• วัติธนวิทย์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : wat_tanavit@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-30
  • จำนวนเรื่อง : 17
  • จำนวนผู้ชม : 7565
  • จำนวนผู้โหวต : 28
  • ส่ง msg :
เพลง " คริสตี้สัมพันธ์ "

แบบว่าโชว์ เสียงร้องเอง ว่างั้นเหอะ...อิ ! อิ !

View All
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม 2551
เปิดซิง...ซิงกะโปร์ จาก คนเก่า เล่าเรื่องเที่ยว
Posted by วัติธนวิทย์ , ผู้อ่าน : 248 , 13:42:16 น.  
พิมพ์หน้านี้


“ เปิดซิง..... ซิงกะโปร์ ”  จาก คนเก่า เล่าเรื่องเที่ยว

 

ไทม์ แมชชีน ย้อนเวลาไปเมื่อ ก.พ. 2532 ...... 

 

เกือบยี่สิบปี แล้วสินะ !

 

ผมยังจำได้ติดตา  ติ๊ด...ใจเลย กับเรื่องราวที่ครั้งหนึ่งของชีวิต อ้าย...หนุ่มบ้านนอกจากสุพรรณ ( แบบบุญชูเล้ย ! ) เมื่อทำงานแล้วได้จับพลัดจับผลู... ( คำบ้านนอกดั้งเดิมหาฟังยากส์..) ผลงานดีเด่นได้รับรางวัล บ้านนอก อวอร์ด จากบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง ให้ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ โอ้ ! โฮ ! เฮะ.... ( นี่ก็...คำอุทานสมัยก่อนไง ) ครั้งแรกในชีวิตเลยนะเนี่ย ! ที่เฮาจะได้ไปนอก ต้องบอกว่า “ อ้ายบ่คิดฝัน... ”

 

ไปไหนน่ะเหรอ... โน่นแน่ะ ไกล๊ ไกล ประเทศ “ ซิงกะโปร์ ” ( ได้แค่นี้ก็ดีและ ) แต่เราไม่ทำ – มะ – ดา นะ เที่ยวขาไปเขาให้ไปโดยเครื่องบิน  ส่วนขากลับน่ะเหรอ... บริษัทเขาไล่ให้กลับเรือ ( อ้าว ! ไหงเป็นงั้น ) แต่เรือที่ว่านี้ เป็นเรือท่องเที่ยวเดินสมุทรรอบโลก ขนาดใหญ่ ถ้าจำมิผิดสัญชาติสวีเดน หรือฮอลแลนด์ นี่แหละ ( รู้ไว้ด้วย ! เรือเขาก็มีสัญชาติเหมือนคนนะ... เวลาตีทะเบียนต้องระบุไว้ ) ระวางขับน้ำเขาว่าหลายหมื่นตันทีเดียว มีสำนักงานอยู่ที่ฮ่องกง ( ตะก่อนนั้นใคร ๆ ก็เรียกกันนึกว่าเป็นประเทศ แต่จริง ๆ แล้วเป็นเกาะเขตอาณานิคมของจีนที่ให้อังกฤษเช่า ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ) สงสัยคงเพราะจีนมีเขตอาณานิคมไว้มากเกินไปมั้ง ! ดูแลไม่ไหว เลยแบ่ง ๆ ให้เขาเช่าหารายได้มั่ง ตามนิสัยพ่อค้านิ ! พูดถึงเรือลำยักษ์ลำนี้ เขาบอกว่า 4 ปีจะเดินทางมาเมืองไทยครั้งหนึ่ง เห็นเขาเรียกเรือ “ เพิร์ล ครูซซิ่ง ”  อะไร ? นี่แหละ… พอมาจัดโปรแกรมที่เมืองไทย เขาเลยตั้งชื่อเรียก ทริปท่องเที่ยวนี้ว่า“ เรือโอเชี่ยน เพิร์ล ” ตามชื่อบริษัทที่เป็นสปอนเซอร์น่ะ !

