พิมพ์หน้านี้
|
รายงานวิจัย การพัฒนาชุมชนจังหวัดชายภาคแดนใต้ตามกระบวนการชูรอ กรณีศึกษา หลักการศาสนาอิสลามกับกระบวนการชูรอ ผู้วิจัย : นายอับดุลสุโก ดินอะ ที่มาและความสำคัญของปัญหา
ปัจจุบันได้มีเครือข่ายชุมชนมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้พยายามจัดทำ โครงการพัฒนาชุมชนเป็นสุขที่ภาคใต้ : ดับบ้านดับเมือง เรียนรู้อยู่ดีที่ปากใต้ ด้วยการนำกระบวนทัศน์อิสลามซึ่งสอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมของชุมชนมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อการพัฒนามาใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติการชุมชนต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบริหารจัดการชุมชนด้วย สภาชูรอ ชูรอ ตามกระบวนทัศน์อิสลามหมายถึงการประชุมโดยคณะบุคคลเพื่อหามติในเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารงานราชการแผ่นดินหรือการบริหารจัดการในชุมชนเพื่อความยุติธรรมและสงบ ชูรอ ก็คือว่าการคัดเลือกความคิดที่มีหลากหลายในทางความคิดเห็นที่ได้เสนอ โดยสมาชิกชูรอในปัญหาใดปัญหาหนึ่งเพื่อจะได้บรรลุเป้าหมายที่ดีกว่าและเพื่อจะได้ปฏิบัติตาม หลักและบทบัญญัติทางศาสนาที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาสังคม การพัฒนาสังคม และการให้การสงเคราะห์ ซึ่งเป็นแนวทางการปฏิบัติในการปกครองหรือการจัดการชุมชนให้เป็นที่พอใจ โปร่งใส รับรู้ร่วมกันทุกฝ่าย การบัญญัติว่า ด้วยการชูรอ เป็นสิ่งจำเป็นซึ่งอิสลามถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้นำหรือผู้บริหารและเป็นสิทธิของผู้ตามโดยยึดหลักฐาน ๓ ประการ อันได้แก่คัมภีร์อัลกุรอาน วัจนศาดาและมติพ้องกันของบรรดานักวิชาการอิสลาม[1] จากหลักการดังกล่าวการบริหารจัดการชุมชนด้วย สภาชูรอ น่าจะเป็นทางออกหนึ่งในแก้ปัญหาความขัดแย้งและสามารถพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ดังนั้นการพัฒนาชุมชนมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งนำวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นมา เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนท่ามกระแสทุนนิยมข้ามชาติ แต่จากการศึกษาเอกสารและลงพื้นที่พบว่าชุมชนมุสลิมยังขาดหนังสือและเอกสารอ้างอิงเกี่ยวกับหลักการศาสนาเกี่ยวกับบริหารจัดการชุมชนด้วย สภาชูรอ ที่มาตรฐานและบริบทการจัดการด้านชูรอในสมัยศาสดาและอัครสาวกของท่าน
คำถามการวิจัย 1. อิสลามมีทัศนะอย่างไรต่อระบบชูรอ 2. กระบวนการชูรอตามทัศนะอิสลามในสมัยอดีตมีหลักการอย่างไร 3. การบูรณาการทางวัฒนธรรม(Cultural Integration) ด้วยกระบวนการชูรอในอดีต จะสามารถนำหลักบริหารการจัดการความรู้ที่สามารถปรับปรนให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างยั่งยืนได้อย่างไร วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๑. เพื่อศึกษากระบวนการชูรอตามทัศนะอิสลามในสมัยอดีต ๒. เพื่อจัดทำคู่มืออ้างอิงสำหรับการนำกระบวนการชูรอตามทัศนะอิสลามมาใช้ในชุมชน ๓. เพื่อเป็นการศึกษาแนวทางของการบูรนาการทางวัฒนธรรม(Cultural Integration) ด้วยกระบวนการชูรอในอดีต จนสามารถนำหลักบริหารการจัดการความรู้ที่สามารถปรับปรนให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างยั่งยืน ๔. เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะในการพัฒนาชุมชนมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามกระบวนการชูรอ
