• shukur
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : shukur2003@yahoo.co.uk
  • วันที่สร้าง : 2007-07-26
  • จำนวนเรื่อง : 181
  • จำนวนผู้ชม : 35887
  • จำนวนผู้โหวต : 27
  • ส่ง msg :
shukur
shukur din-a
Permalink : http://www.oknation.net/blog/shukur
วันศุกร์ ที่ 9 พฤษภาคม 2551
รายงานวิจัย การพัฒนาชุมชนจังหวัดชายภาคแดนใต้ตามกระบวนการชูรอ
Posted by shukur , ผู้อ่าน : 111 , 20:30:50 น.  
พิมพ์หน้านี้


รายงานวิจัย   การพัฒนาชุมชนจังหวัดชายภาคแดนใต้ตามกระบวนการชูรอ

กรณีศึกษา หลักการศาสนาอิสลามกับกระบวนการชูรอ

 

 

ผู้วิจัย : นายอับดุลสุโก  ดินอะ 

 

ที่มาและความสำคัญของปัญหา

       

      ปัจจุบันได้มีเครือข่ายชุมชนมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้พยายามจัดทำ โครงการพัฒนาชุมชนเป็นสุขที่ภาคใต้ : ดับบ้านดับเมือง เรียนรู้อยู่ดีที่ปากใต้ ด้วยการนำกระบวนทัศน์อิสลามซึ่งสอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมของชุมชนมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อการพัฒนามาใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติการชุมชนต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบริหารจัดการชุมชนด้วย “สภาชูรอ”

ชูรอ ตามกระบวนทัศนอิสลามหมายถึงการประชุมโดยคณะบุคคลเพื่อหามติในเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารงานราชการแผ่นดินหรือการบริหารจัดการในชุมชนเพื่อความยุติธรรมและสงบ  ชูรอ ก็คือว่าการคัดเลือกความคิดที่มีหลากหลายในทางความคิดเห็นที่ได้เสนอ โดยสมาชิกชูรอในปัญหาใดปัญหาหนึ่งเพื่อจะได้บรรลุเป้าหมายที่ดีกว่าและเพื่อจะได้ปฏิบัติตาม  หลักและบทบัญญัติทางศาสนาที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาสังคม การพัฒนาสังคม และการให้การสงเคราะห์ ซึ่งเป็นแนวทางการปฏิบัติในการปกครองหรือการจัดการชุมชนให้เป็นที่พอใจ โปร่งใส รับรู้ร่วมกันทุกฝ่าย

  การบัญญัติว่า ด้วยการชูรอ  เป็นสิ่งจำเป็นซึ่งอิสลามถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้นำหรือผู้บริหารและเป็นสิทธิของผู้ตามโดยยึดหลักฐาน    ประการ อันได้แก่คัมภีร์อัลกุรอาน   วัจนศาดาและมติพ้องกันของบรรดานักวิชาการอิสลาม[1]

                      จากหลักการดังกล่าวการบริหารจัดการชุมชนด้วย “สภาชูรอ” น่าจะเป็นทางออกหนึ่งในแก้ปัญหาความขัดแย้งและสามารถพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ดังนั้นการพัฒนาชุมชนมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งนำวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นมา เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนท่ามกระแสทุนนิยมข้ามชาติ

 

      แต่จากการศึกษาเอกสารและลงพื้นที่พบว่าชุมชนมุสลิมยังขาดหนังสือและเอกสารอ้างอิงเกี่ยวกับหลักการศาสนาเกี่ยวกับบริหารจัดการชุมชนด้วย “สภาชูรอ” ที่มาตรฐานและบริบทการจัดการด้านชูรอในสมัยศาสดาและอัครสาวกของท่าน

   

 

คำถามการวิจัย

1.      อิสลามมีทัศนะอย่างไรต่อระบบชูรอ

2.      กระบวนการชูรอตามทัศนะอิสลามในสมัยอดีตมีหลักการอย่างไร

3.      การบูรณาการทางวัฒนธรรม(Cultural Integration) ด้วยกระบวนการชูรอในอดีต จะสามารถนำหลักบริหารการจัดการความรู้ที่สามารถปรับปรนให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

 