 

 พูดถึงคำว่า “ ซิงกะโปร์ ” ซักกะติ๊ด... คำ ๆ นี้ ที่เขียนถึงอย่างนี้มิได้เขียนผิดแต่อย่างใด พี่น้อง... ( พูดแบบพี่แอ๊ด บาวอ่ะ... ) เป็นภาษาไทยที่ออกสำเนียงดั้งเดิมไม่ค่อยมีใคร ? เรียกว่า สิง – คะ – โปร์ หรอกนะ อย่างเดียวกับประเทศพม่า คนแถวบ้านโดยเฉพาะคุณพ่อจะเรียกว่า “ พะ – ม้า ” ว่าเข้านั่น ยามใดที่โทรทัศน์สีขาว ดำ ( ไม่มีหลายสีหรอก และก็ไม่เรียกทีวีด้วย ) ที่บ้านยี่ห้อ “ ชาร์ป ” ยี่สิบนิ้วไม่รู้เขานับนิ้วไหน ? กันบ้าง ( ความคิดตอนเด็ก ๆ ) รุ่นยี่สิบ  อี เก้าที   มีหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ด้วย ( จำแม่นเพราะเป็นคนคุมไฟไม่ให้เกินเวลาไฟเกินทีเสียงหม้อจะร้อง อ๊อด ๆๆๆ เล่นเอาตกใจกันทั้งบ้าน และก็ต้องปีนขึ้นไปปรับปุ่มเวลาภาพล้ม เพราะสมัยก่อนเครื่องรับโทรทัศน์มีขาตั้งด้วยสูงมากเกือบครื่งเมตร คุณพ่อก็ดั้นเอาไปตั้งบนโต๊ะทำงาน ให้ดูกันทั่วถึงทั้งหมู่บ้านแบบรุมกันดู... เลยยิ่งสูงกันไปใหญ่ ) พอมีถ่ายทอดบอลไทย กับ พะม้าทีไร ได้ยินคุณพ่อดูไป...ด่าไป จวกพวกพะ – ม้า ยับไม่มีชิ้นดีทุกที คงเลือดรักชาติรุนแรงน่ะ...

 

            สอดแทรกความรู้บรรยากาศสมัยก่อนไปแล้ว ทีนี้เรากลับมาเรื่องเที่ยวกันต่อ  หลังจากที่นอนไม่หลับมา 3 วันเต็ม ๆ  ( ตื่นเต้น ! ) จะได้เปิดซิง ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก เคยได้แต่แหงนมองบนฟ้า และจะเปิดซิงไปนอก ( เขาไม่เรียกไปต่างประเทศ ) ครั้งแรก ทริปนี้เป็นทริปใหญ่รวมตัวกันประมาณ 200 กว่าคนเห็นจะได้  ส่วนผมหลังจากจับไม้สั้นไม้ยาว เลือกสาวที่จะไปด้วยได้แล้ว ( อ๊ะ ! ล้อเล่นน่า... ) ลงทุนตั้งใจปล้ำ เอ๊ย... ใจป้ำ ออกค่าตั๋วทริปนี้ 12,000 บาท ก็ได้คนคู่ใจไปด้วยกัน ( เผื่อหลงทาง จะได้มีเพื่อนหลงด้วยไง ) 

 

