พิมพ์หน้านี้
|
เรื่องจริงที่ได้สัมผัส : ไฟใต้หยุดยาก..หากยังมีกระบวนการซ้อมผู้ต้องสงสัย
เพียงเวลาไม่กี่นาทีที่ครูนั่งทำงานก็ได้มีเจ้าหน้าที่จู่โจมเข้ามาโดยไม่รู้ตัวมาก่อนและข่มขู่ถามไถ่ถึงเรื่องต่างๆ รวมถึงให้โทร.ตามผู้บริหารทุกคน แต่ติดต่อไม่ติดสักคน ครูที่เป็นตัวแทนเจ้าบ้านในขณะนั้นพยายามต้อนรับอย่างมิตรไมตรี ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น มีกลุ่มกองกำลังติดอาวุธชุดหนึ่งเข้ามาในบริเวณสำนักงานโรงเรียน และในขณะนั้นมีครูนั่งทำงานในสำนักงานเพียงคนเดียวเท่านั้นแต่คำตอบกลับไม่เป็นมิตรด้วยวาจาที่ไม่สุภาพ และพยายามเค้นให้โทร.หาผู้บริหารอยู่ตลอดเวลาโดยไม่ให้พูดอะไรใดๆ ทั้งสิ้น และอีกกองกำลังหนึ่งได้ไปที่บ้านพักของผู้รับใบอนุญาต ซึ่งขณะนั้นมีนายอามีนูดีน กะจิและภรรยาพร้อมลูกสาววัย 1 ขวบ อยู่ที่บ้าน ฝ่ายเจ้าหน้าที่พยายามจะเข้าตรวจค้นบริเวณหอพักนักเรียนชายและนักเรียนหญิงโดยที่นายอามีนนูดีนพยายามไกล่เกลี่ย แต่เจ้าหน้าที่ไม่ฟัง และได้จับตัวนายอามีนูดีนมาที่หน้าห้องสำนักงานโรงเรียน นอกจากนี้ยังรวบตัวครูผู้ชาย 1 คน นักเรียนชาย 2 คน มาที่หน้าสำนักงานโรงเรียน ไม่นานมีครูอับดลรอหมาน สอมัน เข้ามาเพื่อสอบถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่กลับโดนจับตัวโดยไร้เหตุผล โดยเจ้าหน้าที่เรียกดูบัตรประจำตัวประชาชน แต่เนื่องจากครูอับดลรอหมานไม่ได้พกมาเพราะเพิ่งเสร็จจากการทำไก่ (เฉือดไก่) ที่บ้าน และได้สรุปดื้อๆ ว่าครูอับดลรอหมานไม่ใช่คนไทย ในระหว่างที่เหตุการณ์ชุลมุนอยู่นั้นเจ้าหน้าที่บางคนรวมถึงคนที่ใส่หน้ากาก (ไอ้โม่ง ) ใช้คำพูดไม่สุภาพ แข็งกร้าวและข่มขู่ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้รวบตัวมารวมที่หน้าสำนักงาน เจ้าหน้าที่กองกำลังติดอาวุธก็ได้จับตัวผู้ต้องสงสัยแบบไม่มีมูลเหตุที่ชัดเจน และไม่ได้แสดงตนว่าเป็นใคร หน่วยงานใด และไม่มีเอกสารยืนยันในการเข้าจับกุมของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ โดยบุคลากรที่ถูกจับตัวในครั้งนี้คือ 1.นายอับดลรอหมาน สอมัน ตำแหน่งครูสอนภาควิชาสามัญและหัวหน้าฝ่ายวิชาการสามัญ 2.นายอามีนูดีน กะจิ ตำแหน่งครูสอนภาควิชาศาสนา ความตึงเครียดของเหตุการณ์ทวีคูณขึ้นเมื่อชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์เห็นครูของตัวเองโดนจับขึ้นรถซึ่งไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร ที่ไหน จึงอาสาตัวเพื่อที่จะไปพร้อมกับกองกำลังและนักโทษ ประมาณ 45 นาที รถนำผู้ต้องสงสัยเข้าไปจอดในหน่วยเฉพาะกิจที่ 43 อ.