าจะขายออกมาบ้างก็ตาม เพราะยังประเมินว่าตลาดหุ้นไทย
ยังมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีและยังปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยตลาดหุ้นไทยปรับ
ตัวเพิ่มขึ้นเพียง 9% ในขณะที่ตลาดหุ้นต่างประเทศเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นมาถึง 20%
	โดยหุ้นที่น่าสนใจลงทุนยังคงเป็นหุ้นกลุ่มส่งออกและนิคมอุตสาหกรรม เพราะจะได้รับ
ผลดีจากเงินบาทที่อ่อนค่าและเศรษฐกิจสหรัฐที่ขยายตัวดีขึ้น ทั้งนี้ ประเมินแนวรับที่ 726 จุด 
แนวต้านที่ 750 จุด
               ขณะที่นายเจริญ เอี่ยมพัฒนธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บล.เคทีบี เปิดเผยว่า
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในวันนี้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากที่หุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่มีแรงซื้อ
เข้ามาอย่างต่อเนื่องเพราะนักลงทุนบางส่วนเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับการณ์เมืองที่มีทิศทางที่
ดีขึ้น จากการที่ข่าวลือต่างๆ ซึ่งสร้างความสับสนไม่ได้เกิดขึ้นจริง ประกอบกับทิศทางของตลาด
หุ้นต่างประเทศก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกันจึงช่วยกระตุ้นจิตวิทยาการลงทุน แม้ว่ายังคงมีนักลงทุน
บางส่วนที่ยังคงชะลอการลงทุนออกไปก่อน เนื่องจากยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทาง
เมืองอยู่บ้างจึงเป็นผลให้ปริมาณการซื้อขายยังอยู่ในเกณฑ์ที่เบาบาง
        ส่วนแนวโน้มในสัปดาห์หน้า คาดว่าดัชนีฯน่าจะยังคงสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องจาก
มองว่าขณะนี้ตลาดฯยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น รวมทั้งคาดหวังว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มชุมนุมในช่วง
วันหยุดสุดสัปดาห์ไม่น่าจะมีเหตุการณ์ที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม
ยังต้องการให้ติดตามดูเรื่องประเด็นทางการเมืองอย่างใกล้ชิดด้วย เพราะปัจจัยทางการเมืองนั้น
มีผลกดดันต่อตลาดหุ้นไทย และยังคงเป็นปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญรวมทั้งรอติดตามดูทิศ
ทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และจีนเนื่องจากจะมีผลต่อการปรับตัวของตลาดหุ้นต่างประเทศรวมถึง
การปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางแต่ละประเทศได้
        กลยุทธ์การลงทุน ระยะสั้นให้ซื้อหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์-พลังงาน-อสังหาริมทรัพย์
ส่วนระยะยาวให้ทยอยซื้อสะสม หุ้นมาร์เก็ตแคปใหญ่ โดยให้แนวรับไว้ที่ 734/720 จุดแนวต้านให้
ไว้ที่ 754/775 จุด 
          ด้านนางสาวศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.
เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ กล่าวถึงดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยในวันนี้ว่า ดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อ
เนื่อง โดยปัจจัยบวกมาจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดต่างประเทศหลังจากที่ได้รับอานิสงส์ตัว
เลขดัชนีราคาผู้ผลิต(Producer Price Index : PPI)ของสหรัฐในเดือนพฤษภาคมออกมาดีตาม
คาด เป็นสัญญาณว่าธนาคารกลางสหรัฐ อาจจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้มีส่วนดันดัชนีฯ 
ตลาดหุ้นไทยให้มีการปรับตัวตามไปด้วย ประกอบกับราคาน้ำมันที่มีการทะยานตัวเพิ่มขึ้น ก็เป็น
อีกหนึ่งแรงหนุนให้หุ้นกลุ่มพลังงานมีการปรับตัวตามไปด้วย อย่างบริษัท ปตท. จำกัด (PTT) เป็น
ต้น โดยราคาน้ำมันดิบไลท์ล่วงหน้าสัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม  ที่ตลาดนิวยอร์ก ปิดตลาดที่
ราคา  66.26   ดอลลาร์/บาร์เรล  เพิ่มขึ้น  91 เซนต์     
	สำหรับแนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยในวันจันทร์หน้าคาดว่า ดัชนีฯ จะสามารถยืน
อยู่ในแดนบวกได้อย่างต่อเนื่อง หากในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ไม่มีเหตุการณ์การประทะกันอย่าง
รุนแรงจากกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง รวมทั้งหากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.ไม่
ประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็น่าจะทำให้การลงทุนในตลาด
หุ้นไทยช่วงสัปดาห์หน้ากลับมามีบรรยากาศสดใสได้
	กลยุทธ์การลงทุนแนะซื้อหุ้น อาทิ บมจ.แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ ประเทศไทย 
(CCET) และบมจ.ซิงเกิ้ล พอยท์ พาร์ท ประเทศไทย (SPPT) เพราะปัจจัยพื้นฐานดี หรือ แนะ
ให้รอดูสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 730 จุด และ
แนวต้านไว้ที่ 750 จุด


 


เซียนหุ้นมั่นใจ SET Index สัปดาห์หน้าไปโลด 
เชื่อเสาร์-อาทิตย์นี้ไม่เกิดเหตุรุนแรง 

            เซียนหุ้นมั่นใจ SET Index สัปดาห์หน้ายังปรับเพิ่มขึ้นต่อ เชื่อไม่เกิดเหตุ
รุนแรงวันหยุด เสาร์-อาทิตย์นี้ แถมฝรั่งยังคงซื้อสุทธิอยู่มาก แนะเก็บหุ้นกลุ่มส่งออก
และกลุ่มนิคมฯ หลังเงินบาทเริ่มอ่อนค่า ศก.สหรัฐโตกว่าคาด ให้แนวต้าน 750 จุด
ส่วนวันนี้หุ้นยืนแดนบวกตลอดวัน หลังได้หุ้นกลุ่มส่งออกและนิคมฯหนุน
            ตลาดหุ้นไทย วันนี้ดัชนีฯปิดที่  744.25 จุด เพิ่มขึ้น 9.32  จุด มีมูลค่าการซื้อขายรวม 
16,075.27 ลบ.นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 175.92 ลบ.นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1,505.63 ล้าน
บาท และนักลงทุนทั่วไปขายสุทธิ 1,329.72 ล้านบาท 

           หลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับ
1.PTT  ปิดที่  260.00 บาท เพิ่มขึ้น 8.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย  1,814.91  ล้านบาท
2.SCC  ปิดที่ 250.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท  มูลค่าการซื้อขาย  772.53 ล้านบาท
3.KBANK ปิดที่ 68.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 659.06  ล้านบาท
4.BBL  ปิดที่ 114.00  บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท   มูลค่าการซื้อขาย  592.10 ล้านบาท
5.CCET-W1  ปิดที่  1.38 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท มูลค่าการซื้อขาย 563.95  ล้านบาท
              นายสิทธิเดช ประเสริฐรุ่งเรือง รองผู้บริหารฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย 
กล่าวถึงภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยในวันนี้ว่า ดัชนีฯปรับตัวเพิ่มขึ้นและสามารถยืนแดนบวกได้
ตลอดวัน เพราะได้รับแรงหนุนจากหุ้นในกลุ่มส่งออกและนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับผลดีจากเงิน
บาทที่อ่อนค่าลง ประกอบกับเศรษฐกิจสหรัฐมีการเติบโตกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ และยังคาดว่า
จะมีการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐขึ้น 
	พร้อมกันนี้ ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะดัชนีดาว
โจนส์ที่ปรับเพิ่มขึ้น 71.37 จุด ในขณะที่ดัชนีนิกเกอิ ญี่ปุ่น ปรับเพิ่มขึ้น 129.20 จุด และดัชนี
เว็ดเต็ท ใต้หวัน เพิ่มขึ้น 122.92 จุด
	ส่วนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แม้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้นมา แต่ประเมินว่าไม่ได้ส่งผลต่อ
หุ้นพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหากราคาน้ำมันดิบยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 65-70  ดอลลาร์/
บาร์เรล ประเมินว่าจะไม่ส่งผลต่อหุ้นพลังงานมากนัก แต่หากปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 70  ดอลลาร์/
บาร์เรล จะส่งผลดีต่อหุ้นพลังงาน โดยราคาน้ำมันดิบไลท์ล่วงหน้าสัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม  
ที่ตลาดนิวยอร์ก ปิดตลาดที่ราคา  67.65   ดอลลาร์/บาร์เรล  เพิ่มขึ้น 1.39   ดอลลาร์  
              สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า คาดว่าดัชนีฯยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อได้
 เพราะเชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์รุนแรงในวันเสาร์-อาทิตย์นี้ ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมา นักลง
ทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิอยู่มาก แม้ว่าจะขายออกมาบ้างก็ตาม เพราะยังประเมินว่าตลาดหุ้นไทย
ยังมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีและยังปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยตลาดหุ้นไทยปรับ
ตัวเพิ่มขึ้นเพียง 9% ในขณะที่ตลาดหุ้นต่างประเทศเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้นมาถึง 20%
	โดยหุ้นที่น่าสนใจลงทุนยังคงเป็นหุ้นกลุ่มส่งออกและนิคมอุตสาหกรรม เพราะจะได้รับ
ผลดีจากเงินบาทที่อ่อนค่าและเศรษฐกิจสหรัฐที่ขยายตัวดีขึ้น ทั้งนี้ ประเมินแนวรับที่ 726 จุด 
แนวต้านที่ 750 จุด
               ขณะที่นายเจริญ เอี่ยมพัฒนธรรม รองกรรมการผู้จัดการ บล.เคทีบี เปิดเผยว่า
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในวันนี้มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังจากที่หุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่มีแรงซื้อ
เข้ามาอย่างต่อเนื่องเพราะนักลงทุนบางส่วนเริ่มคลายความกังวลเกี่ยวกับการณ์เมืองที่มีทิศทางที่
ดีขึ้น จากการที่ข่าวลือต่างๆ ซึ่งสร้างความสับสนไม่ได้เกิดขึ้นจริง ประกอบกับทิศทางของตลาด
หุ้นต่างประเทศก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกันจึงช่วยกระตุ้นจิตวิทยาการลงทุน แม้ว่ายังคงมีนักลงทุน
บางส่วนที่ยังคงชะลอการลงทุนออกไปก่อน เนื่องจากยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทาง
เมืองอยู่บ้างจึงเป็นผลให้ปริมาณการซื้อขายยังอยู่ในเกณฑ์ที่เบาบาง
        ส่วนแนวโน้มในสัปดาห์หน้า คาดว่าดัชนีฯน่าจะยังคงสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องจาก
มองว่าขณะนี้ตลาดฯยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น รวมทั้งคาดหวังว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มชุมนุมในช่วง
วันหยุดสุดสัปดาห์ไม่น่าจะมีเหตุการณ์ที่สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม
ยังต้องการให้ติดตามดูเรื่องประเด็นทางการเมืองอย่างใกล้ชิดด้วย เพราะปัจจัยทางการเมืองนั้น
มีผลกดดันต่อตลาดหุ้นไทย และยังคงเป็นปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญรวมทั้งรอติดตามดูทิศ
ทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และจีนเนื่องจากจะมีผลต่อการปรับตัวของตลาดหุ้นต่างประเทศรวมถึง
การปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางแต่ละประเทศได้
        กลยุทธ์การลงทุน ระยะสั้นให้ซื้อหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์-พลังงาน-อสังหาริมทรัพย์
ส่วนระยะยาวให้ทยอยซื้อสะสม หุ้นมาร์เก็ตแคปใหญ่ โดยให้แนวรับไว้ที่ 734/720 จุดแนวต้านให้
ไว้ที่ 754/775 จุด 
          ด้านนางสาวศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.
เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ กล่าวถึงดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยในวันนี้ว่า ดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อ
เนื่อง โดยปัจจัยบวกมาจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดต่างประเทศหลังจากที่ได้รับอานิสงส์ตัว
เลขดัชนีราคาผู้ผลิต(Producer Price Index : PPI)ของสหรัฐในเดือนพฤษภาคมออกมาดีตาม
คาด เป็นสัญญาณว่าธนาคารกลางสหรัฐ อาจจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้มีส่วนดันดัชนีฯ 
ตลาดหุ้นไทยให้มีการปรับตัวตามไปด้วย ประกอบกับราคาน้ำมันที่มีการทะยานตัวเพิ่มขึ้น ก็เป็น
อีกหนึ่งแรงหนุนให้หุ้นกลุ่มพลังงานมีการปรับตัวตามไปด้วย อย่างบริษัท ปตท. จำกัด (PTT) เป็น
ต้น โดยราคาน้ำมันดิบไลท์ล่วงหน้าสัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม  ที่ตลาดนิวยอร์ก ปิดตลาดที่
ราคา  66.26   ดอลลาร์/บาร์เรล  เพิ่มขึ้น  91 เซนต์     
	สำหรับแนวโน้มดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยในวันจันทร์หน้าคาดว่า ดัชนีฯ จะสามารถยืน
อยู่ในแดนบวกได้อย่างต่อเนื่อง หากในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ไม่มีเหตุการณ์การประทะกันอย่าง
รุนแรงจากกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง รวมทั้งหากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.ไม่
ประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็น่าจะทำให้การลงทุนในตลาด
หุ้นไทยช่วงสัปดาห์หน้ากลับมามีบรรยากาศสดใสได้
	กลยุทธ์การลงทุนแนะซื้อหุ้น อาทิ บมจ.แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ ประเทศไทย 
(CCET) และบมจ.ซิงเกิ้ล พอยท์ พาร์ท ประเทศไทย (SPPT) เพราะปัจจัยพื้นฐานดี หรือ แนะ
ให้รอดูสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 730 จุด และ
แนวต้านไว้ที่ 750 จุด

 


LPN มั่นใจปีนี้โกยยอดขายรับรู้รายได้เข้าเป้า  6 พันลบ.

LPN เล็งเปิดโครงการใหม่ครึ่งปีหลัง 2550 อีก 3 โครงการมูลค่า 4 พันลบ. ส่วนยอดรับรู้รายได้ปีนี้คาดเข้าเป้าที่ 6 พันลบ.

