• สัปเหร่อใบไม้ร่วง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : robzombie996@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-12-17
  • จำนวนเรื่อง : 2
  • จำนวนผู้ชม : 747
  • จำนวนผู้โหวต : 0
  • ส่ง msg :
ฆาตกรรมวรรณกรรม
รวบรวมเรื่องสั้น นิยาย ไปจนถึงงานเขียนของผมเองในสไตล์ที่เรียกกันว่า "ฆาตกรรมวรรณกรรม" การฆ่าห่ำหันด้วยภาษา เนื้อหาที่โหดร้าย ไปจนถึงการเชือดเฉือนอารมณ์ กมลสันดานของมนุษย์ผ่านความคิดและท่วงทำนองภาษาของ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/slayer
วันอังคาร ที่ 18 ธันวาคม 2550
ความลับ (เรื่องสั้น)
Posted by สัปเหร่อใบไม้ร่วง , ผู้อ่าน : 157 , 15:53:42 น.  
พิมพ์หน้านี้


"โป๊ก"

                “โอ๊ย เฮ้ยอะไรกันวะ อะไรวะเนี้ย

                เสียงร้องโอดครวญของชายฉกรรจ์ดังลั่นสะท้านหู ทำเอาผมทนไม่ได้ แต่ความจริงหากเป็นเราตื่นขึ้นมาที่ได้เห็นสถานที่นี้ ตัวเราเองคงมีพฤติกรรมไม่ต่างกับหมอนี่เท่าไหร่

                “ที่นี่ที่ไหนวะแม่งห่าเอ๊ย โว้ยยยยยยยย มืดฉิบ ใครก็ได้เปิดไฟที เปิด”

                “เอ้อ คุณครับ ใจเย็นๆ ก่อน”

                เสียงพลันหยุดลง แต่กลับมีมือถลาเข้าคว้าคอเสื้อผมได้อย่างแม่นยำ แรงกระชากทำเอาผมกระดูกคอผมเกือบเคล็ด จากนั้นเสียงตะโกนอย่างคลุ้มคลั่งก็ดังขึ้นอีกครั้ง

                “ที่นี่ที่ไหนวะระยำเอ๊ย มึงเอากูมาไว้ที่ไหนทำไมมันมืดแบบนี้วะ ตอบมานะโว้ย ไม่งั้นกูจะกระทืบปากให้หาแดกไม่ได้เลยไอ้สัตว์”

                “เอ้อ.........แค่กๆ................คุณ ผมว่าคุณสงบสติอารมณ์ก่อนดีกว่า หากคุณเอามือรัดคอเสื้อผมแบบนี้ จะให้ผมเล่ายังไงล่ะ ใจเย็นนนนนนนนนน”

                มันยังคงจับคอเสื้อผมและแหกปากตะโกนไม่หยุด สักพักจึงหยุดพร้อมกับเสียงหอบ ท่าทางแม่งคงเหนื่อยแล้ว ก็สมแล้วล่ะ ห่าตื่นมาเสือกทะลึ่งโวยวายซะขนาดนั้น

                “คุณเป็นยังไงบ้างครับ”

                ผมถามไปตามมารยาท เพราะท่าทางแล้ว ผมคงต้องติดอยู่กับไอ้บ้านี่อีกนาน

                “แฮ่ก แฮ่ก โทษที เมื่อกี้ผมบ้าไปหน่อย ปกติผมไม่ค่อยได้อยู่คนเดียวตามลำพังท่ามกลางความมืดคือผมค่อนข้างกลัวมืดน่ะครับ สมัยเด็กๆ ผมถูกแม่ทำโทษโดยการขังไว้ในตู้เสื้อผ้าก็เล่นทำให้ผมระแวงกลัวความมืดไปเลย”

                มันค่อยๆ นั่งลงกับพื้นช้าๆ ด้วยท่าขัดสมาธิ มันเงียบไปนานโขอยู่ เหมือนกับว่ามันกำลังรอให้สายตาชินกับความมืดเพื่อสังเกตดูสภาพแวดล้อมขณะนี้และเพื่อมองเห็นผม ไม่เลวไอ้นี่ ฉลาดพอตัว