วันเดินทาง ณ สนามบินนานาชาติดอนเมือง ( เรียกเต็มยศสมัยนั้นดูซะเก๊า...เก่านิ ) คำว่า International แต่ก่อนเขาไม่ค่อยเรียกคำว่า “สากล ” นะ... เพราะไม่รู้จัก เขาจะเรียกว่า “ นานาชาติ ”  ก่อนขึ้นเครื่องผมกะคนคู่ใจ พร้อมเพื่อนผู้หญิงอีกหนึ่งคน นัดหมายเวลาว่าจะมารอหน้าประตูช่องตรวจตั๋วกัน แล้วเพื่อนผู้หญิงขอเวลาไปทำธุระ ผมในฐานะ “ บ้านน๊อก...บ้านนอก ” กับคนคู่ใจ ก็ถือโอกาสเดินสำรวจ “ นานาชาติ ” ซะหน่อย คนเยอะจริง ๆ ฝรั่ง ไทย จีน ญี่ปุ่น ( อย่างกับรถโฆษณาหนังกลางแปลงสมัยก่อนเลย จะโฆษณาเสียงดังอย่างนี้แหละ ! พ่อแม่ พี่น้อง จะได้พบกับหนังฝรั่ง ไทย....... ) ซักพักหนึ่ง ได้เวลานัดหมาย ใจตุ้ม ๆ ต้อม ๆ มาก มองหาเพื่อนสาวอีกหนึ่งคน ทำไม๊ ? ยังไม่มา ด้วยความหวังดีกลัวเพื่อนตกเครื่อง ผมขอไปเดินหาทั่ว Terminal ตายละหว่า...เครื่องจะออกแล้ว เขาคงประกาศเตือนหลายเที่ยว ผมกับคนคู่ใจ หลังจากหาเพื่อนไม่พบแน่แล้ว จึงตัดสินใจ พอตรวจตั๋วแล้วรีบวิ่งไปทันที อ๊ะ ! เจออุโมงค์อะไร ? ฟะเนี่ย ( มารู้ทีหลังคือ งวงช้างเทียบขึ้นเครื่องบิน ) เราจูงมือกันทุลักทุเล ตายเป็นตาย วิ่งเข้าไปเลย... หลงเป็นหลงกันฟะ พรวด ! โผล่มาอีกทีเห็นทุกสายตา จ้องมองมาที่เรา ยังกะดารา หรือว่าแฟนเราสวยนะ ( คิดเอาเอง ) ปล่าวหรอก ! เราทำให้เขาต้องรอ ประกาศหลายรอบแล้ว ส่วนเพื่อนสาวที่เราหวังดีตามหา แหม ! นั่งยิ้มแฉ่งเรียบร้อยแล้ว หารู้ไม่ว่าเปิดซิงนั่งเครื่องครั้งแรก ทำเอาเราเกือบแห้ว...สุพรรณ บุญไม่ถึงจะตกเครื่องซะแล้ว !!!

 

            ซิงกะโปร์...สมัยนั้นค่าเงิน 1 เหรืยญดอลล่าร์ของเขา แลกเงินไทยได้ 12 บาทแน่ะ ! เรายังเก็บไว้เป็นที่ระลึกเลย ไม่รู้ว่าฝรั่งมาเมืองไทยเก็บแบงค์ไทยไว้เป็นที่ระลึกหรือปล่าวนะ เราใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมงเศษเองมั้ง  และเวลาก็ไม่ต่างกับไทยเท่าไหร่ ? ประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ( อีกแล้ว ) เรามาลงที่สนามบิน “ ชางกี ” หรือ “ ชางงี ” นั่นแหละ เรารู้สึกว่ามันเล็กนะ แต่เดี๋ยวนี้เขามีสนามบินแห่งใหม่ใหญ่กว่าเก่ามากแล้วละ รถบัสที่สนามบินก็เล็ก ๆ เก่า ๆ เราไม่เคยเห็นมินิบัสแบบนี้หรอก ไม่มีให้ดู... ที่เมืองไทย และ กรุงเทพ ฯ เห็นแต่รถเมล์สีขาวของนายเลิศ และรถบัสประจำทาง ขนาดใหญ่กว่าเยอะ ( เพราะมีขนาดเดียว ) ทัวร์เขาจัดให้พักที่โรงแรมชื่อ..... ( จำไม่ได้แหล่ว ) โรงแรมชั้นหนึ่งหรือชั้นไหน ? ก็ไม่รุ๊แฮะ... รู้แต่ว่าพักชั้นที่ 59 ( เลขดีซะด้วยบอกใบ้ให้งวดนี้กง ๆ ) มีเรื่องเล่าในโรงแรม พวกกันชื่อ “ลุงสังเวียน ”  แกมาจากสุพรรณบ้านเดียวกันนั่นแหละ แกร้องโวยวายออกมาจากห้องพัก ดังลั่น โอดโอย ว่าน้ำร้อนลวก ๆ ปรากฏว่าแกเปิดก๊อกน้ำร้อนที่อาบน้ำฝักบัวแล้ว ปิดเปลี่ยนน้ำไม่เป็นน่ะ ฮ่า ! ฮ่า !

