| เพลง " คริสตี้สัมพันธ์ " | ||
แบบว่าโชว์ เสียงร้องเอง ว่างั้นเหอะ...อิ ! อิ ! |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||
พิมพ์หน้านี้
|
เรื่อง พุเตย...พุเกือบตาย จากคนเก่า เล่าเรื่องเที่ยว
กริ๊ง...กริ๊ง... เสียงโทรศัพท์จากคุณย่าที่จังหวัดสิงห์บุรีโทรมา ขณะที่ผมกำลังคุยอยู่กับคุณพ่อที่ร้าน ในวันที่ 7 มกราคม 2546 เวลา 19.00 น. ว่า อาแฉ๋ม...( น้องสาวของคุณพ่อ ) ถูกรถชนพร้อมกับลูกเล็ก ๆ อีก 2 คน อาการสาหัสมาก แขนและขาหัก สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างแรง ตอนนี้นำส่งโรงพยาบาลที่จังหวัดสิงห์บุรี
พ่อครับ... อาแฉ๋มจะได้ประกันมั้ยครับ คุณพ่อมองผมแล้วตอบด้วยสีหน้าเศร้าซึมว่า... ได้ซิลูก....... ย้อนหลังไปเมื่อช่วงวันปีใหม่ 2546
ครอบครัวผมและเพื่อน ๆ อีก 2 ครอบครัว ถือโอกาสพักผ่อนตาม trend ที่เขานิยมกันก่อนที่จะเดินทางไปเยี่ยมเยือนญาติผู้ใหญ่ หลังจากโยนหัวแล้วออกก้อยกันเรียบร้อย ก็ตกลงกันว่าเพื่อน ๆ จะเดินทางจาก กทม. มาสมทบกันที่จ.สุพรรณ ( บ้านผ๊ม ! ) เนื่องเพราะเห็นว่าจาก กรุงเทพ ฯ ไป สุพรรณ ฯ ถนนหนทาง สะดวก ราบเรียบ ( เรียบจริง ๆ ไม่ได้โม้ ! ) เคยมีคนเปรียบเปรยว่าถ้าขับรถมาสุพรรณ ฯ ตั้งแก้วน้ำไว้ให้เต็มแก้วน้ำไม่หกเลย เอาซิ ! แล้วถ้าคุณ ๆ เดินทางมาจากไหนก็ตามถ้านั่งหลับมาในรถละก็ จะสะดุ้งตื่น !!! ทันที เมื่อเข้าเขตสุพรรณ เพราะอะไร ? รู้มั้ยครับ... เพราะว่ารถที่คุณนั่งมามันจะรู้สึกนิ่ง นั่งนุ่ม เนิ่นนาน เป็นพิเศษ ฮ่า... ฮ่า...
การเดินทางจาก กทม. ถ้ามาจากถนนสายตลิ่งชัน สุพรรณบุรี ระยะทางก็ประมาณ 110 กม. ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ( Speed 100 กม./ชม. ) ช่วงเทศกาลเดี๋ยวนี้รถอาจจะเยอะหน่อย เพราะเขามักจะใช้เป็นเส้นทางเลี่ยงไปออก จ.ชัยนาทแล้วก็เดินทางขึ้นเหนือ แต่ก็สะดวกมากเพราะถนน 4 เลนตลอด เรียกว่า ทางใคร ทางมัน กระนั้นก็ยังมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ้างนะ ส่วนใหญ่จะเป็นสาเหตุ หลับใน ถนนดีขับเพลินไปหน่อย ว่างั้น....
