พิมพ์หน้านี้
|
ได้ฤกษ์อัพบล๊อกซะที หลังจากที่เลิกอัพมาเป็นเดือน ช่วงที่ผ่านมาเหมือนโดนมรสุมชีวิตลูกโตกระหน่ำพัดพาเราหลุดออกจากบางโอเคเนชั่นไปนาน เริ่มจากไม่สบายไปสองสัปดาห์ ถึงขนาดที่ต้องโดนกักบริเวณ พอออกจากโรงพยาบาลยังไม่ได้พักผ่อนตามที่คุณหมอสั่ง ต้องต้องพาร่างอันบวมฉึ่งด้วยน้ำเกลือเข้าออฟฟิศ เพราะออดิตเข้าตรวจสอบ เจ้านายไม่สามารถตอบคำถามออดิตได้ ด้วยวิธีทำงานของเราเป็นแบบเงียบๆ กั๊กไว้หมด ไม่มีใครรู้รายละเอียดในงาน แม้กระทั้งเจ้านาย ด้วยว่าทั้งหลายปีที่ผ่านมาไม่เคยขาด ลา มาสาย ยามที่ต้องพักร้อนก็สอนแค่งานประจำให้เพื่อนร่วมงานสวมแทน ในเพลานี้จึงต้องถูกหิ้วตัวกลับมารับศึก ไว้ว่างๆ จะเล่าให้ฟังว่าทำไมกะอีแค่ออดิตเข้าถึงเรียกว่าศึกได้ขนาดนั้น กว่าจะจบเรื่องมามีเวลาเข้าบล๊อกก็ห่างหายไปเป็นเดือน ๑๗ - ๑๘ เสาร์อาทิตย์แรกที่มีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง ก็ต้องเดินทางไปธุระต่างจังหวัด ไปงานแต่งญาติเลยอดมีเรื่องมาอัพ จริงๆ ถ้าไม่ติดธุระจะขอห้อยทริปโอเคเนชั่นเวิร์คช็อพไปกาญจนบุรีด้วยคน ด้วยรู้สึกหลงไหลได้ปลื้มกับเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่บล๊อกเกอร์อาจารย์ศุภศรุตอัพให้อ่าน แต่งานนี้พลาด เสาร์อาทิตย์ต่อมา ๒๔ - ๒๕ พฤศจิกายน ก็เลยตัดสินใจตามรอยชาวบ้านให้หายอยาก แต่มีเวลาเยอะกว่าก็เลย นอกลู่นอกทางไปบ้างได้เรื่องมาเยอะ ตุนไว้อัพอีกหลายเอ็นทรี่แน่ๆ ขอบคุณจริงๆ สำหรับทุกท่านที่แวะเข้ามาตอนเจ้าบ้านไม่อยู่ และเรียกร้องให้อัพบล๊อกกัน ตอนนี้เริ่มจะกลับเข้ามาป่วนมั่งแล้วครับ ทริปนี้เลยเป็นทริปกาญจนบุรีล้วนๆ ข้อมูลไม่แน่ แต่รูปแน่น ด้วยว่ายังไม่ได้เตรียมข้อมูลใดๆ มีแต่เส้นทางอยู่ในหัว กับข้อมูลที่ได้จาก กด 1672 ของ ททท. ที่ขอมาทางแฟกส์ ฉะนั้นจึงบอกกับตัวเองกว่า "การเดินทางอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม " (เหมือนที่เราเจอตลอดตอนไปเที่ยวกับทัวร์) จากเดินทางวันเสาร์ที่ ๒๔ พฤศจิกายนครับ ออกจากบ้านที่อำเภอบางแพ ราชบุรีเกือบหกโมงเช้า กะว่าออกกันแต่เช้าหน่อย จะได้มีเวลาแวะหลายๆ ที่ ผ่านหนองโพ มีทางลัดมาทีบ้านโป่ง จากบ้านโป่งครู่เดียวก็มาถึงท่ามะกา สี่แยกไฟแดงท่าเรือเลี้ยวขวาเข้าถนนลาดยางไปประมาณ ๑๐ กิโลเมตรก็มาถึงวัดพระแท่นดงรัง วัดนี้เป็นวัดโบราณครับ มีอะไรน่าสนใจเยอะ ผมเองจะสนใจทุกอย่างที่เป็นอะไรเก่าๆ พ่อกับแม่ก็ได้แค่ดูๆ เหมือนไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ประมาณแค่เที่ยวก็เที่ยว ไปก็ไป แค่ไปรู้ไปเห็น แต่ที่แม่ดูเหมือนจะสนใจเป็นพิเศษก็คงจะเป็นมะกอกป่าที่มีอยู่หลายต้นในวัด กำลังสุกล่วงอยู่หลายต้น ก็เลยเก็บให้แม่ไป แม่บอกว่าเสียดายไม่ได้เอาครกมา ไม่งั้นคงได้กินส้มตำใส่มะกอกอะร่อย จุดแรกในวัดที่เราเข้าชมคือรอยพระพุทธบาทไม้ประดับมุก มีป้ายเขียนบรรยายประวัติไว้ เลยถ่ายรูปป้ายมาลงซะเลย จะได้ไม่ต้องเขียนเอง รอยพระพุทธบาทเขาทำตั้งไว้นะครับ ไม่ได้วางนอนเหมือนที่เราเห็นๆ กัน ไปถึงวัดตอนหกโมงเศษพระอาทิตย์เพิ่งจะขึ้น แสงยังมืดๆ ทึมๆ อยู่ เลยถ่ายรูปโดยใช้แฟลช แสงก็จะเวอร์ๆ หน่อย เอาเป็นว่าแนะนำแหล่งท่องเที่ยวล่ะกัน อยากดูของสวยๆ งามๆ จริงๆ ก็ต้องไปดูกับตากันเอง ประวัติรอยพระพุทธบาทครับ อ่านกันเองนะครับ ง่ายดี : ) ที่ต่อมาเป็นวิหารหินบดยาครับ ส่วนตรงนี้เป็นวิหารพระแท่น พายในวิหารหินบดยามีสิ่งน่าสนใจอยู่สามอย่างครับ ๑.พระพุทธรูปปางบำเพ็ญทุกรกิริยา (น่าจะใช่นะครับ) ๒. หมอชีวกโกมารภัจจ์ 3. หินบดยา นี่คือหินบดยาครับ ไม่รู้ใครเอาหลวงปู่แหวนมาตั้งไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เลยทับร่องหินที่เชื่อกันว่าเป็นร่องที่ใช้บดยาไปเลย พอวางไว้แล้วก็คงไม่มีใครกล้าเอาออกแล้วล่ะ ตรงนี้เองครับ วิหารที่เก็บรอยพระพุทธบาทด้านบนไว้ ภายในวัดครับ ตรงนี้เป็นหน้าบันไม้แกะสลักของจริงสวยมากครับ แต่ถ่ายรูปเข้าไปเลยแสงไม่พอ ไม่รู้ว่าสร้างตั้งแต่ตอนไหน สงสัยตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย เจดีย์เหล่านี้ไม่รู้ว่ามีมาแต่ก่อนหรือว่าบูรณะแล้วรูปร่างเปลี่ยนไป เจดีย์แปลกๆ อย่างนี้เคยเห็นแต่แถวอีสานกับลาว ภายในวิหารครับ พระแท่นเป็นหินทั้งก้อน ก้อนใหญ่มากๆ ลาดเอียงจากหัวมาท้าย ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเห็นหินทรงอย่างนี้หรือแต่งเกลาขึ้น รอบๆ มีปูนปั้นเป็นกลีบบัว(ยาวๆ เหมือนของอยุธยาตอนปลายหรือรัตนโกสินทร์) พระแท่นปิดทองเกือบทั้งหมด พื้นวิหารปูหินอ่อนเย็นเฉียบครับ มุมซ้ายด้านในสุดมีตู้กระจกข้างในมีผอบใส่ก้อนอะไรสักอย่าง แปะป้ายไว้บอกว่าเป็นก้อนพระโลหิต ที่วัดนี้เปิดให้ชมแต่เช้าครับ ไปถึงหกโมงเศษก็เปิดวิหารต่างๆ หมดแล้ว แดดเพิ่งจะส่องเองครับ วิหารนี้ไม่ได้มีมาแต่ก่อนครับ สร้างใหม่แต่หลายปีแล้วครับ รูปในวิหารงามมากๆ เพิ่งจะทราบวันนี้เองว่าบล๊อกเกอร์ครูสอนสุพรรณพร้อมคณะเป็นคนเขียน ภาพต้นโพธิ์หลังพระประธานงามขลังมากๆ เสียดายไม่ได้เก็บรูปโดยรอบมาฝาก ช่วงสร้างวิหารในหลวงพร้อมพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จมาที่วัดนี้หลายครั้งครับ หน้าบันพระปรมาภิไธยเหนือครุฑสวยมากๆ ครับ พระประธานในวิหารครับ เสียดายจริงๆ รูปต้นโพธิ์ไม่ชัด มืดไปหน่อย สถาปัตย์โดยรวมคลายๆ กับวัดบวรนิเวศวิหารที่กรุงเทพฯครับ ใกล้ๆ กันมีวิหารหลังใหญ่อีกหลังครับ ข้างในมีพระสังกัจจายน์องค์ใหญ่มากๆ รอบๆ องค์พระ ภายในวิหารเป็นพิภิธภัณฑ์พื้นบ้าน สำหรับเราคนรุ่นใหม่มีอะไรให้ดูแปลกๆ หลายอย่างไม่เคยเห็น บางอย่างเกิดไม่ทัน ส่วนพ่อแม่รู้จักหมด "ข้อง" หลายคนอ่าจจะไม่รู้จัก เป็นที่ใส่ปลาครับ ใครไปจับปลาได้ก็ใส่ในนี่ไว้ มีธนู หน้าไม้ด้วย ผมชอบมากครับ ไอเดียคนโบราณ "ข้องเป็ด" ทำเหมือนรูปเป็ด เป็ดว่ายน้ำกินปลา ใช้ใส่ปลา คิดได้ไง อันนี้ใช้ไม่ไผ่ทำเป็นทุ่นลอยน้ำได้ เจ๋งจริงๆ สานหลวมๆ ก็มี สำหรับใส่ปลาใหญ่ๆ มั๊งครับ เครื่องหีบอ้อยครับ สมัยเด็กของคุณตาก็มี แต่เกิดไม่ทันสมัยใช้ควายหีบ ทันตอนใช้รถไถคูโบต้าหีบ หน้าหนาว หีบอ้อย กินน้ำอ้อยตังเมอุ่นๆ หวานๆ เสียดายเหลือแค่ในความทรงจำ อันนี้อะไรไม่รู้ ตรงนี้จัดเป็นเหมือนบ้านสมัยก่อน มีของใช้ไม้สอยประจำบ้านเต็มไปหมด อยู่มุมในสุด มืดไปหน่อย ถ่ายออกมา ดูไม่ออกเลยว่าเป็นห้อง เครื่องเซรามิคก็มีเก็บครับ ไม่รู้ของใหม่หรือของเก่า น่าเป็นห่วงจัง ไม่ค่อยมีคนเฝ้า อันนี้เป็นช่อฟ้าเก่าครับ ทำจากไม้ ใหญ่และสูงมากๆ ไม่รู้ว่าของวัดนี้หรือมาจากวัดไหน เป็นรูปสุดท้ายของวัดนี้ครับ เจ็ดโมงเศษก็ออกจากวัดกลับออกมา มุ่งหน้าสู่เมืองกาญจน์ แวะโรงงานวุ้นเส้นท่าเรือ ซื้อของกิน แต่ยังไม่กินข้าวเช้ากันที่นี่ ไปกินในเมือง มีต่ออีกนะครับ ทริปนี้อีกยาว.............. เวบไซต์ที่เกียวกับวัดครับ http://www.heritage.thaigov.net/religion/pratan/dongrung.htm |
| ทองฟ้า | ||
กำลังจะเอารูปทองฟ้าพวกนี้มาเปลี่ยนเป็นแบ็คกราวด์ สงสัยจะมั่วแหงๆ |
||
|
View All |
||
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |