|

หนึ่ง - อายุที่ทรงผนวช พระองค์เสด็จออกทรงผนวชในปีที่มีพระชนมายุ 29 ปีนั้นเอง
สอง - ใคร่ครวญถึงธรรม(ความจริง) มูลเหตุที่พระองค์ออกผนวช ในอรรถกถามหาปทานสูตร กล่าวว่าได้ทอดพระเนตรเห็นเทวทูต 4 คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ อันเทวดาแสร้งนิมิตไว้ในระหว่างทาง เมื่อคราวเสด็จประพาสพระราชอุทยานถึง 4 วาระโดยลำดับ เมื่อทอดพระเนตรเห็นเทวทูต คนแก่ คนเจ็บ คนต ายก็ทรงสังเวชพระทัยเพราะเป็นสิ่งที่พระองค์ไม่เคยเห็น มาก่อน ครั้นทอดพระเนตรเห็นสมณะก็เกิดพอพระทัย และในปสราสิสูตรมัชฌิมนิกายแสดงว่า ทรงปรารภความแก่ เจ็บ ตาย อันครอบงำทุกคนไม่ล่วงพ้นไปได้ แล้วจึงทรงดำริว่า เราควรแสวงหา นิพพาน ซึ่งไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่โศก ไม่มีความเศร้าหมอง ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าปราศจากเครื่องกิเลส ร้อยรัด แต่ถ้าอยู่ในพระราชวังโดยไม่บวช ก็คงมีแต่เรื่องเศร้า หมองมัวเมา หากอยู่ในฆราวาสไม่น่าจะแสวง หาพบ จึงตกลงพระทัยออกผนวช สาม - ทูลขอพระราชทานอนุญาต พระองค์ดำริว่า ถ้าเสด็จออกบรรพชาแล้วไม่ได้ทูลขอพระราชทาน อนุญาตจากพระบิดาก็จะไม่สมควร เมื่อพระองค์ไปเฝ้าพระบิดา และอ้อนวอนไม่ให้พระบิดาขัดขวาง พระบิดาไม่ยินยอม พระองค์ จึงทูลขอพร 4 ประการ ถ้าพระบิดาประทานให้ได้ก็ไม่ออกบวช คือ 1. ขอให้ลูกอย่าแก่เลย จงเป็นหนุ่มตลอดไปเถิด 2. ขอให้ลูก จงอย่าเจ็บไข้เลย 3. ของให้ลูกอายุยืนไม่รู้ตาย 4. ขอลูกจงมีแต่ได้ ไม่มีเสีย(วิบัติ) พระบิดาก็ตอบว่า แม้แต่ฤาษีที่มีอายุยืนยังไม่อาจพ้นได้ พระอ งค์จึงทูลว่า เมื่อพร 4 ประการที่ทูลขอให้ไม่ได้ ก็ขอพรว่า เมื่อลูก จุติ(ตาย) จากโลกนี้แล้วอย่าได้เกิดอีกเลย พระบิดาก็ไม่สามารถประทานให้ได้ ขณะเดียวกันก็เตรียมการ ป้องกันแข็งขันไม่ให้เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบวช โดยจัดกำลัง เฝ้าระวังที่ประตูเมืองทั้ง 4 ทิศ ประตูละ 500 และจัดให้เจ้าศากยะ ชั้นผู้ใหญ่ไปประจำตามทาง 4 แพร่งและถนนทุกสายระวังไว้ สี่ - เทพยดาช่วยเสด็จออกผนวชสำเร็จ คัมภีร์มธุรรัตถวิลาสินี กล่าวว่า เจ้าชายสิทธัตถะทรงตื่นบรรทม กลางดึก นางสนมที่ประโคมดนตรีกล่อมเลิกบรรเลงและพากันหลับ ทรงทอดพระเนตรเห็นนางสนมมีอาการหลับต่าง ๆ กัน บางคน นอนน้ำลายไหล นอนกัดฟัน กรน อ้าปากค้าง ละเมอ เสื้อผ้าหลุด ลุ่ยเผยให้เห็นของสงวน ทั้งหมดเหมือนซากศพในป่าช้า จึงเปล่ง วาจาว่า "ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ" จึงตัดสินพระทัยเสด็จ หนีออกผนวชอย่างมั่นคงและเด็ดเดี่ยวในคืนนั้น เมื่อฉลองพระองค์ทรงพระขรรค์เสด็จลงจากปราสาท ปลุกฉันนะ อำมาตย์ให้ไปเตรียมม้าชื่อ กัณฐกะ แล้วไปเปิดประตูห้องบรรทม ทอดพระเนตรพระอัครชายาและพระโอรสไม่กล้าไปถูกตัว จึงเสด็จ ไปที่ม้ากัณฐกะซึ่งยืนคอยที่โรงม้า ตรัสว่ากัณฐกะเอ๋ย คืนนี้จงช่วย เราให้ข้ามพ้นก่อน