|
โสดจริง ตอนที่ 10 ฝันประหลาด หรือพลาดโอกาสทอง 
เรื่องราวของสาวโสดมาถึงตอนที่ สิบกันแล้วนะคะ ชีวิตเปลี่ยนผัน หรือฝันประหลาด หรือ พลาดโอกาสทอง ตลอดระยะเวลา ทำงานกับเฮีย ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น และเฮียมองเห็นถึงความขยันและใส่ใจในงาน และวางใจให้ดูแลเรื่องการจำหน่ายตั๋วเครื่องบิน และจากนั้นเราได้นำเพื่อนสนิท ที่เคยทำงานก่อนหน้านี้ เป็นคนภูเก็ตมาร่วมทำงานด้วย และเพื่อนพักอยู่ที่ แถวงามวงศ์วาน เราอยู่ที่หมู่บ้านแถววัชรพล ต่างก็ทำงานที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดี และภายหลังเฮีย ได้ให้เรามาช่วยเรื่องงานส่งออกเต็มตัว มีหน้าที่ในการจัดซื้อของและแพ็คของเอง โดยที่เรามีแม่ และน้อง ๆ มาช่วย พร้อมพนักงานประมาณ 5-7 คน ทำให้การทำงานคล่องตัวขึ้น 
และต่อมาไม่นานเฮียก็ดาวน์รถให้เราเป็นรถนิสสัน ให้เราผ่อนเอง ช่วงนั้นดีใจมาก ๆ เพราะได้ทำงานดี ๆ เจ้านายไว้วางใจ และได้เพื่อนสนิท มาทำงานด้วยกัน จากนั้นเฮียก็เปิดร้านอาหารแถวสุขุมวิท 38 และได้ให้แม่ไปช่วยดูร้านและดูแลเรื่องการเงินให้ และจากนั้นเกือบทุกวันเรา พร้อมกับเฮีย และเพื่อน ก็จะไปทานอาหารเย็นกันที่ร้านนี้ และแยกย้ายกันกลับ เป็นอย่างนี้ หลายเดือน จนวันดีคืนดี ลูก ๆ เฮีย มาที่บริษัทฯ แบบไม่ได้ตั้งใจ และมองเรากับเพื่อนแบบแปลก ๆ แต่ก็ไม่ได้สนทนาอะไรกันมาก เพราะหลายครั้งที่ลูก ๆ เฮียมา ส่วนใหญ่มารับเงินเดือน แล้วก็กลับไปเลยไม่ได้สนใจเท่าที่ควร
จากนั้นไม่นานมีเรื่องเข้าใจผิดกันเกิดขึ้น โดยสาเหตุที่แท้จริงยังหาเหตุไม่ได้ เฮียมาคุยกับเราว่าจะไม่ให้เพื่อนเราทำงานด้วยและจะเชิญออก ช่วงนั้นมีเหตุการณ์ที่เรายังไม่เข้าใจจนถึงปัจจุบันนี้ว่าเพราะอะไร และเราได้คุยกับเพื่อน ซึ่งเพื่อนของเราสนิทกับแฟนเก่าเราพอสมควรได้มาบอกเราว่าไม่ทำแล้วจะกลับไปภูเก็ต และเราก็ยังงงงวยกับเหตุการณ์ดังกล่าว อยากจะหาคำตอบ แต่ก็ยังไม่ได้ ก็ได้แต่พูดว่าแล้วแต่เพื่อนก็แล้วกัน

จนในที่สุดถึงเวลาอำลาวงการแล้ว ในแต่ละเดือนเฮียจะต้องเดินทางไปต่างประเทศ เช่น เยอรมัน พนมเปญ สิงคโปร์ เพื่อติดต่อลูกค้า เราก็จะคอยดูแลเรื่องการส่งของพวก ผักผลไม้ และให้พนักงานช่วยแพ็คของ และติดต่อต่างประเทศ เรื่องขอรายการสินค้า ให้มีการส่งแฟกซ์เข้ามาที่บ้าน ซึ่งในแต่ละเดือนเราจะได้ทำงานหนัก ๆ เต็มที่ประมาณ 2 อาทิตย์ เพราะเฮียไม่อยู่ ลูก ๆ ก็จะมารับเงินเดือนที่เราโดยตรง สีหน้าท่าทางทั้งสองคนเวลามารับเงินไม่ได้เป็นมิตรเลย เหมือนคนมาทวงหนี้ยังไงยังงั้นเลย
เย็นวันหนึ่ง ลูกชายเฮียเข้ามาหาเราที่บริษัทฯ จะขอยืมรถกะบะไปเที่ยวกับเพื่อน เพราะเฮียมีรถหลายคัน รวมเก๋ง และกะบะก็มีทั้งหมด 5 คัน ใช้ส่งของและซื้อของส่วนใหญ่ และเฮียเคยสั่งเราไว้ว่าถ้าลูกมายืมรถไม่ต้องให้เพราะเขาสองคนมีรถใช้ คนละคัน แล้ว และ ส่วนใหญ่ลูกสาวจะได้ใช้ อ้อลืมบอกไปลูกชายไม่เรียนหนังสือ เรียน กศน. ก็ยังไม่จบ ลูกสาวเรียนที่ประเทศจีนก็ยังไม่จบกลับมาเมืองไทยโดยไม่มีปริญญาหรืออะไรเลย เฮียตามใจลูกมากไม่เคยตีลูก เลี้ยงด้วยเงินอย่างเดียวจริง ๆ
 
