วันเสาร์ ที่ 14 กรกฎาคม 2550
12 ก.ค. ความประทับใจสุดยอด ครั้งแรกในชีวิตของผม ณ ราชมังฯ
Posted by
viola
,
ผู้อ่าน : 227
, 11:39:31 น.
| หมวดหมู่ :
เรื่องทั่วไปที่ผมสนใจ
พิมพ์หน้านี้
|

จากผลการแข่งขันฟุตบอล AFC ASIAN CUP เมื่อวันที่ 12 กค. ที่ผ่านมา ที่ทีมไทยเราเป็นฝ่ายพลิกชนะ โอมาน ไปได้ 2 ประตูต่อ 0 ก็ได้จุดประกายความหวังของบอลไทยขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง.....ความประทับใจต่างๆได้ถูกถ่ายทอดมาในโลกไซเบอร์อย่างล้นหลาม เว็บบอร์ดต่างๆ ก็ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้กันแทบทั้งวันเลยทีเดียว ผมได้บังเอิญไปอ่านเจอบทความของน้องคนหนึ่งในเว็บไซต์ Thailandsusu.com ซึ่งอ่านแล้วผมขนลุกและตื้นตันใจมากในฐานะแฟนบอลไทยคนหนึ่ง....ผมจึงขอยืมบทความของน้องคนนั้นมาโพสให้เพื่อนๆได้อ่านกันใน blog แห่งนี้ครับ.... 12 ก.ค. วันที่ผมต้องไป
ผมชื่อ อ้ำ ครับ อายุ 18 ปี บ้านเกิดอยู่ที่จ.ระยอง มาเรียนต่อปริญญาตรีที่ มศว องครักษ์ ( นครนายก คลอง 16 ) ผมเป็นแฟนฟุตบอลทีมชาติตัวยง เชียร์ทีมชาติไทย ไม่เคยหมดศรัทธาในทีมชาติไทยเลย ไม่ว่าจะชุดไหน แต่ผมละอายใจตัวเองอย่างมาก เพราะไม่ว่าชัยชนะหรือความผิดหวังพ่ายแพ้ของทีมชาติไทยนั้น ผมได้เพียงมองผ่านจอแก้วของทีวีเท่านั้น ผมไม่เคยได้เข้าไปเชียร์ทีมชาติทีผมศรัทธาในสนามเลยแม้แต่ครั้งเดียว
และแล้ววันนั้นก็มาถึง วันที่ผมจะรู้สึกสะใจและประทับใจไปอีกนาน วันที่ได้ตัดสินใจ
เวลาประมาณ21.30น. ของวันที่ 7 ก.ค. 2550
ภาพของทีมชาติไทยที่ลงทำการแข่งขันกับทีมชาติอีรัก ในนัดเปิดสนามของรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย Asian Cup 2007 ผมนั่งดูจากทีวีอยู่ที่หอพักชายของผม ใน มศว องครักษ์ ภาพที่ผมหดหู่ใจมาก คือภาพของอัฒจรรย์ที่โล่งไปหมด มีคนดูอยู่กระหย่อมหนึ่ง บวกกับผลการแข่งขันและรูปเกมที่เราเป็นฝ่ายแพ้ทุกทาง เหมือนนักฟุตบอลไทยของเราขาดแรงใจ
ก่อนหน้านั้น ผมเป็นคนรนรงค์ในหอพัก ปิดประกาศชวนเพื่อนร่วมหอชายทุกคนไปดูฟุตบอลด้วยกัน ไปร่วมส่งแรงใจเชียร์ทีมชาติไทย ในห้องดูทีวีชั้นล่างของหอ ถึงวันจริง ผมขนธงชาติไทย แตรเชียร์ กลองเชียร์ ไปตีเป่าร้องรำอยู่หน้าจอทีวีคนเดียว สายตาของทุกคนต่างมองว่าผมเป็นคนเพี้ยน แต่ผมก็เชียร์ของผมต่อไป (ที่บ้านผมก็เชียร์แบบนี้)
เมื่อเกมส์จบ คนก็พากันด่าบอลไทยต่างๆนานา ผมซึ่งเป็นคนรนรงค์คนให้มาดูบอลไทยในนัดนี้ ก็รู้สึกเสียใจอย่างมาก คุณยามเฝ้าหอก็เอาเงินไปเล่นพนันข้างอีรัก แล้วก็เชียร์อีรัก พออีรักยิงเข้า เขาก็ยิ้ม ผมเสียใจจริงๆ ที่วันนี้แทนที่เราจะรักชาติกันมากขึ้น กลับกลายเป็นว่ายิ่งเสื่อมศรัทธาลง ครึ่งแรกคนมาดูเต็มห้อง พอครึ่งหลังก็หายไปหมด มีไม่กี่คนที่ดูต่อ จนจบ ผล อีรัก 1 - ไทย 1
เรื่องสกอร์ไม่เท่าไร แต่การกระทำของคนที่ไปผมชวนดูในวันนั้น มันทำให้ผมเซ็ง ผมหงอยเหงา วังเวงใจ บอกไม่ถูก จากนั้นก็เดินไปแกะประกาศออกทีละใบๆ แล้วก็ไปนอน.......... นอนไม่ค่อยหลับ
วันต่อมา.........
