พิมพ์หน้านี้
|
ผมได้มีโอกาสติดตามคณะศรัทธาของคุณสมศักดิ์ ศักดิ์วิเศษชัยกุล เพื่อไปกราบนมัสการ...ท่านหลวงพ่อบุญโฮม จารุวาโท หรือพระครูสังฆรักษ์บุญโฮม จารุวาโท วัดกลางบางซื่อ ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งถ้าเราไปสอบถามกับชาวบ้านละแวกวัดกลางบางซื่อว่าหลวงพ่อบุญโฮม อยู่กุฎิไหน การส่ายหัว คือคำตอบแทนคำว่าไม่รู้จัก แต่ถ้าถามใหม่ว่า พระอาจารย์โฮม หรือหลวงตาโฮม อยู่กุฎิไหน รอยยิ้มพร้อมกับการชี้นิ้วนำทาง จะเป็นการสื่อถึงความรู้จักเป็นอย่างดี เพราะอะไรเหรอครับ ก็เพราะว่าพระอาจารย์โฮม ท่านเป็นพระขวัญใจของชาวบ้านแถบนี้ครับ...
พระอาจารย์โฮม ท่านเป็นพระรูปร่างสันทัด ผิวคล้ำ พูดเหน่อๆ แต่เสียงดังฟังชัด บางครั้งก็ว่ากันตรงๆ หลายคนที่เพิ่งมาหาท่านมักจะว่าท่านเป็นพระที่ ดุ แต่สำหรับพวกผมแล้วมองว่าท่านเป็นพระที่ พูดจามีหลักการ บางครั้งติดตลก ในกลุ่มของพวกเราบางคนก็รู้จักท่านมานานแล้ว ร่ำลือกันว่าอาจารย์โฮม ขมังเวทย์ไม่เบาเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องตะกรุดที่อาจารย์โฮมทำขึ้นไม่พอกับความต้องการ หรือจะเป็นเครื่องรางรูปปลาตะเพียนที่พ่อค้าแม่ค้าชอบหากันนัก...... แต่สำหรับพวกเราแล้ว ตะกรุดขลัง เครื่องรางเยี่ยม ก็ยังไม่สามารถกระตุ้นต่อมความอยากของแก็งค์ลูกลิงอย่างพวกเราได้ มันต้องมีมากกว่านั้นซิครับ...จะมีอะไรต้องติดตามกันครับ......
วัดกลางบางซื่อ เป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างเมืองนนทบุรี ประมาณปี พ.ศ.๒๐๒๙ ทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลนนทบุรีและวัดท้ายเมือง(ที่ตั้งของโรงเรียนศรีบุญญานนท์) ภายในวัดมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สององค์คือ หลวงพ่อพระกาฬ และหลวงพ่อโต..
สำหรับหลวงพ่อพระกาฬ ทางวัดเคยจัดสร้างวัตถุมงคลเป็นเหรียญออกมา สนนราคาค่อนข้างสูงเอาการและหายากในปัจจุบัน เดิมทีวัดกลางบางซื่อแห่งนี้ด้านหน้าวัดหันสู่แม่น้ำเจ้าพระยา แต่ปัจจุบันกระแสความเจริญเกิดถนนตัดผ่านทำให้ด้านหน้าของวัดกลายเป็นติดถนน เล่นเอาสวนทุเรียนที่เป็นผลไม้ขึ้นชื่อของเมืองนนท์หายวับไปกับตาแล้วเปลี่ยนสภาพกลายมาเป็นอาคารพาณิชย์และทางด่วนหลายสาย.......
