พิมพ์หน้านี้
|
ตามคำเรียกร้องครับ แฟนๆ ที่ขอให้อัพบล๊อกซะที ไอ้ผมก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาอัพให้ ก็จริงๆ แล้วเป็นคนไม่ค่อยละเอียดไม่ค่อยจะเก็บนั่นเก็บนี่เท่าไหร่ ไอ้นิสัยชอบเที่ยวชอบเดินทางก็ชอบอยู่หรอกครับ (ก็คงชอบกันทุกคนแหละ) แต่ไอ้ที่จะให้จดให้จำว่าไปไหนมาไหน เจออะไรยังไงที่ไหนเมื่อไหร่นี่ไม่ค่อยจะตอบได้หรอก ก็คิดว่าเดี๋ยวก็ได้ไปอีก ไม่รู้จะจดทำไม อยากอ่านอยากรู้อะไรก็หาในเน็ตแป็บเดียวก็ได้แล้ว นอกจากว่าที่ไหนอยากไปจริงๆ ไปยากจริงๆ นานๆ จะได้ไป หรือชั่วชีวิตหนึ่งคงไปไม่กี่ครั้งนี่ถึงจะกระตือรือร้นเตรียมข้อมูลก่อนไป หลังไป ให้ละเอียดหน่อย อย่างเช่นขึ้นดอยสูงๆ แบบต้องตอนบนดอย ต้องเดินป่านอนในป่าหลายวัน อย่างเช่น ภูสอยดาว ดอยเชียงดาว ป่าทุ่งใหญ่ ที่ใครที่ไปแล้วก็ต้องคิดอีกทีว่าแล้วจะไปอีก(ไหว)ไม๊เนี่ย คราวนี้เลยขอเอาเรื่องธรรมด๊า ธรรมดา ที่ใครๆ ก็ไปได้มาแนะนำละกัน ใกล้ๆ สบายๆ แป๊บเดียวก็ถึง ไม่เหนือยด้วย หยุดแค่สองสามวันก็ไปได้ หรือจะไปเช้าเย็นกลับก็ไปได้ แต่ต้องกลับค่ำๆ หน่อย เป็นทริปเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๐ ที่ผ่านมาครับ หยุด ๓ วัน ไม่รู้จะไปไหน ร้อนๆ แล้งๆ ไปป่าไปน้ำตกก็คงจะไม่ค่อยมีน้ำให้แช่ คิดกันไปคิดกันมา โดนข้อเสนอแกมบังคับว่าปราเอาใกล้ๆ ละกัน ก็เลยคิดดู ใกล้ๆ นี่หมายถึงระยะทางจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๔๐๐ กิโลเมตร ขับรถประมาณไม่เกิน ๔ ชั่วโมง กะๆ ดู ถ้าเป็นทางเหนือก็คงได้ประมาณอุทัยธานี กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ทางอีกสานก็ชัยภูมิ โคราช บุรีรัมย์ ทางตะวันออกก็ไม่เกินจันทบุรี ทางใต้ก็ไม่เกินประจวบ ทางตะวันตกก็คงกาญจน์ฯ ในเมื่อหยุดยาวอย่างนี้ถ้าไปทะเลก็คงมีแต่คนกับคน ไปที่ไหนที่เป็นที่เที่ยวก็ยิ่งจะมีแต่คนกับคน ก็เลยคิดว่าไหนๆ ก็เป็นวันพระไปทางภาคอีสานละกัน ก็เลยปิ๊งขึ้นมา"โคราช" ไกล้ ง่าย สะดวก เอาก็เอา ก็เลยไปดูมาว่าจะไปไหนกันบ้าง คุณเพื่อนผู้ขับรถก็เลยบอกว่า ไปไหนก็ได้ แต่ต้องปราสาทหินพิมายด้วยนะ ยังไม่เคยไป ผมก็เลยต้องตามใจจัดให้ ประมาณว่าทริปตามใจผมแต่ผมจะเน้นปราสาทหินให้ ถึงวันเสาร์ที่ ๓ มีนาคม อยากเที่ยวเยอะๆ ก็ต้องตื่นเช้าๆ หน่อย ตี ๔ นี่ต้องตื่นอาบน้ำอาบท่าเก็บของซักตี ๕ ต้องออกแล้ว แล้วก็อย่างว่า ตี ๕ เราก็แวะเติมน้ำมันเช็คลมแถวคลองหลวง