เวลาเดียวกันกับวันที่7 ผมรีบวิ่งไปหาคอมพิวเตอร์ เพื่อดูผลคู่ โอมาน - ออสเตรเลีย เพื่อหวังจะดูฟอร์มของทีมโอมานที่จะแข่งกับไทยในนัดหน้า ปรากฏว่าผมต้องตกใจสุดขีด ภาพที่ผมเห็นคือ ภาพของสกอร์บอร์ดหน้าแรกเวปบอลไทย ขึ้นว่า โอมาน 1 - ออสเตรเลีย 1 ผมรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว นี่ทีมที่จะแข่งกับเราในนัดต่อไป เสมอ ออสเตรเลียได้!!!
ความกลัวเริ่มครอบงำในใจผม ผมกลัว กลัวที่ทีมชาติไทยจะแพ้ จะตกรอบ ศรัทธาของแฟนบอลไทยจะหายไป ผมกลัวจริงๆ
เท่านั้นยังไม่พอ ผมเข้าไปในเวปบอร์ดเห็นสกอร์ของคู่ เวียดนาม - ยูเออี - - - - 2 - 0 !!! หันไปมองที่ทีวี คนกำลังดูคู่เวียดนามอยู่ กองเชียร์เวียดนามกำลังฉลองชัยชนะกัน สนามล้น เสียงเชียร์ดังกระหึ่ม เวียดนามชนะ? กองเชียร์มีศรัทธาแรงกล้า เข้าไปเต็มสนาม? นี่ฝันหรือเปล่า? ผมถามตัวเอง
คืนนั้น ทั้งคืน นอนไม่หลับ ผมนอนคิด........ นี่ผมรักทีมชาติไทยจริงหรือเปล่า แล้วถ้ารักจริงๆ ผมทำอะไรเพื่อทีมชาติไทยได้บ้าง แค่เชียร์ส่งแรงใจผ่านจอทีวีงั้นหรอ ? พลางคิดโกรธคนไทย ที่ไม่ยอมเข้าไปช่วยเชียร์บอลไทย ชอบอ้างนู่นอ้างนี่ อ้างฝนตก ที่เวียดนามก็ฝนตก คนเค้ายังเต็มสนาม.............. ทำไม?