ขอบเขตของการวิจัย ในการศึกษาครั้งนี้ มีขอบเขตการศึกษาดังนี้ ๑. ด้านเอกสาร : หลักการศาสนาอิสลามเกี่ยวกับกระบวนการชูรอและบริบทการจัดการด้านชูรอในสมัยศาสดาและอัครสาวกของท่านทีมีการกล่าวไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน วจนะศาสดา และมติปวงปราชญ์มุสลิมในอดีต ๒. ภาคสนาม : กระบวนชูรอในชุมชนบ้านตาแปด ตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา อ.เทพา จ. สงขลาและบ้านตะโล๊ะ ตำบลตะโละ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ประกอบกับการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ในพื้นที่กลุ่มตัวอย่าง สำหรับการวิจัยเอกสาร (Documentary Research)จากแหล่งข้อมูล 2 แหล่งด้วยกันได้แก่ข้อมูลจากเอกสารดังนี้ ๑.เอกสารขั้นปฐมภูมิ ได้แก่ คัมภีร์อัลกุรอาน และวัจนศาสดา ๒.เอกสารขั้นทุติยภูมิ ได้แก่ หนังสือ เอกสาร สื่ออิเล็คโทรนิคที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวิจัย ส่วนการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ในพื้นที่นั้นจะใช้กลุ่มตัวอย่าง ในจังหวัดสงขลาและปัตตานีโดยมีระเบียบวิธีการวิจัยดังนี้ ประชากร ประชากรผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ในกาวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยที่ปรึกษาและคณะกรรมการชูรอชุมชนบ้านตาแปด ตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา อ.เทพา จ. สงขลาและบ้านตะโล๊ะ ตำบลตะโละ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก โดยแบ่งประเด็นการสัมภาษณ์ออกเป็น 4 ส่วนดังนี้ ส่วนที่1 สภาพทั่วไป ส่วนที่ 2 ประวัติชุมชน ส่วนที่ 3 กระบวนการชูรอในชุมชน ส่วนที่ 4 ปัญหา อุปสรรคการดำเนินงานและข้อเสนอแนะ การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ มีวิธีการดังนี้ 1. ข้อมูลเอกสาร จากแหล่งข้อมูล 2 แหล่งด้วยกันดังนี้ ๑.เอกสารขั้นปฐมภูมิ ได้แก่ คัมภีร์อัลกุรอาน และวัจนศาสดา ๒.เอกสารขั้นทุติยภูมิ ได้แก่ หนังสือ เอกสาร สื่ออิเล็คโทรนิคที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวิจัย 2. ข้อมูลภาคสนาม จากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ( Indepth Interview )ที่ปรึกษาและคณะกรรมการชูรอชุมชนบ้านตาแปด ตำบลปากบาง อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา อ.