|

เปิดความในใจนามปากกา โสดาบัน ********************* พระอริยบุคคลชั้นต่าง ๆ มีความแตกต่างกัน ตำรากล่าวว่า พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิได้ แต่ยังละราคะและโทสะไม่ได้ พระสกิทาคามีละสักกายทิฏฐิได้ และสามารถทำราคะและโทสะให้ เบาบางลงบ้าง พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิได้ ละราคะและโทสะได้ แต่ยังละอวิชชา ไม่ได้ พระอรหันต์คือ ผู้ละอวิชชาและกิเลสทั้งหลายทั้งปวงได้
กล่าวโดยสรุปแดนนิพพานมี ๔ ระดับ ต่ำสุดคือ โสดาบัน สูงสุดคือ อรหันต์ ผู้หมดเชื้อไม่มาเกิดอีกแล้ว ส่วน ๓ ระดับถัดลงไป ต้องมาเกิดอีกเพราะยังมีกิเลสเป็นเชื้ออยู่ เคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งแล้ว บุคคลไม่ว่าจะเป็นฆราวาส หรือพระภิกษุจะ บรรลุเข้าแดนนิพพานต่ำสุดคือ โสดาบันนั้นต้องละให้ได้ ๓ อย่าง คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉาและสีลัพพตปรามาส ในหัวข้อทัศนะของพุทธทาส หลวงพ่อชุมพล พลปุญฺโญ กล่าวไว้ในหนังสือ สันติรำลึก ว่า การละสักกายทิฏฐิในภาคปฏิบัตินั้น ผู้ที่ละได้ ย่อมจะมองทุกสิ่งทุกอย่าง ตามอาการที่มันเป็นจริง ไม่ใช่มองอย่างที่เราอยากให้มันเป็น เมื่อมอง สิ่งทั้งปวงตามความเป็นจริง ย่อมจะเห็นสภาพตามความเป็นจริงของสังขาร ได้อย่างชัดเจนคือ สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ สังขาร ทั้งปวงเป็นอนัตตา ย่อมจะเห็นตามความเป็นจริงว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น เป็นธรรมดา แล้วย่อมดับไปเป็นธรรมดา แต่ปุถุชนทั้งหลายย่อมมองสังขารทั้งปวงอย่างที่ตัวเองอยากให้เป็น จึงยัง ยึดอยู่ในส่วนลึกของจิตว่า สังขารทั้งปวง เที่ยง เป็นสุข และเป็นตัวตน ของเรา ตรงกับความเห็นของ ท่านพุทธทาสภิกขุ ที่ได้กล่าวไว้ว่า ความเห็นว่ากายนี้เที่ยงแท้เป็นของตน ก่อให้เกิดความไม่สงบ อย่างที่ เห็นได้ไม่ยาก การร้องไห้ ความรัก ความเกลียด ความหึงหวง ความ โกรธ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนมีมูลมาจากความเห็นว่ากายนี้เป็นของตน ซึ่ง ทำให้พลอยรวมเอาของที่เนื่องกับกายของตนมาเป็นของ ๆ ตนไปด้วย อีกต่อหนึ่ง จึงยากที่จะ เป็นผู้ละได้ บางคนอาจจะสงสัยว่า ที่ผู้เขียนกล่าวความมาทั้งหมดนั้น แสดงว่าตน เองเป็นผู้ละได้แล้วหรือ ? ถึงได้เที่ยวบอกผู้อื่น ขอแจ้งให้ทราบว่า ขณะนี้ผมเป็นเพียงผู้ที่กำลังศึกษา กำลังฝึกปฏิบัติ ยังไปไม่ถึงไหน ยัง มีอุปาทานติดคุกในขันธ์ ๕ มั่นคง นามปากกาที่ตั้งไว้ก็ไม่ได้บอกว่า ตนเองบรรลุถึง โสดาบันแล้วนะครับ แค่เป็น ธง เป้าหมายว่าจะเดินไป ในเส้นทางนี้ก่อนหมดอายุขัย ขอความกรุณาอย่าเข้าใจผิด ผมเหมือนพระบวชใหม่ พรรษาแรกแค่นั่ง ท่องจำเอาไว้ได้ก็นับว่าดีนักหนาแล้ว ที่หมั่นเขียนก็เพราะอยากหาผู้ ร่วมเดินทางจะได้ไม่ว้าเหว่ มีปัญหาก็ปรึกษาหารือช่วยเหลือกัน ป้องกัน การเดินหลงทาง ผมขอเป็นตัวของตัวเองเล็ก ๆ ไม่ดัดจริตเป็นไปตามคนอื่นใหญ่ ๆ ผม ไม่มีหน้าที่ไปจัดระเบียบความคิดคนอื่น แต่พยายามทำหน้าที่มาจัด ระเบียบความคิดของตัวเอง ชีวิตคือการแก้ปัญหาทั้งกายและจิตของตัวเอง พยายามหยั่งรู้ เฝ้าดูกิเลส ของตัวเอง ดีกว่าไปอ่านเรื่องการหมดกิเลสของคนอื่น ซึ่งหาความเจริญ รุ่งเรืองให้แก่ตนเองไม่ได้แล้ว ยังเป็นตัวถ่วงให้เกิดความล้มเหลวในชีวิต ผมยังจำคำของหลวงปู่หล้าได้ ท่านบอกว่า เมื่ออ่านตำราแล้ว รู้แล้ว เข้าใจ แล้ว ให้วางตำราเสีย หันมาฝึกปฏิบัติอย่างเดียวจึงจะเป็นประโยชน์ต่อ ตัวเรา พยายามมองใจเรา ฝึกฝนใจเรา พึ่งใจเราดีกว่าพึ่งคนอื่น.
|