| Narathiwat Story | ||
ภาพเมืองนราธิวาส |
||
|
View All |
||
| เมื่ออาหารเช้าบุกโลก breakfasttransformer | ||
เด็กๆจะกินจานนี้ |
||
|
View All |
||
พิมพ์หน้านี้
|
ผมได้รับเชิญจากน้องๆกลุ่มหนึ่งไปนั่งคุยกับเด็กๆที่เข้าเรียนใหม่ในมหาวิทยาลัยปีนี้ ผมทักทายและพูดคุย มีการบรรยาธรรมนิดหน่อยก่อนจะจบลงด้วยการทานอาหารร่วมกัน น้องคนหนึ่งคุยกับผมหลายเรื่อง รวมถึงเรื่องที่ผมกำลังต่อ ป.โทอยู่ น้องเขาถามผมเรื่องวิชาที่ชอบ ผมต่อว่า IMC หรือการสื่อสารการตลาด และพูดเลยไปถึงการโฆษณาและข่าวด้วย น้องเขาจึงถามผมเรื่อง PTV ว่าหากใช่การสื่อสารการตลาด มองเรื่องนี้ว่าอย่างไร ผมตอบน้องเขาไปว่า การเปิดสถานีโทรทัศน์สักช่องในยุคปัจจุบันนั้นไม่ยาก และก็มีหลายช่องหลายสถานีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จะว่าไปแล้วทุนมันก็ไม่ได้มากมายเหมือนอดีตเลย การเปิดสถานีใหม่จึงไม่ได้ยากแต่อย่างไร แต่ การจะอยู่ให้รอดนั้นยากมาก การมีสถานียิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งหมายถึงทางเลือกของผู้เสพข่าวสารยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นการทำให้มีคนดูรายการ ดูสถานีจึงยากกว่าการเปิดตัวเสียด้วยซ้ำ ความยากในการเชิญชวนให้คนดูสื่อและติดตามในยุคปัจจุบันมี 4 แนวทางคือ 1)ความแตกต่าง ไอทีวีใช่วิธีนี้ เราคงจำภาพข่าวตำรวจรับส่วย หรือ แม้แต่ภาพโสเภณีเด็กจาก ไอทีวีได้ หรือการที่เสนอเรื่องบั่งไฟพญานาคว่าเป็นลูกปืนจากฝั่งลาว สิ่งเหล่านี้เป็นความแปลกและแตกต่าง และเป็นสิ่งที่ไอทีวีใช่ไต่เต้าจนยืนอยู่แนวหน้าด้านข่าวได้ 2)ความหลากหลาย เนชั่นใช่สิ่งนี้ หากย้อนกลับไปไม่นานนัก เนชั่นได้ออกโฆษณาตัวเองว่า หากคุณพลาดข่าวเนชั่นจากหนังสือพิมพ์ คุณยังรับต่อได้ทางเน็ต วิทยุ เนชั่นใช่ช่องทางที่หลากหลายโดยคำนึงถึงความสะดวกของคนรับสื่อเป็นสำคัญ จำนวนผู้รับสื่อหลายๆทางเมื่อรวมกันก็เป็นจำนวนมากและนั้นทำให้เนชั่นจากที่เคยมีรายการในสถานีโทรทัศน์อื่น มาเปิดตัวในUBC ก่อนจะก้าวมาเป็นสถานีข่าวของตัวเอง กลิ่นไอของข่าวเดียวสื่อหลายช่องยังคงพบได้ในสถานีวิทยุของเนชั่นที่ยังถ่ายทอดข่าวจากเนชั่นทีวีอยู่ 3)ใช่ฐานที่ตัวเองมีมาต่อยอด ASTV ใช่สิ่งนี้ โดยนำนักข่าวในสำนักพิมพ์ผู้จัดการมาใช่ทำเป็นพิธีกร เพื่อเรียกกลุ่มคนที่เคยอ่านข่าวผู้จัดการจากทั้งหนังสือพิมพ์และเว็บเข้ามาชม ASTV ทำให้มีกลุ่มคนดูรอตั้งแต่ก่อนจะเปิดสถานี และนั้นทำให้ไม่ต้องเริ่มต้นจาก 0 4)ความต่อเนื่อง บรรดาสื่อที่ผมยกมาขั้นต้นต้องใช่เวลาในการพัฒนาต่อยอดตัวเองทั้งสิ้น และเวลา การพัฒนานี้เองที่ทำให้เกิดแฟนประจำและความอยู่รอดได้ถึงปัจจุบัน หากคุณได้ชมASTV ในช่วงแรกคุณจะพบเห็นความติดขัด หรือหนังสือพิมพ์อย่างคมชัดลึกของเนชั่นในช่วงแรกๆก็มีบางคอลัมท์ที่ไปถอดเทปทีวีหรือวิทยุมาลง เพราะคนเขียนข่าวยังไม่เกรงพอ ฯลฯ พัฒนากาลที่ต่อเนื่องนี้เองที่ทำให้สื่อเหล่านี้อยู่รอดและพัฒนาต่อได้ PTV เองก็ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น