ผมลุกขึ้นจากเตียง เข้าไปในห้องน้ำ มองตัวเองในกระจกแล้วบอกกับตัวเองทันที 12 ก.ค. วันที่แกต้องไป
สิ่งแรกที่ผมทำในวันต่อมา คือจัดตารางเวลา ลาเรียนให้เรียบร้อย ช่วงที่เหลือก็คือหาตั๋ว แต่ปัญหาใหญ่ก็คือผมต้องหาคนไปด้วย หรือไม่ก็ต้องรู้ทางไป ผมจึงโพสกระทู้ถามในเวปบอร์ดบอลไทยแห่งนี้ ว่าจะไปราชมังฯ ได้ยังไง จาก ฟิวเจอร์รังสิต ( http://www.thailandsusu.com/webboard/index.php?topic=6428.0 ) แล้วก็ต้องขอบคุณ คุณ ainoomloso คุณ attan คุณ ก.ไก่ คุณ TheFootball และ คุณ BOMB_ROOSTER
ผมหาทางไปได้แล้ว โชคดียิ่งกว่านั้น ผมหาแนวร่วมไปด้วยได้หนึ่งคน เป็นรุ่นพี่เอกพละ ชื่อ พี่อั๊น ตกลงปลงใจกันว่า นัดนี้ไปแน่นอน
3 วันก่อนแข่ง ผมพยายาม ชวนเพื่อนๆที่ผมรู้จักไปดูกันที่สนาม ผลปรากฏว่า ไม่มีใครไปเลย มีแต่ทำท่าจะสนใจจะไป แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ไปเพราะ บัตรแพง เป็นข้ออ้าง
ผมรู้สึกว่านัดนี้เป็นนัดที่สำคัญที่สุด สำคัญกว่าแทบจะทุกนัดที่ผมดูบอลไทยมาตลอดชีวิต...... ก่อนวันแข่ง ผมไปที่หอพระของมหาวิทยาลัย จุดธูปเทียน สวดมนตร์ขอพรอันศักดิ์สิทธิ์ แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์พ่อพระพิฆเนศวร์ แล ท้าวจตุคามรามเทพ ขอพระพุทธบารมี พรแห่งความสำเร็จ และ อิธิปาฏิหาริย์ ช่วยดลบันดาลให้ทีมชาติไทย มีชัยในนัดนี้
สู่ รางมังคลา กีฬาสถาน
วันที่ 12 ก.ค. 2550 วันที่รอคอย
ผมออกรถไปตั้งแต่บ่ายโมงตรง จาก มศว องครักษ์ ไปถึง ฟิวเจอร์รังสิต แน่นอนว่าผมถือธงชาติไทย + แตรเชียร์ไปด้วย คนแถวนั้นมองผมแล้วหัวเราะคิกคัก เหมือนไม่เข้าใจว่า ผมถือธงชาติเดินทำไม เหมือนรู้ว่า วันนี้ทีมชาติไทยจะลงแข่งนัดสำคัญ ใจเสียเล็กๆ แต่ก็รีบเดินขึ้นรถตู้ สาย รังสิต - ราม1 ทันที
เดินทาง 1.30 ชั่วโมง ถึง หน้าตึก เอฟบีที พี่อั๊น พาผมไปซื้อตั๋ว บรรยากาศตอนนั้น ผมคิดว่าคนมาดูบอลนี้เยอะมาก ดีใจจังเลย ( คงเป็นเพราะผมไม่เคยมาที่สนามเลย จึงประมาณไม่ถูก เห็นคนเดินซื้อตั๋วแค่ไม่กี่ร้อยคนด้านหน้าประตู ก็เห็นเป็นเยอะมากแล้ว ) ผมเห็นพ่อค้าแม่ขาย เร่ขายอุปกรณ์เชียร์ เห็นผู้คนมากมายคาดหัวด้วยธงชาติไทย โบกธงชาติไทย เปาแตรเชียร์ตั้งแต่เกมยังไม่เริ่ม รู้สึกตื่นเต้นมาก
ผมเดินไปตามทางเดิน จากทางเข้าหน้าตึก เอฟบีที ไปถึงตึกศูนย์ฝึกกีฬา นั่งรอเข้าสนามอยู่แถวนั้น พลางชมทัศนีย์ภาพรอบด้านไปด้วย ภาพแห่งพลังเชียร์ไทย ที่ทยอยเดินเข้ามาไม่ขาดสาย (เสียดายที่ไม่กล้องถ่ายรูปครับ งืมๆ รีบจัด เลยหยิบอุปกรณ์เชียร์มา ลืมกล้องไว้ที่หอ) ได้ยินเสียงแตรดัง ปู้ด ปู๊ด ไทยแลนด์ ๆ ผมก็คว้าแตรขึ้นมาเป่าตอบรับ เป่าเป็นจังหวะต่างๆ สลับกันไป สนุกสนาน