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

๑. เพื่อศึกษากระบวนการชูรอตามทัศนะอิสลามในสมัยอดีต

๒. เพื่อจัดทำคู่มืออ้างอิงสำหรับการนำกระบวนการชูรอตามทัศนะอิสลามมาใช้ในชุมชน

๓. เพื่อเป็นการศึกษาแนวทางของการบูรนาการทางวัฒนธรรม(Cultural Integration) ด้วยกระบวนการชูรอในอดีต จนสามารถนำหลักบริหารการจัดการความรู้ที่สามารถปรับปรนให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างยั่งยืน

            ๔. เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะในการพัฒนาชุมชนมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามกระบวนการชูรอ

 

ขอบเขตของการวิจัย

          ในการศึกษาครั้งนี้  มีขอบเขตการศึกษาดังนี้

๑.      ด้านเอกสาร  :  หลักการศาสนาอิสลามเกี่ยวกับกระบวนการชูรอและบริบทการจัดการด้านชูรอในสมัยศาสดาและอัครสาวกของท่านทีมีการกล่าวไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน  วจนะศาสดา และมติปวงปราชญ์มุสลิมในอดีต

๒.     ภาคสนาม :  กระบวนชูรอในชุมชนบ้านตาแปด ตำบลปากบาง  อำเภอเทพา  จังหวัดสงขลา อ.เทพา จ. สงขลาและบ้านตะโล๊ะ ตำบลตะโละ  อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี 

 

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเอกสาร  (Documentary Research) ประกอบกับการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ในพื้นที่กลุ่มตัวอย่าง

สำหรับการวิจัยเอกสาร  (Documentary Research)จากแหล่งข้อมูล 2 แหล่งด้วยกันได้แก่ข้อมูลจากเอกสารดังนี้

๑.เอกสารขั้นปฐมภูมิ  ได้แก่ คัมภีร์อัลกุรอาน และวัจนศาสดา

๒.เอกสารขั้นทุติยภูมิ  ได้แก่ หนังสือ เอกสาร สื่ออิเล็คโทรนิคที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวิจัย

ส่วนการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ในพื้นที่นั้นจะใช้กลุ่มตัวอย่าง ในจังหวัดสงขลาและปัตตานีโดยมีระเบียบวิธีการวิจัยดังนี้

 

ประชากร

ประชากรผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ในกาวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยที่ปรึกษาและคณะกรรมการชูรอชุมชนบ้านตาแปด ตำบลปากบาง  อำเภอเทพา  จังหวัดสงขลา อ.เทพา จ. สงขลาและบ้านตะโล๊ะ ตำบลตะโละ  อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี 

 

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก โดยแบ่งประเด็นการสัมภาษณ์ออกเป็น  4 ส่วนดังนี้

ส่วนที่1  สภาพทั่วไป

      ส่วนที่ 2 ประวัติชุมชน

      ส่วนที่ 3  กระบวนการชูรอในชุมชน

      ส่วนที่ 4  ปัญหา  อุปสรรคการดำเนินงานและข้อเสนอแนะ   

 

การเก็บรวบรวมข้อมูล

การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ มีวิธีการดังนี้

1.      ข้อมูลเอกสาร

จากแหล่งข้อมูล 2 แหล่งด้วยกันดังนี้

๑.เอกสารขั้นปฐมภูมิ  ได้แก่ คัมภีร์อัลกุรอาน และวัจนศาสดา

๒.เอกสารขั้นทุติยภูมิ  ได้แก่ หนังสือ เอกสาร สื่ออิเล็คโทรนิคที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวิจัย

2. ข้อมูลภาคสนาม

จากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (  Indepth  Interview )ที่ปรึกษาและคณะกรรมการชูรอชุมชนบ้านตาแปด ตำบลปากบาง  อำเภอเทพา  จังหวัดสงขลา อ.เทพา จ. สงขลาและบ้านตะโล๊ะ ตำบลตะโละ  อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี

 

การวิเคราะห์ข้อมูล

ใช้วิธีวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา( Descriptive Analysis ) เพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจัย

 

สรุปผลการวิจัยจากเอกสารและการสัมภาษณ์ได้ข้อสรุปดังนี้

 