                “โอเค ผมว่าคุณน่าจะทำใจได้แล้ว ความจริงตอนแรกที่ผมตื่นขึ้นมาเจอสภาพแบบนี้ ผมก็ไม่ค่อยแตกต่างจากคุณเท่าไหร่หรอกครับ ผมเจตจำนงครับ เรียกสั้นๆ ว่าเจตก็ได้ครับ”

                “สวัสดีครับ ผมสิทธิเดช แปลงคันศรครับ”

                ผมสะดุ้งเล็กน้อย

                “เอ๊ย สิทธิเดช แปลงคันศร นี่มันชื่อทนายความคนดังของประเทศเลยนี่นา กูว่าแล้วทำไมเสียงมันคุ้นๆ วะ ยินดีครับที่ได้ใกล้ชิดคนดัง”

                “แฮะๆ”

                เสียงหัวเราะแห้งๆ ที่เค้นออกมาจากลำคอของทนายความหนุ่มชื่อดัง กระแอมออกมาพอเป็นพิธี

                “เอ้อคุณ เจตครับ ว่าแต่ ที่นี่มันที่ไหนเหรอครับ ทำไมผมถึงมาติดอยู่กับหลุมแคบๆ นี่ได้”

                สมแล้วที่เป็นทนายหนุ่มชื่อดัง เพียงแค่แป๊ปเดียวก็ใช้ศัพท์เรียกสถานที่ตอนนี้ได้อย่างเหมาะสมหลุมเพราะมันทั้งแคบ ทั้งอับ เหม็นคาวกลิ่นสาบบางอย่าง อีกทั้งยังรู้สึกชื้นๆ

                “ผมเองก็จำอะไรไม่ค่อยได้หรอกครับ จำได้นิดหน่อยว่า ผมเอ้อ...........แฮะๆ ผมกำลังเที่ยวผู้หญิงอยู่น่ะครับ แล้วอยู่ๆ ผมรู้สึกว่าห้องมันไหวๆ แต่แล้วอยู่ๆ ตึกก็สั่นอย่างแรงขึ้นมา เศษอิฐเศษปูนพังทลายทับลงมาใส่คู่นอนผม ผมจึงรีบคว้ากางเกงได้ตัวเดียว หนีออกมาจากห้อง จากนั้นผมก็ไม่รู้สึกอะไรอีก จนมาติดอยู่ในหลุมกับคุณนี่แหละ”

                “มิน่า คุณถึงได้ใส่กางเกงเพียงตัวเดียว”

                “ผมว่าคุณก็ไม่ต่างจากผมเท่าไหร่หรอกมั้ง”

                ย้อนเข้าให้ 1 ดอกเงียบไปเลยซิมึง

                “อื้ม ผมชักจำได้ลางๆ แล้วว่าผมเองวันนั้นผมเข้าไปทำธุระที่โรงแรมซูส ระหว่างที่คุยๆ อยู่ผมก็จำอะไรไม่ได้เลย”

                มันเงียบไปพักหนึ่ง เหมือนกำลังใช้ความคิด สักพักจึงได้ออกความเห็นที่น่าสนใจขึ้นมา

                “เท่าที่ฟังคุณเจตเล่ามาสักครู่ ผมว่าอาจจะเกิดแผ่นดินไหวอย่างหนักจนทำให้ซากอาคารถล่มลงมาทับผมกับคุณเข้าพอดีในห้องลอบบี้”

                “อี้ม ใช่ๆ ก่อนที่ผมจะสลบ ผมวิ่งมายังห้องลอบบี้พอดี”

                จากนั้นความเงียบก็เข้าปกคลุม

12 ชั่วโมงผ่านไป

                “หลับรึยัง”

                “ยังครับ? ทำไมเหรอ”

                “ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมแค่รู้สึกสงสัยว่าป่านนี้ข้างนอกมันกี่โมงแล้วเท่านั้นแหละ”

6 ชั่วโมงผ่านไป

                “ตอนเด็กๆ ตอนที่ผมไม่สบายหนักจนเป็นไข้นอนซมอยู่กับบ้าน ผมนอนฝันเห็นเสมอว่า กำแพงเพดานค่อยๆ หล่นมาทับมันเหมือนจริงมากทำเอาผมกลัวจนขี้ขึ้นสมอง แต่ผมก็รู้เสมอว่ามันไม่มีทางมาทับผมได้แน่นอน เพราะมันเป็นเพียงแค่ฝันเท่านั้น”

                “เหรอครับ”