สิ่งที่ประทับใจมากอีกอย่าง คือนักฟุตบอลไทย ชุดเตรียมกีฬามหาวิทยาลัยโลก เดินผ่านผมไป ผมเห็นเต็มตาเลย ต่อหน้าผม นักฟุตบอลไทยที่ผมเคยเห็นแต่ในทีวี ไม่ว่าจะเป็น เอกพันธ์ อินทเสน สมปอง สอแหลบ รวมทั้ง จักรกฤษณ์ บุญคำ ที่แต่งชุดธรรมดามาเชียร์เพื่อน
ทั้งยังเห็นภาพของสนามราชมังคลาฯ อันยิ่งใหญ่อลังการเบื้องหน้าผม......... ผมเคยนั่งรถทัวร์สาย กรุงเทพ - ระยอง เพื่อมาสอบที่กรุงเทพบ่อยๆ เวลารถวิ่งขึ้นทางด่วนเส้นออกจากเมือง ผมก็จะมองเห็นสนามราชมังคลาฯ ตั้งอยู่ไกลๆนอกหน้าต่างรถทัวร์เสมอ........... แต่วันนี้แหละ วันนี้ ผมจะได้เข้าไปในสนามที่ผมใฝ่ฝันมาตลอดว่าสักวันจะได้เข้ามา มาเชียร์ทีมชาติไทยของผม
บัตรเข้าชมการแข่งขั้น อยู่ในมือผมแล้ว พอเข้าสู่ช่วงเวลา 17.00 น. ผมกับพี่อั๊นก็พากันเดินเข้าไปในสนาม เดินผ่านซุ้มกิจกรรมต่างๆ เห็นคนเพ้นต์หน้าเพ้นต์ตากัน เห็นเด็กๆใส่ชุดซุปเปอร์แมนที่มีผ้าคลุมเป็นธงชาติไทย ช่างเป็นภาพที่ผมประทับใจเสียจริงๆ และต่างจากการดูฟุตบอลผ่านหน้าจอทีวีทุกนัดที่ผมดู บัดนี้ผมมาอยู่ในสถานที่แข่งขันจริง และกำลังจะได้เชียร์ติดขอบสนาม
ผมเดินไปเข้าห้องน้ำ และได้ยินเสียงเพลงชาติโอมาน ก็รีบออกจากห้องน้ำ วิ่งขึ้นไปบนอัฒจรรย์ ผมนั่งอยู่ที่ฝั่งไม่มีหลังคา ชั้นสอง โซน E ชั้น T เป็นมุมที่เห็นได้ชัดเจนในระดับนึง ไม่กลางสนาม เยื้องๆมาทางซ้าย จำได้ติดตาเลยว่า ภาพของสนามราชมังฯ หญ้าของสนามสวยมากๆ อัฒจรรย์ก็สวย สวยกว่าที่เห็นในทีวีอีกเป็นไหนๆ แล้วมีกลิ่นอายแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ความศรัทธาอยู่ทุกซอกทุกมุม
เสียงเพลงชาติไทยดังขึ้น ผมยืนตรงร้องเพลงชาติไทย เหมือนว่าเพลงชาติไทยที่ผมร้องในวันนี้ ช่างไพเราะ ปลุกใจให้ฮึกเหิม ผมตะโกนร้องสุดเสียง ในท่อนสุดท้ายของเพลงชาติไทย เถลิง ประเทศชาติไทย ทวี มีชัย ชโย หวังว่าวันนี้ ทีมชาติไทยจะ มีชัย และเราจะได้ ชัยโยโห่ร้องกัน
เมื่อทั้งสองทีมเข้าประจำที่ กองเชียร์เตรียมพร้อมที่จะเชียร์สุดกำลัง ผมกวาดสายตามองไปรอบๆสนาม เห็นกลุ่มเชียร์ไทยนั่งอยู่ที่ด้านหลังประตูฝั่งคบเพลิง ทุกคนต่างตีกลอง โหร้องกันตั้งแต่เสียงนกหวีดของกรรมการยังไม่ดัง
แล้วเสียง นกหวีดเริ่มเกมก็ดังขึ้น................... ปรี๊ด...ด....ด !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
ครึ่งแรก อันแสนตรึงเครียด