นายโอภาส  ศรีพยัคฆ์  กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด
(มหาชน) หรือ LPN เปิดเผยว่า ในปีนี้ยอดรับรู้รายได้จะเป็นไปตามที่ตั้งเป้าไว้ที่ 6 พันล้านบาทเนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาโครงการต่างๆของบริษัทมียอดขายเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันโครงการใหม่ที่เปิดขายในช่วงที่ผ่านมายังได้รับความนิยมที่ดีอีกด้วย

'ในช่วงที่ผ่านมาเราก็มียอดขายไปแล้วกว่า 60% ของยอดขายที่ตั้งเป้าไว้ทั้งปีนี้ ดังนั้นยอดรับรู้รายได้คงจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 6 พันล้านบาทอย่างแน่นอน ส่วนการแข่งขันก็ยังสูงอยู่แต่เรามีทำเลที่ดีจึงทำให้ลูกค้ายอมรับและซื้อโครงการมากขึ้น' นายโอภาส กล่าว
ทั้งนี้ในครึ่งปีหลังนี้ บริษัทฯ เตรียมเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 3 โครงการโดยมีมูลค่าอยู่ที่ 4 พันล้านบาท ในขณะเดียวกันโครงการที่จะเปิดใหม่ดังกล่าวมีทำเลอยู่ในย่านประชาชื่น ปิ่นเกล้า และรามคำแหง 26 ซึ่งคาดว่าจะได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นทำเลดี
นายโอภาส กล่าวอีกว่าในวันพรุ่งนี้ (16 มิ.ย. 2550) เตรียมที่จะเปิดขายโครงการ
ลุมพินี เฟส 2 มูลค่าโครงการ 1.1 พันล้านบาท ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถขายโครงการได้ถึง 600-700 ยูนิตจากทั้งหมด 1,260 ยูนิต   เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมโครงการรวมทั้งแสดงเจตจำนงค์ที่จะซื้อโครงการดังกล่าวกว่า 2 พันราย
อย่างไรก็ดีแม้ปัจจัยทางการเมืองที่ยังไม่นิ่ง แต่ไม่มีผลกระทบต่อยอดขายโครงการคอนโดมิเนียมและบ้านของบริษัทฯ เนื่องจากผู้บริโภคยังคงให้ความเชื่อมั่น รวมทั้งยังคงซื้อที่อยู่อาศัยของบริษัทฯอย่างต่อเนื่อง 

'ต้องถามผู้บริโภคว่าตอนนี้เงินในกระเป๋าของเค้าเหลืออยู่เยอะไหมและพร้อมที่จะซื้อที่อยู่อาศัยหรือเปล่า รวมทั้งโครงการนั้นๆเป็นที่ยอมรับและดีสำหรับผู้บริโภคหรือเปล่าถ้าในส่วนของ LPN แล้วปัจจัยการเมืองไม่มีผลกระทบในช่วงที่ผ่านมายอดขายก็ไม่ได้ลดลงด้วย' นาย
โอภาส กล่าว


ก.ล.ต. สั่งปรับ 'ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม' 31.77 ลบ. ฐานอินไซด์ซื้อขายหุ้น MATI

               รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 
(ก.ล.ต.) แจ้งว่า คณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแต่งตั้งตาม
มาตรา 317 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ได้มีคำสั่งเปรียบ
เทียบกรณีใช้ข้อมูลภายในทำการซื้อขายหุ้นบมจ. มติชน (“MATI”) โดยเปรียบเทียบนายไพบูลย์ 
ดำรงชัยธรรมเป็นเงินจำนวน 31,776,785.64 บาท และเปรียบเทียบนางสาวพัชรี มนุญ
พาณิชย์  เป็นเงินจำนวน 333,333.33 บาทจากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบพยานหลักฐานที่ทำ
ให้เชื่อได้ว่า ในระหว่างเดือนมิถุนายน 2548 ถึงเดือนกันยายน 2548 ได้มีการซื้อขายหุ้น MATI 
ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของนางสาวพัชรี มนุญพาณิชย์ รวมทั้งบุคคลอื่น และมีส่วนเกี่ยวข้องกับ
นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ในประการที่น่าจะเป็นการเอาเปรียบต่อบุคคลภายนอก โดยอาศัยข้อ
เท็จจริงเกี่ยวกับการที่ บมจ. จีเอ็มเอ็ม มีเดีย (“GMMM”) อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อเข้าลงทุน
ในหุ้น MATI อันเป็นสาระสำคัญที่ยังมิได้เปิดเผยต่อประชาชน
              โดยการซื้อขายหุ้นดังกล่าวนั้นเข้าข่ายเป็นการที่นายไพบูลย์ และนางสาวพัชรี (ในฐานะ
ผู้สนับสนุน) ปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 241 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 
2535 ซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา 296 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ประกอบมาตรา 86 แห่ง
ประมวลกฎหมายอาญา
              ทั้งนี้ นายไพบูลย์และนางสาวพัชรี ได้ยินยอมเข้ารับการพิจารณาของคณะกรรมการ
เปรียบเทียบ และคณะกรรมการเปรียบเทียบได้มีคำสั่งเปรียบเทียบนายไพบูลย์และนางสาวพัชรี 
เป็นเงินจำนวน 31,776,785.64 บาท  และ 333,333.33 บาท ตามลำดับ



ตลท.แจ้งการดำเนินการกับ SGF ซึ่งเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน
15/06/2550 17:04

SET : ตลท.แจ้งการดำเนินการกับ SGF ซึ่งเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน ตลาดหลักทรัพย์แจ้งการดำเนินการกับ SGF ซึ่งเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน ตามที่งบการเงินประจำปีของบริษัทสยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน) (SGF) สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีปรากฏ ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ 193 ล้านบาท เป็นผลให้ SGF เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน และตลาดหลักทรัพย์ได้ผ่อนผันระยะเวลาการประกาศเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หลักทรัพย์ของ SGF จนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2550 โดยยังคงขึ้นเครื่องหมาย SP เพื่อห้ามการซื้อขายหลักทรัพย์ของ SGF จนกว่า SGF จะสามารถดำเนินการเพื่อ แก้ไขเหตุแห่งการเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนได้ตามที่ขอผ่อนผัน หาก SGF ไม่สามารถ ดำเนินการได้ภายในเวลาที่กำหนดดังกล่าว ตลาดหลักทรัพย์จะพิจารณาประกาศ ให้ SGF เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน ซึ่งต่อมา SGF แจ้งว่าไม่สามารถดำเนินการ เพื่อแก้ไขเหตุแห่งการเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนได้ภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2550 ตามที่ขอผ่อนผัน (รายละเอียดปรากฎตามข่าว SGF ใน SET SMART วันที่ 13 มีนาคม 2550, 21 พฤษภาคม 2550 และ 15 มิถุนายน 2550) จากการพิจารณางบการเงินของ SGF สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2550 ที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชี ปรากฏว่า SGF เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน เนื่องจากส่วนของผู้ถือหุ้นมีค่าต่ำกว่าศูนย์ และเพื่อให้เป็นไปตามความในข้อบังคับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การเพิกถอนหลักทรัพย์จดทะเบียน พ.ศ.2542 ตลาดหลักทรัพย์จึงดำเนินการ ดังนี้ (1) ประกาศว่าหลักทรัพย์ของ SGF เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน พร้อมทั้ง ขึ้นเครื่องหมาย NC (Non-Compliance) ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2550 (2) ห้ามการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ (SP) จนครบ 30 วันนับจากวันประกาศว่า หลักทรัพย์ของ SGF เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือจนถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2550 ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บริหารของ SGF มีเวลาที่จะพิจารณาอย่างรอบคอบก่อน ตัดสินใจเลือกทางเลือกที่เหมาะสม และเป็นประโยชน์ที่สุดแก่บริษัท และผู้ถือหุ้นของบริษัท (3) ให้ SGF แจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์ทราบภายในวันที่ 17 กรกฎาคม 2550 เพื่อเผยแพร่แก่ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนถึงทางเลือกว่า SGF จะทำแผนฟื้นฟูกิจการ เสนอผู้ถือหุ้น หรือจะฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย หรือจะขอเพิกถอน โดยสมัครใจ หรือเลือกทางเลือกอื่นใดที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัท ตลอดจนกำหนด เวลาดำเนินการในทางเลือกดังกล่าว (4) อนุญาตให้หลักทรัพย์ของ SGF ซื้อหรือขายได้ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2550 ถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2550 ภายหลังจากเผยแพร่ข้อมูลว่า SGF มีทางเลือกใด เพื่อให้ผู้ถือหุ้นของ SGF มีโอกาสซื้อหรือขายหลักทรัพย์ได้อีกระยะหนึ่ง ก่อนที่จะสั่งห้ามการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการ (5) ห้ามการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ของ SGF ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2550 จนกว่า SGF จะสามารถดำเนินการให้เหตุแห่งการเพิกถอนหมดไป โดย SGF ต้องมีส่วนของผู้ถือหุ้นมากกว่าศูนย์ มีกำไรจากการดำเนินงานในธุรกิจหลัก 3 ไตรมาส ติดต่อกันหรือ 1 ปีก่อนยื่นคำขอ ปรับโครงสร้างหนี้ได้มากกว่าร้อยละ 75 ของมูลหนี้ ทั้งหมดและแสดงได้ว่ามีฐานะการเงินและผลการดำเนินงานมั่นคงตามสภาพธุรกิจ ตลาดหลักทรัพย์ขอให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนโปรดศึกษารายละเอียดงบการเงินฉบับเต็ม ของ SGF พร้อมทั้งติดตามการนำเสนอแผนดำเนินการเพื่อฟื้นฟูกิจการและการดำเนินการ เพื่อแก้ไขเหตุแห่งการเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนของ SGF ต่อไป CPN ยันไม่ปรับลดรายได้ปีนี้ ซึ่งคาดโต 12-13% เหตุค่าเช่ายังเพิ่มต่อเนื่อง