เทพา จ. สงขลาและบ้านตะโล๊ะ ตำบลตะโละ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้วิธีวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา( Descriptive Analysis ) เพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจัย สรุปผลการวิจัยจากเอกสารและการสัมภาษณ์ได้ข้อสรุปดังนี้ 1. กระบวนการชูรอตามทัศนะอิสลามในสมัยอดีต 1.1 ศาสนบัญญัติสนับสนุนกระบวนการชูรอ คำว่า ชูรอ เป็นคำภาษาอาหรับซึ่งแปลว่า การปรึกษาหารือ สำหรับความหมายทางด้านศานบัญญัติหมายถึง การประชุมหรือปรึกษาหารือตามรูปแบบอิสลามจนได้ข้อสรุปหรือมติเพื่อนำไปปฏิบัติ ซึ่งมีหลักฐานระบุไว้คัมภีร์อัลกุรอานทั้งในสมัยของท่านศาสดา[2] และ ก่อนสมัยท่านศาสดา[3] ในขณะเดียวกันยังมีหลักฐานจากวัจนศาสดา[4] และกระบวนการยังได้ถูกสานต่อโดยอัครสาวกของท่านศาสดา[5] ถึงแม้กระบวนการชูรอจะมีหลักฐานทางศาสนบัญญัติแต่นักปราชญ์ด้านนิติศาสตร์อิสลามมีความคิดเห็นแตกต่างกันสองทัศนะเกี่ยวกับบทบัญญัติชูรอกล่าวคือหนึ่ง : การชูรอนั้นเป็นบทบัญญัติที่ถูกสนับสนุน(สุนัต)ให้ผู้ปกครองควรกระทำมิได้บังคับ[6] สอง : การชูรอนั้นเป็นหน้าทีของผู้ปกครองต้องปฏิบัติ (วาญิบ)[7] ในขณะเดียวกันปราชญ์อิสลามมีความคิดเห็นแตกต่างกันสำหรับผู้ปกครองมุสลิมว่าจำเป็นหรือไม่ที่ผู้นำมุสลิมจะต้องปฏิบัติตามมติอันเนื่องมาจากผลของการชูรอ[8] และไม่ใช่ทุกหัวข้อต้องเข้าสู่กระบวนการชูรอ 1.2 ระบบชูรอในอิสลามมีหลักการที่ชัดเจนและสามารถปรับปรนได้กับทุกสถานการณ์ กระบวนการชูรอมีตั้งแต่อดีตและไม่มีตัวบทกำหนดรูปแบบที่ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร ให้เป็นอำนาจของผู้นำจะดำเนินการทั้งระเบียบและวิธีการจนสามารถปรับปรนให้เข้าทุกสถานการณ์[9] ระบบการบริหารจัดการของแต่ละยุคแต่ละสมัยอาจจะแตกต่างกันและตามทัศนะของอิสลามถือว่าเป้าหมายของกระบวนการชูรอนั้นสำคัญกว่าวิธีการกล่าวคือจะต้องมีเป้าหมายตามหลักศาสนธรรมเท่านั้น[10] ในขณะที่คณะกรรมการชูรอนั้นหลักศาสนาอิสลามไม่ได้กำหนดคุณสมบัติตายตัว[11] เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์อิสลามจะพบว่าผู้นำอิสลามไม่ว่าศาสดาและอัครสาวกของท่านได้ใช้กระบวนการชูรอหลากหลายรูปแบบและผู้คนที่แตกต่างกันตามเหตุการณ์[12] ด้วยเหตุดังกล่าวนักปราชญ์อิสลามจึงได้แบ่งภาระงานที่ต้องใช้กระบวนการชูรอออกเป็นสองภาระงานกล่าว คือ ภาระงานทั่วไปและภาระงานเฉพาะเจาะจง[13] 1.3 กระบวนชูรอแบบอิสลามมีความแตกต่างกับการประชุมที่มีการปรึกษาหารือตามกระบวนการประชาธิปไตยดังนี้ 1.3.2 คณะกรรมการหรือผู้ร่วมกระบวนการชูรอหรือสมาชิกสภาจะต้องมีคุณลักษณะที่เหมาะสมกล่าวคือความยุติธรรม คุณธรรมและความรู้ที่เหมาะสมกับตำแหน่งหรือกระบวนการมีส่วนร่วมดังกล่าว ส่วนสมาชิกสภาในระบอบประชาธิปไตยได้รวบรวมบุคคลที่ได้รับเลือกเข้ามาด้วยเสียงข้างมาก ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นผู้รู้หรือไม่ เป็นคนดีหรือคนร้าย บรรดาบุคคลเหล่านี้เมื่อประชุมในสภาไม่ว่าในเรื่องอะไรก็ต้องใช้เสียงของบรรดาผู้คนเหล่านี้เป็นมติการประชุม ซึ่งบางครั้งมติว่าสิ่งที่ตนเองเสนอหรือลงมติไปนั้นจะขัดกับหลักศาสนธรรมหรือไม่ 1.3.3 ข้อเท็จจริงและความถูกต้องในระบบชูรอ ไม่ได้นับที่เสียงข้างมากของที่ประชุมเสมอไป แต่ต้องดูกันที่หลักฐาน ซึ่งเป็นหลักการ และดูว่าฐานแห่งศาสนธรรมว่าอย่างไร และที่สำคัญมตินั้นต้องเป็นไปเพื่อให้เกิดผลดีต่อประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลัก ดังที่อัลลอฮ์ดำรัสในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะห์อัลอันอาม โอรงการที่ 116 ความว่า และหากเจ้าเชื่อตามคนส่วนใหญ่บนแผ่นดิน(ที่ไม่รู้จริง) พวกนั้นก็จะทำให้เจ้าหลงทางของอัลลฮ์ได้ สำหรับระบบประชาธิปไตย ด้วยเสียงส่วนใหญ่ก็จะพิจราณากันเอง โดยไม่คำนึกว่าจะขัดกับหลักการศาสนาหรือไม่ 2. การนำหลักการของกระบวนการชูรอไปใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่าทั้งสองชุมชนได้พยายามนำกระบวนการชูรอในอดีตตามหลักศาสนาอิสลามมาบูรนาการทางวัฒนธรรม(Cultural integration) จนสามารถนำหลักบริหารการจัดการความรู้ที่สามารถปรับปรนให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันได้ถึงแม้จะมีอุปสรรคมากมายและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับการแก้ปัญหาโดยทั้งสองแห่งมีทั้งปัญหาร่วมกันและแตกต่างกัน ปัญหาร่วมกันขององค์กรทั้งสองคือปัญหาด้านศักยภาพและประสิทธิภาพการดำเนินการจัดการของคณะกรรมการชูรอที่เป็นระบบซึ่งองค์กรภายนอกไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนควรเข้ามาพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการชูรอ ในขณะที่ปัญหาที่แตกต่างกันมีดังนี้ หนึ่ง ชุมชนบ้านตาแปดประสบปัญหาการท้าท้ายการดำเนินงานของคณะกรรมการจากมีผู้เสียประโยชน์ในชุมชน และ ปัญหาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สอง ชุมชนบ้านตะโล๊ะประสบปัญหา การบูรณาการงานร่วมระหว่างบทบาทมัสยิดกับหน่วยงานของรัฐ ผลกระทบของการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ทำให้สังคมแตกแยกซึ่งอุปสรรคต่อการดำเนินกระบวนการชูรอและการไม่ได้รับความสนใจจากเยาวชน ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังนี้ 1. องค์มุสลิมโดยเฉพาะสำนักจุฬาราชมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดควรเป็นแม่งานหลักในด้านวิชาการในพัฒนาหลักการอิสลามกับการพัฒนาองค์กรชุมชนด้วยกระบวนการชูรอ 2. องค์กรของรัฐโดยเฉพาะศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรเป็นหน่วยสนับสนุนในการพัฒนาบุคคลากรด้านประสิทธิภาพการบริหารจัดการในคณะกรรมการชูรอให้มีประสิทธิภาพอันเนืองมาจากคณะกรรมการส่วนใหญ่ยังขาดองค์ความรู้และทักษะในการบริหารองค์ชุมชนดังนั้นคณะกรรมการควรได้รับการพัฒนาในความรู้ดังกล่าวด้วยการฝีกอบรมเชิงปฏิบัติการณ์และศึกษาดูงานจากหน่วยงานต่างๆที่เคยประสบความสำเร็จ 3. มหาวิทยาลัยโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ควรสนับสนุนการวิจัยเรื่องการบริหารจัดการชุมชนด้วยกระบวนการชูรอ 4. องค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆที่ประสบความสำเร็จในการบริหารชุมชนควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมการชูรอแต่ละแห่งศึกษาดูงานและคอยให้คำปรึกษา บรรณานุกรม คัมภีร์อัลกุรอาน
Aawdah, Abd al-Qadir . n.d. Islam wa Awdhaana al-Siyaah.Cairo :al Maarif. Abd al-Hameed.1996. Mabadia Nidham al-Hukm fi al-Islam .Berut : Dar al-Maarif. al - Baihaki, Abu Bakr Ahmad, 1991. Tafsir al- Baidhawi. Berut : Dar al Kutub al Ilmiah.
