
พิมพ์หน้านี้
|
ต่อจาก เซียะเหมินแสนงาม ตอน ๔ ขึ้นเขาเข้าวัด หนานผู่ถัว http://www.oknation.net/blog/siampatriot/2008/01/25/entry-1 กลับจากวัดหนานผู่ถัวเข้าโรงแรมรู้สึกว่าขาระบมไปหมด แต่ด้วยสปิริต(เสียดายตังค์-มาแล้วต้องคุ้ม)เลยต้องออกเดินทางต่อ หลังจากกินพาราฯไป ๒ เม็ดก็เดินทางได้ เย็นนี้ตั้งใจจะไปกินข้าวนอกเมืองกัน จำได้ว่านั่งรถโฉบสะพานแขวนมาเมื่อวันก่อนขามาจากสนามบิน วันนี้เลยตั้งใจว่างั้นไปเที่ยวอำเภออื่นบ้าง เลยดูว่ารถเมล์สายอะไรบ้างที่ผ่านสะพานแขวน จากนั้นก็ขึ้นรถเมล ปลายทางอยู่ที่เมืองใหญ่ปลายสะพาน เทียบเล่นๆ ก็คงประมาณออกไปกินข้าวแถวมหาชัยนี่มั๊ง คอนโดบ้านเค้าน่าอยู่จริงๆ ไม่เหมือนบ้านเราที่โฆษณาล้านเศษๆ แต่ได้ห้องมาห้องเดียว ที่จอดรถก็ไม่มี ครัวก็ไม่มีมีแค่ที่ขี้กับที่นอน อีกอย่างที่น่ายกย่องคือเมืองจีนไม่ว่าจะก่อสร้างอะไร ทั้งคอนโด ทั้งถนน ทั้งรถไฟฟ้า ไม่เห็นจะมีดินมีโคลนหกเรี่ยราดออกมานออกถนนให้เป็นที่รำคาญใจ(เหมือนบ้านเรา)เลย ก่อนข้ามสะพานแขวนเห็นอดีตภูเขาลูกนึง กลายเป็นน้ำตกขนาดมโหฬารอยู่ที่เชิงสะพาน แล้วน้ำยังตกใสสะอาดด้วย บ้านเราน่ะหรอ? น้ำพุเล็กๆ แถวของหลอดกลางพระนครก็เน่าสนิท บ้านเมืองที่นี่ใช้พื้นที่คุ้มจริงๆ น้อยมากๆ ที่จะเหลือเป็นที่รถร้าง โรงงานอะไรไม่รู้ เขียวอื๋อ เหมือนจะเป็นมิตรกับธรรมชาติ ภาพน้ำตก ถ่ายจากบนสะพาน สูงเป็นสิบๆ ชั้น ด้านล่างเป็นท่าเรือแบบที่คลองเตยเทียบไม่ติดฝุ่น ในที่สุดก็มาถึงเมืองอะไรไม่รู้ กำลังจะมืด รู้สึกว่าอากาศเย็นลงอีกหลายองศา เห็นร้านเสื้อร้านหนึ่งดูดีทีเดียว เลยอุดหนุนเสื้อหนาวมาตัว เก็บรูปป้ายร้านไว้ด้วย จากนั้นถามสาวๆ น้องหมวยพนักงานขายว่าร้านไหนน่ากินมั่ง ทั้งที่พูดกันไม่เข้าใจน้องหมวยเดินออกมาหน้าร้านแล้วชี้ไปที่ตึกถัดไปสองล็อค สรูปว่าเอาร้านี่แหละ และแล้วเราก็ต้องใช้ภาษาใบ้จนแทบบ้าอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่เข้าใจ จนต้องจบลงด้วยชี้เอาแบบโต๊ะข้างๆ ได้ข้าวต้มเอ็นหอยมาคนละชามเบ้อเริ่มแถมด้วยยำสาหร่ายทะเล ๑ ถ้วย ปลาท่องโก๋ยาวเกือบศอกมา ๑ ชิ้น ข้าวต้มที่นี่ใส่ต้นกระเทียมซอยครับ ไม่ใช่หอมผักชีเหมือนบ้านเราแรกๆ ก็ไม่คุ้นกับความคาวของเอ็นหอย แต่ด้วยความซาดิสต์ของผมที่ชอบลองของแปลก หลังจากผ่านไปครึ่งชามชักอร่อย เลยตบท้ายด้วยครึ่งชามของเพื่อนที่เหลือ จากนั้นก็ไม่กล้าเดินไปไหนต่อแล้ว เพราะกลัวดึก เดี๋ยวรถเมล์หมด อีกอย่างอากาศเย็นๆ ณ อำเภอบ้านนอกวังเวงเกินกว่าที่จะเดินชมเมืองได้อีกต่อไป สุดท้ายเราก็กลับมาฝากรอยเท้ากระปุกกระเปลี้ยที่จงจานลู่แถวๆ โรงแรมเหมือนเดิม คืนนี้ชักคุ้น เมื่อวานมาร้านรวงเริ่มปิด แต่วันนี้คนยังเดินกันเต็มถนน ค่อยยังชั่วหน่อยไม่เหงาแล้วเรา กล้องตัวใหม่ เพิ่งหัดใช้ได้ไม่ถึงวัน ภาพที่ออกมาก็เบลอๆ หลอกๆ ขอย้ำครับ โทษกล้องนะครับโทษกล้อง โดยส่วนใหญ่แล้วคนที่เดินที่นี่จะเป็นวัยรุ่น(เช่นเรา)ซะเป็นส่วนใหญ่ มีนักท่องเที่ยวบ้างประปราย ฝรั่งก็มีน้อยมาก (แต่ก็น่าจะเยอะกว่าคนไทย) เกือบ ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นร้านค้าแฟชั่น ที่เหลือเป็นร้านอาหาร ของฝาก และแผงลอย ตามซอยแยกซอยย่อยจะเป็นร้านแบกะดินที่สาวๆ หนุ่มๆ เอาสินค้ามาปูผ้าขายกัน พอเทศกิจมาก็หอบหนี เหมือนกับแถวอนุสาวรีย์ชัยฯยังงั้นเลย ดูๆ แล้วก็น่ารักดี ไม่รู้ไปรับมาจากไหน ของกระจุกกระจิก ถุงเท้า ผ้าพันคอ ของกินก็มีครับ อ้อยสดๆ รู้สึกจะเป็นอาหารยอดฮิตของที่นี่ อาตี๋หนุ่มๆ ได้อ้อยคนละท่อนยาวเป็นศอกยืนหลีอาหมวยไปงาบท่อนอ้อยไป เหมือนจะอวดพลังภาพในยังไงยังงั้น ทำให้หนุ่มไทยอดไม่ได้ที่จะต้องซื้อมาแข่งซักท่อน ๒ หยวนเองครับ ไม่ถึง ๑๐ บาท ถูกกว่าบ้านเราเป็นไหนๆ จากนั้นก็กลับโรงแรมครับ โซ๊ยไวไวคัพ รสต้มโคล้งปลากรอบจากเมืองไทยไปคนละสองถ้วย อิ่มอุ่น อร่อย จากนั้นก็ไปสู่สุคติ ออมแรงไว้สำหรับพรุ่งนี้ครับ....