เก็บเสื้อผ้า ยัดใส่กระเป๋า..... ผมฮัมเพลงลูกทุ่งอย่างครึ้มใจ บอกเด็ก ๆ ว่า วันนี้ เราจะเข้าป่า ไปเที่ยวน้ำตกกัน อย่าแปลกใจ ! นะครับ ว่า จ.สุพรรณมีป่า มีน้ำตกด้วยเหรอ ? เพราะน้อยคนนักที่จะรู้ว่าสุพรรณมีน้ำตกด้วย แม้แต่คนสุพรรณเองก็เถอะชื่อน้ำตก พุกระทิง ครับ เป็นน้ำตกแห่งใหม่ ซึ่งสำรวจค้นพบ และเพิ่งจะบุกเบิกเป็นแหล่งท่องเที่ยวครับ ชื่อนี้จากคำบอกเล่าของท่านหัวหน้าป่าไม้ เห็นว่ามาจากครั้งหนึ่งมีกระทิงตกลงมาตายที่น้ำตกแห่งนี้ครับ น้ำตกที่นี่สวยงามมาก และตกแรงมั่กส์ เพราะเป็นแอ่งน้ำบนยอดเขาที่ไหลตกลงมาจากหน้าผาซึ่งอยู่กลางระหว่างช่องเขา อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ พุเตย อ.ด่านช้าง และป่าที่นี่ก็ไม่ได้เป็นป่าดงดิบครับ แต่เป็นป่าผืนเดียวกับรอยต่อป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานีทอดยาวติดต่อกับผืนป่า จ.กาญจนบุรีนั่นแหละครับ
เอ่ยถึงสถานที่ พุเตย หลาย ๆ คนอาจไม่ค่อยรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อนัก แต่ถ้าย้อนหลังไป ซักประมาณ สิบกว่าปี ประมาณ พ.ศ. 2537 หรือ 38 ( ถ้าจำมิผิด ) คงจะเคยได้ยินเรื่องเหตุการณ์เครื่องบินตกที่จัดว่าร้ายแรงที่สุดในประเทศไทยไงครับ... เมื่อครั้งสายการบิน เลาด้า แอร์ ตกที่ป่า ต.ห้วยขมิ้น มีผู้เสียชีวิตทั้งลำหลายร้อยศพ หนึ่งในนั้นก็มี อดีต ท่าน ฯ ผู้ว่า จ.เชียงใหม่ เสียชีวิตด้วยครับ พอจะรู้จักพุเตย แล้วนะครับที่นี่ยังมีอะไร ? น่าสนใจอีกหลายอย่างที่ คุณ ๆ ไม่น่าเชื่อ และไม่คิดว่าจะมี ตามผมมาครับ.. เดี๊ยวจะเล่าให้ฟัง
ครอบครัวเพื่อน ๆ มาถึงสุพรรณ กันแล้วและก็พาชมตลาดสดริมน้ำ หาซื้อของกินเสบียงกันนิดหน่อย ในตลาดของไม่แพงหรอกครับ ยังราคาแบบชาวบ้าน ๆ อยู่ วันนี้ได้ ปูเนื้อ ปูไข่ ราคาอาจจะสูงไปซักนิด โลละ 300 กว่าบาท เห็นแม่ค้าบอกว่าช่วงเทศกาล ( หรือช่วงเทศโกย...เนี่ยแหละ ! ) และอาหารอื่นอีกนิดหน่อย เราตั้งใจไปตั้งแคมป์ทำกินกันเอง เพราะไม่แน่ใจว่าแม่ครัว สถานที่ซึ่งเราจะไปพักจะกลับบ้านไปฉลองปีใหม่กันหมดหรือเปล่า และไม่สนับสนุน หรือหวังให้ไปกินเนื้อสัตว์ป่านะครับ