มันล้มลงไปอย่างไม่เป็นท่าเพราะไม่มีจุดเด่นพอ จะแย่งหรือสู้ใครได้เลย หนำซ้ำความไม่มีประสบการณ์ยังทำให้มันสอบตกเรื่องง่ายๆหลายเรื่องเช่น ส่งนักข่าวไปทำข่าวที่รัฐสภาโดยไม่ขออนุญาตขนถูกไล่ออกมา การขออนุญาตไม่ถูกต้องและไม่เข้าใจช่องทางทำให้ออกทางทีวีไม่ได้ จนต้องไปอาศัยสื่ออื่น(MVTV?) แต่ ก็อย่างที่บอกละครับ จุดยืนที่ไร้จุดเด่นนั้นไม่น่าสนใจพอให้ใครติดตาม นั้นคือเหตุแห่งการหมดทุนแล้วปิดตัวเองไป คำถามที่น่าสนใจคือ จะทำยังไงให้ PTV สู้ ASTV ได้ 1)ต้องมีคนดู เรื่องนี้เกือบจะเรียกว่าไม่ยากนัก เพราะเท่าที่ทราบก็มีคนอยากดูอยู่แล้ว ซึ่งก็คงไม่ใช่ใครที่ไหน ก็กลุ่มคนที่หนุนรัฐบาล แต่ กลุ่มคนดูจะแบ่งจาก NBT หรือไม่นั้นน่าคิด 2)เพิ่มคนดู ความต่างหนึ่งระหว่าง ASTV หรือ Nation กับ PTV คือกลุ่มที่ดู PTV คือคนที่หนุนภาครัฐ แต่คนที่ดู ASTV มีทั้งคนต้าน คนหนุนและคนที่เป็นกลาง ASTV และ Nation นั้นมีช่วงเวลากลาง ช่วงเวลาที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง อาทิ-ช่วงเวลาของยานยนต์ อาหาร วัฒนธรรม ต่างประเทศ หุ้น ฯลฯ คนที่ไม่ชอบ ASTV ก็เลือกฟังวิเคราะห์หุ้นที่นั้นก็มี หรือดูรายการอาหารก็มี PTV จึงจำเป็นต้องเพิ่มสิ่งเหล่านี้เพื่อให้ได้มากกว่าแค่คนที่หนุนรัฐเท่านั้น และจะเพิ่มเป็นฐานตัวเองในอนาคต 3)พัฒนากาลและความต่อเนื่อง สิ่งที่ ASTV มีนั้นคือ พัฒนากาลและความต่อเนื่อง มันเกิดก่อนการเกิดขบวนการต่อต้านคุณทักษิณ และแน่นอนที่มันจะอยู่ต่อไปแม้คุณทักษิณถูกโค่นล้มไป ไม่ได้มีเฉพาะกิจ มีพัฒนากาลและความต่อเนื่อง ชวนให้ติดตามและน่าเป็นแฟนประจำ PTV นั้นถูกมองเป็นสถานีเฉพาะกิจและไม่มี พัฒนากาลและความต่อเนื่อง ทำให้คนติดตามก็ติดตามผ่านๆ จะติดตามเป็นประจำหรือก็เปล่า อีกทั้งการไม่มีพัฒนากาลและความต่อเนื่องทำให้หาบุคลากรดีๆยาก เพราะไม่มีความแน่นอนในการทำงานและการจัดการ จะหาบุคลากรประจำที่โตและเป็นคนที่มีวัฒนธรรมร่วมยากมาก เมื่อหันไปดู ASTV ที่วันนี้มีพิธีกรของตัวเองและพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นคนของตัวเองและมีวัฒนธรรมการสื่อสารและการทำงานที่ชวนติดตาม หลายคนอาจมองเรื่องความหลากหลาย และอดสงสัยทำไมผมไม่พูดถึงความหลากหลายเช่นหนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต สถานีวิทยุ ผมมองสิ่งเหล่านี้ว่าไร้ประโยชน์หากฐานไม่แน่นทำมากก็เจ๋งมากเท่านั้น สู้ทุ่มเทคโนโลยีและเงินเพื่อสิ่งเดียวที่มีกำลังจริงๆดีกว่า เมื่อฐานแน่พอแล้วจะเปิดวิทยุ หนังสือพิมพ์ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป อย่างไรก็เถอะผมอดไม่ได้ที่จะคิดเสียดาย เงินภาษีตั้งมากมายที่ NBT ภาครัฐยังใช่มันไม่คุ้มเลยจะทำใหม่อีกแล้ว NBT ออกอากาศทางฟรีทีวี ไม่มีจานก็รับได้ เหนือกว่า ASTV NBT มี SMS ข่าวอยู่เหมือนผู้จัดการ NBT เป็นของกรมประชาสัมพันธ์มีนิตยสาร แบบผู้จัดการรายสัปดาห์ หันไปทำNBTเพื่อสู้จะง่ายกว่าเยอะ ครับพี่น้อง หรือคิดจะตกเบิกนายใหญ่หา? อ๋อลืมไป สำคัญสุดคือสำนึกสื่อ ถ้าไม่มีไม่ต้องหวังชัยชนะหรอกนะครับ |