ชื่อเสียงเรียงนามบ่งบอกถึงที่มาที่ไป..พระอาจารย์โฮมท่านเป็นพระลูกหลานคนอีสาน เกิดที่อำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี สมัยวัยรุ่นเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ พออายุครบบวชท่านก็ได้อุปสมบท ณ วัดกลางบางซื่อแห่งนี้ จากวันนั้นถึงวันนี้ยี่สิบเก้าปียังไม่เคยย้ายวัดเลยครับ นอกจากช่วงออกพรรษาที่ท่านจะออกเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาแนวตะเข็บชายแดนซึ่งท่านก็ปฏิบัติอย่างนี้มาตลอด และหากเราย้อนหลังไปสักสามสิบปี สมัยนั้นการสักยันต์จะเป็นที่นิยมของวัยรุ่น อาจารย์สักที่มีชื่อเสียงของเมืองนนท์ในยุคนั้นก็คือ อาจารย์บก วัดสมรโกศ (ภายหลังได้ลาสิกขาบท) ลายสักยันต์ที่ขึ้นชื่อคือ ยันต์ปลาไหลเผือก ขึ้นชื่อตามภาษานักเลงสักว่า แมลงวันไม่ได้กินเลือด ว่ากันประมาณนั้นเลย... ลูกศิษย์เอกของอาจารย์บก ก็คือ พระอาจารย์เบิ้ม พระภิกษุอาคมกล้าแห่งวัดแคนอก ภายหลังอาจารย์เบิ้มได้ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดกลางบางซื่อ ตามคำนิมนต์ของหลวงพ่อวรรณ อดีตเจ้าอาวาสวัดกลางบางซื่อ อาจารย์ทั้งสองท่านนี้แหละครับคือผู้ที่ถ่ายทอดวิชาอาคมต่างๆให้กับพระอาจารย์โฮม....พร้อมกับมอบ เข็มสัก เพื่อให้ท่านพระอาจารย์โฮม สืบสานตำนานสักยันต์ต่อไป...แต่ปัจจุบันท่านอาจารย์โฮมได้เลิกสักยันต์มานานแล้ว.. (หมึกสักของอาจารย์บกที่ตกทอดมาถึงพระอาจารย์โฮม)
และถ้าหากเราสอบถามกับชาวบ้านดั้งเดิมเมื่อพูดถึง อาจารย์บก และ พระอาจารย์เบิ้ม สัญลักษณ์การ ยกนิ้ว จะเป็นการบอกแทนคำว่า เยี่ยม ....แต่สำหรับพระอาจารย์โฮม....เจ๋ง คือคำแทนนัยยะนั้น...เรื่องพวกนี้ผมไม่ได้พูดเองครับ คุณพี่วันชัย มาทา อดีตนักเรียนโรงเรียนช่างกลบางซ่อน ผู้มีประสบการณ์กับอาคมขลังของพระอาจารย์โฮมเป็นคนบอกพวกเราในวันนั้น ผมเชื่อว่าหลายๆท่านคงคุ้นกับชื่อของโรงเรียนช่างกลดังกล่าว ย้อนหลังไปสักยี่สิบปีค่อนข้างดังมาก ผมโหนรถเมล์กลับบ้านผ่านหน้าโรงเรียนนี้ที่ไร ต้องทำตัวให้ลีบที่สุด...ไม่ใช่ว่าโรงเรียนนี้ไม่ดี คนกลุ่มเล็กๆต่างหากที่ทำให้เสียชื่อเสียง....