เช้าวันจันทร์ที่ ๑๔ มกราคม อยากบอกว่าตื่นไหวครับ มาเที่ยวต่างเมือง ยังไงก็ไม่งอแง ไม่อืดอาด แต่ขานี่สิครับ เมื่อวานผู่ถัวซานทำเอาแทบซมซานกลับมาไม่ไหว เช้านี้ยังต้องสาสั่นริกๆ ซมซานลุกจากเตียง รีบอาบน้ำอาบท่า มาคราวนี้ดีหน่อยที่ได้โรงแรมดี(ขอชมอีกครั้ง) ทุกอย่างดีไปหมด ระบบปรับอากาศ ระบบน้ำอุ่น ระบบไฟฟ้า ทำให้เช้าๆ ไม่ต้องทนฝืนอาบน้ำร้อนจนแทบไข่สุก หรือหนาวจนแทบบาดไข่ เอ๊ย....บาดผิว อย่างที่เคยเจอในหลายโรงแรมในเมืองจีน ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง สองหนุ่มก็เสร็จภาระกิจตัวเอง พร้อมที่จะลงไปตุนอาหารเช้าจากห้องอาหารของโรงแรม จำไม่ได้ว่าเคยเขียนเรื่องเบรคฟาสต์ของที่นี่รึยัง อยากบอกว่าโรงแรมฝรั่งสี่ดาวก็ย่อมดีกว่าโรงแรมจีนสองสามดาวที่เคยไปค้างมาในหลายเมือง อาหารฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีมีพร้อม ที่นี่จะเป็นคนญี่ปุ่นมาพักซะส่วนใหญ่ มีคนจีน(ที่ดูว่าเป็นผู้ดีหน่อย)บ้าง และก็ฝรั่งพอสมควร ที่แน่ๆ ไม่มีคนไทยให้ถามไถ่เลยครับ สิ่งที่ผมกินมากที่สุดของที่นี่คือเบคอนครับ ชาติที่แล้วหมูต้องทำกรรมกับผมไว้ก่อนแน่ๆ เลย ชาตินี้ผมจึงโปรดที่จะกินหมูเอามากๆ ยิ่งเป็นหมูมันๆ อย่างสามชั้น อย่างไส้กรอก แล้วยิ่งเป็นเบคอนด้วยแล้ว เป็นสิ่งที่ผมต้องตักเป็นสิ่งแรก จากโรงแรมเราต้องไปเริ่มต้นจับรถเมล์ที่ ม.เซียะเหมินครับ แต่ด้วยว่ายังเช้าอยู่ เราเลยคิดว่าเดินไปก็ได้ คิดซะว่าชมเมือง ไม่กี่ป้ายรถเมล์เอง แต่ที่ไหนได้ครับ ป้ายรถเมล์ที่นี่ห่างกันเป็นกิโล เดินไม่เท่าไหร่ ฤทธิ์พาราที่กินไปก็เริ่มอ่อนลงๆ กว่าจะถึง ม. ก็เจ็บขึ้นมาหนึบๆ เลยทีเดียว เดสทิเนชั่นต่อไปของวันนี้คือโรงถ่ายหนังถงอัน ดอกไม้สวยๆ ข้างทางครับ ตรงนี้เป็นสวนเป็นวัดอะไรซักอย่างบนยอดเขา กะว่าพรุ่งนี้ค่อยแวะเข้ามาดู น้ำตก สวนหิน ทำขึ้นมาทั้งน๊านนน แต่ก็สวยดีครับ สาวๆ กำลังไปทำงาน หนุ่มๆ เดินออกจากซอย เมืองนี้ไม่มีมอไซค์ครับ ฉะนั้นก็ไม่มีวินปากซอย ถ้าไม่มีจักรยานล่ะก็ ......เดินครับเดิน... อีกอย่างที่ผมชอบมากๆ ของเมืองนี้คือ หน้าตึกแถว เค้าจะทำเป็นที่คนเดิน ไม่ว่าจะเป็นตึกเก่าแก่ หรือตึกใหม่ๆ ที่เพิ่งสร้าง ก็จะทำทางเดินหน้าตึกแถวไว้ ทำให้ฝนตกแดดออกก็ไม่ต้องกางร่มให้เกะกะ เสียอย่างเดียว บางบ้านเอา กกน. มาแขวนซะเหนือหัวเลยก็มี เดินผ่านวัดวัดหนึ่งครับ กะจะแวะซะหน่อยก็กลัวสาย เลยเอาไว้ก่อน จะถ่ายบั้นท้ายสาวๆ ซะหน่อย กลายเป็นถ่ายเสาไฟฟ้าไปซะนี่ กว่าจะถึงท่ารถเมล์หน้า ม.