CPN ยังไม่ปรับลดรายได้ปีนี้ มั่นใจโต 12-13% คุยรายได้ค่าเช่าเพิ่มต่อเนื่องแต่ละปี
จะปรับค่าเช่าขึ้นตามเงินเฟ้อ ส่วนปีนี้ปรับแผนเน้นทำการตลาดมากขึ้นหวังกระตุ้นกำลังซื้อผู้
บริโภค
             นายกอบชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) (CPN) กล่าวว่า แม้ในปีนี้ภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัว รวมทั้งมีปัญหาสถานการณ์ทางการเมือง แต่บริษัทฯ จะไม่มีการปรับลดเป้าหมายรายได้ โดยเชื่อว่าจะเติบโต 12-13% หรืออยู่ที่ 8-9 พันล้านบาท จากปีก่อนหน้าซึ่งมีรายได้ 7 พันล้านบาท และมีความเป็นไปได้ที่รายได้ของบริษัทฯ อาจจะสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากบริษัทฯ มีรายได้จากค่าเช่าพื้นที่ในศูนย์การค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะบริษัทฯ จะปรับค่าเช่าเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ขณะเดียวกันลูกค้าที่เช่าพื้นที่ก็มี
การจ่ายค่าเช่าตามปกติ แม้ว่าการบริโภคจะชะลอตัวก็ตาม โดยล่าสุดงวด 6 เดือนมีลูกค้าที่เข้าศูนย์การค้าเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเกือบ 5%
ดังนั้น คาดว่าแนวโน้มรายได้ในไตรมาส 2 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 2 พันกว่าล้านบาท และน่าจะเป็นตัวเลขที่ดีกว่าไตรมาสแรก เนื่องจากรายได้ค่าเช่าพื้นที่ของบริษัทฯ เพิ่มมากขึ้น จากในอดีตที่บริษัทฯ คิดค่าเช่าเพิ่มขึ้นปีละ 5% แต่ที่ผ่านมาบริษัทฯ ก็ทยอยปรับเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 7% และแนวโน้มในอนาคตก็อาจต้องปรับเพิ่มขึ้นอีกตามอัตราเงินเฟ้อ
นายกอบชัย กล่าวว่า ขณะนี้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์มีอัตราการเช่าพื้นที่แล้วประมาณ 88-90% และเชื่อว่าสิ้นปีนี้อัตราการเช่าพื้นที่จะมาอยู่ที่ 95% ส่วนอีก 5% บริษัทฯ จะกันไว้ให้บริษัทใหม่ๆ เข้ามาเช่า ซึ่งรวมถึงแบรนด์สินค้าใหม่ๆ จากต่างประเทศซึ่งเป็นลูกค้ากลุ่ม
เดิมที่เช่าพื้นที่อยู่แล้วและต้องการขยายธุรกิจ
สำหรับศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ บริษัทฯ ใช้เงินลงทุนประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุนภายในระยะเวลา 5 ปีนับจากปีนี้เป็นต้นไป
อย่างไรก็ดี ในปีนี้กลุ่มเซ็นทรัลจะเน้นทำการตลาดมากขึ้น เพื่อเป็นการดึงกำลังซื้อของผู้บริโภคให้กลับคืนมา ซึ่งที่ผ่านมาแม้กำลังซื้อผู้บริโภคจะชะลอตัว แต่ในส่วนของกลุ่มเซ็นทรัลยังไม่ได้รับผลกระทบที่ชัดเจนมากนัก เพราะได้จัดกิจกรรมการตลาดมากขึ้นตั้งแต่ต้นปี
ขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่มาเช่าพื้นที่ในศูนย์การค้าของเซ็นทรัลล้วนเป็นผู้ประกอบการที่มี
ความแข็งแกร่งเพราะมีประสบการณ์จากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ซึ่งบริษัทที่รอดมาได้ส่วน
ใหญ่ถือได้ว่ามีศักยภาพในการบริหารงานที่ดีพอสมควร
'เราพยายามจัดกิจกรรมการตลาดมากขึ้น ซึ่งโชคดีที่ผู้ประกอบการที่มาเช่าพื้นที่ส่วน
ใหญ่ผ่านวิกฤตมาแล้ว ทำให้มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจแกร่งขึ้น ขณะเดียวกันจำนวนลูกค้าที่
มาเดินในศูนย์การค้าก็ยังคงเพิ่มขึ้น' นายกอบชัย กล่าว
สำหรับรายได้หลักของบริษัทฯ จะมาจากค่าเช่าพื้นที่ 90% โดย 85% เป็นค่าเช่าพื้นที่
ในศูนย์การค้า 6-7% เป็นค่าเช่าจากการตั้งสำนักงาน และรายได้อีกประมาณ 6-7% เป็นรายได้
จากธุรกิจศูนย์อาหารของบริษัทฯ ซึ่งจะเปิดอยู่ในศูนย์การค้า

บอร์ดบีโอไอ อนุมัติ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลธรรมดาเป็นกรณีพิเศษ จูงใจ
ขยายการลงทุนในพื้นที่3จังหวัดชายแดนใต้ 

         บอร์ดบีโอไอ อนุมัติ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลธรรมดาเป็นกรณีพิเศษ จูงใจ
ขยายการลงทุนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ด้านการส่งเสริมรถยนต์ประหยัด
พลังงานมาตรฐานสากล พร้อมให้สิทธิประโยชน์เต็มที่โดยสามารถยื่นขอส่งเสริมการ
ลงทุนได้จนถึง 30 พฤศจิกายนนี้