                ผมตอบไปอย่างเรียบง่าย ผมเพลียเกินพอที่จะพูดคุยถามตอบอะไรมากไปกว่านี้ ผมต้องสงวนพลังงานเอาไว้ให้มากที่สุดทนายความหนุ่มคิด

                “แล้วคุณล่ะ คุณเคยคิดไหมว่าคุณจะมาติดอยู่ในหลุมบ้าๆ นี่ เอ๊ะไม่ซิ ติดอยู่ในซากนรกส้นตีนนี่”

                หัวข้อค่อยชวนน่าสนทนาหน่อย ยังไงเราก็ไม่รีบไปไหน คุยแก้เซ็งสักนิดคงไม่ทำให้พลังงานเสียไปเท่าไหร่หรอก

                “ไม่เคยเลย ชีวิตผมประสบความสำเร็จมาตลอด ทำงานว่าคดีครั้งหนึ่งได้เงินมากกว่ามนุษย์เงินเดือนหน้าโง่ทำงานเช้าตอกบัตรเย็นตอกบัตรไม่รู้กี่สิบเท่า ใครจะไปรู้ว่าชีวิตที่กำลังรุ่งอยู่ขณะนี้ อยู่ๆ ก็จะมาเจอมรสุมโหด แต่ผมว่าอีกไม่นานหน่วยกู้ภัยคงจะมาช่วยเหลือเราแล้วล่ะ”

                “อืม ผมก็ภาวนาให้มันเป็นแบบนั้น ถึงแม้โรงแรมนี้จะกันดานมากก็เถอะ แต่โรงแรมถล่มทั้งที น่าจะมีสื่อมวลชนจมูกไวชอบข่าวหายนะดมกลิ่นรู้บ้างล่ะ”

10 ชั่วโมงผ่านไป

                “หิวว่ะ แสบคอกระหายน้ำนาทีนี้กูยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับหยดน้ำไม่กี่หยดเศษขนมปังหรือสักนิดก็พอ”

                “อืม ผมก็หิว ว่าแต่ในหลุมนี่ ก็ไม่ได้แคบอะไรมากนัก คุณสำรวจทั่วรึยัง”

                “ผมมองทั่วแล้วนะ ไม่เห็นมีอะไรนอกจากเศษอิฐเศษปูน และเศษวิทยุพังตรงมุมโน้น”

                ทนายสิทธิเดชลุกขึ้นหันมาจ้องหน้าผมฉับพลันด้วยท่าทีลกลี้ลุกลน

                “คุณว่าอะไรนะ เศษวิทยุ แล้วทำไมก่อนหน้านี้คุณไม่บอกผมว่ามีเศษวิทยุอยู่ตรงนั้น”

                “เอ้า! ผมจะไปรู้ได้ยังไงเล่า ว่าคุณอยากได้วิทยุ จะให้ผมรายงานกับคุณทุกอย่างเหมือนรายงานยอดบัญชีบริษัทให้สมกับเป็นมนุษย์เงินหน้าโง่ต็อกต๋อยใช่ไหมพ่อทนายดัง”

                มันไม่ต่อปากต่อคำต่อ มันกลับถลาเข้าไปหยิบวิทยุมานั่งถอดๆ ใส่ๆ เสียงดังกุกกักๆ

                “นี่พ่อคนเก่ง มันเน่าขนาดนั้นแล้ว คุณจะไปทำอะไรกับมันอีก”

                “คุณเจตผมว่าคุณนอนเงียบๆไปเถอะ หากไม่คิดจะช่วยล่ะก็”

                “โอ๊ย คุณพี่ขา ของมันเสียอยู่เห็นๆ จะไปทำอะไรกับมันได้”

                พริบตา เสียงของวิทยุก็ค่อยๆ ดังขึ้น

                “เฮ้ยๆ................สุดยอด มีเสียงแล้ว”

                “ชู่วววว เงียบๆ หน่อย”

                ทนายหนุ่มค่อยๆ เลื่อนปุ่มหมุนหาคลื่นเสียงเปลี่ยนจากชัดบ้างซ่าบ้างสลับกัน จนในที่สุดมีเสียงรายงานข่าวที่พอฟังได้แม้จะมีคลื่นแทรกบ้าง แต่นับว่าชัดกว่าทุกๆ คลื่นที่ผ่านมา