ทำให้เขาไปต้องมั่นใจ เพราะของๆเรามีครูบาอาจารย์ ครับ...ในการศึกษาถึงศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับอาถาอาคม นอกจากเรื่อง จิต ซึ่งจัดว่าเป็นเรื่องสำคัญแล้ว ครูบาอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ก็เป็นเรื่องที่จะละเลยมิได้ เราจึงมักจะพบเสมอๆว่าเวลาที่พระเกจิอาจารย์ต่างๆ จะประสิทธิ์ประสาทของให้กับผู้ที่รับ มักจะสั่งสอนมิให้สงสัยในวิชา ทั้งนี้เพราะว่าหากผู้รับเกิดความสงสัยขึ้นเมื่อใด การขาดความมั่นใจจะติดตามมาทันที การที่ไม่สามารถประติดประต่อเชื่อมโยงทำให้เกิดช่องโหว่ขึ้น นั่นหมายถึงหลุมดำที่เปิดพร้อมรับอันตรายทันที...ผมพูดอย่างนี้คิดว่าเพื่อนๆหลายท่านที่ศึกษาหรือสนใจในเรื่องเหล่านี้ย่อมเข้าใจ....... วิชาทางไสยศาสตร์ที่ยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ ผมคิดว่าน่าจะมาจากเหตุที่ว่าคณาจารย์ หรือพระภิกษุสงฆ์ที่ออกบวชฝึกการนั่งวิปัสสนากรรมฐานพร้อมทั้งร่ำเรียนวิชาอาคมต่างๆ ทั้งจากในตำรา คัมภีร์โบราณ ตลอดจนในสมุดข่อยต่างๆที่บรรดาท่านผู้รู้และแตกฉานในศาสตร์นั้นๆได้ทดลองและปฏิบัติจนเป็นที่แน่ใจว่า ทำได้จริง จึงได้บันทึกคาถาอาคมต่างๆตลอดจนถึงเครื่องรางที่ตนเองจะสร้าง เช่นตะกรุด เสือ ควายธนูฯลฯ ลงไว้ในตำรับตำราหรือสมุดข่อยนั้นๆ เพื่อให้สาธุชนรุ่นหลังได้ศึกษาและเพื่อสืบสายวิชาให้ยืนยาวถาวรต่อไปเรื่อยๆ.... (ตะกรุดของอาจารย์บก และของพระอาจารย์เบิ้ม ที่มอบให้กับพระอาจารย์โฮม)
ที่พูดอย่างนี้เพราะว่านอกจาก ท่านอาจารย์บก และพระอาจารย์เบิ้ม แล้วท่านพระอาจารย์โฮม ยังได้ก้าวเข้าไปศึกษาถึงศาสตร์เร้นลับแห่งนี้ผ่านทางตำรับตำราโบราณซึ่งเป็นวิชาทางภาคอีสาน เช่นการรักษาโรค แบบที่เรารู้จักกันในชื่อ ผีฟ้า และวิชาที่ชื่อว่า อ้อป่อง ซึ่งเป็นวิชาเฉพาะโดย...อาจารย์โฮมได้เมตตาท่องให้พวกเราได้ฟังบางส่วน.......
โอมปุปุทะลุปัญญา เอกาเอหิ โอมสะหลูบมาสะหลูบ กูจักสูบความรู้ในโลกา กูจักสูบปัญญาซึ่งพระพิกุด จะโรจะปัญญาเยนะ ปุนะปุงมูปุ พุทธะลุเล็งเห็น คิดออกซอกเห็น เอโออักขะสอน รามนะมะกานกอน พุทธะจะสะวัง ..... พระอาจารย์โฮม...ท่านได้อธิบายให้พวกเราฟังเกี่ยวกับวิชาอ้อป่อง ว่าเป็นวิชาที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นในเรื่องของการเรียนรู้ เช่นความจำไม่ดีเรียนหนังสือไม่เก่ง วิชาอ้อป่องนี้สามารถช่วยได้ สรรพคุณนัยว่าช่วยให้สมองมีความจำที่แม่นยำมากขึ้น ด้วยเหตุที่คุณสมบัติของวิชาดังกล่าวค่อนข้างที่จะเฉพาะเจาะจง ดังนั้นกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพที่ต้องใช้ความสามารถพิเศษ ที่จะต้องสร้างทักษะให้เกิดความชำนาญ และต้องใช้ปฏิภาณในการแก้ปัญหา จึงนิยมชมชอบที่จะเรียนกัน... ซึ่งในเรื่องของการใช้คาถาอาคมกับการเรียนหนังสือ ผมเองคิดว่าไม่น่าสนใจเท่าไหร่เพราะมันจะทำให้วัฒนธรรมการศึกษาของเด็กไทยผิดปกติไป กลายเป็นพวกลุ่มหลงอยู่กับเรื่องเหล่านี้....จะว่าไปแล้วเพื่อนๆคงจะเห็นแล้วว่าผมเองก็ไม่ได้เห็นดีเห็นงามไปกับเรื่องเร้นลับแบบนี้ซะทุกเรื่องไป บางเรื่องเชื่อมั่นยึดถือได้แต่บางเรื่องเอาแค่พอไว้คุยประดับสมองกัน....แต่ความจริงคือเรื่องวิชา อ้อป่อง มันมีมานานแล้วครับและเป็นที่เชื่อถือของคนในท้องถิ่น หะแรกผมเองคิดว่าการไม่เห็นด้วยกับกรณีดังกล่าวจะเกิดกับผมคนเดียว ผู้ที่เล่าคือพระอาจารย์โฮม ท่านก็คิดแบบเดียวกับผมครับ...