                     นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
อุตสาหกรรม เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บอร์ด
บีโอไอ มีมติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมการลงทุนเป็นกรณีพิเศษในพื้นที่ 3 จังหวัด
ชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย ปัตตานี ยะลา และ นราธิวาส เพื่อสร้างแรงจูงใจให้
ผู้ประกอบการ ซึ่งผู้ประกอบการที่มีกิจการเดิมอยู่แล้วทั้งในและนอก 3 จังหวัด
ชายแดนภาคใต้ไม่ว่าจะได้รับการส่งเสริมแล้วหรือไม่ก็ตาม หากเข้าไปขยายกิจการ
เพิ่มในพื้นที่3จังหวัดชายแดนภาคใต้ กิจการเดิมจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้
นิติบุคคลตามสัดส่วนเงินลงทุนที่ลงทุนใหม่ ขณะที่โครงการที่จะเข้าไปลงทุนใหม่
ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นไปจนถึงโครงการเก่าได้ 8 ปีเช่นกัน
                นอกจากนี้ ที่ประชุมบอร์ดบีโอไอยังมีมติเห็นชอบนโยบายส่งเสริมการ
ผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล หรือ อีโคคาร์ โดยกำหนดเงื่อนไขใน
การขอรับส่งเสริมการลงทุนประกอบด้วย ผู้ขอรับส่งเสริมจะต้องเสนอการลงทุนเป็น
โครงการรวมไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท ทั้งการประกอบรถยนต์และการผลิตชิ้นส่วน
โดยให้ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด ยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักรและยกเว้นภาษีเงินได้
ไม่เกิน 8 ปีในทุกเขตที่ตั้ง นอกจากนี้ต้องผลิตจริงไม่น้อยกว่า1แสนคันต่อปี ตั้งแต่
ปีที่ 5 เป็นต้นไปและรถต้องมีคุณสมบัติด้านการประหยัดพลังงานมีการใช้เชื้อเพลิง
ไม่เกิน 5.0 ลิตรต่อ 100กิโลเมตรและต้องมีการผลิตชิ้นส่วนหลักของเครื่องยนต์
อย่างน้อย 4 ใน 5 ชิ้น อย่างไรก็ตาม จะเปิดให้ยื่นคำขอได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30
พฤศจิกายน 2550

ที่มา : สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

 


สภาที่ปรึกษา เตรียมเสนอรัฐบาล ปรับแผนการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง
เพื่อขนส่งประชาชนใน กทม.อย่างแท้จริง

         สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เตรียมเสนอรัฐบาลปรับแผนการ
ก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง จากรถไฟชานเมือง เป็นระบบขนส่งมวลชน เพื่อรองรับ
การขนส่งประชาชนในตัวเมืองอย่างแท้จริง

                นายโอภาส เตพละกุล ประธานคณะทำงานโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและ
พลังงาน สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เปิดเผยถึงผลการประชุมร่วมกับ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการ
รถไฟฟ้า ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นว่าแผนการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-
ตลิ่งชัน และบางซื่อ-รังสิต ของการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ที่มีการปรับ
เปลี่ยนแผนการก่อสร้างจากรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน มาเป็นรถไฟฟ้าชานเมือง
ไม่สามารถแก้ไขปัญหามลภาวะและลดการจราจรที่แออัดในตัวเมืองได้ ทั้งนี้
คณะทำงานฯ เตรียมเสนอรัฐบาลให้จัดทำรถไฟฟ้าสายสีแดงแบบรถไฟฟ้าขนส่งมวล
ชนร่วมด้วย โดยปรับขนาดรางให้เป็นแบบสแตนดาร์ต เพื่อรองรับการจราจรในเมือง
มากกว่ามองไปถึงการขนส่งนอกเมือง พร้อมทั้งเร่งรัดการก่อสร้างระบบรถไฟฟ้าให้
เชื่อมโยงกับแอร์พอร์ตลิ้งค์ เพื่อรองรับการเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมืองสู่
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งจะเป็นการเสริมระบบขนส่งมวลชนทั้งระบบ อย่างไร
ก็ตามการปรับแผนการก่อสร้าง อาจจะต้องเพิ่มงบประมาณการก่อสร้างอีกกว่า 2,000-
3,000 ล้านบาท แต่เชื่อว่าจะคุ้มค่าในการลงทุน
              ส่วนแผนการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ และ
สายสีน้ำเงินช่วงบางซื่อ-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค ของการรถไฟฟ้าขนส่ง
มวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม.นั้น ที่ประชุมเห็นว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
ส่วนกรณีที่กระทรวงคมนาคมเห็นชอบให้เลื่อนการประมูลรถไฟฟ้าสายสีม่วงออกไป
เพื่อให้ธนาคารเพื่อความร่วมมือแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือ เจบิค ปล่อยเงินกู้ให้นั้น
มองว่ารัฐบาลควรวางแผนรองรับที่ดีกว่านี้ 

ที่มา : สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

 
CEI มั่นใจผลงานปีนี้ (ส.ค.49-ก.ค.50) โชว์กำไรครั้งแรกในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา หลังไม่ต้องตั้งสำรอง

CEI มั่นใจผลงานปีนี้ (ส.ค.49-ก.ค.50) โชว์กำไรครั้งแรกในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา หลังไม่ต้องตั้งสำรอง พร้อมเล็งแตกไลน์ธุรกิจใหม่เจาะกลุ่มเครื่องจักร ระบุ ม.ค.ปีหน้าได้ฤกษ์เปิดตัว คาดรายได้ปีหน้าโต 5 -10% จากปีนี้หวังแค่เสมอตัวปีก่อนที่ 340 ล้านบาท  ส่วนราคาหุ้นวิ่งฉิว คาดเป็นเพราะนักลงทุนเข้าลุยรับงบ 9 เดือนแรกสุดเจ๋ง


นายกิตติ กนกอุดมทรัพย์ ผู้จัดการฝ่ายบัญชี บริษัท คอมพาสส์ อีสต์ อินดัสตรี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)  หรือ CEI กล่าวกับ eFinanceThai.com ว่าผลประกอบการปี 2550 (ส.ค.49 - ก.ค.50) น่าจะพลิกมีกำไรสุทธิได้ เนื่องจากผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกที่ผ่านมา (สิ้นสุด ก.ค.50) มีกำไรสุทธิถึง 35.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิถึง 319.18 ล้านบาท
'เราขาดทุนสุทธิติดต่อกัน 2 ปี ปีนี้น่ามีกำไรได้ เพราะไม่ต้องตั้งสำรองรายการสินค้าที่ปรับปรุง ผลประกอบการที่ผ่านมาเองก็เริ่มดีขึ้นตลอด ไตรมาส4/50 แนวโน้มก็ขยายตัวต่อ ฉะนั้นก็น่าได้เห็นกำไร ส่วนรายได้รวมทั้งปีน่าจะทรงๆไม่ได้หวือหวามาก โดยน่าโตเท่ากับปีก่อนที่ประมาณ 340 ล้านบาท' นายกิตติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯมีแผนรุกธุรกิจใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักร ซึ่งได้มีการทยอยลงทุนไปแล้วตั้งแต่ต้นปี โดยธุรกิจดังกล่าวมีการเติบโตที่ดีจากความต้อง
การขยายตัว แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้มากนัก เนื่องจากอยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งช่วงเดือนมกราคม 2551 น่าจะได้เห็นความชัดเจนมากขึ้น โดยธุรกิจใหม่ดังกล่าวน่าจะสร้างรายได้ให้บริษัทฯคิดเป็น 10% ของรายได้รวมที่ตั้งเป้าไว้ปีหน้ารายได้
เติบโต 5 -10% จาก 340 ล้านบาทในปีนี้ 