 

            เราเที่ยวกันส่วนใหญ่ที่ถนนออร์ชาด Orchard นั่งรถไฟใต้ดินตื่นเต้ลล์มาก  ( สมัยนั้นเมืองไทยไม่มี ) ที่นี่ ! พวกกันมาจากสุพรรณอีกนั่นแหละ ชื่อคุณเลี้ยง ฯ ร่างดำทะมึน สูงใหญ่ พอแหย่เสียบบัตรตั๋ว ( เที่ยวเดียว ) ตรงช่องก่อนขึ้นรถไฟแล้ว ตกใจ ! ยืนมองดูบัตรหายไป นึกว่ามันล่วงลงไป ยืนรอไม่เห็นคืนบัตรให้ซะที เหล็กทางผ่านตีช่องปิดปั้บทันที แกเลยไม่ได้ผ่านเข้าไปทำเอาสีหน้าเสียเลย เราบอกเอางี้ ! รอคนต่อไปเสียบปุ๊บ คุณรีบวิ่งตามทันทีเลยนะ แกตกลง วิ่งปรู๊ด ! ทันที เฮ้อ ! รอดตายมาได้ ( แกรำพึง รำพันแฮะ... ) และวีรกรรมของแกในการซื้อของที่นี่ สุดยอดมากด้วยความเป็นคนจ่ายยาก ( ขี้เหนียวนั่นแหละ ! ) แกต่อราคาของจนพวกพ่อค้าโวยวาย ปัดเครื่องต่อรองที่ใช้เจรจาราคาทิ้งเลยเพราะแกเล่นกดเครื่องต่อรอง หรือล่ามประจำตัว ( ก็เครื่องคิดเลขไง ) กดซะราคาสินค้าแทบเหลือ 0 ( ศูนย์ ) เลย... 

 

            ส่วนผมช็อปปิ้งได้เสื้อยืดสุดหล่อมาตัวหนึ่ง จากคนขายซึ่งมักจะเป็นคนจีน กับคนแขก  ภูมิใจ๊ ภูมิใจ ต่อรองราคามาได้ซะเหนื่อย คุณพระช่วย ! ( มิใช่ ! รายการฮิตหรอก ) พอมาถึงเมืองไทย อวดคนซะ...ทั่ว ผลปรากฏพลิกดูป้าย ว้าว !!! เมด อิน ไท้แล่นด์ ( ฮึ่ม ! ยังเก็บเอาไว้เจ็บใจ เป็นที่ระลึกทุกวันนี้เลย )  เรื่องอาหารที่เรารับประทานส่วนใหญ่ก็จะง่าย ๆ ( กลัวแพง )ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ทอด ก๋วยเตี๋ยว เขามีฟู๊ดแลนด์ ในห้าง ( ก่อนนั้นเมืองไทยไม่มี ) ซิงกะโปร์ เราต้องยอมรับว่าที่นี่ตลอดถนนหนทางเป็นเมืองสะอาดไม่มีขยะทิ้งเลย ( สงสัยเก็บตุนกันไว้ในบ้านมั้ง ) ทั้งเมืองจะมีต้นไม้เขียวขจี ในห้างก็ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะเขาจับปรับกันแพงจริง ๆ กฏหมายเขาเด็ดขาด ผู้คนมีวินัย ผิดกับเมืองไทยสมัยนั้น ทิ้งขยะได้เกลื่อนเมือง สูบบุหรี่กันได้ทุกที่ เฮ้อ !!!