เริ่มเกมส์มา ไทยและโอมาน ผลัดกันรุกผลัดกันรับ ผมมีสิทธิ์ที่จะมองมุมไหนของสนามก็ได้ตามใจต้องการ เล่นเวฟกับกองเชียร์คนอื่นๆ แรกๆก็ยังไม่กล้าตะโกนเท่าไร แต่พอไปนานๆ ชักเริ่มทนไม่ไหว จำประโยคแรกที่ตัวเองตะโกนออกไปได้เลย เป็นจังหวะที่ ทีมชาติไทย ได้ฟรีคิกระยะไม่ไกล หน้ากรอบประตูโอมาณ เยื้องมาทางขวาเล็กน้อย เข้าทางเท้าซ้ายของสุธี ผมเห็นว่ากำแพงของโอมานมีแค่สองคนยืนอยู่ เลยเก็บอารมณ์ไม่ไหว ตะโกนออกไปสุดเสียงเลยครับ เฮ้ย!!! มันดูถูกเรา ยิงมันเลย พอตะโกนเสร็จ คนรอบข้างผมเค้าก็คงคิดแบบผม เพราะระยะอันตรายขนาดนั้น ดันตั้งกำแพงแค่ 2 คน มันหยามกันเกินไป ( แต่ผมก็เขินนิดๆ ที่ตะโกนออกไปแบบนั้น ) ทุกคนแถวผมก็ตะโกนออกไปเหมือนผม ใช่!!! หยามกันนี่ ยิงเข้าไปเลย ลูกนี้สุธียิงชนกำแพงเต็มๆครับ แล้วโอมานก็เคลียร์ออกไป
ผมเริ่มได้ใจขึ้น มันรู้สึกสนุกมาก ได้ยินเสียงกลอง เสียงแตรของคนอื่น ก็หยิบแตรตัวเองขึ้นมาเป่าบ้าง พอเป่าไปได้ไม่กี่ครั้ง เริ่มมันส์ เป่ารัวเลยครับ ผมเป่าเป็นจังหวะ ไทยแลนด์ๆ ตลอดเกมส์ พอไทยได้จังหวะลุ้นก็เป่ารัวๆ สกัดบอลจากเท้าโอมานได้ก็เป่ายาว..ว..ว รู้สึกมันส์หลุดโลก ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีเรื่องให้คิดอื่นอีก นอกจากสนุกกับเกมส์ฟุตบอลตรงหน้า เป็นช่วงเวลาที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยในชีวิต
จังหวะที่ต้องเครียดไปกับเกมส์ก็มีบ้าง ตอนที่เกมส์ไทยตกเป็นรองโอมาน มันเครียดจริงๆ กดดันด้วย บอกกับตัวเองตลอด และบางทีก็หลุดปากออกไป กันไว้นะเว้ย อย่าให้มันยิงนำได้
ยังมีจังหวะที่รู้สึกเสียดาย มาก.....ก..ก ด้วย คือตอนท้ายครึ่งแรกที่ เทิดศักดิ์ ใจมั่น หลุดเดี่ยวเข้าไปตัวต่อตัวกับผู้รักษาประตูโอมาน โธ่ เว้ย!!! เลี้ยงเข้าไปอีกหน่อยก็ยิงได้แล้ว ไม่น่ารีบยิงเลย โฮ..... ลูกนี้เทิดศักดิ์ ยิงออกไปครับ....
แล้วกรรมการก็เป่ายุติเกมส์ในครึ่งแรกไปเพียงเท่านั้น ใจผมยังเต็นรัวเป็นกลองศึก............. ยังกลัวอยู่
ฉลองชัยชนะ
ในช่วงพักครึ่งแรก ผมลงไปเดินซื้อของกิน พลางวิจารย์กับพี่อั๊น ว่ารูปเกมที่ออกมาพอใจไม๋ เราก็ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าพอใจ รูปเกมสูสี ครึ่งหลังมีลุ้นน่าจะชนะ แต่ก็ยังบอกกันไว้ว่าต้องเผื่อใจไว้ด้วย ถ้าไทยแพ้ยังไง ก็จะเชียร์ทีมไทยต่อไป ผมทั้งคู่ให้สัญญากันไว้ก่อนกลับเข้าไปชมครึ่งหลัง
เริ่มเขี่ยลูกเริ่มเล่นมา ผมก็เอาใหญ่เลยครับ ทั้งเป่าแตรทั้งตะโกน พี่อั๊นที่นั่งเงียบมาตลอดในครึ่งแรก ก็ลุกขึ้นมาโบกธงช่วยข้างๆผม บรรยากาศต ตอนเริ่มครึ่วหลัง ผมรู้สึกว่าจะมีคนทยอยเข้ามาเพิ่มด้วยส่วนนึง จึงคึกคักขึ้นมากกว่าครึ่งแรก
แม้จะมีบ้างที่นักเตะไทยบางคน (ผมไม่ขอเอ่ยนามว่าใคร) ทำผลงานน่าผิดหวัง และมีคนไทยบางกลุ่ม ตะโกนต่อว่า แต่นั่นก็เป็นเพราะความรักชาติ อยากให้ทีมชาติไทยชนะ บวกกับความเครียด ความกดดันอีกด้วย ที่ผ่านไป เกือบ 70 นาทีแล้ว ไทยยังยิงประตูนำไม่ได้ ก่อนหน้านั้นไปส่งลีซอและพิพัฒน์ลงมาเป็นหัวหอกคู่แทน ซิโก้และสุธีแล้ว
............................