ฉันเอาแค่ ความอยากรู้ว่ามันจะมีจริงหรือไม่ .... ความใฝ่ฝัน...คือ โรงเรียนที่ผลิตความต้องการขั้นพื้นฐานของคนเพื่อไม่ให้มีชีวิตที่ว่างเปล่า และคงจะดีไม่น้อยหากใครสามารถสร้างความใฝ่ฝันให้เป็นจริง...พระอาจารย์โฮมก็เช่นเดียวกัน สถานภาพที่ตัวท่านเองกำเนิดมาจากครอบครัวที่ยากจน เรียนหนังสือไม่สูง แต่การเรียนหนังสือไม่สามารถนำมาใช้วัดจิตใจของคนเราได้ ดังนั้นเมื่อตัวของอาจารย์สามารถอยู่ในสภาพที่พอจะสนับสนุนส่งเสริมเยาวชนให้เรียนหนังสือได้ ท่านจึงไม่ละโอกาสทองนี้..
ฉันก็แค่ช่วยปูทางให้กับเด็กๆที่มีฝันและมีแรงบันดาลใจ ต้องการเรียนหนังสือ ได้ออกเดินบนเส้นทางที่พวกมันรัก ถือว่าเป็นการเปิดโอกาสให้พวกมันได้เรียนรู้ ให้มันได้ลิ้มรสชาติของความกล้า กล้าที่จะทำในสิ่งที่พวกมันรัก ... ดังนั้นจึงไม่แปลกที่อดีตกุฎิแห่งนี้ จะเป็นแหล่งผลิตคนที่มีคุณภาพของสังคม แต่ก็เช่นเดียวกันท่ามกลาง ความตั้งใจและความจริงใจอันยิ่งใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มี การบั่นทอนตามมาข้างหลัง ความขลังหรือวิชาอาคมที่ว่าแน่ๆ บางครั้งก็ต้องยกธงขาวให้แก่จิตใจคนเอาดื้อๆ...