BEC ลั่นปีนี้รายได้โฆษณาโตเป็นตัวเลข 2 หลัก
จากปีก่อนที่มีรายได้ 6.1 พันลบ.แน่ เหตุขยายลูกค้าเอเยนซี่มากขึ้น 

BEC ลั่นปีนี้รายได้โฆษณาโตเป็นตัวเลข 2 หลัก จากปีก่อนที่มีรายได้ 6.1 พันลบ.แน่ แต่เรื่องปรับขึ้นค่าโฆษณาขอพิจารณาตอนเดือนต.ค. ระบุจะปั้นช่วงเวลา 18.00-20.00 น.ให้เป็นถุงเงินถุงทองใหม่เหมือนรายการช่วงเช้า พร้อมกันนี้
ไม่กังวล 'ปลื้ม' หลุดผัง เรื่องเล่าเช้านี้ ระบุที่ผ่านมาเป็นแค่สีสันที่ยังไม่ทำเงินเท่าไหร่


นายฉัตรชัย เทียมทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน  บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน)  หรือ BEC เปิดเผยว่า ในปีนี้มีความมั่นใจว่ารายได้โฆษณาจะขยายตัวเป็นตัวเลขสองหลัก จากปีก่อนมีรายได้ 6,114 ล้านบาท เพราะจะพยายามขยายกลุ่มลูกค้าเอเยนซี่ หรือ ผู้ซื้อโฆษณาให้มากกลุ่มขึ้น โดยมีแผนงานต่างๆ ค่อนข้างมาก เพื่อจะเพิ่มและรักษาฐานผู้ชมให้มากขึ้น
จากรายการคุณภาพดี และมีความหลากหลาย จึงทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจว่าโฆษณาที่ออกไปจะมีผู้ชมหลากหลายกลุ่มมากขึ้นตามไปด้วย
อีกทั้งบริษัทยังเน้นผลิตรายการที่มีเนื้อหาให้เหมาะกับเจ้าของผู้มาลงโฆษณาให้มากที่สุดจึงเชื่อว่าในอนาคตหากบริษัทใดที่เริ่มเป็นกิจการที่มีกลุ่มลูกค้าฐานกว้าง (mass) ก็จะยินดีที่จะใช้โฆษณากับบริษัท
'ไม่ใช่เพราะเราอวดเก่ง แต่เราสร้างโมเมนตัมมาดี ปีนี้เรามีแผนทำโน่นทำนี้ตั้งเยอะ จึงเชื่อว่าปีนี้จะดันให้โต 2 หลักให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม'นายฉัตรชัย กล่าว
โดยในปัจจุบันเม็ดเงินโฆษณาที่คาดว่าจะมาจากผลดีของการที่ผู้ใช้บริการโฆษณาโยกย้ายเม็ดเงินจาก TITV มายังช่อง 3 รวมทั้งสถานีอื่นๆ ยังเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากขณะนี้ TITV ก็ยังสามารถรับเงินโฆษณาได้อยู่ และรายการต่างๆ ก็ยังมีผู้ชมไม่ได้ลดลงไปมาก แต่ประเมินว่าในช่วงปลายปีหลังจาก TITV ไม่สามารถรับรายได้จากค่าโฆษณาโดยตรงได้แล้ว ก็จะมีผลให้เม็ดเงินกระจายไปสู่สถานี หรือสื่อโฆษณาอื่นๆ อย่างชัดเจน
ทั้งนี้ บริษัทฯยังไม่มีแนวคิดที่จะปรับค่าโฆษณาในขณะนี้ แม้ยอดความนิยมผู้ชมรายการ (เรทติ้ง) จะเพิ่มขึ้น มีทั้งรายการข่าวและรายการละคร เพราะโดยปกติแล้วบริษัทฯจะพิจารณาปรับขึ้นค่าโฆษณาในช่วงเดือนต.ค. ซึ่งถ้าปรับไม่ทันในช่วงนั้น ก็จะเป็นช่วงเดือนม.ค. และมี.ค. ตามลำดับ แต่จากความนิยมที่มีมากขึ้นเราก็มีโอกาสที่จะปรับราคาขึ้นได้ไม่ลำบากนัก
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันยอดผู้ชมในช่วงเวลา 18.00-20.00 น. ถือว่ามีจำนวนมากที่สุด
และยังมากกว่าช่วงเวลาไพร์มไทม์หรือ 20.00-22.00 น. ด้วย แต่ในส่วนของการรับรู้รายได้จะคิดเป็นแค่ 15% แต่ช่วงเวลาไพร์มไทม์มีการรับรู้รายได้ถึง 50% เพราะลูกค้าเชื่อว่าในช่วงเวลาไพร์มไทม์ลูกค้ามีกำลังซื้อมากกว่า
'2 ทุ่มถึง 4 ทุ่ม เราทำรายได้ถึง 50% หรือ 2,000 กว่าล้านบาท ส่วน6 โมงเย็นถึง 2  ทุ่ม แค่ 15% ไม่ถึง 1,000 ล้านบาท ถ้าเราทำให้ได้เหมือนรายการภาคเช้า เช่นผู้หญิงถึงผู้หญิง หรือรายการข่าว ก็จะทำให้เม็ดเงินมันมากขึ้นเอง และจะกลายเป็นถุงเงินถุงทองก้อนใหม่ในอนาคต' นายฉัตรชัย กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทฯไม่มีความกังวลกรณีบริษัท บีอีซี-เทโร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์  จำกัด (มหาชน) มีหนี้สินอยู่กับ BEC อยู่ประมาณ 160 ล้านบาท  เพราะบริษัทฯดังกล่าวถือเป็นบริษัทลูกหรือบริษัทย่อย ซึ่ง BEC ถือหุ้นอยู่ 60% อีกทั้งแนวโน้มผลประกอบการของบริษัท บีอีซี-เทโรฯ จะสามารถสร้างกำไรได้ และ ทยอยใช้คืนจนครบได้ในที่สุด
'บีอีซี-เทโรฯ ก็ยังติดหนี้อยู่ 160 ล้านบาท จริงๆ แล้วไม่มีความหมายเลย เพราะเป็นบริษัทลูกเรา แทนที่เขาจะเพิ่มทุนเราก็ให้เงินกู้ไปแทน เดิมเคยให้กู้สูงสุด 270 ล้านบาท พอเขามีกำไรจึงเริ่มใช้คืนและทยอยใช้มาเรื่อยๆ' นายฉัตรชัย กล่าว
นายฉัตรชัย เปิดเผยว่า ไม่ได้กังวลแต่อย่างใด แม้ ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล ไม่ได้อยู่ทำรายการ เรื่องเล่าเช้านี้ เนื่องจากไม่ได้กระทบกับรายได้ค่าโฆษณาเพราะเม็ดเงินในระยะที่ผ่านมาหลังจากที่ ม.ล.ณัฐกรณ์ ได้เข้ามาร่วมรายการดังกล่าวยังไม่พบว่าเพิ่มขึ้นมากอย่างชัดเจน แต่ยอมรับว่าในเรื่องของกระแสสามารถสร้างสีสันได้มาก


นักลงทุนเริ่มมั่นใจ-หลังทูตสหรัฐชี้ เบเกอร์ บ๊อทส์ ไม่มีน้ำยา
โดย ผู้จัดการออนไลน์15 มิถุนายน 2550 18:59 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