นาทวี และมีพี่น้องชาวบ้านไปสมทบอีกจำนวนพอประมาณ เวลาประมาณ 18.00 น. ได้ปล่อยตัวนายอับดลรอหมาน สอมัน โดยยังคงรั้งตัวนายอามีนูดีน กะจิ ไว้ญาติที่ติดตามไปด้วยได้เฝ้าสังเกตการณ์จนถึงเวลาประมาณ 21.00 น. จึงได้เดินทางกลับ ในเวลาประมาณ 18.30 น. ผู้เขียนได้รับโทรศัพท์จากนายนัสรูดีน กะจิ ผู้รับใบอนุญาตซึ่งอยู่ที่มาเลเซียให้ทำอย่างไรก็ได้ประสานทุกเครื่อข่ายที่รู้จัก ขอให้คืนนั้นปล่อยน้องก่อนแล้วรุ่งเช้าจะนำน้องมาให้สอบสวนด้วยตนเองอีกครั้งหนึ่ง หลังจากผู้เขียนได้ประสานกับนายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดสงขลา คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา และ พ.อ.ต.สมพงษ์ ขอนแก่น รองผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 4 เพื่อขอร้องเรื่องดังกล่าว (พ.อ.ต.สมพงษ์ ขอนแก่น เคยทำงานมวลชนร่วมกับผู้เขียนและเคยเป็นหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจที่ 43 อ.นาทวี) ในที่สุดท่านได้ประสานเรื่องที่คณะของผู้เขียนร้องขอ หลังจากนั้นเวลา ประมาณ 19.30 น. คณะของเราร่วมทั้ง พ.ต.ท.มลยา เจ้าหน้าที่จากจะนะซึ่งทำงานมวลชนกับพวกเราตลอดไปที่หน่วยเฉพาะกิจที่ 43 อ.นาทวีเพื่อเจรจาและประกันตัว แต่ทางผู้รับผิดชอบหน่วยเฉพาะกิจที่ 43 ไม่ยอมและรับประกันด้วยเกียรติของเจ้าหน้าที่จะใช้หลักนิติธรรมในการสอบสวนและจะไม่ซ้อมผู้ต้องหาอย่างเด็ดขาด เมื่อรับประกันอย่างนั้นต่อคณะของเรา เราจึงเดินทางกลับ แต่ในใจลึกๆยังกังวลอีกมาก วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 ตั้งแต่เช้าพวกเราประสานทุกเครื่อข่ายทั้งภาคการเมืองระดับประเทศ ท้องถิ่น หน่วยงานความมั่นคงทั้งส่วนกลางและภูมิภาค โดยเฉพาะ พ.อ.ประยงค์ กล้าหาญ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 4 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของหน่วยเฉพาะกิจที่ 43 (ตชด.) ในทางยุทธการ ในการประสานของเราทางโทรศัพท์กับ พ.อ.ประยงค์ กล้าหาญ ซึ่งท่านบอกว่าท่านไม่ทราบเลยว่ามีการควบคุมตัวไป เนื่องจากไม่มีการแจ้งมาก่อน เพราะทุกครั้งที่จะมีการจับกุมได้สั่งว่า ถ้าไม่มีหมายจับของศาลห้ามจับกุมเด็ดขาด กรณีนี้เป็นการขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา เพราะในการควบคุมตั้งครั้งนี้เป็นการผสมกำลังกันระหว่างตำรวจตระเวนชายแดน ทหารพรานซึ่งขึ้นตรงต่อหน่วยเฉพาะกิจที่ 4 ในทางยุทธการ อีกหน่วยหนึ่งที่ร่วมควบคุมตัวคือ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) พ.อ.ประยงค์เปิดเผยอีกว่า ได้สอบถามไปยังหน่วยเฉพาะกิจที่ 43 จนทราบเรื่องพร้อมกับตำหนิที่ไปควบคุมตัวโดยไม่แจ้งให้ทราบ จากนั้นจึงแจ้งให้ญาติไปรับตัวกลับ แต่ได้รับแจ้งว่าถูกนำตัวไป ศปก.