พวกมึงคิดว่ามันซื่ออย่างที่เห็นเหรอ มึงนึกว่าคนบ้านนอกมันจะอินโนเซนส์เหรอ มันลีลาทั้งนั้นแหละ บางทีพวกมันก็ทำให้ฉันเห็นเฉพาะภาพที่มันอยากให้เห็น นี่แหละบางทีฉันก็เบื่อ แต่ฉันไม่ว่ามันหรอก ใครทำใครได้ ฉันเองก็ทำได้แค่นี้ สู้เลี้ยงแมว เลี้ยงหมาไม่ได้(ยิ้ม) ผมเคยได้ยินคำพูดที่ว่า ไม้เรียวสร้างคนเป็นรัฐมนตรี แต่คำพูดนี้คงไม่เป็นจริงสำหรับพระอาจารย์โฮมเพราะท่านบอกผมว่า ..สูงสุดของลูกศิษย์ที่พอจะ..ปั้นได้ก็แค่ ผู้ว่าราชการจังหวัดเท่านั้น ถ้าเป็นพระสงฆ์ก็แค่ เจ้าอาวาสวัดหลวงเล็กๆ
บางทีไม้เรียวหาไม่ทัน พวกมันเอาไปซ่อนหมด ต้องใช้ด้ามตาลปัตร ฉันตีฉันว่าหมดแหละ ยิ่งพวกพระน่ะชนิดดีเลย ไม่ยอมสวดมนต์...หัดท่องมนต์ สวดยังสู่เณรที่อยู่กับฉันไม่ได้ ...อะไรกันกินก็มากกว่าเรา สวดมนต์ยังเอาเปรียบอีก ... (หัวเราะ) ว่ากันว่าในชีวิตของคนเรามันประกอบขึ้นมาจาก ความเป็นมิติ ที่ซับซ้อนเสียจนเข้าใจยาก บางอย่างลึกๆข้างในที่เราไม่สามารถมองเห็น...ก็ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ปรากฏภายนอกอย่างสิ้นเชิง... ภายใต้บุคลิกที่เคลื่อนไหวรวดเร็ว คำพูดที่ตรงๆขวานผ่าซากและสีของผิวกายคล้ำที่ตัดกับรอยสักซึ่งมองเห็นชัดด้วยตาเนื้อ.. อาจารย์โฮมท่านกลับเป็นพระที่ยึดมั่นใน คำสัตย์ ความดีและความจริงใจ ....ผมคิดว่าเรื่องเหล่านี้แหละครับที่ส่งผลให้ท่านเป็นพระที่มีจิตใจสะอาดอย่างเหลือเชื่อ.... ความสะอาดของจิตใจ..ถึงแม้ต้องอยู่ในมลภาวะที่ชวนลุ่มหลง หากสามารถควบคุมได้แล้วย่อมส่งผลต่อการสร้างสรรค์วัตถุมงคลที่มีคุณภาพ และเช่นเดียวกันครับ คุณภาพ ช่างเป็นนามธรรมที่ไร้สัมผัสจริงๆ....เอาเป็น วัตถุดิบ ที่ใช้ทำตะกรุดที่ถูกส่งมาจากกลุ่มลูกศิษย์ผู้ต้องการวัตถุทางใจน่าจะพอเป็นรูปธรรมที่เราสามารถจับต้องได้... เพื่อนๆ คิดอย่างผมมั๊ยครับ...ปริมาณตามรูปที่ผมลงประกอบมันมากซะเหลือเกิน..และตะกรุดที่ขึ้นชื่อของท่านพระอาจารย์โฮม ก็คือตะกรุดที่ทำจาก เนื้อฝาบาตร ลงด้วย ยันต์ครู ตามตำรับของ อาจารย์บก ปฐมอาจารย์ครับ นัยว่า ฝาบาตร เป็นมงคลวัสดุคุณภาพดีในตัวเอง เพราะได้รับการเสกจากพระทุกครั้งก่อนออกบิณฑบาต...ซึ่งการที่จะได้เป็นเจ้าของต้องใช้ความพยายามสักนิดเพราะพระอาจารย์โฮม ท่านทำเพียงพรรษาละไม่กี่ดอก ไม่มีการสั่งจอง ใครไวใครได้... (ฝาบาตรเก่าที่ลูกศิษย์รวบรวมมาให้พระอาจารย์โฮมเพื่อให้ทำตะกรุด)
คงไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ถ้าคนเราจะกลับไปอยู่กับธรรมชาติ ชาวพุทธมีปรัชญาว่าเคารพธรรมชาติ มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ สรรพสัตว์ทั้งหลายเกิดแก่เจ็บตายเป็นเพื่อนร่วมทุกข์กันทั้งสิ้น...ดังนั้นเราจึงควรให้ความเคารพธรรมชาติ ให้ความเคารพรากเหง้าของตนเอง.. ที่พูดไม่ใช่อะไรหรอกครับเพียงแต่ผมอยากบอกว่าตะกรุดเมื่อได้รับการจารจากท่านอาจารย์โฮมเรียบร้อยแล้ว ท่านจะต้องนำกลับไปปลุกเสกในโบสถ์มหาอุดที่วัดบ้านเกิดของท่าน ในอำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี เพราะท่านถือคติว่าสรรพวิชาความรู้ในเบื้องต้นของท่านมาจากที่แห่งนั้น...ซึ่งในเรื่องนี้อาจารย์โฮมท่านได้อธิบายให้พวกเรารับฟังประดับสติปัญญาว่า..