ปทุมธานี เหมือนเดิม (ทริปขึ้นสายเหนือสายอีสานจะต้องอย่างนี้ทุกที) แค่ ๓ ชั่วโมงเราก็มาถึงโคราช ไม่ต้องแวะห้องน้ำห้องท่าอะไรที่ไหนอีกแล้ว จากกรุงเทพฯ ไปโคราชผ่านปีนึงหลายรอบ อะไรๆ ที่ขายข้างทางมันก็ดูธรรมดาๆ ไปซะหมด ทั้งที่จริงตกหล่นไปหลายอย่างที่เพื่อนควรจะได้ดูแต่ก็ไม่ได้ดู เมื่อถึงโคราชเช้าๆ อย่างนี้สิ่งแรกที่ต้องทำคือแวะกราบย่าโมซะหน่อย ถนนในเมืองรอบๆ อนุสาวรีย์ย่าโมจอดรถได้เป็นวันเวย์รอบๆ เลือกจอดได้ตามสบาย ซื้อดอกไม้ ธูป เทียนเสร็จก็ต้องไปเบียดชาวบ้านที่เข้ามาซื้อข้าวซื้อของทำบุญวันพระ แล้วแวะมากราบย่าโม เสร็จแล้วก็ต่อด้วยภาระกิจอันรองต่อมาคือหาอะไรรองท้อง เดินไปเดินมารอบๆ องค์ย่าโม ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ก็ไม่ถูกใจอะไรเลย มีพวกก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ข้าวหมูกรอบหมูแดง ผมก็เลยเสนอไอเดีย(อันทึมๆ และเห็นแก่ตัว)ว่า กินอะไรก็กินไปเหอะ รองท้องคนละจานพอ เดี๋ยวไปกินอะไรอร่อยๆ ที่พิมายดีกว่า ก็เลยตัดสินใจกินข้าวมันไก่กันคนละจาน เนื่องจากตื่นเช้า แล้วยังไม่ได้อัดกาแฟอีนเข้าเส้นเลือดทำให้เรายังรู้สึกเหมือนว่าร่างกายเรายังต้องการข้าวอีกซักกระสอบมาถ่วงท้องที่มันโครกเครกเบาเหวงๆ อยู่นี้เพิ่ม ก็เลยทิ้งรถไว้ที่เดิมหลังย่าโม แล้วกราบย่าโมอีกรอบว่า "ลูกขอไปหาอะไรในตลาดแม่กิมเฮงเพิ่มอีกหน่อย ขอย่าอย่าให้เจ้าหัวปิงปองมาล็อกล้อรถลูกเล๊ย..." แล้วก็ดังที่ขอหลังจากที่เราเดินไปซื้อแคบหมู หมูทอด หมูหวาน หมูหยอง หมูแผ่น หมูยอ แหนมหมู หมูกระจก โค ตะ ระ หมู แล้ว เราก็เดินกินสาระพัดหมูกรุ๊บกรับๆ กลับไปยังรถ ไม่โดนล็อกล้อจริงๆ สงสัยตำรวจโคราชจะไปทำบุญ หรือว่าย่าโมจะช่วยไว้ไม่รู้... อนุสาวรีย์ย่าโมกลางเมืองโคราช ด้านหลังเป็นประตูชุมพลที่ว่ากันว่าใครอธิษฐานแล้วเดินลอดจะได้กลับมาเมืองโคราชอีก ผมก็เลยหลอกให้เพื่อนเดินซะ ๓ รอบเลย จะได้กลับมาบ่อยๆ
ด้านหลังยังเป็นอาคารไม้เก่าๆ ติดป้ายว่าโรงแรมเมืองทอง ดูๆ แล้วคงจะมีตั้งแต่สมัยคุณย่ายังสาวกระมัง หลังจากเราได้อะไรมาถ่วงท้องเพิ่มแล้ว เราก็ออกเดินทางต่อ จากโคราชเรามุ่งหน้าไปที่ปราสาทหินพิมาย ทีแรกตั้งใจว่าจะพาเพื่อนแวะแหละโบราณคดีบ้านปราสาทที่ยังไง๊ยังไงเราก็ขับรถผ่านอยู่ แล้ว แต่ไหนได้ ขับไปกินไปเพลินไปหน่อย ถึงป้ายเลี้ยวซ้ายแล้วแต่เข้มไมล์ยังอยู่ที่ ๑๒๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ต้องเลยตามเลย