1.      กระบวนการชูรอตามทัศนะอิสลามในสมัยอดีต

1.1 ศาสนบัญญัติสนับสนุนกระบวนการชูรอ

คำว่า  ชูรอ เป็นคำภาษาอาหรับซึ่งแปลว่า การปรึกษาหารือ สำหรับความหมายทางด้านศานบัญญัติหมายถึง การประชุมหรือปรึกษาหารือตามรูปแบบอิสลามจนได้ข้อสรุปหรือมติเพื่อนำไปปฏิบัติ ซึ่งมีหลักฐานระบุไว้คัมภีร์อัลกุรอานทั้งในสมัยของท่านศาสดา[2] และ ก่อนสมัยท่านศาสดา[3]

ในขณะเดียวกันยังมีหลักฐานจากวัจนศาสดา[4]    และกระบวนการยังได้ถูกสานต่อโดยอัครสาวกของท่านศาสดา[5]     ถึงแม้กระบวนการชูรอจะมีหลักฐานทางศาสนบัญญัติแต่นักปราชญ์ด้านนิติศาสตร์อิสลามมีความคิดเห็นแตกต่างกันสองทัศนะเกี่ยวกับบทบัญญัติชูรอกล่าวคือหนึ่ง : การชูรอนั้นเป็นบทบัญญัติที่ถูกสนับสนุน(สุนัต)ให้ผู้ปกครองควรกระทำมิได้บังคับ[6] สอง  :   การชูรอนั้นเป็นหน้าทีของผู้ปกครองต้องปฏิบัติ (วาญิบ)[7]  ในขณะเดียวกันปราชญ์อิสลามมีความคิดเห็นแตกต่างกันสำหรับผู้ปกครองมุสลิมว่าจำเป็นหรือไม่ที่ผู้นำมุสลิมจะต้องปฏิบัติตามมติอันเนื่องมาจากผลของการชูรอ[8]  และไม่ใช่ทุกหัวข้อต้องเข้าสู่กระบวนการชูรอ

 

1.2  ระบบชูรอในอิสลามมีหลักการที่ชัดเจนและสามารถปรับปรนได้กับทุกสถานการณ์

 

กระบวนการชูรอมีตั้งแต่อดีตและไม่มีตัวบทกำหนดรูปแบบที่ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร ให้เป็นอำนาจของผู้นำจะดำเนินการทั้งระเบียบและวิธีการจนสามารถปรับปรนให้เข้าทุกสถานการณ์[9] ระบบการบริหารจัดการของแต่ละยุคแต่ละสมัยอาจจะแตกต่างกันและตามทัศนะของอิสลามถือว่าเป้าหมายของกระบวนการชูรอนั้นสำคัญกว่าวิธีการกล่าวคือจะต้องมีเป้าหมายตามหลักศาสนธรรมเท่านั้น[10]  ในขณะที่คณะกรรมการชูรอนั้นหลักศาสนาอิสลามไม่ได้กำหนดคุณสมบัติตายตัว[11] เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์อิสลามจะพบว่าผู้นำอิสลามไม่ว่าศาสดาและอัครสาวกของท่านได้ใช้กระบวนการชูรอหลากหลายรูปแบบและผู้คนที่แตกต่างกันตามเหตุการณ์[12] ด้วยเหตุดังกล่าวนักปราชญ์อิสลามจึงได้แบ่งภาระงานที่ต้องใช้กระบวนการชูรอออกเป็นสองภาระงานกล่าว คือ ภาระงานทั่วไปและภาระงานเฉพาะเจาะจง[13]   

 

 

 

 

 

 

                 1.3 กระบวนชูรอแบบอิสลามมีความแตกต่างกับการประชุมที่มีการปรึกษาหารือตามกระบวนการประชาธิปไตยดังนี้
 1.3.1 กระบวนการชูรอ นั้น มีข้อแม้สำคัญคือ ต้องเป็นเรื่องที่ไม่มีตัวบทจากคัมภีร์อัลกุรอานและวัจนศาสดา ตัดสินอย่างชัดเจน และมตินั้นต้องไม่ขัดแย้งกับอัลกุรอาน ซุนนะห์นบี(วัจนศาสดา) มติปวงปราชญ์ และหลักการทั่วไปของอิสลาม สำหรับระบอบประชาธิปไตยจะเปิดกว้างในการประชุมที่มีการปรึกษาหารือทุกเรื่อง[14]