วิชาอาคมเป็นของจริงทั้งนั้น คนที่อยากทำเป็นแต่ทำไม่ได้ ก็หาว่าเป็นของไม่จริง ....คนที่ทำไม่ได้เป็นเพราะตัวเองไม่สามารถทำได้ซะมากกว่า.... การจะทำของไม่ใช่ว่าเอาคาถาอะไรมาเสกเป่าแล้วจะทำได้ตามนั้น คนทำต้องพอมีบารมีอยู่บ้าง....นอกจากนี้การศึกษาวิชาอาคมต้องมีการฝึกจิตให้เป็นสมาธิให้ได้เสียก่อน... ฉันเองต้องใช้เวลาฝึกฝนเป็นเวลาหลายปี....สำคัญที่สุดคือต้องมีครูบาอาจารย์ที่ท่านประสิทธิ์ประสาทวิชาให้โดยตรง...ฉันจึงมั่นใจในของๆฉัน...พวกเอ็งจำไว้ ของดีจริงไม่จำเป็นต้องอวด (ยิ้ม) แหมฟังแล้วกระตุ้นสามัญสำนึกดีแท้....ครับเป็นเรื่องจริงที่ฝ่ายว่าด้วยวิทยาศาสตร์นำเอาสิ่งที่เป็นนามธรรมขึ้นมาประกอบกันตามกรรมวิธีตามศาสตร์ ก่อให้เกิดเป็นรูปธรรมชัดเจนเช่นรถยนต์ เครื่องบิน หรือแม้แต่การสร้างลูกระเบิด ที่สามารถทำร้ายให้ผู้คนล้มหายตายจากได้ที่ละเป็นร้อยเป็นร้อยเป็นพันคน....หรือแม้แต่พาคนไปเยือนดวงจันทร์ตามที่พวกเรารับรู้... แต่เพื่อนๆเคยเห็นใครบ้างไหมครับ..ที่เอา วิทยาศาสตร์มาทำให้เนื้อหนังของมนุษย์อย่างเราๆท่านๆ เกิดการอยู่ยงคงกระพัน มั่นคงต่อคมอาวุธ หรือถ้าจะยกให้เกินไปกว่านั้นก็ล่องหนหายตัว แปลงกายเป็นจระเข้ ที่ปรากฏตามเรื่องราวซึ่งเล่าสืบกันมาในตำนานของหลวงปุ่ศุข วัดปากครองมะขามเฒ่าได้อย่าง..ไสยศาสตร์...ซึ่งอาศัยสิ่งที่เป็น นามธรรม คือ คาถาอาคม...