ภาพห้วงเวลาประมาณ 3 - 4 วินาที ที่ลีซอ ตวัดเปิดบอลมาหน้าประตู แล้วพิพัฒน์วิ่งสอดขึ้นมาแประยะเผาขนผ่านมือผู้รักษาประตูโอมาน จากนั้นตาข่ายก็ตุงสนั่น เป็นห้วงเวลาที่ผมเกือบลืมหายใจ มันเป็นภาพที่สุดยอดจริงๆ ประตูนั้นเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาผม เป็นมุมเดียวกับที่ผมยืนเชียร์อยู่ ผมตะโกนร้องดีใจเสียงหลง อยากจะกระโดดลงไปกอดเหล่านักเตะทีมชาติไทยเสียจริง แต่ทำไม่ได้ เลยกระโดดไปกอดพี่อั๊น ร้อง เย้ๆๆ ไทยนำแล้ว น้ำตาผมคลอเบ้าโดยไม่รู้ตัว ผมมองไปบนท้องฟ้า ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผมได้ภาวนาขอพรไว้
เหลืออีกแค่ 15 นาที เรากำลังจะชนะ บรรยากาศตอนนั้น ผมยังเป่าแตรเชียร์ต่อไป ความจริงลมผมจะหมดคออยู่แล้ว คอผมแหบแห้งแทบไม่มีเสียง แต่แรงใจทำให้ผมยังมุ่งมั่นเชียร์ต่อไป พี่อั๊นหันมาหาผม กระซิบบอกผมว่า เราต้องได้ลูกที่สองนะอ้ำเราถึงจะเบาใจ เวลานั้นเป็นจังหวะเดียวกับที่ โกสินทร์ เปิดบอลยาวจากหน้าโกล้ มาตกใส่หัวของลีซอ โหม่งชิงเข้าไปหาพิพัฒน์ วิ่งแซง 2 กองหลังโอมาน เสี้ยววินาทีที่พิพัฒน์ง้างเท้าซ้ายนั้น ผมยกมือขึ้นดีใจก่อนทันที
..........................เข้า!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!........................ ว้ากกกกกก กว้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก 2 - 0 แล้ว คราวนี้ผมไม่กอดคอพี่อั๊น เพราะพี่อั๊นแกลุกขึ้นเฮไปไหนต่อไหนแล้ว ผมเลยไม่เกาะคอคนข้างๆ ทั้งๆที่เพิ่งรู้จักกันแค่ช่วงครึ่งแรกของเกม พี่คนนั้นเค้าก็กอดผม ไม่มีช่วงเวลาไหนที่ผมจะมีความสุขเท่านี้อีกแล้ว
ถ้าเวลานี้ ผมดูอยู่ที่หน้าจอทีวี ผมคงดีใจ แต่คงไม่มีความสุขขนาดนี้ ผมได้ทำหน้าที่ของผมอย่างดีที่สุด ผมได้มาเป็นส่วนหนึ่งในเกมส์แห่งประวัติศาสตร์ที่ใครหลายคนมองว่าไทยคงแพ้ แต่วันนี้เราสร้างปาฏิหาริย์ได้ เราชนะได้!!! ผมได้ตะโกนเชียร์ทีมชาติไทยที่ผมศรัทธามาตลอดทั้งชีวิต เหมือนว่านักฟุตบอลไทยทุกคน ได้ยินเสียงตะโกนเชียร์ของผม
ช่วงเวลาที่เหลืออีก 10 นาที ผมไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว นอกจากความดีใจ ประทับใจ ปลาบปลื้มใจ ได้มองไปหากองเชียร์คนอื่น รอยยิ้มเหล่านั้น เสียงหัวเราะเหล่านั้น เราต่างก็เต้นแร้งเต้นกาลืมตัวเองกันไปทุกคน มันคือสายใยแห่งความสุขที่คลอบคลุมไปทั่วสนามราชมังฯ และคงจะครอบคลุมไปทั่วทั้งประเทศไทย ณ เวลานั้น