ถ้าต้องยูเทิร์นมาอีกคงหลายกิโล ไหนๆ ข้างหน้าก็มีอะไรให้แวะอีกเยอะ คุณเพื่อนคนขับก็เลยอดแวะ ได้แค่คำปรอบว่า เดี๋ยวก็ได้มาใหม่ เดินลอดประตูตั้ง ๓ รอบแล้วนี่... ถนนมิตรภาพจากโคราชไปขอนแก่นช่วงที่ออกจากโคราชไปนี่มีที่ท่องเที่ยวเยอะแยะ เกี่ยวกับยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็มี ยุคขอมก็มี ยุคอยุธยา รัตนโกสินทร์ก็มี อย่างเช่นทุ่งสัมฤทิธิ์ที่ว่ากันว่าเป็นที่ที่ย่าโมตีทัพลาวแตกพ่ายกลับไป แต่เราก็ไม่ได้แวะหลอก จุดหมายของเราอยู่ที่ปราสาทหินพนมวัน สายๆ อย่างนี้แดดแรงครับ สาวๆ ที่คิดจะรักจะชอบอะไรเก่าๆ แก่ๆ ก็ต้องพร้อมที่จะลำบากด้วย ต้องเตรียมร่มเตียมหมวกไปกัน เที่ยวปราสาทเก่าไม่เหมือนการได้แฟนแก่นะครับ ที่อะไรๆ ก็พร้อมไปหมด สบาย....... ![]() ปรับสีให้ดูเก่าๆ
ทางเข้าหลังจากบูรณะ
ระเบียงภายใน
ทับหลังน่าจะเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ
ด้านในปรางค์ปราสาทตอนนี้มีพระมาตั้งแทน
พระยืน ดูเก่าทีเดียว แต่ไม่ใช่ยุคเดียวกับที่สร้างปราสาทหรอก
ตรงนี้เป็นรูปหน้ากาลคายช่ออุบะแต่บนหน้ากาลเป็นใครนั่งอยู่ไม่รู้
หน้าต่างเป็นหินทรายสีชมพูสวยดีครับ
จากภายในองค์ปรางค์มองออกมาด้านนอก จากปราสาทพนมวันเราก็มุ่งหน้าต่อมาที่ปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมายต้องออกจากโคราชไปทางขอนแก่นตามถนนมิตรภาพ มีสามแยกใหญ่ไฟแดงเลี้ยวซ้ายไปถนนก็จะตรงเข้าสู่อำเภอพิมาย ข้ามแม่น้ำมูลไปซ้ายมือจะเป็นพิภิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย ขับตรงไปก็จะเจอกำแพงเก่าๆ เลี้ยวขวาก็จะเจอที่จอดรถหน้าปราสาทหินพิมายซื้อบัตรเข้าได้เลยครับ
ทางเข้าครับ เป็นสะพานนาค ร้อนน่าดูครับ
สิงห์ที่ตั้งอยู่บ่งบอกว่าที่นี่เคยเป็นพุทธสถานในยุคหนึ่ง
นาคที่ใครๆ ก็อยากนั่ง
เริ่มเข้าองค์ปราสาท
ตรงนี้เค้าทำอะไรกันครับ แดนซ์กระจาย
ปรางค์หลักกับปรางค์อื่นๆ
ซุ้มประตู
จากมุมไกลๆ
อันนี้เป็นรูปใครไม่รู้ครับ
เสาประตูกับทับหลัง
ปรางค์หินแดง
รอบๆ ปราสาท
หน้าบันสลักเป็นภาพศิวนาฏราช สังเกตว่าตอนบูรณะ ถ้าเค้าหาหินจริงไม่เจอเค้าก็จะเอาหินใหม่มาใส่แทน แต่จะไม่มีการแกะลวดลาย (หรือแกะสลักแบบเลือนๆ)
ดูใกล้ๆ ครับ
ปรางค์หลักจะสร้างจากหินทรายสีขาว
รอบๆ จะเป็นหินทรายสีแดง ที่เค้าคาดว่าสร้างทีหลัง แต่ไม่แกร่งเท่าหินทรายสีขาวที่ทนกว่า
ด้านซ้ายขององค์ปรางค์ครับ
.