ตลาดหุ้นไทยสดใสขึ้นทันตาเห็น ดัชนีปิดบวก 9.32 จุด หลัง 'ลาฟบอยซ์' ยืนยันนักลงทุนสหรัฐมั่นใจลงทุนในไทย พร้อมระบุว่า "เบเกอร์ บอตส์" ล็อบบี้ยิสชื่อดัง ไม่สามารถชี้นำรัฐบาลสหรัฐได้ทุกเรื่อง
       
       ภาวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันนี้(15 มิ.ย.) ดัชนีปิดตลาดช่วงบ่ายที่ระดับ 744.25 จุด เพิ่มขึ้น 9.32 จุด หรือเพิ่มขึ้น 1.27% มูลค่าการซื้อขาย 16,075.26 ล้านบาท โดยการซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นตลอดการเทรดทั้งวัน นักวิเคราะห์ ระบุ นักลงทุนต่างชาติเชื่อมั่นการลงทุนในไทยมากขึ้น หลังรัฐบาลเชิญทูตประเทศต่างๆ เข้ามาทำความเข้าใจข้อเท็จจริง รวมถึงประเด็นที่ทูตสหรัฐ กล่าวถึงบริษัทล็อบบี้ยิสชื่อดังว่า ไม่มีน้ำยาพอที่จะทำลายความสัมพันธ์สหรัฐกับไทย รวมถึงด้านการค้าการลงทุนด้วย
       
       โดยก่อนหน้านี้ นายราล์ฟ แอล. บอยซ์ เอกอัคราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวถึงกรณีมีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายรัฐมนตรีของไทยได้บริษัท เบเกอร์ บ๊อทส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐตอบโต้รัฐบาลไทยในขณะนี้ว่า รู้ว่ามีข่าวการจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐ แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลสหรัฐจะเชื่อตามที่บริษัทล็อบบี้ยิสต์บอกมาทุกอย่าง
       
       นายราล์ฟ รัฐบาลสหรัฐยังสนับสนุนในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลไทยและคนไทยแม้สถานการณ์ในเวลานี้จะไม่ดีนักก็ตาม สหรัฐยังหวังให้ประเทศไทยมีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามา และระบบประชาธิปไตยกลับสู่ประเทศไทยโดยเร็ว
       
       “ผมได้สอบถามนักธุรกิจของสหรัฐเรื่องสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ส่วนใหญ่แสดงความไม่แน่ใจในนโยบายของรัฐบาลรักษาการ เช่นเรื่องกฎหมายการประกอบธุรกิจคนต่างด้าว ว่าจะมีผลอย่างไรต่อการลงทุนบ้าง”
       นายราล์ฟ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยนับเป็นคู่ค้าสำคัญอับดับที่ 16 ของสหรัฐ นอกจากนี้นักธุรกิจของสหรัฐยังเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมีเม็ดเงินลงทุนรวมกันมากกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ก่อให้เกิดการจ้างแรงงานไทยไม่ต่ำกว่า 2.5 แสนคน อีกด้านหนึ่งตลาดส่งออกที่สำคัญของประเทศไทย คือ สหรัฐ ทั้งสองประเทศจึงมีผลประโยชน์ทางการค้าต่อกัน จึงต้องมีการพูดคุยและเจรจาเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้ดีมากยิ่งขึ้น
       
       รัฐบาลสหรัฐยังมองว่าประเทศไทยเหมาะสมกับการลงทุนและทำธุรกิจ แต่กระแสโลกาภิวัฒน์ทำให้ประเทศไทยต้องสร้างทางเลือกใหม่ ทั้งด้านแหล่งทุน เทคโนโลยี และโนฮาวด์ รวมทั้งต้องรักษาระดับความสามารถในการแข่งขัน เร่งพัฒนาทรัพยากร ส่วนนโยบายของภาครัฐ ก็ต้องเอื้อประโยชน์ต่อการลงทุน มีการบริหารจัดการด้านการขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน และเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันไปสู่ระดับสากล เพื่อให้ให้ไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุน
       
       ทั้งนี้ สหรัฐไม่เน้นเฉพาะการเจรจาเรื่องเอฟทีเอเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความร่วมมือด้านต่างๆ ซึ่งเร็วๆนี้ได้นำนักธุรกิจของสหรัฐประมาณ 20 เข้าพบนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อพูดคุยและหารือในเรื่องต่างๆ โดยต้องการให้บรรยากาศการลงทุนระหว่างสองประเทศดีขึ้น เพราะนักธุรกิจของสหรัฐรู้ว่าขณะนี้สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยไม่มีความแน่นอน ทำให้การลงทุนทั้งจากนอกประเทศและในประทศหยุดชะงัก แต่ทุกฝ่ายยังรอให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้น ไม่ได้หมายความว่าไม่สนใจจะเข้ามาลงทุนอีก และคาดหวังว่าในอนาคตจะเข้ามาเพิ่มการลงทุนในประเทศไทยและภาคเหนือมากขึ้น

 
ธปท.พร้อมรับลูก คตส.ตั้งทีม ฉก.ไล่ล่าขุมทรัพย์ทักษิณใน ตปท.
โดย ผู้จัดการออนไลน์15 มิถุนายน 2550 18:24 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น

ธปท. พร้อมจับมือ คตส. ตั้งทีมเฉพาะกิจ ลุยตรวจสอบบัญชี “ตระกูลชินวัตร” เพิ่มเติม หลังพบมีการยักย้ายถ่ายเทไปแล้ว 2 หมื่นล้าน คาดว่าจะมีซุกอีกมากทั้งในและต่างประเทศ "ธาริษา" บ่นหนักใจกฎหมายสิงค์โปร์ เข้มงวดการเปิดเผยความลับลูกค้า
       
       วันนี้(15 มิ.ย.) นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการติดตามตรวบสอบบัญชีทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินซุกไว้ทั้งในและต่างประเทศ มากกว่า 21 บัญชี ตามที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีคำสั่งอายัดไว้ก่อนหน้านี้
       
       นางธาริษา กล่าวว่า กรณีดังกล่าว ธปท.กำลังเร่งประสานกับ คตส.เพื่อเร่งดำเนินการติดตามตรวจสอบทรัพย์สินและบัญชีเงินฝากเพิ่มเติ่ม ซึ่งคาดว่าจะมีซุกอยู่อีกทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะการเข้าไปตรวจสอบในต่างประเทศนั้น คงต้องตั้งทีมตรวจสอบพิเศษขึ้นมาดำเนินการ โดยคาดว่าจะใช้คนไม่มากนัก โดยต้องพิจารณาด้านกฎหมาย และความร่วมมือของแต่ละประเทศว่า มีการดำเนินการอย่างไร แต่เท่าที่ทราบ กฎหมายของประเทศสิงคโปร์มีความเข้มงวดในเรื่องการเปิดเผยความลับของลูกค้ามาก
       
       "ตอนนี้ ธปท.ส่งเจ้าหน้าที่ประมาณ 8-9 คน ร่วมเป็นทีมงานกับคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในฐานะอนุกรรมการตรวจสอบการติดตามทรัพย์สินของบุคคลที่ คตส. มีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สิน สามารถรายงานผล และประสานงานใกล้ชิด คตส. ซึ่งคงต้องดูว่า การตรวจสอบเพิ่มเติมจะต้องตั้งเป็นทีมใหม่หรือไม่ คิดว่าทาง คตส.คงจะให้คำตอบได้เร็วๆ นี้"
       
       ทั้งนี้ การตรวจสอบของ ธปท.ก่อนหน้านี้ พบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว มีการโยกย้ายเงินกว่า 20,000 ล้านบาท โดยลงทุนซื้อหุ้นในบริษัทต่างๆ และอยู่ในรูปบัญชีเงินฝากในชื่อบุตรชายและบุตรสาว โดยฝากไว้ที่ธนาคารนครหลวงไทย ธนาคารกรุงไทย และธนาคารธนชาต ส่วนการตรวจสอบเส้นทางการเงินนั้น ธปท. ไม่ได้รับรายงานเพิ่มเติม

บรรยากาศต่างประเทศเยี่ยม-ตลาดไร้ปัจจัยลบ ดัชนีหุ้นปิดบวก 9.32 จุดดูวีดีโอประกอบจาก Manager Multimedia
โดย ผู้จัดการออนไลน์15 มิถุนายน 2550 17:39 น.
       นักวิเคราะห์ฯเผยตลาดหุ้นไทยวันนี้ยืนบวกได้ เหตุไร้ปัจจัยลบ-ตลาดต่างประเทศบวก-ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้น 2% หนุนกลุ่มพลังงานให้ปรับตัวขึ้นมาพยุงตลาดฯ พร้อมคาด 18 ก.ค.จะประชุมกนง.ดอกเบี้ยมีทิศทางลงได้อีก แม้ต่างประเทศจะมีแนวโน้มขึ้นก็ตาม แม้ว่าปัจจัยทางการเมืองยังกดดันตลาดหุ้นทำให้แกว่งแคบ ส่วนสัปดาห์หน้าคาดตลาดฯผันผวนไซต์เวย์ โดยให้แนวต้าน 743, 750 แนวรับ 726, 720 จุด
       
       ภาวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันนี้(15 มิ.ย.) ดัชนีปิดตลาดช่วงบ่ายที่ระดับ 744.25 จุด เพิ่มขึ้น 9.32 จุด หรือเพิ่มขึ้น 1.27% มูลค่าการซื้อขาย 16,075.26 ล้านบาท โดยการซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นตลอดการเทรดทั้งวัน ขยับขึ้นแตะจุดสูงสุดของวันที่ระดับ 744.25 จุด ส่วนดัชนีจุดต่ำสุดของวันอยู่ที่ปิดตลาด คือ 737.71 จุด หลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 247 หลักทรัพย์ ลดลง 86 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 116 หลักทรัพย์
       
       นางสุภากร สุจิรัตนวิมล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.เคทีบี กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้สามารถยืนบวกได้ เนื่องจากยังไม่มีข่าวในเชิงลบ และตลาดต่างประเทศเป็นบวก โดยมีตลาดสหรัฐฯ และตลาดหุ้นในแถบเอเชียที่ปรับตัวขึ้นไป เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลในเรื่องอัตราเงินเฟ้อลดลง และเศรษฐกิจของสหรัฐฯมีการขยายตัวดี
       
       ในขณะที่ค่าเงินในเอเชียอ่อนตัวลง ก็หนุนหุ้นในกลุ่มส่งออก ซึ่งก็จะเห็นได้ในตลาดหุ้นบ้านเราด้วย รวมถึงราคาน้ำมันดิบที่ขยับขึ้นมาค่อนข้างมากถึง 2% ก็ทำให้หุ้นกลุ่มน้ำมัน และพลังงานบวกขึ้นมา ก็เป็นตัวหนุนตลาดรวม
       
       อีกทั้งช่วงวันที่ 18 ก.ค.ที่จะมีการประชุมกนง.แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของไทยคาดว่าจะลงได้อีก แม้ว่าตลาดต่างประเทศจะมีทิศทางขึ้น อย่าง BBL ก็ออกมาบอกว่าจะยังปรับอัตราดอกเบี้ยลงได้อีก 0.5% ในช่วงที่เหลือของปีนี้(2550)ทั้งดอกเบี้ยกู้และฝาก เพราะฉะนั้นก็อาจจะส่งผลบวก
       
       ทั้งนี้ ตลาดฯได้รับแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติเป็นหลัก โดยช่วงครึ่งเช้าวันนี้นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิอยู่ 800 ล้านบาท ก็ทำให้ตลาดบวกได้ แต่โดยรวมแล้วนักลงทุนยังกังวลในเรื่องของประเด็นทางการเมือง ซึ่งม็อบในช่วงเสาร์-อาทิตย์นี้ก็ดูเหมือนจะเพิ่มความรุนแรงขึ้น ซึ่งจะมีการเปิดใจอดีตนายกฯ"ทักษิณ" และมีข่าวว่าอาจจะมีการเผาตัวเอง หรืออะไรก็แล้วแต่ ก็อาจจะทำให้ตลาดมีความผันผวน
       
       "การเมืองก็ยังคงกดดันตลาดฯ ทำให้ตลาดแกว่งตัวอยู่ในช่วงแคบ และยังไม่พ้นแนวต้านเดิมที่ 740 จุด ซึ่งถ้าตลาดฯยืนได้ที่ 743 จุด ก็มีแนวโน้มที่จะกลับเป็นขาขึ้นได้อีกรอบหนึ่ง แต่ถ้าไม่พ้นก็ลงต่อ ก็คงต้องขายทำกำไรไปในหุ้นกลุ่มหลัก โดยรวมก็เป็นลักษณะรอดูและรอซื้อมากกว่า"นางสุภากร กล่าว
       
       สำหรับแนวโน้มการลงทุนในสัปดาห์หน้า มองว่า ตลาดฯคงจะผันผวนไซต์เวย์ โดยเฉพาะใกล้วันที่ 24 มิ.ย.ซึ่งจะมีการชุมนุมครั้งใหญ่ แต่โดยรวมถ้าวันที่ 18 มิ.ย.ไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น วันที่ 24 มิ.ย.ทุกคนก็คงจะไม่กังวลมากนัก และเริ่มชินมากขึ้นกับเรื่องของการเมือง และหากไม่มีเหตุรุนแรงอะไรก็จะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ในช่วงปลายปีนี้(2550)ได้ พร้อมให้แนวต้านที่ 743, 750 จุด ส่วนแนวรับที่ 726, 720 จุด
       
       หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 ลำดับ ได้แก่
       
       PTT มูลค่าการซื้อขาย 1,814.92 ล้านบาท ปิดที่ 260.00 บาท เพิ่มขึ้น 8.00 บาท
       
       SCC มูลค่าการซื้อขาย 772.53 ล้านบาท ปิดที่ 250.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท
       
       KBANK มูลค่าการซื้อขาย 659.07 ล้านบาท ปิดที่ 68.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท
       
       BBL มูลค่าการซื้อขาย 592.10 ล้านบาท ปิดที่ 114.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท
       
       CCET-W1 มูลค่าการซื้อขาย 563.95 ล้านบาท ปิดที่ 1.38 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท


















 






อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
ปลิวลม วันที่ : 15/06/2007 เวลา : 20.13 น.
http://www.oknation.net/blog/pliewlom

คนจนเล่นหวยคนรวยเล่นหุ้น
ความคิดเห็นที่ 1
ราษีไศล วันที่ : 15/06/2007 เวลา : 20.01 น.
http://www.oknation.net/blog/motorcyrubjang
บ้านดวนน้อย ราษีไศล ศรีสะเกษ /www.banduannoi.com/ www.tourthailand.th.gs

มาทักทายแต่ไม่รู้เรื่องหุ้นหรอกครับ


เอาเพลงเพราะๆมาฝากครับเชิญฟังที่บล็อกครับผม
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2007 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30