เรื่องราวของอิทธิปาฎิหาริย์ของไสยศาสตร์ มีกล่าวไว้อย่างมากในตำนานเก่าๆของเมืองไทย โดยเฉพาะในยามทำศึกสงคราม เพื่อนๆอาจจะแย้งว่า..เรื่องเหล่านี้เป็นนิยายที่แต่งขึ้นเอง...ผมคงมิอาจโต้เถียงเพื่อนๆได้..แต่ถ้าเพื่อนๆ ลองฉุกคิดสักนิด ทำใจกว้างๆ ก็น่าจะคิดได้ว่าเรื่องนิยายหรือตำนานทุกเรื่อง ผู้แต่งจะต้องอาศัยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ หรือมีจริงมาเป็นหลักในการจินตนาการ.... คิดแล้วจึงเสดาะด้วยฤทธิ์มนต์ ตรวนหล่นคนหลับสนิทหน้า ร่วงกราวเท้ามือทั้งขื่อคา ก็ล่องหนออกจากคุกพลัน ผมก็พ่นไปเรื่อย... พระอาจารย์โฮมท่านไม่ได้เก่งขนาดล่องหนหายตัวหรือแปลงกายได้หรอกครับ ท่านก็เก่งอย่างที่ท่านเป็น...แต่อย่างที่ผมเคยบอกตอนต้น ความเก่ง อย่างเดียวคงไม่พอทำให้พวกเราเข้ามากราบนมัสการท่านได้หรอกครับ ความดี สิครับที่ชักจูงพวกเรามา ถึงแม้ว่า ความดัง ของท่านไม่ถึงกับทะลุเยี่ยมเทียมฟ้าสู่ดาวเทียมแบบบางองค์ คงดังแค่ระดับรากหญ้าที่เหมาะกับคนอย่างเราๆท่านๆ แต่ไม่แน่นะครับเพราะในวันที่ไปกราบนมัสการท่านผมเลียบๆเคียงๆสอบถามกับเด็กแถวๆท่าทราย เขาว่าฐานเสียงของพระอาจารย์โฮม แน่นปั๋งที่เดียว ครับ...พระดีไม่จำเป็นต้องดัง สำหรับพวกผมโอเค แต่คำว่า พระดังไม่แน่ว่าจะดี....ซิครับ แถบจะถอดสร้อยออกจากคอเพราะปลดออกไม่ทัน เก็บไว้ก็ไม่กล้าให้คนอื่น ละอายแก่ใจตัวเอง... (ตะกรุดฝาบาตรตำราอาจารย์บก)
ฉันก็แค่ถูๆไถๆ หากินได้ไปวันๆ (หัวเราะ) จะว่าไปแล้วคำว่า ถูๆไถๆ หะแรกพวกผมคิดว่าคงไม่เท่าไหร่ เหลือบเห็นปฏิทินที่มีการลงบันทึกกิจนิมนต์ ย้อนหลังสามเดือน เดินหน้าอีกหนึ่งเดือน ตามสเต็ปของงบกระแสเงินสด แหม...บางเดือนแถบไม่มีช่องว่างให้หายใจที่เดียว ทั้งสวดพุทธมนต์ เจิมป้ายบริษัทร้านค้า ฯลฯ ยกเว้นอย่างเดียวคือ ไล่ผีสิง.. พระอาจารย์โฮมบอกกับผมว่า ท่านก็แค่ทำตามที่ครูบาอาจารย์สั่งสอนมา หรือไม่ก็บางอย่างทำตามตำรับตำราโบราณและมันก็เป็นแค่ การสงเคราะห์แก่ญาติโยมที่มีจิตศรัทธาในตัวท่านเท่านั้น แต่ถึงท่านจะไม่รับกิจนิมนต์ออกไล่ผี กระนั้นก็ตามยังมีบางคนที่เพียรพยายามให้ท่านไปทำ ดังนั้นวิธีการไล่ของท่านคือให้ญาติพี่น้องพามาที่กุฎิและเมื่อมาถึงกุฎิท่านก็จะเป็นผู้นำคนที่ถูกผีเข้าเหล่านั้นส่งโรงพยาบาลด้วยตัวท่านเอง...ซึ่งเรื่องนี้ท่านพูดเบาๆปนเสียงหัวเราะว่า...