เราปฏิเสธที่จะให้ยืม และอ้างว่าเฮียสั่งไว้ว่าไม่ให้ แต่ด้วยคำพูดที่ไม่เสนาะหูของลูกชายเฮีย ทำนองขู่กรรโชก และไร้มารยาท เราจึงตัดสินใจบอกเขาว่าให้ยืมคืนนี้ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เย็นเราจะไปรับคืนเองที่บ้าน เขาก็โอเค และขอเงินเราไปเที่ยว ก็ไม่เป็นไปให้เงินไป 1000 บาท พร้อมรอยยิ้มที่ได้รับหลังจากได้เงินแล้ว วันรุ่งขึ้นช่วงเย็นเราจึงตรงไปที่บ้านโดยเรานั่งแท๊กซี่ไปเพราะต้องไปรับรถ กว่าจะเรียก ทั้งกดกริ่ง ไม่รู้กี่สิบครั้ง ก็ไม่มีใครตอบ หรือเดินออกมา แต่มองจากหน้าต่างแล้วเห็นไฟเปิดอยู่ และดูเหมือนว่าจะเปิดทีวีทิ้งไว้ ทั้งโทรศัพท์ เข้าที่บ้าน และมือถือก็ไม่มีคนรับสาย เกือบจะถอดใจแล้ว และนั่งรอสักครู่
เจ้าลูกชายสุดเลิฟของเฮียแกก็เดินมาแบบคนยังไม่หายสร่างเมา งัวเงีย แต่ก็เดินเปิดประตูออกมาได้แสดงว่าจิตยังดีอยู่ พร้อมกับพูดว่าเมื่อคืนรถกะบะหาย ได้ไปแจ้งความที่สน. รัชโยธินแล้ว เรานึกโมโหว่าแล้วทำไม่ไม่โทรแจ้งเราหรืออย่างไร ก็ได้แต่พูดค่อย ๆ ว่าแล้วทำไม่ไม่โทรบอกว่าเกิดอะไรขึ้น จากนั้นก็มีคำตอบสวนมาว่า ถ้าบอกแล้วจะหาเจอหรือ โอโฮ สุด ๆ กวนโอ้ยจริง ๆ แล้วเราก็ไปที่ สน. และเช็คข้อความทราบว่ามีการแจ้งจริง แต่แจ้งแบบคนสับสนคือใส่หมายเลขทะเบียนผิดไป (ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นตอนนั้นเมาหรือจงใจ) แล้วเราจึงได้แจ้งทาง สน. หมายเลขที่ถูกต้องไป และบันทึกเป็นหลักฐานต่อไป

วันต่อมาเราได้เชิญลูกสาวและลูกชายเฮียมาที่บริษัทฯ และได้พูดคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทราบว่าลูกสาวก็ไปเที่ยวที่เดียวกันเหมือนกัน และตอนจะกลับรถพี่สาวยังอยู่ แต่รถกะบะที่น้องชายขับมาไม่เห็นแล้ว แต่คำพูดเหมือนเฉย ๆ ไม่ได้เดือดร้อนอะไร แต่ในใจของเราตอนนั้นกำลังคิดว่าลูกชายเฮียจะต้องมีแผนอะไรสักอย่างเกี่ยวกับรถ เราจึงใช้จิตวิทยาหลาย ๆ อย่างเพื่อเค้นเอาความจริงให้ได้ สรุปคือเขาทั้งสองหาว่าเราดูถูก และใส่ร้ายเขา เราจึงแสดงให้เขาเห็นว่าเราแค่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อไปเพราะรถกะบะยังอยู่ในช่วงผ่อนส่งอยู่ในนามบริษัท
และเรามาทราบภายหลังว่าลูกชายเฮียต้องการใช้เงินช่วงนี้หลายหมื่นบาทเพราะไปทำวีรกรรมก่อเหตุอะไรบางอย่างไว้ ทำให้เราเชื่อว่าเขาต้องทำอะไรเพื่ออะไรแน่นอน อย่างไรก็ตามเด็ก ทั้งสองยังคิดแต่ว่าเราใส่ความเขาและจะให้เขาผิดให้ได้ อารมณ์ตอนนั้นโมโหสุด ๆ อยากกระโดดเตะก้านคอ สักป๊าบทั้งสองคนแต่ก็แค่คิดอย่างเดียว ขอบอกเซ็งมาก ๆ คุยกับเด็กมีปัญหา
 
จากนั้นอีก 3 วันต่อมาเฮียกับมาไม่รู้เกิดอะไรขึ้น หรือใครไปพูดอะไรไม่ทราบ เฮีย กลับมาพร้อมโมโห โกรธา ไม่ฟังอะไรทั้งสิ้นด่าเรา และตำหนิเรื่องให้รถลูก และอีกหลาย ๆ อย่างนับไม่ถ้วน ตอนนั้นเราจะอธิบายอะไรไม่ฟังทั้งนั้น เราร้องไห้อย่างหนัก และเสียใจที่ไม่ได้อธิบายอะไร เกิดอะไรขึ้น วันต่อมาเราก็ไม่ได้ไปทำงาน และเฮียเองก็ไม่ได้โทรติดต่อมาหรืออย่างไร พอเราโทรศัพท์กลับไปก็ไม่รับสาย และเราได้ไปที่บริษัท เฮียก็ไม่คุยด้วยเราก็ยังคือเรา เมื่ออะไรที่ทำแล้วไม่เห็นค่า หรือไม่เห็นหัว ก็ไม่ต้องคุยกันอีกเลย จากนั้นเราตัดสินใจไปอยู่บ้านญาติแถว บางบัวทอง และแม่และน้องก็ไปอยู่ด้วยกันหมือนเดิม และเดือนนั้นไม่รับเงินเดือน และออกมากโดยไม่พูดอะไรอีกเลย ......................ความสนุกกำลังเข้ามาทุกทีต้องติดตามกันนะคะ
...... ตอนที่ 11 ฝันให้ไกล ไปให้ถึง
|