เสียงนกหวีดหมดเวลาดังขึ้น ผมกระโดดลิงโลดด้วยความดีใจ....ยิ้ม... ผมทั้งยิ้มทั้งหัวเราะอยู่นานกว่าครึ่งชั่วโมง น้ำตามันจะไหลออกมา ผมพยายามกลั้นไว้ มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริงๆ และนี่ก็เป็นครั้งแรกด้วย ที่ผมได้เข้ามายืนตรงนี้ ณ สนามราชมังคลา กีฬาสถาน แห่งนี้.............. ครั้งแรกที่ประทับใจไปนานแสนนาน
หลังออกมาจากสนาม ผมเห็นการเฉลิมฉลองกันอยู่ทั่วทุกมุมของลานด้านนอกสนาม มันยังคงทำให้ผมหัวเราะได้ตลอด ผมดีใจจริงๆ ดีใจอย่างบอกไม่ถูก เห็นคนไทยรอบๆข้างหัวเราะ ยิ้มอย่างมีความสุขเหมือนๆผม ชาวโอมานยืนจับมือ ชูฮกให้คนไทย แล้วก็ยิ้มอย่างมีน้ำใจนักกีฬา มันเป็นภาพที่น่าตื้นตันใจ กีฬา สร้างความสามัคคีให้คนทั้งโลกจริงๆ ไม่ว่าจะเชื้อชาติไหน
ผมนั่งรถตู้กลับไป มศว อย่างมีความสุข แม้ว่าจะพลาดรถเที่ยวสุดท้าย จนต้องรอกลับกับรถตู้ชาวบ้านดึกๆดื่นๆเที่ยงคืนแล้วก็ตาม เมื่อกลับไปถึง มศว ผมก็เดินไปที่หอพัก เห็นคนยังตื่นกันอยู่ ทุกคนต่างพูดถึงบอลไทย คุณยามเฝ้าหอเห็นผมกลับมาเขาก็ยิ้มให้ แล้วบอกกับผมว่า เพราะมีคนอย่างน้องไปโบกธงในสนามไง ทีมชาติไทยถึงชนะ ผมก็ยิ้มให้เขา ผมรู้ทันทีว่าวันนี้ คุณยามที่เคยเล่นพนันข้างอีรักเมื่อนัดที่แล้ว ก็มีความสุขเช่นกัน ในหอพักทุกๆคนต่างมีความสุข
ผมกลับไปถึงห้อง บิดลูกบิดเข้าไป เจอเพื่อนร่วมห้องอีกสามคน นั่งรอผมอยู่ ทั้งหมดสามคนปรบมือให้ผม ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม แทนคำพูดว่า ยินดีด้วยและขอต้อนรับกลับมา เพื่อน..........................
หากย้อนกลับไปวันที่ 13 ก.ค. หากผมคิดเพียงแค่ว่าจะลืมๆมันไปซะ และไม่คิดที่จะมาราชมังฯ เหมือนที่คนอื่นๆในมหาวิทยาลัยเขาคิดกัน ผมคงไม่มีความสุขขนาดนี้ ผมภูมิใจ ที่วันนั้น ได้ตัดสินใจมาเชียร์ ไม่ผิดหวังจริงๆ
จากเหตุการณ์ในวันนั้น รุ่งเช้ามา ทุกๆคนต่างเริ่มปรึกษากันเรื่องจะไปเชียร์ทีมชาติไทย ในนัดที่จะพบกับ ออสเตรเลีย วันจันทร์หน้า
ผมเองก็ดีใจนะ แต่ว่ายังมีคำถามหนึ่ง เกิดขึ้นในใจผม ทำไม? ต้องรอให้ทีมชาติไทย ชนะด้วยเหรอ ถึงคิดจะไปเชียร์กัน ทำไมไม่ไปเชียร์ยามช่วงที่ทีมชาติกำลังคับขันและต้องการกำลังใจจากเรามากที่สุด เหมือนกับ ผม พี่อั๊น และพลังเชียร์อีกเรือน 2 หมื่นชีวิต ที่ราชมังคลา กีฬาสถานในวันนั้น วันที่ 12 กรกฎาคม พุทธศักราช 2550 วันแห่งชัยชนะทีมชาติไทย วันที่ผมจะจดจำ ไปจนตาย
|