                “ประชาชนในขณะนี้ตื่นกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่ว่ายังไงก็ขอให้ประชาชนที่อยู่ในจังซ่า..............ดังกล่าว หลบเข้าเขตที่ทางรัฐกำหนดให้ ส่วนประชาชนทั่วไปขอให้อยู่กับบ้าน ปิดประตูหน้าซ่า...............อย่าเปิดต้อนรับคนแปลกหน้าเด็ดขาด ทางรัฐบาลกำลังเจรจาต่อรองกับอเมริกาเพื่อซ่า.......................ในสงครามครั้งนี้แน่นอน ท่านนายกยอมรับแล้วเหรอครับว่าครั้งนี้เป็นสงซ่า............................ แน่นอนครับ ถึงกระนั้นอยากให้ประชาชนอย่าตื่นตระซ่า..........................................................................................”

                “เฮ้ย อะไรวะ ไม่เห็นรู้เรื่อง สงครามบ้าบออะไรกัน นี่คุณเปิดคลื่นเจอละครวิทยุรึเปล่าเนี้ย”

                ทนายสิทธิเดชเงียบไม่ตอบคำถาม ผมเพ่งไปยังใบหน้าของทนายหนุ่ม กลับเห็นสีหน้าที่หวาดกลัวที่แสดงออกมาอย่างปิดไม่มิด

                “เอ้อ เป็นอะไรรึเปล่า”

                “อ้อ ไม่เป็นอะไรครับ”

                “แต่ฟังเสียงคุณสั่นๆ นะ”

                “เย็ดแม่ง”

                “อะไรนะครับ เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะ”

                “ผลัก” 

                กำปั้นของทนายหนุ่มชกเข้าใบหน้าผมทันที เหมือนมันไม่รอช้า หมัดหลายสิบหมัดก็กระหน่ำเข้าชกใส่ผมนัวเนีย

                “มึงเป็นห่าอะไรเนี้ยแม่งเอ๊ย”

                ผมระเบิดความโกรธออกมา ถีบเข้ายอดอกทนายหนุ่มกระเด็นไปติดข้างฝาอีกฝั่ง จากนั้นจึงพุ่งกำปั้นใส่ใบหน้าไอ้ระยำนั่น ไอ้เวรนี่ยังโต้ตอบ สักพักแรงมันก็ค่อยๆ หมด ผมจึงกระชากคอเสื้อมันขึ้นมาพร้อมทั้งตะโกนใส่หน้า

                “มึงเป็นเหี้ยอะไรไอ้สัตว์ อยู่ๆ มาชกกูห่าเอ๊ย เห็นกูอย่างงี้กูเคยเรียนมวยไทยนะ เป็นส้นตีนอะไร”

                มันตอบสวนขึ้นมาทันควัน

                “ไอ้ควายเอ๊ย มึงไม่ได้ยินรึไง ข้างนอกมันเกิดสงคราม สงครามน่ะเข้าใจไหมสงคราม ที่โรงแรมนี้ถล่มไม่ใช่แผ่นดินไหวแล้ว แม่งโดนระเบิดแหงๆ ควยเอ๊ย กูจะรอดไหมเนี้ย เย็ดแม่ง ไอ้สัตว์กูยังไม่อยากตาย ระยำ โว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยย”

                ผมค่อยๆ ปล่อยมือจากคอเสื้อไอ้ทนายโง่นั่น ผมนั่งลงกับพื้นอย่างหมดสิ้นความหวัง

                “แบบนี้ก็แปลว่า เราต้องติดอยู่ที่นี่ไปจนตายใช่ไหม จะไม่มีหน่วยกู้ภัยมาช่วยเราแล้วใช่ไหม”

                มันเป็นคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบใดๆ กลับมานอกจากความว่างเปล่า

5 ชั่วโมงผ่านไป

                “เอาวะ ยังไงกูก็ต้องตายอยู่แล้ว กูมีเรื่องจะเล่าให้มึงฟังให้มึง’”

                ผมลุกขึ้นนั่งจับเข่าทนายหนุ่ม

                “อะไร มึงจะเล่าอะไร”

                “สมัยที่กูพึ่งเรียนจบ กูมีแฟนสาวคนหนึ่ง คบกันมาตั้งแต่อยู่ปี 1 ระหว่างนั้นกูกับหล่อนรักกันมาก ตลอดที่คบกัน 3 ปีไม่เคยนอกใจกันแต่อย่างใด”