เมื่อเราได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เราจะช่วยชาว โลกพร้อมทั้งเทวดาให้ข้ามพ้นวัฏฏะสงสาร แล้วกระโดดขึ้นหลังม้า แม้ฉันนะพยายามทูลเกลี้ยกล่อมก็ไม่เปลี่ยนพระทัยจึงติดตามไป เมื่อถึงประตูใหญ่สองบานต้องใช้คน 1000 พันคนจึงจะเปิดได้ แต่เหล่าเทวดาได้สะกดให้คนเหล่านั้นหลับ และเปิดออก และได้ พบพญามารขัดขวางไว้ เมื่อทูลยับยั้งไม่สำเร็จจึงได้หายตัวไป เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสด็จออกจากพระนครในคืนวันเพ็ญเดือน อาสาฬหะ (เดือน8) มีนาย ฉันนะ ตามเสด็จไปด้วยเพื่อนำม้ากลับ นี้กล่าวตาม พระอรรถกถาจารย์ ส่วนพระมัชฌิมภาณกาจารย์กล่าวว่า เสด็จออกซึ่ง ๆ หน้า อีกนัยหนึ่งว่า เสด็จออกสรงน้ำในชลาลัย ศักดิ์สิทธิ์แล้วไม่เสด็จกลับ ห้า - ที่ฝั่งแม่น้ำอโนมา ก่อนจะเสด็จจากพระนคร พระองค์ทรงเหลียวมาทอดพระเนตร ดูพระราชวังที่เคยประทับ แล้วเปล่งวาจาว่า เราจะกลับมาอีกก็ต่อ เมื่อได้ทำชาติ(ชรา) และมรณะให้สิ้นสุดลงได้แล้ว จึงเริ่มออก เดินทางในคืนเดียว พระองค์ทรงม้ากัณฐกะข้าม 3 แคว้น คือ สักกะ วัชชี และมัลละ ระยะทาง 30 โยชน์จนถึงฝั่งแม่น้ำ อโนมา ป่าอนุปิยอัมพวัน แขวงมัลลชนบท เป็นเวลารุ่งสางพอดี ณ ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา ทรงเกล้าพระเกศาด้วยพระหัตถ์ซ้าย จับ พระขรรค์ด้วยพระหัตถ์ขวา ตัดพระเกศาทั้งหมดด้วยพระขรรค์ เพียงครั้งเดียว เหลือพระเกศายาวประมาณ 2 นิ้ว แล้วทรงม้วน ให้เป็นทักษิณาวัฏแนบติดกับพระเศียร พระเกศาและพระมัสสุ ของพระองค์ตั้งอยู่อย่างนั้นตลอดพระชนม์ชีพไม่ยาวกว่านี้ หลังตัดพระเกศาเสร็จทรงอธิษฐานว่า หากว่าพระองค์ได้ตรัสรู้ ขอให้พระเกศาลอยอยู่ในอากาศ ถ้าไม่ได้ก็ให้ตกลงมา ปรากฏ ว่าพระเกศาลอยอยู่ในอากาศ ท้าวสักกเทวราชทอดพระเนตรเห็น จึงนำเอาผอบแก้วมาใส่พระเกศา แล้วทรงนำไปเก็บไว้ในจุฬามณี เจดีย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หก - ฆฏิการพรหม สำหรับผ้าจีวรพร้อมทั้งสมณบริขารและบาตรพระอรรถกถาจารย์ ว่า ฆฏิการพรหม นำมาถวาย สมเด็จฯ ทรงสันนิษฐานว่า น่าจะทรงได้จากสำนักบรรพชิต ผู้ได้สมาบัติ หรือได้มาด้วยการ ตระเตรียม เมื่อทรงครองผ้าจีวรแล้วทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิต ที่ฝั่งแม่น้ำอโนมา ต่อจากนั้นพระองค์ให้ฉันนะนำม้ากัณฐกะกลับสู่ราชวัง เพื่อกราบ ทูลพระชนกชนนีให้ทรงทราบ ฉันนะอำมาตย์จึงกราบทูลลา เมื่อ พ้นสายตาพระองค์แล้ว ม้ากัณฐกะสุดจะตัดความอาลัยรักลงได้ หัวใจได้แตกสลายขาดใจตาย ณ ที่ตรงนั้น แล้วได้ไปเกิดเป็น กัณฐกเทพบุตร ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ส่วนอำมาตย์ฉันนะต้องเดิน ร้องไห้คร่ำครวญมาตลอดทางจนถึงเมืองหลวง. ชนะ เวชกุล (คุณากร 0017) เอกสารประกอบการเรียบเรียง วิชาพุทธประวัติฉบับมาตรฐาน รวบรวมโดยคณาจารย์สำนักพิมพ์ เลี่ยงเชียง พ.ศ. ๒๕๔๗ และ "มาลัย" คอลัมน์ "ณ ที่นี้มีตำนาน" นิตยสาร กุลสตรี ฉบับที่ 835-838.
|