.กลีบขนุน ไม่รู้ว่าสลักเป็นรูปใครบ้าง
ตรงนี้ไม่ค่อยชัด จำไม่ได้แล้วว่าถ่ายอะไรมา
อันนี้แปลกๆ ไม่รู้ว่าของไหม่หรือเก่า ทำไมลายสลักชัดเจนนัก
ภายในปรางค์ประธาน
มีลายสลักเยอะแยะเลย .
พระนาคปรก รู้สึกว่าจะทำใหม่มาตั้งแทนของเก่าที่เก็บรักษาไว้
รอบๆ
ทับหลังนี้ไม่รู้เป็นรูปอะไร
เสียดายแตกเสียหายไปหน่อย
พระกฤษณะรึเปล่าครับ
ฐานโยนีที่บ่งบอกว่าที่นี่เคยเป็นฮินดูสถาน
จากด้านหลัง
บริเวณด้านหลัง
ฤาษีแอบนั่งหลับ
มุมนี้สงบมากๆ ครับ
ทับหลังพระกฤษณะปราบนาคกาลียะ ทับหลังสวยๆ เหล่านี้วางอยู่ด้านหลังหลายชิ้นคงเพราะไม่รู้จะจับขึ้นไปตั้งไว้ตรงไหน
.
พระนารายณ์ทรงครุฑก็วางอยู่ด้านหลัง
.
. เดินจนรอบปราสาทก็เหนื่อยน่าดู แอบไปนั่งพักที่ด้านหลัง ซึ่งในอดีตเป็นทางที่ตรงลงไปสู่ท่าน้ำของแม่น้ำมูล ตันไม้ร่มครึ้ม น่านอน แต่ท้องร้องจ๊อกๆ หิวข้าวอีกแล้ว พวกเราก็เลยไปที่อทุยานไทรงาม ที่นี่อยู่ใกล้ๆ นี่เอง ออกจากตัวอำเภอไปหน่อย มีป้ายบอกชัดเจน เป็นที่ที่มีต้นไทรขึ้นอยู่ครึ้มไปหมด แตกกิ่งก้านสาขาเยอะมาก ชาวบ้านเค้าถือว่าศักดิ์สิทธิ์มั๊ง มีการสร้างศาลเจ้าแม่ไทรงามไว้ด้วย เข้าไปเดินถ่ายรูปหน่อย แต่ถ่ายออกมาดันมีรูปเราทุกรูป เลยเอาแค่รูปศาลมาไม่ได้เอารูปต้นไทรมาให้ดู
ศาลเจ้าแม่ไทรงาม ที่เจ๋งที่สุด ที่นี่มีร้านอาหารเยอะแยะเลย ปลาเผา ไก่ย่าง ส้มตำ หมี่โคราช อร่อยสุดยอด กินซะพุงกาง ที่นี่เค้ามีบริการนำไปรับประทานใต้ร่มไทรด้วยนะครับ อิ่มแล้ว เราก็ออกเดินทางกันต่อ กลับเข้ามาในตัวอำเภอเมืองพิมาย แวะพิภิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย ได้หนังสือคู่มือเล่มดำๆ มาเล่มหนึ่ง ด้านหน้าเป็นรูปพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ แล้วเราก็เข้าไปดู มีอะไรดีๆ สวยๆ น่าดูเยอะ แต่เสียดาย ถ่ายรูปไม่ได้ ด้านนอกก็มีเก็บหินแกะสลักไว้ให้ดูด้วย แต่เราไช้เวลาข้างในนานมากแล้ว ก็เลยไม่ได้ดูข้างนอก ตอนนี้เค้าสร้างศาลพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ไว้ด้วย เป็นองค์ยืน แต่ดูองค์ท่านจะบึกบึนกว่าของจริงที่สลักเป็นแบบนั่งในพิภิธภัณฑ์ไปเยอะ
ศาลพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗
รูปสลักองค์พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗
ชาว(เชื้อสาย)เขมร คนขับรถผมเอง : )
หลอกให้แปลงร่างเป็นนางอับเฉา เอ๊ย...อัปสรา หน้าดำไปหน่อย แดดแรง... ออกจากพิมายเราก็ตรงไปยังจุดหมายต่อไปของเราคือ "ชัยภูมิ" ไปดู "มอหินขาว" ย้อนรอยการถ่ายทำหนังเรื่องนเรศวร ภาค ๑ ตอนจบของเรื่องที่องค์ดำ(ตอนเด็ก)กลับมาจากกรุงหงสาวดี แล้วมาสว่างที่ตรงนี้ แต่ของจริงไม่ใช่หรอก ทางผ่านจากพม่ามาสยามจะผ่านชัยภูมิได้ไง นี่มันภาคอีสาน ถ้ากลับมาจากล้านช้าง หลวงพระบาง เวียงจันทน์ก็ว่าไปอย่าง ต้องผ่านชัยภูมิแน่ๆ แต่ก็ช่างเหอะ ถือว่าโปรโมทแหล่งท่องเที่ยวก็แล้วกัน
กว่าจะมาถึงมอหินขาว ออกจากพิมาย ขับรถตรงไปทางขอนแก่นต่อ ถึงแยกอำเภอสีดา เลี้ยวซ้ายไปอำเภอบัวใหญ่ ผ่านอำเภอแก้งสนามนาง ข้ามแม่น้ำชี เข้าเขตจังหวัดชัยภูมิ ถึงตัวเมืองชัยภูมิ เลี้ยวขวาไปทางน้ำตกตาดโตน จับป้ายน้ำตกตาดโตนอย่างเดียว ก่อนจะถึงด่านเก็บค่าธรรมเนียมเข้าตาดโตนเราก็เลี้ยวซ้าย ไปตามถนนลาดยาง ไปเรื่อยๆ ขึ้นเขาไปครับ ทางสะดวก ซักครู่จำไม่ได้แล้วว่าเป็นหมู่บ้านอะไรจะมีทางเลี้ยวซ้าย เป็นทางลูกลังบ้าง ทางคอนกรีตบ้าง แต่จะมีป้ายบอกก็จะถึงมอหินขาว บายแก่ๆ แม้จะเป็นเดือนมีนาคม แต่อากาศบนเขาอย่างนี้ก็ยังเย็นๆ เราก็จอดรถถ่ายรูปกัน
ตรงจุดที่เป็นมอหินขาวนี้ไม่มีใครหรือหน่วยไหนดูแลเลยครับ รู้สึกว่าจะเป็นที่ที่ทางจังหวัดขอคืนมาจากชาวบ้าน และเคยเป็นสำนักสงฆ์มาก่อน แต่ตอนนี้ก็กำลังพัฒนาอยู่ เหมือนว่าจะให้ทาง อบต. ดูแล แต่ด้านในสุดจะเป็นที่ที่ทางอุทยานแห่งชาติภูแลนคาดูแล(มั๊ง)
หน้าแล้งจะไม่ค่อยมีหญ้าครับ เค้าตัดถ้าหมด และกำลังลงดอกไม้ สังเกตุจากคุณลุงใส่เสื้อขาวจะเห็นว่าก้อนหินสูงกว่าคุณลุงมากๆ
เห็นหินสูงๆ ชันๆ อย่างนี้แล้วนึกถึงที่เค้ามีปินเขา(ปลอม)ในห้างเลย เหมือนกันเด๊ะ แต่ที่นี่ไม่มีแง่งหินปลอมๆ ปูดๆ ออกมา
เยอะครับ มีหลายจุด หลายมุม
ขับรถเข้าไปเรื่อยๆ ตามถนนดินครับ
เห็นมีรถเก๋ง(กล้า)เข้ามาเหมือนกัน
เคยเห็นรูปในเว๊บที่ถ่ายหน้าฝนหน้าหนาวหญ้าเขียวๆ ฟ้าใสๆ สวยเชียว แต่ตอนนี้มาหน้าแล้งเดือนมีนาคม ก็เลยฟ้าตุยๆ หญ้าแห้งๆ แล้งๆ
บ่ายคล้อยเต็มที ยังพยายามตะกายหินขึ้นไปถ่ายรูปครับ
แล้วแต่จะจินตนาการครับ
ที่นี่เป็นหินที่อยู่บนยอดเขาหรือแนวสันเขานะครับ จะมองเห็นวิวได้ไกลมาก
ด้านหนึ่งเป็นที่ราบหุบเขาครับ หมอกยังมัวๆ อยู่ ถ้าเป็นตอนเข้าที่นี่น่าจะเป็นทะเลหมอกเลยทีเดียว
เดินเล่นๆ รอพระอาทิตย์ตก
เกือบจะค่ำอยู่แล้ว
เห็นดอกอะไรไม่รู้ครับ แดงๆ
จริงๆ แล้วเป็นฝักมากกว่า ไม่ใช่ดอก มีเมล็ดอยู่ภายใน
จะมืดแล้วยังไม่กลับกันอีก
เดินไปแถบริมหน้าผา เจอกล้วยไม้แปลกๆ หายากอยู่กอหนึ่ง
หลังจากไฟป่าใหม้ตามแนวหน้าผา เจ้าต้นนี้ก็ออกดอก
กลับมาค้นหน้งสือกล้วยไม้ดู รู้สึกว่าจะชื่อ "จุกพราหมณ์" ต้นเป็นกระจุกแน่นกลมๆ
ดอกเค้าเล็กนิดเดียวครับ พยายามใช้มาโครถ่ายแต่แสงไม่พอ
เดินผ่านแนวหน้าผาที่ดินถล่มช่วงหน้าฝนที่ผ่านมา ใต้แนวหน้าผาเป็นป่าทึบพอสมควร นี่ถ้าไม่มืดซะก่อนจะลงไปสำรวจกล้วยไม้ให้มากกว่านี้
เจออีกกอ กำลังออกดอก รู้สึกว่าจะเป็น "เอื้องเทียน"
พยายามหามุมถ่ายให้ชัด แต่แสงไม่พอแล้ว
พระอาทิตย์กำลังจะลาจากเราไป หน้าหนาวต่อหน้าร้อนนี่กลางวันช่างสั้นซะจริงๆ
ลองเปิดแฟลชดู
ต้องกลับออกมาแล้วล่ะ เดี๋ยวจะออกไปไม่ทัน เริ่มค่ำแล้ว หินตรงนี้เค้าบอกว่าเป็นหินรูปรองเท้าบู๊ท แต่ผมดูแล้วผมว่าเหมือนพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิมากกว่า แต่ตรงเศียร ไหล่ แขน หักไป หัวเข่าห็หักไป เหลือแค่ช่วงตัวกับช่วงเอว
เห็นผักหวานแตกยอดออก่น สีเขียวๆ อ่อนๆ นะครับไม่ใช่ยอดแดงๆ จะเก็บซะหน่อยแต่อยู่สูงเกินไปเลยอด หมดไป ๑ วันเต็มๆ กับการขับรถเที่ยวแบบแน่นโปรแกรม ผมมีทางเลือกให้ว่า ขากลับลงมาจะแวะพักที่อุทยานแห่งชาติตาดโตนก็ได้มีทั้งบ้านพักและที่กางเต้นท์ หรือจะกางเต็นที่นี่ก็ได้ แต่ต้องเตรียมอาหาร น้ำท่าไปให้พร้อม ห้องน้ำห้องท่าก็ตามสะดวก แต่ปลอดภัย หรือจะกลับเข้ามาพักที่ตัวเมืองชัยภูมิก็ได้ครับ มีโรงแรมระดับทั่วๆ ไปราคาไม่กี่ร้อย ที่สำคัญตอนเย็นๆ ที่นี่หาของกินง่าย ทั้งถนนคนเดิน ทั้งตลาดโต้รุ่ง หรือถ้าเจ๋งจริงๆ ขับรถกลับก็ไม่เกิน 5 ชั่วโมงครับ ระยะทางแค่ ๓๐๐ กว่ากิโลฯ เพราะกลับทางชัยภูมิ จัตุรัส ด่านขุนทด (ขยายถนนเป็น ๔ เลนส์แล้ว วิ่งสะดวกมากครับ) สีคิ้ว ปากช่อง มวกเหล็ก สระบุรี เป็นอันว่าจบอีก ๑ ทริปที่มาเล่าสูกันชมนะครับ ทริบง่ายๆ สบายๆ ใครคิดไม่ออกว่าจะไปไหนก็ลองดูทริปนี้ก็ได้นะครับ ขอบคุณที่ติดตามครับ |