1.3.2        คณะกรรมการหรือผู้ร่วมกระบวนการชูรอหรือสมาชิกสภาจะต้องมีคุณลักษณะที่เหมาะสมกล่าวคือความยุติธรรม  คุณธรรมและความรู้ที่เหมาะสมกับตำแหน่งหรือกระบวนการมีส่วนร่วมดังกล่าว ส่วนสมาชิกสภาในระบอบประชาธิปไตยได้รวบรวมบุคคลที่ได้รับเลือกเข้ามาด้วยเสียงข้างมาก ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นผู้รู้หรือไม่  เป็นคนดีหรือคนร้าย บรรดาบุคคลเหล่านี้เมื่อประชุมในสภาไม่ว่าในเรื่องอะไรก็ต้องใช้เสียงของบรรดาผู้คนเหล่านี้เป็นมติการประชุม ซึ่งบางครั้งมติว่าสิ่งที่ตนเองเสนอหรือลงมติไปนั้นจะขัดกับหลักศาสนธรรมหรือไม่

1.3.3        ข้อเท็จจริงและความถูกต้องในระบบชูรอ ไม่ได้นับที่เสียงข้างมากของที่ประชุมเสมอไป แต่ต้องดูกันที่หลักฐาน ซึ่งเป็นหลักการ และดูว่าฐานแห่งศาสนธรรมว่าอย่างไร และที่สำคัญมตินั้นต้องเป็นไปเพื่อให้เกิดผลดีต่อประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลัก ดังที่อัลลอฮ์ดำรัสในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ซูเราะห์อัลอันอาม โอรงการที่ 116 ความว่า “และหากเจ้าเชื่อตามคนส่วนใหญ่บนแผ่นดิน(ที่ไม่รู้จริง) พวกนั้นก็จะทำให้เจ้าหลงทางของอัลลฮ์ได้” สำหรับระบบประชาธิปไตย ด้วยเสียงส่วนใหญ่ก็จะพิจราณากันเอง โดยไม่คำนึกว่าจะขัดกับหลักการศาสนาหรือไม่

2.       การนำหลักการของกระบวนการชูรอไปใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

พบว่าทั้งสองชุมชนได้พยายามนำกระบวนการชูรอในอดีตตามหลักศาสนาอิสลามมาบูรนาการทางวัฒนธรรม(Cultural integration) จนสามารถนำหลักบริหารการจัดการความรู้ที่สามารถปรับปรนให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันได้ถึงแม้จะมีอุปสรรคมากมายและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับการแก้ปัญหาโดยทั้งสองแห่งมีทั้งปัญหาร่วมกันและแตกต่างกัน 

ปัญหาร่วมกันขององค์กรทั้งสองคือปัญหาด้านศักยภาพและประสิทธิภาพการดำเนินการจัดการของคณะกรรมการชูรอที่เป็นระบบซึ่งองค์กรภายนอกไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนควรเข้ามาพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการชูรอ

ในขณะที่ปัญหาที่แตกต่างกันมีดังนี้

หนึ่ง      ชุมชนบ้านตาแปดประสบปัญหาการท้าท้ายการดำเนินงานของคณะกรรมการจากมีผู้เสียประโยชน์ในชุมชน และ  ปัญหาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้

สอง      ชุมชนบ้านตะโล๊ะประสบปัญหา  การบูรณาการงานร่วมระหว่างบทบาทมัสยิดกับหน่วยงานของรัฐ  ผลกระทบของการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ทำให้สังคมแตกแยกซึ่งอุปสรรคต่อการดำเนินกระบวนการชูรอและการไม่ได้รับความสนใจจากเยาวชน

ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังนี้

1.      องค์มุสลิมโดยเฉพาะสำนักจุฬาราชมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดควรเป็นแม่งานหลักในด้านวิชาการในพัฒนาหลักการอิสลามกับการพัฒนาองค์กรชุมชนด้วยกระบวนการชูรอ