                “แค่นี้เหรอที่มึงจะเล่า”

                “ไอ้เหี้ย มึงฟังกูจบก่อนดิวะ แต่แล้วอยู่ๆ อีดอกนั่นก็ท้อง เย็ดเหี้ยกูพึ่งปี 3 เองอนาคตยังอีกไกลจะมาจบเพราะอีเปรตนี่เหรอ กูเลยพาอีห่านี่ไปทำแท้ง มึงรู้ไหมแค่นี้น่าจะจบ แต่กูมารู้ที่หลังว่า ลูกในท้องอีดอกนี่ไม่ใช่ลูกกู ระยำแม่งเสือกเป็นลูกเพื่อนสนิทกู กูถูกสวมเขามา 3 ปีเต็มกูเรียนจบ แต่กูไม่เคยลืมความแค้นนี้ อีดอกนี่ก็ยังไม่รู้ว่ากูรู้มาตลอดว่าอะไรเป็นอะไร จนกระทั่งวันหนึ่ง กูนัดเพื่อนระยำนี่มาบ้านช่วงวันหยุด กูใช่ไม้กอล์ฟหวดเข้าขมับไอ้เหี้ยนั่นเต็มเหนี่ยวล้มพับเลยโคตรสะใจส่วนอีดอกนั่นถูกกูผูกมัดกับเก้าอี้ ให้แม่งถ่างตาดูกูจับไอ้เพื่อนเหี้ยนั่นเอามีดชำแหละเป็นชิ้นๆ อีห่านั่นมันคงนึกไม่ถึงว่าวันนั้นคือวันตายของมัน”

                “นี่มึงฆ่าคนตายเหรอวะ”

                “เออซิ ไอ้คนเหี้ยๆ ลวงโลกอย่างชายโฉดหญิงชั่วแบบนั้นสมควรตายแล้ว ปล่อยไว้ก็หนักแผ่นดิน”

                “เฮ้ออออออออออ ค่อยยังช่วยหน่อย คราวนี้กูก็นอนรอความตายได้อย่างสบายใจแล้ว ได้ระบายซะทีอัดอั้นมานาน”

                ทนายหนุ่มตัวสั่นสะเทิ้ม จากนั้นจึงพุ่งปราดเข้ามาหาด้วยความเร็วพร้อมทั้งเอามือจับไหล่เขย่าตัวผม

                “เฮ้ยๆ มึงฟังกูเล่าบ้างดิ กูมีเความลับจะเล่าให้มึงฟังเหมือนกัน”

                ผมเอามือปัดจากมือทนายหนุ่มทันควันพร้อมทั้งส่ายหน้า

                “ไม่เอาโว้ย ทำไมกูต้องฟังมึงวะไอ้สัตว์จะไปตายห่าทีไหนก็ไปดิ แม่งรำคาญโว้ย”

                “อะไรวะ ทีมึงเล่ากูยังฟังเลย ฟังกูหน่อยจะเป็นไรไปวะ กูเองก็เคยฆ่าคนเหมือนกันนะโว้ย”

                ผมชักสนใจในเรื่องที่มันจะเล่าขึ้นมาทันใด

                “พูดเป็นเล่นหน้าละอ่อนอย่างมึงน่ะเหรอจะเคยฆ่าคน”

                “แน่นอน วันนั้นเป็นวันครบรอบแต่งงานเมียกู กูกับเมียแต่งงานมา 7 ปีแล้ว ตอนแรกก็รักกันดีแต่กูติดบอล เสียเป็นสิบๆ ล้านอีดอกนั่นแม่งรวยจะตายห่ากูขอยืมนิดหน่อยใช้หนี้อีสัตว์เสือกงกไม่ยอมให้ กูเลยไม่มีทางเลือกเลยต้องฆ่าเอาประกันและฮุบธุรกิจอสังหาแม่งมา เรื่องเอกสารอะไรนั่นสบายกูอยู่แล้ว กูเป็นทนายนี่หว่าแต่ธุรกิจและประกันทุกอย่างจะเป็นของกูได้ก็ต่อเมื่อเมียกูป่วยตายหรือไม่ก็หายสาบสูญ กูเลยต้องฆ่าแม่งแล้วเอาศพไปซ่อน ไอ้พวกตำรวจหน้าโง่สงสัยกูแต่ไม่มีปัญญาจะจับกูว่ะโคตรจะขำ ห่าแล้ววันที่ตึกถล่มอีก 2 สัปดาห์ก็จะหมดอายุความอยู่แล้ว กูกะจะเอาเงินทีได้มาใช้อย่างสบายใจซะทีซวยฉิบ”