al - Fakhr al Razi, Abu Abd al Lah Muhammad. n.d. Mukhtar al Suhah.Cairo : al Maarif. Fath, Abd al-Kareem.n.d. al-Dawlah wa al-Siyadah .Berut : Dar al-Maarif. Haiqel, Muhammad Husain.1942.al- Sidik Abu Bakr.Cairo: al-Nahdhoh alMisriah. Ibn Kathir, Imad al-Din. 1988. Tafsir Ibn Kathir. Berut : Dar al Marifah. Ibn Manzur, Jamal al Din. n.d. Lisan al Arab. al-Khatib, Zakariya Abd al-Munim Ibrahim. 1985 .Nitham al-Shura fi al-Islam a Nuthum al-Demokoratiah al-Muasorah. Berut : al-Saadah. Muhamad al-Maliji, Yaacob.n.d. Mabda al- Shura fi al-Islam. Alexzandria : Muassash al-Sakofah al-Islamiah. Muta walli ,Abdul al-Hameed.1996.Mabadia Nidham al-Hukm fi al-Islam .Berut : Dar al-Maarif. al Nawawi, Abu Zakariya. 1995. Fath al-Bari. Berut : Dar al Kutub al Ilmiah. al Qurtubi, Muhammad Ahmad. 1993. al-Jamia li ahkam al-Quraan Berut : Dar al kutub al Ilmiah.
Rashid Ridha ,Muhammad.1924. al-Wahy al- Muhammadi .Cairo: al-Qahirah.
al-Sahuri , Muhammad .1989. al-Khilafah . Shalabi, Ahmad.n.d. al-Siyasah wa al- Iqtisodiad fi al-Tafkir al-Islami.60-61;
Shaltut, Muhammad. n.d. Islam Aqidah wa Shariah. al-Shawkani ,Muhammad bin Ali. 1993. Tafsir al Quraan. Berut : Dar al-Maarif.
[1] ซึ่งผู้วิจัยจะกล่าวไว้ในบทที่สอง [2] คัมภีร์อัลกุรอานได้บัญญัติไว้สามโองการด้วยกันกล่าวคือในซูเราะห์อัลบากอเราะฮฺ โองการที่ 233 ซูเราะห์อาลิอิมรอนโองการที่ 159 และในซูเราะห์ อัชชูรอ โองการที่ 38 [3] กล่าวคือ ในซูเราะห์ฏอฮาโองการที่ 32 และในซูเราะห์ อันนัมลฺ โองการที่ 32 [4] ท่านศาสดาทรงเป็นแบบอย่างของการปรึกษาหารือ ซึ่งอัครสาวกของท่านออกมายอมรับเช่นอบูฮูรอยเราะฮฺกล่าวไว้ ความว่า ไม่มีใครที่จะปรึกษาหารือกับสาวกของเขามากกว่าท่านศาสดา ศาสดามีการดำเนินการชูรอก่อนทำสงครามทั้งสงครามบัดรและอุฮุดว่าจะตั้งรับในเมือง หรือจะออกไปนอกเมือง ในขณะเดียวกันเมื่อทำสนธิสัญญาฮุดัยบียะห์ ท่านได้ดำเนินการปรึกษาหารือกับอัครสาวกอะลีและอุซามะห์ กรณีที่เจ้ากรมข่าวลือกล่าวหาพระนางอาอิซะห์ ท่านได้รับฟังข้อคิดเห็นของท่านทั้งสอง