ตร.สน.แล้ว จึงโทรศัพท์ไปถามอีกครั้งว่าเหตุใดจึงส่งไปที่นั่น ได้รับคำตอบว่า ที่จริงถูกส่งตัวไปที่ค่ายอิงยุทธบริหารแล้ว ประกอบกับ พล.ท.วิโรจน์ บัวจรูญ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งกำชับในเรื่องนี้ เมื่อท่านถึงค่ายอิงยุทธบริหารและรับตัวนายอมีนูดีน กะจิ ท่านบอกต่อว่า "เมื่อไปถึงผมเห็นสภาพของนายอมีนูดีนแล้วรู้สึกเสียใจมากที่เจ้าหน้าที่ไปซ้อมเขา ผมจึงบันทึกปากคำเหตุการณ์จากเขา แล้วแจ้งให้ญาติมารับเมื่อญาติมาเห็นสภาพอย่างนั้น แน่นอนต้องไม่พอใจ ผมจึงบอกว่าจะให้ความเป็นธรรม โดยจะตั้งกรรมการสอบสวนหาตัวคนทำผิดมาลงโทษ ส่วนเขาจะแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายก็ได้ โดยผมจะส่งนายทหารพระธรรมนูญติดตามการดำเนินคดี เพราะกลัวจะมีการช่วยเหลือคนทำผิดไม่ให้ถูกลงโทษ" นั้นคือคำบอกเล่าของท่าน พ.อ.ประยงค์ กล้าหาญ ซึ่งเมื่อคณะของเราไปรับนายอมีนูดีนก็เจอสภาพอย่างนั้นจริงๆ และพวกเราได้สอบถามเจ้าตัวซึ่งเปิดเผยว่า วันที่ 5 กุมภาพันธ์
2551 เวลา 22.15 นาที (หลังจากผู้รับผิดชอบหน่วยเฉพาะกิจที่ 43
รับประกันด้วยเกียรติของเจ้าหน้าที่จะใช้หลักนิติธรรมในการสอบสวนและจะไม่ซ้อมผู้ต้องหาอย่างเด็ดขาดกับพวกเราและ โดยเจ้าหน้าที่ 5 นาย ตั้งคำถามกลับไปกลับมา ทั้งซ้อม ทั้งเตะ เหยียบ ตบหู ครั้งที่ 1 ข้างซ้าย ผู้เสียหายบอกว่า "หูผมข้างซ้ายไม่ได้ยิน" เจ้าหน้าที่ พูดตอบกลับว่า "เดี๋ยวกูจะทำให้ไม่ได้ยินทั้ง 2 ข้าง" พร้อมตบหูอย่างรุนแรงทั้ง 2 ข้าง ข่มขู่ให้รับสารภาพคดียิงครูที่ตำบลสะพานไม้แก่น และคดีวางระเบิดที่บ้านน้ำเค็ม หมู่ 9 ตำบลบ้านนา และนายอามีนูดีนได้กล่าวปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา กลุ่มเจ้าหน้าที่ยังกล่าวหาผู้เสียหายว่าอยู่ในขบวนการ พร้อมเตะบริเวณเอวด้านหลังอย่างรุนแรงจนผู้เสียหายเองกระอัก หายใจไม่ออก ทั้งๆที่ผู้เสียหายได้บอกว่า "หายใจไม่ออก" เมื่อพูดจบประโยคเจ้าหน้าที่ก็ลงมือเหยียบคอซ้ำ และกระทำการอย่างนั้นเป็นจำนวน 3 ครั้ง ติดต่อกัน ตรงบริเวณเดิม และใช้ปืนจ่อหัว หนำซ้ำยังใช้มีดจี้บริเวณต้นคอด้วย
ปัจจุบันในจังหวัดชายแดนภาคใต้หลายองค์กรไม่ว่าจะเป็นคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และองค์กรภาคีแนวร่วม ได้ออกแถลงการณ์หลายต่อหลายฉบับให้รัฐ โดยเฉพาะหน่วยความมั่นคงให้ใช้หลักนิติธรรมในการการจับกุมและควบคุมตัวประชาชน เพราะองค์กรเหล่านี้ได้ตั้งข้อสังเกตว่า พี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้ถูกอำนาจรัฐคุกคาม