2.      องค์กรของรัฐโดยเฉพาะศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ควรเป็นหน่วยสนับสนุนในการพัฒนาบุคคลากรด้านประสิทธิภาพการบริหารจัดการในคณะกรรมการชูรอให้มีประสิทธิภาพอันเนืองมาจากคณะกรรมการส่วนใหญ่ยังขาดองค์ความรู้และทักษะในการบริหารองค์ชุมชนดังนั้นคณะกรรมการควรได้รับการพัฒนาในความรู้ดังกล่าวด้วยการฝีกอบรมเชิงปฏิบัติการณ์และศึกษาดูงานจากหน่วยงานต่างๆที่เคยประสบความสำเร็จ

3.      มหาวิทยาลัยโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ควรสนับสนุนการวิจัยเรื่องการบริหารจัดการชุมชนด้วยกระบวนการชูรอ

4.      องค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆที่ประสบความสำเร็จในการบริหารชุมชนควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมการชูรอแต่ละแห่งศึกษาดูงานและคอยให้คำปรึกษา

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

คัมภีร์อัลกุรอาน

 

Aawdah,  Abd  al-Qadir . n.d. Islam wa Awdhaana al-Siyaah.Cairo :al – Maarif.

 

Abd al-Hameed.1996. Mabadia Nidham al-Hukm fi al-Islam .Berut : Dar al-Maarif.

 

al -  Baihaki, Abu Bakr Ahmad, 1991.  Tafsir  al- Baidhawi. Berut : Dar al – Kutub al – Ilmiah.

 

al - Fakhr al – Razi,  Abu Abd al – Lah Muhammad. n.d. Mukhtar al – Suhah.Cairo : al – Maarif.

 

Fath, Abd al-Kareem.n.d. al-Dawlah wa al-Siyadah .Berut : Dar al-Maarif.

 

Haiqel,  Muhammad Husain.1942.al- Sidik Abu Bakr.Cairo: al-Nahdhoh alMisriah.

Ibn Kathir, Imad al-Din.  1988.  Tafsir Ibn Kathir.  Berut : Dar al – Marifah.

Ibn Manzur, Jamal al – Din.  n.d.  Lisan al – Arab.  Cairo : al – maarif.

al-Khatib, Zakariya Abd  al-Munim Ibrahim. 1985 .Nitham  al-Shura fi al-Islam a Nuthum al-Demokoratiah al-Muasorah.  Berut : al-Saadah.

 

 

 

Muhamad al-Maliji, Yaacob.n.d. Mabda   al- Shura fi al-Islam.  Alexzandria : Muassash al-Sakofah al-Islamiah. 

 

Muta walli ,Abdul al-Hameed.1996.Mabadia Nidham al-Hukm fi al-Islam .Berut : Dar al-Maarif.

al – Nawawi, Abu Zakariya.  1995.  Fath al-Bari.  Berut : Dar al – Kutub al – Ilmiah.

 

al – Qurtubi, Muhammad Ahmad.  1993.  al-Jamia  li ahkam al-Quraan Berut : Dar al – kutub al – Ilmiah.

 

 

Rashid Ridha ,Muhammad.1924. al-Wahy  al- Muhammadi .Cairo: al-Qahirah.

 

 

al-Sahuri , Muhammad .1989. al-Khilafah  . Cairo : al-Haiah al-Islamiah

Shalabi, Ahmad.n.d. al-Siyasah wa al- Iqtisodiad fi al-Tafkir al-Islami.60-61;

 

Shaltut, Muhammad.  n.d.  Islam  Aqidah wa Shariah.  Cairo : al – maarif.                   

al-Shawkani  ,Muhammad bin Ali.  1993.  Tafsir al – Quraan. Berut : Dar  al-Maarif.

 

 

 



[1] ซึ่งผู้วิจัยจะกล่าวไว้ในบทที่สอง

[2] คัมภีร์อัลกุรอานได้บัญญัติไว้สามโองการด้วยกันกล่าวคือในซูเราะห์อัลบากอเราะฮฺ โองการที่ 233 ซูเราะห์อาลิอิมรอนโองการที่  159 และในซูเราะห์ อัชชูรอ โองการที่ 38                    

 

[3] กล่าวคือ ในซูเราะห์ฏอฮาโองการที่  32 และในซูเราะห์ อันนัมลฺ  โองการที่ 32

 