จนอัลกุรอานได้ถูกประทานลงมา จึงได้มีการเฆี่ยนเจ้ากรมข่าวลือทั้งสองคน โดยท่านมิได้สนใจข้อถกเถียงต่างๆ แต่เมื่อมีข้อตัดสินจากอัลลอฮ์ ท่านก็ได้ตัดสินไปตามคำสั่งของพระองค์ [5] บรรดานักปราชญ์อิสลามต่างมีความคิดเห็นสอดคล้องกันว่าอัครสาวกของท่านศาสดาให้ความสำคัญกับกระบวนการชูรอไม่ว่าจะเป็นท่านอบูบักร หรือ อุมัร ดั่งคำกล่าวของมัยมูน บินมะหรอนกล่าวไว้ความว่าเมื่อท่านอบูบักร์จะตัดสินปัญหาใดท่านจะกลับไปดูพระดำรัสของอัลลอฮฺ หากไม่พบก็จะกลับไปดูวัจนศาสดา หากยังไม่พบท่านจะถามประชาราษฎร์ของท่านว่ามีผู้ใดพบปัญหาดังกล่าว มีระบุไว้จาก วัจนศาสดา หากท่านศาสดาเคยบัญญัติท่านจะตัดสินตามที่ศาสดาได้ตัดสิน แต่หากยังไม่พบท่านจะเรียกบรรดาผู้นำต่างๆมาปรึกษาเพื่อตัดสินในปัญหาข้างต้นและท่านจะยอมรับในมติของที่ประชุมให้ช่วยตัดสินผู้คน เช่นเดียวกับท่านอุมัร และยังมีอีกหลายสายรายงานและเป็นที่ยอมรับของนักปราชญ์อิสลามว่าท่านทั้งสองได้ใช้กระบวนการชูรอในหลายเหตุการณ์ไม่ว่าเป็นด้านการเมือง การสงคราม เศรษฐกิจและสังคมในสมัยการปกครองของท่าน [6] ดั่งที่อิม่ามอิบนฺกะษีรกล่าวว่า นักนิติศาสตร์อิสลามบางท่านมีทัศนะว่าการชูรอนั้นเป็นสุนัตสำหรับผู้ปกครอง ดั่งที่ท่านศาสดาได้เคยปรึกษาหารืออัครสาวกของท่าน [7] ปราชญ์อิสลามส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นอิม่ามกุรฏูบีย์ อิม่ามเชากานีย์ มะหมูด ชัลตูด มูฮัมมัด รอชิด ริฎอ มีทัศนะว่าเป็นหน้าที่(วาญิบ)ของผู้ปกครองจะต้องมีกระบวนการชูรอ [8] ทัศนะที่หนึ่ง นักปราชญ์ด้านนิติศาสตร์อิสลามส่วนหนึ่งมีทัศนะว่าไม่จำเป็นเสมอไปที่ผู้นำจะต้องปฏิบัติตามมติของกระบวนการชูรออันเนื่องไม่มีหลักฐานจากคัมภีร์อัลกุรอานและวัจนศาสดาอีกทั้งหลายครั้งท่านศาสดาและอัครสาวกของท่านในกระบวนการชูรอแต่ท่านเหล่านั้นมิได้ปฏิบัติตาม ทัศนะที่สอง นักปราชญ์ด้านนิติศาสตร์อิสลามอีกส่วนหนึ่งมีทัศนะว่าจำเป็นที่ผู้นำจะต้องปฏิบัติตามมติของกระบวนการชูรอยกเว้นบางกรณีที่จำเป็นเท่านั้นอันเนื่องมาจากท่านศาสดาและอัครสาวกของท่านส่วนใหญ่จะปฏิบัติมติของการชูรอถึงแม้จะมีบางครั้งที่ท่านไม่ปฏิบัติตาม ทัศนะที่สาม นักปราชญ์ด้านนิติศาสตร์อิสลามอีกส่วนหนึ่งมีทัศนะว่าจำเป็นที่ผู้นำจะต้องปฏิบัติตามมติของกระบวนการชูรอยกเว้นท่านศาสดาเพราะหลักฐานจากคัมภีร์อัลกุรอานในซูเราะห์อัชชูรอ โองการที่ 38 นั้นยกเว้นท่านศาสดาเพราะท่านเป็นศาสนทูตของพระเจ้าที่ทุกคนต้องปฏิบัตติตามท่าน แต่สำหรับคนอื่นที่เป็นผู้นำไม่มีข้อยกเว้น