มาที่กุฎิฉัน ต้องเดินผ่านโบสถ์ ผ่านหลวงพ่อพระกาฬ ผ่านหลวงพ่อโต ผ่านพระพุทธเจ้า ถ้ามาถึงฉันได้พวกแกว่าฉันจะเอาไหวเหรอ..มันไม่จริง..มันเป็นอุปทาน หรือไม่ก็เมายา..(หัวเราะ) ต่อคำถามที่พวกเราถามท่านว่า เสียดายไหมที่อาจารย์ไม่ใช่พระดัง..
ฉันไม่เคยคิด ความเสียดายไม่เคยมีอยู่ในหัว ถึงเราจะมีชื่อเสียงน้อยนิดแต่ความสบายใจเรากับมีมากกว่า.... เพราะเรื่องชื่อเสียงเหล่านี้มันเป็นสัจธรรมให้เรามองเห็นคิดได้ว่า.. สิ่งไหนที่มันทำแล้วเกินกำลังและทำแล้วก็ไม่ได้มีความสำคัญสำหรับชีวิตเรา ...ก็ควรจะตัดๆมันไปซะบ้าง ชื่อเสียงบางทีมีไปก็ไม่มีประโยชน์ มีแล้วก็เหมือนกับเอาภูเขามาทับอก (ยิ้ม) ครับ..ชื่อเสียง...เป็นสิ่งที่คนแต่ละคนจะแยกนิยามของความหมายอย่างไรก็ว่ากันไปตาม กิเลส บ้างก็ว่า ชื่อเสียงเป็นเพียงความอยากได้อยากมีในก้นบึงของจิตใจ บ้างก็ว่ามันแค่ เป็นเพียงจินตนาการที่ยังมาไม่ถึง ดังนั้นชื่อเสียงจะเป็นที่ต้องการของใครก็แตกต่างกันไปตามความต้องการของแต่ละคน บางคนอาจ มีชื่อเสียงที่เกิดจากการไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย ขณะที่บางคนอาจดิ้นรนไขว่คว้าตามล่าหาชื่อเสียงจนถึงลมหายใจสุดท้าย...ผมนั่งคิดตามคำพูดของพระอาจารย์โฮมแล้วก็อดสะท้อนใจไม่ได้ ชื่อเสียงมีความหมายขนาดนั้นเลยเหรอ นึกดูแล้วถ้ามีมันคงเหมือนเอาภูเขามาทับอกจริงๆ...
วันนั้นพวกเรากราบนมัสการพระอาจารย์โฮมกลับบ้าน พร้อมกับบูชาตะกรุดติดไม้ติดมือกันพอหอมปากหอมคอ คนอื่นจะเอาไปบูชาหรือไปทำอะไรผมไม่อาจรู้ได้.. แต่สำหรับผมเอามาตั้งไว้ตรงหน้า เวลามองเห็นทีไรอดมีรอยยิ้มไปกับคำสอนของท่านซะทุกที... บางทีนะครับการเป็น คนที่ยิ่งใหญ่มีชื่อเสียงคับฟ้าแต่ก็ไม่มีความสุขใจแท้จริง สู้เป็นคนธรรมดาตัวเล็กๆ ที่สามารถดูแลตัวเองและคนรอบข้างได้ตลอดเวลา สนุกกับชีวิตได้อย่างเต็มที่ อยู่กับชีวิตอย่างไม่เดือนร้อน อันนี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับความสุขที่เราหาอยู่...คงเหมือนกับท่านพระอาจารย์โฮมแหละครับ..ที่ดำเนินวิถีของชีวิตภายใต้ผ้าเหลืองอย่างธรรมดาแต่มีคุณค่าสมควรแก่การกราบไหว้...สวัสดีครับ
ขอบพระคุณ คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย เอื้อเฟื้อภาพถ่ายสวยๆ อาจารย์กวง รามคำแหงที่เอารถมารับผม เพื่อนต่อสำหรับคำแนะนำ และคุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรีสำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอมา หวังว่าคงมีให้ตลอดไปนะครับ... |