เริ่มออกเดินทางจากตัวเมืองสุพรรณบุรี ไปถนนสายอ.ดอนเจดีย์ อ.ด่านช้างระยะทางประมาณ 70 กม. ถนนเรียบ หรู ตลอดสองข้างทางวิว ทิวทัศน์ สวยงามแบบชาวบ้านครับ วิ่งผ่านทุ่งนาข้าว เขียวขจี มองเห็นฝูงควาย ( สัตว์อนุรักษ์นะเนี่ย ) เด็ก ๆ ตื่นเต้นกันใหญ่ เพราะมักจะเคยเห็นแต่ในหนังสือ หรือคำบอกเล่า ( ไม่น่าเชื่อ ! แฮะ..ว่าระยะเวลาไม่กี่สิบปี เมืองไทยเราเปลี่ยนไป๋นิ... ) ในหนังสือเรียนเดี๋ยวนี้ก็มักไม่ค่อยมีภาพควายประกอบให้ดูกันซะด้วย ไม่รู้กระทรวงศึกษาเอาไปเก็บไว้ที่ไหน ? หมดเนอะ...ผ่านดอนเจดีย์ก็อย่าลืมแวะ สักการะอนุสาวรีย์ยุทธหัตถี องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพื่อเป็นศิริมงคลด้วยนะครับ... ทีนี้เลี้ยวซ้ายไปทาง อ.ด่านช้าง มีสถานที่เที่ยวเหมือนกันคือเขื่อนกระเสียว ( ฟังชื่อก็เสียวแล้ว...นิ ) ถ้าจำมิผิดเห็นว่าเป็นเขื่อนดินใหญ่ที่สุดหรือแห่งแรกของประเทศไงนี่แหละ...ก่อนจะถึงอ.ด่านช้างประมาณ 5 กม. เราเลี้ยวซ้ายไปกิ่งอ.องค์พระ เพื่อจะไปพุเตยกันครับ....
ทางผ่านระหว่างจะไปพุเตยหากมีเวลาลองแวะซักหน่อยครับ ที่นั่นจะมีชุมชนแห่งหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านจะมีอาชีพพิเศษครับ ( ไม่ใช่ขายยา... ) คือเขาจะไปเก็บ ขุดตอไม้ รากไม้ตายซากที่ฝังดินไว้มาทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง สวยงามมากครับ เป็นสินค้าโอทอปอีกแบบหนึ่ง ถามชาวบ้านแถบนั้นดูก็จะทราบนะครับ ว่าหมู่บ้านชื่ออะไร ? ( จำไม่ได้แล้วละซิ ! ) เหตุเพราะที่แห่งนี้ แต่เดิมเคยเป็นผืนป่าคงจำกันได้สมัยก่อน ( อีกนั่นแหละ ก็คนเก่าเล่าเรื่องนี่นา...) รุ่นท่านอดีตเสือใบ เสือฝ้าย เสือมเหศวร ก็ต้องบุกป่าผืนนี้หลบอาศัยอยู่กันละครับ ต่อมาก็มีการจับจองที่ดิน แผ้วถางกันทำไร่ทำนา ป่าต้นไม้ใหญ่ก็ถูกตัดไป แต่ปรากฏว่ายังมีซากตอไม้ใหญ่ ฝังในดินจำนวนมากชาวบ้านก็เลยนำมาใช้ประโยชน์โดยการขุดนำมาแปรรูป แล้วใช้ฝีมือช่างพื้นบ้านเพิ่มเติมเข้าไปอีกก็ทำให้เกิดอาชีพใหม่ขึ้นครับ