                “อ้าว ศพเมียมึงอยู่ๆ ก็หายสาบสูญไปเหรอวะ”

                “มันจะหายไปได้ยังไงเล่าไอ้ควาย กูก็เอาไปซ่อนดิ”

                “เก่งนี่หว่าซ่อนยังไงวะ ตำรวจหาไม่เจอ”

                “มันแน่อยู่แล้ว ก็กูเอาศพซ่อนใต้จมูกพวกแม่ง เอาศพอีนี่ไปฝังไว้ในกำแพงบ้านกูเอง ห่าเหนื่อยฉิบหายกูต้องเตรียมการสั่งปูนแข็งเร็วพิเศษเก็บไว้เป็นปีๆ กว่าจะได้ใช้”

                “อ้าวนั้นเฮ้ยจะลุกไปไหน”

                ผมค่อยๆ ลุกขึ้นยืน จากนั้นจึงตะโกนเสียงดัง

                “ทุกคนได้ยินแล้วนะ ทุกคนปฏิบัติการทันที”

                สีหน้าของทนายความหนุ่มเต็มไปด้วยความงุนงง

                “เอ้า เปิดซะทีซิวะกูจะได้ลงไปสักที หิวนะโว้ย ไม่ได้กินอะไรเป็นวันๆ เนี้ย”

                พื้นคอนกรีตที่ดูหนา อยู่ๆ ก็ค่อยๆ เปิดออก แสงไฟลอดเข้ามาในห้องมืด

                “อ้อ คุณทนายความสิทธิเดชครับคุณถูกจับแล้วครับ ในข้อหาฆ่าคนโดยเจตนา”

      ผมค่อยๆ ก้าวลงจากหลุมมืดนั้นอย่างช้าๆ ทิ้งความงุนงงและความลับที่ถูกเปิดเผยเอาไว้ในหลุมนั้น และแล้วความเงียบก็เข้าปกคลุมอีกครั้ง

บันทึกท้ายเรื่อง

ลองเขียนเรื่องสั้นหักมุมดูน่ะครับ ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ จุดเสียเพียบแต่ก็เป็นผลงานชิ้นแรกๆ สมัยที่ผมเรียนหนังสืออยู่


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4
พระเจ้าแปร วันที่ : 20/12/2007 เวลา : 11.55 น.
http://www.oknation.net/blog/satokob

ใหม่ถอดด้ามครับ เหมียนกันๆ
ความคิดเห็นที่ 3
ToeflThailand วันที่ : 19/12/2007 เวลา : 12.11 น.
http://www.oknation.net/blog/ToeflThailand
แวะมาทักทายกันหน่อยซิครับ :) 

แวะมาทักทายเพื่อนชาว Blog
หากมีเวลา…ลองแวะไปเยี่ยมและ comment
ใน Blog ของผมนะครับ 
================================
เรียนภาษาอังกฤษ, สอบ TOEFL , ศึกษาต่อต่างประเทศ คลิกที่นี้ !!! http://www.ToeflThailand.com
ความคิดเห็นที่ 2
ผักบุ้งไฟแดง วันที่ : 19/12/2007 เวลา : 11.35 น.
http://www.oknation.net/blog/nong9396
อยากให้ทุกวันเป็นวันที่ดี  และโลกนี้สวยงาม


มาทักทาย
ความคิดเห็นที่ 1
คนลุ่น้ำของ วันที่ : 18/12/2007 เวลา : 19.16 น.
http://www.oknation.net/blog/okj
นักสู่ลุ่มน้ำโขง ขอเชิญทีเว็บผมบ้างนะครับ why is who is her harbour will love ? draws a person ? her arrives at to are flirt or , only laugh laugh with me this person but [ T letter ] , she doesn't love or , be formed funny beg for sheนักข่าวอาสามาแลัวครับท่าน


ดีครับแวะมาอ่าน
ขอเชิญทีเว็บผมบ้างนะครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31