[9] ในสมัยท่านศาสดามุฮัมมัดในขณะชุมชนมุสลิมยังเป็นชุมชนเล็กๆมีมัสยิดนบาวีย์ที่เมืองมะดีนะฮ์เป็นศูนย์บริหารกิจการอิสลาม ท่านใช้กระบวนการชูรอในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับบทบัญญัติทางศาสนากับอัครสาวกของท่านเท่าที่จำเป็นดังที่เคยมาแล้วและยังไม่ได้วางระบบเป็นคณะกรรมการสภาชูรอและในสมัยอัครสาวกก็เช่นกัน [10] 1.จะต้องดำเนินการชูรอด้วยความบริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้ง 2. สนองประโยชน์ส่วนรวมปฏิเสธประโยชน์ส่วนตน กลุ่มตนหรือเผ่าพันธุ์ของตน 3. ต้องปราศจากการพูดโกหก สับปรับ หลอกหลวงและมีคุณธรรมสูงส่งในการดำเนินการชูรอเพราะการดำเนินการชูรอเปรียบเสมือนอมานะฮ์ 4.ให้เกียรติผู้เข้าร่วมประชุมและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นถึงแม้จะไม่ชอบใจ 5. ยอมรับมติที่ประชุมหรือเสียงข้างมากถึงแม้เราจะไม่เห็นด้วยแต่จะต้องไม่ค้านหลักการศาสนา [11] เมื่อศึกษาอัลกุรอานและวัจนศาสดาไม่พบว่ามีโองการและวัจนศาสดาใดที่กำหนดตายตัวเกี่ยวคุณสมบัติคณะกรรมการชูรอ [12] ตามเหตุการณ์บางครั้งปรึกษากับคนเพียงคนเดียว บางครั้งสองคน บางครั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งที่มีสามคนขึ้นและบางครั้งใช้คนทั้งหมด บางครั้งใช้กระบวนชูรอกับสุภาพสตรีและบางใช้กับสุภาพบุรุษ [13] สำหรับภาระงานทั่วไปเกี่ยวกับกับกิจการในสังคมมุสลิมทุกคนมีสิทธิในกระบวนการชูรอ โดยมีเงื่อนไขว่าบุคคลดังกล่าวจะต้องเป็นมุสลิม บรรลุศาสนภาวะและมีสติสัมปชัญญะในส่วนภาระงานเฉพาะเจาะจงนั้นคณะกรรมการชูรอจะต้องมีคุณสมบัตินอกจากสามข้อข้างต้นแล้ว คณะกรรมการดังกล่าวต้องมีคุณธรรมเป็นที่ประจักษ์ มีความรู้ ความสามารถ ความเฉลียวฉลาดและประสบการณ์ตรงกับภาระงาน [14] แม้จะล่วงละเมิดหลักการศาสนธรรมก็ตาม โดยจะถือเสียงข้างมากในที่ประชุมเป็นมติ บางทีก็เป็นมติให้กระทำสิ่งที่เป็นข้อห้ามของหลักศาสนธรรม เช่นมติให้มีการดื่มสุรา และการล่วงประเวณีสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 20 ปี เป็นต้น |