 

            สัญลักษณ์ของ ซิงกะโปร์ คือรูปปั้นสิงห์โต เมอร์ไลอ้อน ที่ท่องเที่ยวสวนนกจูล่ง เราไม่มีเวลาเที่ยวมากนักเพราะอยู่ ซิงกะโปร์ 2 วัน ต้องไปที่ท่าเรือเพื่อขึ้นล่องเรือสำราญระดับโลกกลับไทยแล้วครับ... บรรยากาศบนเรือสนุกสนาน อลเวงกันน่าดู ตามผมมาซิครับ.... 

 

            บนเรือลำนี้อย่างที่เกริ่นไว้ว่าเป็นเรือขนาดใหญ่ แบบเรือไททานิคละครับ ( แต่ตอนนั้นหนังเรื่องนี้ยังไม่สร้างนะ ) มีเรือเล็กชูชีพผูกห้อยข้างเรือประมาณ 10 กว่าลำ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ห้องฉายหนัง ( ไม่เรียกภาพยนต์ ) , เวทีแสดงการบันเทิง , สนามเทนนิส , สระว่ายน้ำ , ดิสโก้เธค ( สมัยนั้นเรียกกัน) , ห้องอาหารขนาดใหญ่หลายห้อง หลายบรรยากาศยุโรป ( ต้องใส่สูททักซิโด้ ผูกหูกระต่ายเข้าไปเท่านั้น ) , ห้องเล่นเกมส์ การพนัน โปกเกอร์ บาคาร่า สล็อต แมชชีน ( เครื่องโยก ) , ห้างขายสินค้าที่ระลึก , ลิฟท์โดยสารแต่ละชั้น 7 ชั้น , ห้องพักแบบเคบินเตียงคู่ เล็ก ๆ เป็นร้อยห้อง , ห้องพัก VIP , ห้องสมุด , ห้องออกกำลังกาย ( ไม่เรียกฟิตเนส ) , ห้องกีฬา , ห้องพยาบาล ฯลฯ  นอกจากเจ้าหน้าที่ลูกเรือที่เป็นฝรั่งแล้ว พนักงานบนเรือส่วนใหญ่จะเป็นชาวฟิลิปปินส์ครับ....

             ก่อนออกเดินทาง ไกด์ทัวร์ได้แจ้งไว้แล้วให้รับประทานยาแก้เมาคลื่น หรือเขาจะมีเป็นแผ่นยาพลาสติคกลมใส ๆ เล็ก ๆ ไว้ให้สำหรับแปะไว้บริเวณ หลังใบหู ตรงกกหูครับ...สามารถช่วยแก้เมาคลื่นได้เป็นอย่างดีแต่แปะไว้ซักพักแล้วจะมีอาการรู้สึกคอแห้งเป็นอย่างมากเลยครับ             

 

วันแรกบนเรือสำราญ... 

 

            ชาวทริปทัวร์ วางมาด วางตัวเป็นเศรษฐี ผู้ดีอังกฤษกันอย่างเต็มที่ครับ แต่งกายผูกเนคไท หูกระต่าย ใส่สูทตามกฏข้อบังคับแบ่งกรุ๊ป แบ่งหมวดหมู่เวลา เข้ารับประทานอาหารเรียบร้อยเดินเข้าไปเลยครับ โอ้ โห ! ( ทุกคนคิดเหมือนกันหมด ) เสร็จข้าละ อาหารดี ๆ ชั้นเลิศ แบบฝรั่งยุโรปทั้งนั้น ทั้งข้าว และเนื้อสัตว์ต่าง ๆ มีทั้งน้ำผลไม้ วิสกี้ บรั่นดี ชา กาแฟเขาจะเสิร์ฟตามขั้นตอนเลย มีช่วงเวลาดื่มน้ำชารูปแบบอังกฤษ มีซุปต่าง ๆ บริการเช่น ซุปข้าวโพด ซุปถั่วซุปหลากหลาย แต่ขอโทษ...รสชาติอาหารจะออกมัน ๆ เค็ม ๆ เลี่ยน ๆ ไม่มีรสหวานเลยครับ มีขนมปังหลากหลาย ตบท้ายด้วยผลไม้ เช่น แอปเปิล องุ่น กล้วยหอม ผลไม้ต่างประเทศมากมาย สำหรับผู้โดยสารกิตติมศักดิ์ ใคร ? ไม่รู้ภาษาก็ใช้วิธีจิ้มตามเมนู วันแรกทานกันอย่างไว้ท่ากันเต็มที่  กลางคืนบนดาดฟ้าเรือสวยมากครับ มองเห็นดวงจันทร์ส่องแสงกระทบผิวน้ำทะเล งดงาม ลมเย็น ๆ ปะทะร่าง กลางวันจะเห็นปลาโลมาว่าย วิ่งตามเรือด้วย ตรงกาบเรือจะทำเป็นช่องตารางทาสีไว้ และมีไม้เหมือนไม้ถูพื้นใช้สำหรับไสลูกพลาสติกกลมไปตามพื้น เพื่อให้เข้าช่องตารางแข่งคะแนนกัน เห็นว่าเป็นเกมส์ใช้ผ่อนคลายของลูกเรือครับ 