จากอ.ด่านช้าง ( ถนนลาดยางตลอดสาย ดีเช่นเคยแฮะ.. ) ประมาณ 20 กม.เศษ ( เท่าไหร่ไม่รุ๊ ! ) เห็นจะได้ ผ่านกิ่งอ.องค์พระ สองข้างทางอาจเห็นบ้านสวย ๆ ไร่เกษตรใหญ่ ๆ บางทีนะ ไม่ใช่ของชาวบ้านที่นี่มาทำเกษตรหรอกนะ เห็นว่ามีนายทุนทั้งในจังหวัดท้องถิ่นใกล้ ๆ และ กรุงเทพ ฯ มาลงทุนจับจอง บุกรุกซื้อที่ดินในราคาถูกไร่ละไม่กี่พันบาทจากชาวบ้าน ครอบครองและจ้างทำไร่ไว้ ผมคิดว่าอีกหน่อยคงจะกลายเป็นรีสอร์ตเหมือนสถานที่อื่น ๆ ละมั้งเนี่ย ! เราลัดเลาะทิวเขาก็เรื่อยมาถึง อุทยานแห่งชาติ พุเตย ครับ ที่นี่จะมีที่พักซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมมาพักกัน 2-3 แห่งครับคือที่อุทยาน ฯ ซึ่งขึ้นกับกรมป่าไม้จะมีท่านหัวหน้าอุทยานดูแลความเรียบร้อย เราก็จะนิยมมากางเต็นท์ ตั้งแคมป์นอนชมดาวกัน หรืออีกแห่งหนึ่งก็คือที่ สถานีบำรุงพันธ์สัตว์ ฯ ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กันครับมีท่านหัวหน้าคือคุณพอพันธ์ ฯ ( ไม่ทราบนามสกุลซะแล้ว ) ขณะนั้นท่านควบคุมอยู่และให้ความอนุเคราะห์กับคณะครอบครัวเราเป็นอย่างมาก ที่นี่จะมีที่พักสะดวกขึ้นมาหน่อยเพราะเป็นที่จัด ประชุม สัมนาได้ด้วย มีห้องแบบที่พักราชการ กึ่งโรงแรมละครับ เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีเด็ก ๆ มีห้องพัก เตียงเดี่ยว คู่ มีเตียงต่อขึ้นไป 2 ชั้นเล็ก ๆ แบบเด็กฝรั่ง ให้พักทั้งห้องแอร์และพัดลม หรือจะตั้งแคมป์ก็ได้ เขาจะมีเต็นท์ให้เช่าราคาไม่แพงครับ เพราะไม่ได้เป็นอาชีพเก็บเงินเป็นค่าบำรุงช่วย ๆ กัน คืนละ 2 300บาท ( ราคาขณะนั้นนะครับ )
คณะครอบครัวพวกเราเลือกพักที่นี่กันครับ เพราะมีเตาบาร์บีคิวแถมให้ด้วยแฮะ ! เขาใช้ถังน้ำมันขนาดเล็ก ใหญ่ ผ่ากลาง ทำตะแกรงรองถ่านเหมือนๆ เตาปิ้งไก่ย่างงั้นแหละ เด็ก ๆ ก็เลยสนุกกันใหญ่ วันนั้นเราได้มีโอกาสโชว์ฝีมือร่วมกับแม่ครัวของสถานีซะเลย เพราะแม่ครัวใหญ่กลับบ้านปีใหม่กันหมดหัวหน้าและภรรยาท่านขอให้อยู่ช่วย 1 คนก็ขอบคุณมากแล้วครับแล้วฝีมือแม่ครัวที่นี่ขอชมว่า...ปรุงแบบชาวบ้าน แต่อร่อยเหาะครับ..... ( อร่อยแบบไหนเนี่ย ! )
ด้วยความเป็นคนช่างชิม ( แต่ไม่บ่น... ) และจำเขามา ผมมีเมนูพิเศษนำเสนอเป็นของว่าง หรือกับแกล้มก็ได้ครับ ชื่อ บัวหิมะทอดกรอบ วิธีทำ : นำเห็ดนางฟ้า หรือเห็ดอะไรก็ได้ที่ดอกใหญ่ ๆ และกินได้นะครับ... นำมาฉีกเป็นเส้นฝอย ๆ เล็ก ๆ ยิ่งดี ( กิจกรรมร่วมของครอบครัว ) นำมาทอดในน้ำมันพืช ไฟแรงปานกลาง ทอดพอกรอบเหลืองแป๊บเดียวพอ เดี๋ยวไหม้ ! ใส่จาน เหยาะด้วย ซอสปรุงรสแม็กกี้ โรยพริกไทย กระเทียมเจียว คลุกเข้าด้วยกัน อร่อยเหิรอีกแหละครับ เด็ก ๆ ชอบมาก ไม่ต้องซื้อมันฝรั่งเลย เป็นกับแกล้มเรียกน้ำย่อยก็ Ok เนชั่นครับ.... ( ขอขอบคุณ คุณวิรัตน์ คงมาลัย น้องชายอดีตท่านผู้ว่า ฯ วิพัฒน์ คงมาลัย เจ้าของสูตรครับ )