[4] ท่านศาสดาทรงเป็นแบบอย่างของการปรึกษาหารือ ซึ่งอัครสาวกของท่านออกมายอมรับเช่นอบูฮูรอยเราะฮฺกล่าวไว้ ความว่า “ไม่มีใครที่จะปรึกษาหารือกับสาวกของเขามากกว่าท่านศาสดา “      ศาสดามีการดำเนินการชูรอก่อนทำสงครามทั้งสงครามบัดรและอุฮุดว่าจะตั้งรับในเมือง หรือจะออกไปนอกเมือง ในขณะเดียวกันเมื่อทำสนธิสัญญาฮุดัยบียะห์ ท่านได้ดำเนินการปรึกษาหารือกับอัครสาวกอะลีและอุซามะห์ กรณีที่เจ้ากรมข่าวลือกล่าวหาพระนางอาอิซะห์  ท่านได้รับฟังข้อคิดเห็นของท่านทั้งสอง จนอัลกุรอานได้ถูกประทานลงมา จึงได้มีการเฆี่ยนเจ้ากรมข่าวลือทั้งสองคน โดยท่านมิได้สนใจข้อถกเถียงต่างๆ แต่เมื่อมีข้อตัดสินจากอัลลอฮ์ ท่านก็ได้ตัดสินไปตามคำสั่งของพระองค์

 

[5] บรรดานักปราชญ์อิสลามต่างมีความคิดเห็นสอดคล้องกันว่าอัครสาวกของท่านศาสดาให้ความสำคัญกับกระบวนการชูรอไม่ว่าจะเป็นท่านอบูบักร  หรือ อุมัร ดั่งคำกล่าวของมัยมูน บินมะหรอนกล่าวไว้ความว่าเมื่อท่านอบูบักร์จะตัดสินปัญหาใดท่านจะกลับไปดูพระดำรัสของอัลลอฮฺ หากไม่พบก็จะกลับไปดูวัจนศาสดา หากยังไม่พบท่านจะถามประชาราษฎร์ของท่านว่ามีผู้ใดพบปัญหาดังกล่าว มีระบุไว้จาก วัจนศาสดา  หากท่านศาสดาเคยบัญญัติท่านจะตัดสินตามที่ศาสดาได้ตัดสิน แต่หากยังไม่พบท่านจะเรียกบรรดาผู้นำต่างๆมาปรึกษาเพื่อตัดสินในปัญหาข้างต้นและท่านจะยอมรับในมติของที่ประชุมให้ช่วยตัดสินผู้คน…เช่นเดียวกับท่านอุมัร และยังมีอีกหลายสายรายงานและเป็นที่ยอมรับของนักปราชญ์อิสลามว่าท่านทั้งสองได้ใช้กระบวนการชูรอในหลายเหตุการณ์ไม่ว่าเป็นด้านการเมือง  การสงคราม เศรษฐกิจและสังคมในสมัยการปกครองของท่าน

 

 

[6] ดั่งที่อิม่ามอิบนฺกะษีรกล่าวว่า  นักนิติศาสตร์อิสลามบางท่านมีทัศนะว่าการชูรอนั้นเป็นสุนัตสำหรับผู้ปกครอง ดั่งที่ท่านศาสดาได้เคยปรึกษาหารืออัครสาวกของท่าน

 

[7] ปราชญ์อิสลามส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นอิม่ามกุรฏูบีย์  อิม่ามเชากานีย์ มะหมูด ชัลตูด มูฮัมมัด รอชิด ริฎอ มีทัศนะว่าเป็นหน้าที่(วาญิบ)ของผู้ปกครองจะต้องมีกระบวนการชูรอ

 

[8] ทัศนะที่หนึ่ง  นักปราชญ์ด้านนิติศาสตร์อิสลามส่วนหนึ่งมีทัศนะว่าไม่จำเป็นเสมอไปที่ผู้นำจะต้องปฏิบัติตามมติของกระบวนการชูรออันเนื่องไม่มีหลักฐานจากคัมภีร์อัลกุรอานและวัจนศาสดาอีกทั้งหลายครั้งท่านศาสดาและอัครสาวกของท่านในกระบวนการชูรอแต่ท่านเหล่านั้นมิได้ปฏิบัติตาม