โดยไม่ได้แบ่งแยกว่าใครคือผู้ก่อความไม่สงบ ใครคือผู้บริสุทธิ์ ซึ่งอาจจะเป็นการส่งสัญญาณว่าเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อาจนำไปสู่การทำสงครามกับประชาชน ในอนาคต ซึ่งไม่ได้เป็นความต้องการของสังคมไทยเลย หากแต่เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องตระหนักถึง ในขณะเดียวกันควรเปิดโอกาสให้ญาติได้เข้าเยี่ยมทันทีภายหลังการจับกุมและควบคุมตัว และระบุสถานที่ที่ถูกควบคุมตัวให้ถูกต้องชัดเจน เพื่อมิให้เกิดความสงสัยและคลางแคลงใจในหมู่ประชาชนว่าจะมีการซ้อมทรมานผู้ถูกควบคุมตัว ข้อเสนอดังกล่าวเป็นการช่วยรัฐอีกทางหนึ่ง เพราะเป็นกระจกส่องถึงผลการปฏิบัติงานของรัฐ ซึ่งรัฐเองสามารถนำไปปรับปรุงในการปฏิบัติงานในคราวต่อไป องค์กรเหล่านี้ไม่เพียงวิจารณ์การทำงานของรัฐเท่านั้น แต่ยังเคยประณามผู้ก่อการซึ่งได้ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ทำร้ายครูและการเผาโรงเรียน และเรียกร้องให้รัฐบาลนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอีกทั้งยังร่วมมือกับ ฉก.ยะลาและผู้ว่าฯจังหวัดชายแดนใต้ในการทำงานเน้นความสมานฉันท์ในพื้นที่ การทำงานขององค์กรเหล่านี้เปรียบเสมือนเครือข่ายเพื่อสันติภาพอย่างแท้จริงที่กำลังเรียกร้องให้ทุกคนร่วมแรงร่วมใจ สร้างเครื่อข่าย สานฝัน สู่สันติภาพและปฏิเสธความรุนแรงด้วยวิถีนิติธรรมและหลักยุติธรรมที่ไม่เข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง บางกลุ่มโหยหาซึ่งความสันติ ความสมานฉันนำไปสู่ความสงบสุขในบ้านเมือง แต่บางคนบางกลุ่มสร้าง แต่กลับมีการบุกรุก จู่โจม บุกตรวจคนเพียงเวลาไม่กี่นาทีของเจ้าหน้าที่รัฐ และนำไปสู่การ ซ้อมผู้ต้องหาทำให้ความสงบสุขความไว้วางใจได้มลายสิ้นและไม่สามารถใช้เวลาไม่กี่นาทีเพื่อการเยียวยาได้ ดังที่ พ.อ.ประยงค์ กล้าหาญ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 4 กล่าวไว้กับพวกเราว่า "ผมอุตสาห์ทำงานมวลชนมาตลอดตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2550 มาอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านให้ความร่วมมืออย่างดี เพราะเราทำตามข้อตกลงที่ได้ตกลงไว้กับสมาคมตลอด เมื่อเกิดเหตุอย่างนี้ขึ้น ชาวบ้านก็จะเสียความรู้สึก หาเจ้าหน้าที่รัฐว่าไม่ทำตามสัญญา แล้วจะได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านได้อย่างไร" www.thaingo.org และ www.iqraonline.org |
| Pattaya light | ||
I love it |
||
|
View All |
||
| เมื่ออาหารเช้าบุกโลก breakfasttransformer | ||
เด็กๆจะกินจานนี้ |
||
|
View All |
||