ที่สถานีบำรุงพันธ์สัตว์ แห่งนี้ เด็ก ๆ ก็จะได้ตื่นตา ตื่นใจกับ สัตว์ต่าง ๆ ซึ่งเขานำมาเลี้ยงเพาะพันธ์ไว้ เช่น นกระจอกเทศ จระเข้ หมูป่า นกยูงรำแพน ไก่ป่า ห่านฟ้า ( บอกกับเด็ก ๆ นี่ไง ! ห่าน แหงนมอง โน่นไง ! ฟ้า... ฮ่ะ..ฮ่ะ..) ฯลฯ บรรยากาศรอบที่พักสวยงาม สดชื่น วิ่งออกกำลังกาย ได้สบาย หน้าหนาวอากาศจะหนาวมากครับ อ้อ ! ลืมบอกไปว่าที่ พุเตย นี่จะเป็นบรรยากาศเดียวคล้าย ๆ กันกับภูกระดึงครับ เพราะหนาวบางทีก็ถึงขนาดแม่คะนิ้งเลยครับ และเดินขึ้นไป บนเขาพุเตยก็จะมีทุ่งหญ้า กล้วยไม้ป่า มีป่าสนสามใบตลอดสองข้างทางเหมือนกันเลยครับ นับว่าเป็นเสน่ห์ อย่างหนึ่งที่น้อยคนนักจะรู้จักว่ามีอย่างนี้ด้วยเหรอ...
วันรุ่งขึ้นหลังจากอาหารเช้าข้าวต้ม กาแฟ คุกกี้ ( มีบริการ ) ก็ติดต่อขึ้นรถบริการเป็นรถอีแต๋นพ่วงท้าย ( ให้คนนั่ง ) นับว่าเป็นนวัตกรรม ไอเดียเจ๋ง ! ที่หารายได้ให้ชาวบ้านที่นั่น หลังจากเครื่องมือว่างทำการเกษตรก็นำมาหารายได้ นำพานักท่องเที่ยวขึ้นไปลุยป่า เขาพุเตยกัน ( ไม่แนะนำให้นำรถขึ้นไปเอง เพราะทางชัน ถนนแคบ อาจลื่นถ้าฝนตก ) ราคาค่าจ้างโดยสารก็ไม่แพง เป็นราคาแบบชาวบ้านอีกนั่นแหละ... ที่นี่ยังมีหมู่บ้านกะเหรี่ยงกลุ่มสุดท้ายอาศัยอยู่ เลยไปอีกหน่อยเรียกว่า หมู่บ้าน ตะเพินคี่ ไปดูวัฒนธรรมเดิม ๆ ของชาวกะเหรียงที่ยังเชื่อเรื่อง จิต วิญญาณ ภูต ผีอยู่ และมีโรงเรียนอยู่ 1 โรงเคยมีเด็กเล็ก ๆ ยากจน เรียนไม่ถึง 10 คน แต่ครูก็ยังสอนให้ ครูที่ว่าก็คือเจ้าหน้าที่ป่าไม้อาสา มาช่วยสอนให้
โปรดติดตามต่อ ตอนที่ 2 ครับ...
พวกคณะเรานั่งรถพ่วง กินลม หัวส่าย ( ทางโยกเยกน่ะ ! ) ขึ้นพุเตยกันแล้วทางประมาณ 3 กิโลแต่ดูไกลแฮะ... ตีนเขาพุเตยคุณจะผ่านศาลแห่งหนึ่งซึ่งเขาสร้างไว้เป็นที่พักสิงสถิตย์ให้แก่ ดวงวิญญาณ ของผู้สูญเสียจากสาเหตุเครื่องบินตกครั้งนั้นที่ถูกนำเศษชิ้นส่วนร่างกาย ขึ้นจากหุบเหว มาวางเรียงพักศพกันเป็นร้อย ๆ ศพ...............
|