ทัศนะที่สอง   นักปราชญ์ด้านนิติศาสตร์อิสลามอีกส่วนหนึ่งมีทัศนะว่าจำเป็นที่ผู้นำจะต้องปฏิบัติตามมติของกระบวนการชูรอยกเว้นบางกรณีที่จำเป็นเท่านั้นอันเนื่องมาจากท่านศาสดาและอัครสาวกของท่านส่วนใหญ่จะปฏิบัติมติของการชูรอถึงแม้จะมีบางครั้งที่ท่านไม่ปฏิบัติตาม

ทัศนะที่สาม  นักปราชญ์ด้านนิติศาสตร์อิสลามอีกส่วนหนึ่งมีทัศนะว่าจำเป็นที่ผู้นำจะต้องปฏิบัติตามมติของกระบวนการชูรอยกเว้นท่านศาสดาเพราะหลักฐานจากคัมภีร์อัลกุรอานในซูเราะห์อัชชูรอ โองการที่ 38 นั้นยกเว้นท่านศาสดาเพราะท่านเป็นศาสนทูตของพระเจ้าที่ทุกคนต้องปฏิบัตติตามท่าน แต่สำหรับคนอื่นที่เป็นผู้นำไม่มีข้อยกเว้น

 

[9] ในสมัยท่านศาสดามุฮัมมัดในขณะชุมชนมุสลิมยังเป็นชุมชนเล็กๆมีมัสยิดนบาวีย์ที่เมืองมะดีนะฮ์เป็นศูนย์บริหารกิจการอิสลาม ท่านใช้กระบวนการชูรอในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับบทบัญญัติทางศาสนากับอัครสาวกของท่านเท่าที่จำเป็นดังที่เคยมาแล้วและยังไม่ได้วางระบบเป็นคณะกรรมการสภาชูรอและในสมัยอัครสาวกก็เช่นกัน

[10] 1.จะต้องดำเนินการชูรอด้วยความบริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้ง 2. สนองประโยชน์ส่วนรวมปฏิเสธประโยชน์ส่วนตน กลุ่มตนหรือเผ่าพันธุ์ของตน 3. ต้องปราศจากการพูดโกหก  สับปรับ หลอกหลวงและมีคุณธรรมสูงส่งในการดำเนินการชูรอเพราะการดำเนินการชูรอเปรียบเสมือนอมานะฮ์ 4.ให้เกียรติผู้เข้าร่วมประชุมและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นถึงแม้จะไม่ชอบใจ 5. ยอมรับมติที่ประชุมหรือเสียงข้างมากถึงแม้เราจะไม่เห็นด้วยแต่จะต้องไม่ค้านหลักการศาสนา

 

[11] เมื่อศึกษาอัลกุรอานและวัจนศาสดาไม่พบว่ามีโองการและวัจนศาสดาใดที่กำหนดตายตัวเกี่ยวคุณสมบัติคณะกรรมการชูรอ

 

[12] ตามเหตุการณ์บางครั้งปรึกษากับคนเพียงคนเดียว  บางครั้งสองคน  บางครั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งที่มีสามคนขึ้นและบางครั้งใช้คนทั้งหมด บางครั้งใช้กระบวนชูรอกับสุภาพสตรีและบางใช้กับสุภาพบุรุษ

 

[13] สำหรับภาระงานทั่วไปเกี่ยวกับกับกิจการในสังคมมุสลิมทุกคนมีสิทธิในกระบวนการชูรอ โดยมีเงื่อนไขว่าบุคคลดังกล่าวจะต้องเป็นมุสลิม  บรรลุศาสนภาวะและมีสติสัมปชัญญะในส่วนภาระงานเฉพาะเจาะจงนั้นคณะกรรมการชูรอจะต้องมีคุณสมบัตินอกจากสามข้อข้างต้นแล้ว คณะกรรมการดังกล่าวต้องมีคุณธรรมเป็นที่ประจักษ์    มีความรู้ ความสามารถ  ความเฉลียวฉลาดและประสบการณ์ตรงกับภาระงาน 

[14] แม้จะล่วงละเมิดหลักการศาสนธรรมก็ตาม โดยจะถือเสียงข้างมากในที่ประชุมเป็นมติ บางทีก็เป็นมติให้กระทำสิ่งที่เป็นข้อห้ามของหลักศาสนธรรม เช่นมติให้มีการดื่มสุรา  และการล่วงประเวณีสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 20 ปี เป็นต้น

 


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31