พิมพ์หน้านี้
เปิดเทอม เปิดกระเป๋า...ตอนที่ 1/2โดย...ว่าที่ร.ต.สมโชค เฉตระการ
สังคมไทยในอดีตจะมีความอบอุ่นและใกล้ชิดกันมาก เราจะเห็นภาพที่ครอบครัวอาศัยอยู่ร่วมกัน เป็นครอบครัวแบบขยายอย่างน้อยก็ 3 รุ่นในบ้านเดียวกันคือ รุ่นปู่ย่าตายาย รุ่นพ่อแม่ รุ่นลูก รุ่นหลาน บางครอบครัวอาจจะได้เห็นถึงเหลน หล่อน อยู่รวมกันอย่างมีความสุข แต่สังคมไทยในปัจจุบันคงหาดูได้ยากแล้ว นั่นเพราะความเจริญรุ่งเรืองของสังคม ที่ทำให้ระบบนิเวศน์ของโลกต้องเปลี่ยนแปลงไปตามพัฒนาการในยุคปัจจุบัน ที่ไม่มีใครจะแก้ไขได้ วิถีชีวิตที่เคยอยู่รวมกันอย่างอบอุ่นในครอบครัวของหมู่บ้านของชุมชน แต่ปัจจุบันลูกหลานที่เรียนหนังสือพ้นจากการศึกษาภาคบังคับแล้ว ส่วนหนึ่งก็เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น แต่อีกส่วนหนึ่งทนต่อสภาวะเศรษฐกิจที่ยากจนไม่ไหว ก็ต้องออกจากบ้านเข้าสู่เมืองกรุงเพื่อขายแรงงาน ทิ้งให้คนเฒ่าคนแก่ต้องรับผิดชอบเลี้ยงหลาน ๆ อยู่ที่บ้าน จะพบหน้าพบตาอีกครั้งก็คงจะเป็นวันสงกรานต์ วันขึ้นปีใหม่ แต่ก็เป็นเพียงชั่วครั้งชั่วยามเท่านั้น ความว้าเหว่ของปู่ย่าตายายและพ่อแม่ ก็กลับมาสู่สภาพเดิม เมื่อคนหนุ่มสาวต้องกลับสู่เมืองกรุง เหมือนกับเป็นกงกรรมกงเกวียน ที่พ่อแม่ต้องมีหน้าที่ในการเลี้ยงดูลูก ต้องส่งเสียให้ลูกเรียนหนังสือตั้งแต่เล็ก ๆ ไปจนระดับการศึกษาสูงสุดเท่าที่ตนเองจะทำได้ตามอัตภาพ เมื่อลูกเรียนจบแล้วก็ทำงาน หลังจากที่พ่อแม่เกษียณ พ่อแม่ก็จะอยู่บ้าน ส่วนลูกก็จะเลี้ยงดูพ่อแม่ไปจนตลอด เป็นวงจรชีวิตของคน ปัจจุบันสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ครอบครัวขยายก็กลายมาเป็นครอบครัวเดี่ยว พ่อแม่ส่งลูกเรียนจบแล้ว ลูก ๆ ก็ต้องไปทำงานเพื่อเลี้ยงดูตนเองให้ได้ เมื่อพ่อแม่ถึงวัยแก่เฒ่า ก็ต้องรับหน้าที่ดูแลตัวเองให้มากที่สุด จะหวังพึ่งพาลูกเช่นในอดีตก็คงไม่ได้ นี่แหละคือชีวิตจริงที่เกิดขึ้นในยุคของโลกไร้พรมแดน ดังนั้น ต้องเตรียมพร้อมในทุกเรื่อง ไม่เว้นแต่ในตอนเปิดเทอมเช่นช่วงนี้ เมื่อพูดถึงเรื่องเปิดเทอม พ่อแม่หลายคน คงจะชินชากับปัญหาเรื่องลูก ๆ ที่จะเข้าโรงเรียนในแต่ละปีการศึกษา เพราะต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก แม้ว่าพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 หมวด ๒ สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา มาตรา ๑๐ เรื่องการจัดการศึกษาที่กำหนดว่า ต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย นอกจากนั้น การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์สังคม การสื่อสารและการเรียนรู้ หรือมีร่างกายพิการหรือทุพพลภาพหรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้ หรือไม่มีผู้ดูแลหรือด้อยโอกาส ต้องจัดให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่กำหนด จริง ๆ แล้วน่าจะทำให้พ่อแม่และผู้ปกครองได้รับความอบอุ่นใจว่า แทบจะไม่ต้องควักเงินในกระเป๋าเลยแม้แต่น้อยในเรื่องการเรียนของลูก ๆ จะใช้บ้างก็น่าจะเป็นเพียงนิดหน่อยเท่านั้น แต่สภาพความเป็นจริง นอกจากสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวของเดือนเมษายน ซึ่งเป็นเดือนที่ลูก ๆ จะต้องหาที่เรียนแล้ว จิตใจของพ่อแม่ผู้ปกครองยังต้องรุ่มร้อนไปตาม ๆ กัน ที่ต้องคอยลุ้นคอยเชียร์ลูกหลานของตนเองว่า จะสอบผ่านเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นหรือไม่ เมื่อวิกฤตผ่านไป ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนอย่างสมหวัง ทั้งที่นักเรียนสอบเรียนต่อได้ด้วยความสามารถ รวมทั้งที่พ่อแม่ต้องสอบแทน หรือจะด้วยวิธีใดก็ตาม ถือว่าท่าน มีความสามารถด้วยกันทั้งสิ้น วิกฤตที่ตามมาติด ๆ เมื่อทุกคนมีความรู้สึกที่คล้ายคลึงกันคือ"เปิดเทอมต้องเปิดกระเป๋า ที่ทำให้หัวใจแทบวาย" เป็นธรรมดาจริง ๆ เปิดเทอมแต่ละครั้ง หัวใจของพ่อแม่หลาย ๆ คนแทบจะวาย ยิ่งใครมีลูก 2-3 คนที่อยู่ในระหว่างการเรียนการใช้จ่ายเงินต้องมากอย่างแน่นอน ทุกคนในครอบครัวจึงควรต้องแบ่งเบาภาระและช่วยกัน สถานธนานุบาล หรือที่เรียกว่าโรงรับจำนำตามภาษาที่รู้กันดีของชาวบ้าน เรียกได้ว่าเป็นแหล่งการเงินของคนยากคนจนมาตั้งแต่ไหนแต่ไรโดยแท้จริง หาเงินที่ไหนไม่ได้ มีสิ่งมีของก็ใช้บริการโรงจำนำ อย่างน้อยก็พอที่ช่วยเหลือพ่อแม่ในยามยาก สิ่งของประดับกายที่มีค่าในตัว อุปกรณ์เครื่องใช้ในการอำนวยความสะดวกในบ้าน ต่างก็นำไปแลกเป็นเงินก้อน เพื่อใช้จ่ายในยามคับขัน ซึ่งแต่ละปีเมื่อถึงฤดูกาลเปิดเทอม รัฐบาลจะเพิ่มวงเงินดังกล่าวเป็นจำนวนมาก เพื่อช่วยเหลือและผ่อนคลายความเครียดของพ่อแม่ได้เป็นอย่างดียิ่ง ผู้เขียนอยากให้ข้อคิดในการวางแผนล่วงหน้าในการใช้จ่ายเงิน โดยลองคำนวณล่วงหน้าว่า เปิดเทอมแต่ละครั้งต้องใช้จ่ายเงินเท่าไร เอาแค่ลูกสอบไม่ได้ แต่จำเป็นต้องหาที่เรียน ถ้าเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงหรือโรงเรียนในเมือง ต้องจ่ายค่าบริจาคเข้าเรียนอย่างน้อยก็ 10,000 บาท ชนิดที่เกลงอกเกลงใจผู้ปกครอง หรือเลี่ยง ๆ คำครหานินทาที่จะเกิดขึ้นภายหลัง โรงเรียนก็อาจจะบอกว่าบริจาคตามศรัทธา เอาเถอะ..อย่างน้อย ๆ ก็ไม่ต่ำกว่า 1,000-2,000 บาท บางทีก็กระซิบถามข้างเคียงว่าเท่าไหร่ เพื่อเป็นเกณฑ์ให้กับตนเอง หลังจากการใช้จ่ายเงินค่าเข้าเรียนแล้ว ต่อไปก็เป็นเรื่องของค่าธรรมเนียมตามระเบียบของสถานศึกษา แม้ว่าจะได้รับสวัสดิการเรียนฟรีตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แต่ค่าอื่น ๆ ที่ต้องใช้จ่ายก็ไม่ใช่น้อย ค่าห้องสมุด ค่ากิจกรรม ค่าอินเทอร์เนต ค่าเครื่องไม้เครื่องมือ ค่าชุดนักเรียนชุดฝึกงาน ค่าชุดกีฬา ค่าชมรม สมาคมผู้ปกครองและอื่น ๆ ที่ตามมาภายหลัง คิดแล้วก็ชวนปวดหัว มีลูกหนึ่งคนก็ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้า2-3 คน หัวใจไม่วายวันนี้ก็ไม่รู้จะวายเมื่อใด ผู้เขียนมีลูกสาว 2 คน แต่พ้นจากสภาพที่กล่าวไว้เบื้องต้นมาแล้ว ถือว่าผ่านประสบการณ์มาแล้วอย่างดีเยี่ยม น่าที่จะพอแนะนำในเรื่องดังกล่าวได้ หลักง่าย ๆ ครับพ่อแม่ต้องมีวินัยในการใช้เงิน พูดง่ายแต่บางคนก็ปฏิบัติได้ยาก สมมุติว่าพ่อแม่มีลูกหนึ่งคน ต้องใช้จ่ายค่าต่าง ๆ เทอมละ 3,600 บาท พ่อแม่ต้องวิเคราะห์ว่าเทอมหนึ่งมีสี่เดือน ก็หารออกมา เท่ากับต้องออมเงินให้ได้ 1,200 บาท ทุกเดือนสำหรับกันไว้เป็นค่าเทอมของลูกจะได้รู้ตระหนักว่า "เงินนั้นหนามีค่ายิ่ง" เมื่อถึงตอนต้องจ่ายค่าเทอมแต่ละเทอมก็จะไม่เดือดร้อนมากนัก เพราะมีเงินก้อนไว้จ่ายแล้ว ถ้าพ่อแม่มีหัวทางการค้าหน่อย เงินจำนวนดังกล่าวนำไปลงทุนก็ควรจะลงทุนเพื่อให้ได้ดอกผลคุ้มค่าที่จะนำมาใช้เป็นค่าเทอมได้ โดยไม่ต้องควักเงินต้นมาจ่ายก็เรียกได้ว่า ใช้เงินเพื่อต่อเงินให้เราได้เป็นอย่างดีและคุ้มค่าที่สุด ถ้าไม่รู้ว่าจะนำเงินไปลงทุนอย่างไร พ่อแม่ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เปิดเวบไซต์ต่าง ๆ ค้นข้อมูลและขอรับคำปรึกษา ก็จะเป็นหนทางที่เพิ่มรายได้อย่างดี
|