เซียะเหมินประตูทิศเหนือติดวัดผู่ถัวซานก็เหงื่อซึมในเสื้อซิบๆ ยามคงมองว่า"ไอ้พวกบ้านี่ถ่ายอะไรฟะ ไม่เคยเห็นรึไง ประตูวัดอ่ะ" ขึ้นรถเมล์ครับ หลังจากหลอกถามสาวๆ นักศึกษา ม.เซี๊ยะเหมินสองคนได้คำตอบตรงกันว่าไปเมืองถงอันต้องขึ้นรถเมล์สาย......ลืมไปแล้วครับ เราจ่ายค่ารถไป 4 หยวนสำหรับสองคนลงกล่องเนื่องจากไม่มีกระเป๋รถเมาหรือกระเป๋ารถเมล์เหมือนบ้านเราพร้อมกับบอกคนขับว่า"ถงอัน" แต่คนขับบอกว่า "ถงอันปาไคว่" งง...ครับ ปาแปลว่าแปด แล้วไอ้คำว่าไคว่นี้แปลว่าอะไร แต่เราก็ต้องจ่ายแต่โดยดี เดี๋ยวไม่ได้ไป (รู้ภายหลังขากลับเจอคุณน้ายังสาวจากลำปางพร้อมคณะที่สนามบินเธอบอกว่าไคว่เป็นคำของคนอีกระดับหนึ่งที่ใช้เรียกค่าเงินหยวน แทนที่จะพูดแปดหยวนว่า "ปาเหยียน" กลับพูดว่า "ปาไคว่" แต่พอกลับมาถามพี่ที่กำลังเรียนภาษาจีนกับครู่ที่มาจากเซียะเหมินพอดีก็ได้คำตอบว่า "ปาไคว่" เป็นคำพูดของคนสมัยไหม่ คนสมัยไหม่เริ่มไม่พูดคำว่าหยวน เปลี่ยนเป็นคำว่า "ไคว่" แทน ซึ่งมีความหมายเดียวกัน ใครรู้ละเอียดยังไงช่วยบอกด้วยนะครับ... บรรยากาศข้างทางยามเช้าวันจันทร์ที่จราจรโล่งสบาย ต่างจากสาทรยังฟ้ากับเหว ผ่านวอล์มาร์ทด้วย กะกว่าขากลับจะแวะซะหน่อย
. . กะจะถ่ายตึกสีทอง HSBC แต่กล้องปัญญาอ่อน รับรู้ช้า รถเลยผ่านไปครึ่งตึกแล้ว สะพานลอยกว้างๆ ยังกับปูพรมแดงไว้ล่อให้คนขึ้นไปใช้ ผ่านมาถึงแยกเข้สนามบินแถวหัวเกาะ เลียนแบบภูเก็ต สมุยรึเปล่าที่สนามบินต้องอยู่หัวเกาะ หรือว่าเป็นกฏการบินระหว่างประเทศไม่ทราบ : ) ลิบๆ ด้านโน้น เป็นสะพานข้ามเกาะแห่งใหม่ที่จะกระจายความเจริญ(มากๆ)ออกจากเกาะ ฝั่งตรงข้ามเป็นเขตจี๋เหมย เชิงสะพานจะเป็นจี๋เหมย ยูฯ ดูดีน่าเรียนน่าศึกษาทีเดียว เสียดาย...เลยวัยแล้ว.... ข้ามเกาะมาเจอแล้วครับ มอไซค์ มีวินทุกป้ายไม่ต่างจากบ้านเรา คนลงรถเมล์ก็จะโดนอาเฮียบีบแตรเรียกซะดังลั่น แรกๆ ก็น่ารำคาญ นานๆ ก็ชิน ทางหลวงไฮเวย์ก็มีโลคัลโลด์ไห้มอไซค์วิ่ง สะดวกดีครับ พอนั่งรถต่างจังหวัดอย่างนี้ถึงรู้สึกได้ว่ามีคนพูดภาษาแปลกๆ ไม่ใช่ภาษาจีนกลางแน่ๆ เราเดาเอาว่าคงเป็นภาษาฮกเกี้ยนล่ะมั๊ง ทั้งที่เตี่ยของคุณตาก็เป็นจีนฮกเกี้ยน แต่ก็จำไม่ได้แล้วว่าภาษาฮกเกี้ยนของคุณตาเหมือนกับภาษาของคนที่นี่รึเปล่า เสียดาย เกิดช้าไปหน่อย เป็นรุ่นที่ ๓ แล้ว ทำให้รู้สึกว่าไม่เหลือร่องรอยของสายเลือดจีนฮกเกี้ยนในตัวเอาเสียเลย (เคยมีคนบอกว่า คนแซ่เตียเป็นคนฮกเกี้ยน แซ่เตีย ภาษาจีนกลางเรียกแซ่จาง เป็นแซ่ที่มีมากที่สุดอันดับหนึ่งของเมืองจีน ไม่รู้ข้อมูลถูกรึเปล่า ถ้าถูกแล้วเราจะไปตามเยี่ยมญาติเจอที่ไหนฟ่ะเนี่ย ไม่รู้เป็นจางเดียวกับที่เฟดเอ็กซ์เอาไปล้อเลียนในโฆษณารึเปล่า-อ้วนเหมือนกัน) : ) คนจีนต่างจากคนบ้านเราอย่างหนึ่งคือเวลานั่งรถเมล์ไม่ชอบที่จะนั่งชิดริมหน้าต่าง ไม่รู้เพราะอะไร เจอบางคนนั่งต้นสายยันท้ายสายก็นั่งเบาะริมทางเดิน ปล่อยให้คนเบียดเข้าไปนั่งข้างในตั้งสี่ห้าคน บางคนขึ้นมาแล้วเบียดเข้าไปนั่งแค่สองสามป้ายแล้วลง หล่อนยังมีหน้าทำหน้าหงุดหงิดเค้าอีก แปลกจริง นั่งไปเรื่อยๆ ไร้จุดหมาย ผ่านเมืองใหญ่บ้าง เล็กบ้าง รู้แคว่ารถเมล์สุดสายที่เมืองถงอันแล้วค่อยลง จนถึงท่ารถเมืองถงอัน คนลงเกือบหมด ถามอาตี๋คนนึงพร้อมชีในแผนที่ว่าเมืองถงอัน อาตี๋ชี้บอกว่านี่แหละถงอัน แต่เราก็ยังไม่ลงเคยอ่านเจอว่ารถเมล์ถงอันส่วนใหญ่จะเลยไปวนรถที่หน้าโรงถ่าย แต่ที่ไหนได้ รถเมล์พามาจอดประมาณว่าเป็นเมืองไหม่อะไรซักแห่ง มีแต่ตึกแถวและโรงงานอุตสาหกรรม เลยถามคนขับ คนขับก็ตอบไม่รู้เรื่อง (เพราะเราฟังไม่รู้เรื่อง) สุดท้าย เดินไปที่ตลาดสดใกล้ๆ ถามมอไซค์พร้อมกับชี้ในแผนที่ให้ดู ลุงมอไซค์บอกว่า "สือไคว่" ก็เลยเข้าใจกันเองว่าคนละสิบหยวน ตกลง มอร์ไซค์สองคัน ลูกทัวร์สองคน ไปเล๊ย....... ไม่กี่นาที แต่นานเป็นชั่วโมง อากาศเย็นบาดหน้าจนหูแทบหลุด ก็คุณลุงวินเนอร์ยังใส่ไอ้โม่งสวมแว่นกันลม แล้วยังมีถุงมือหนังอีก แต่เราไม่มีแม้หมวก มีผ้าพันคอลายตาหมากลุกผืนเล็กๆ แบบเขมรที่ได้มาจากตลาดโรงเกลือ พอช่วยให้ลูกกระเดือกไม่โดนอากาศหนาวทิ่มให้เสียงแหบ ในที่สุดมอไซค์ก็พามาจอดที่ตรงนี้ ผมองจำโครงประตูได้ แต่เพื่อนผมบอกว่า "ไม่เห็นมีไอ้โค้งๆ พองๆ แดงๆ เลย" ผมเลยตะคอกไปว่า "บ้ารึเปล่า นั่นนะเป็นแค่ประตูโค้งอัดลมไว้โฆษณาเท่านั้น มันจะอยู่ชั่วฟ้าดินสลายได้ไง ดูโน่น เค้าโครงประตู่น่ะ กับในรูปใช่ที่เดียวกันมั๊ย" กว่าจะเชื่อว่าใช่ก็เมื่อผมเดินไปถึงเคาน์เตอร์ซื้อตั๋วแล้ว แล้วตอนต่อไปมาดูกันครับว่าในโรงถ่ายมีอะไรบ้าง |
| ทองฟ้า | ||
กำลังจะเอารูปทองฟ้าพวกนี้มาเปลี่ยนเป็นแบ็คกราวด์ สงสัยจะมั่วแหงๆ |
||
|
View All |
||
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||