            วันที่สอง....มาแล้วครับ ปรากฏว่าห้องที่มีคนสนใจอุดหนุนมากที่สุดก็คือ ห้องแพทย์ ห้องพยาบาล ซึ่งเป็นฝรั่งทั้งนั้น ผู้คนเนืองแน่นเสมือนมีจราจลย่อยเกิดขึ้น เพราะแต่ละคนมีอาการเมาคลื่น สลบสไล หน้าซีดเซียว สี่งที่รับประทานมา อาเจียนออกกันหมดแล้วครับไกด์ช่วยเป็นล่ามทำหน้าที่ไม่พอซะแล้ว ! เราและคนอื่น ๆ ที่พอฟังภาษาอังกฤษได้บ้าง ก็ต้องเป็นล่ามจำเป็นละครับ ช่วยแพทย์ พยาบาลไปในตัว อลเวงน่าดูครับ  พอถึงเวลาอาหารมื้อต่อ ๆ มา จากที่ผู้คนเนืองแน่น ผูกไท ใส่สูท ตอนนี้โหรงเหรงไปถนัดตา  ขอบายก้นไปหมด เสื้อสูทมิต้องพูดถึง แต่ละคนเพียงขอให้มีแรงหยิบเสื้อยืด คลานมาทานอาหารได้ก็นับว่าเป็นบุญ  แล้วยิ่งมาพบกับบรรดาซุปต่าง ๆ ที่มัน ๆ เค็ม ๆ เลี่ยน ๆ อาการเมาคลื่น ก็ยิ่งเมากันยกใหญ่ พระเจ้า !!!ผลไม้ที่แต่ละคนเคยหยิบกักตุนกันตามนิสัยคนไทย ตอนนี้กองพะเนิน มิมีใครสนใจเหลือบตามองเลยครับ ( ก็มันกินไม่ลงแหล่ว... ) มีสิ่งเดียวเสมือนพระเจ้าที่มาโปรด ก็คือเพื่อน ๆ แม่บ้านบางคนที่แอบพกกระปุก น้ำพริกเผา น้ำพริกนรกมา ( ตอนนี้กลายเป็นน้ำพริกสวรรค์ไปซะแล้ว ! ) ผู้คนรุมขอแบ่งกินนิดหน่อยก็ยังดีช่วยต่อชีวิตได้โปรดเถิด... ( เสียงแต่ละคนอ้อนวอน เจ้าของกระปุกน้ำพริกอันมีค่า ยิ่งกว่าทอง )

            บริเวณรอบกาบเรือ และระเบียงดาดฟ้า จะมีเตียงให้นอนอาบแดดแต่ตอนนี้ ผมมอง ๆ ดู มันเหมือนกับเตียงผู้ป่วยในหนังสงครามอย่างนั้นแหละ แต่ละคนนอนตาลอย เสมือนอยากให้วันคืน ผ่านเลยไปเร็ว ๆ แล้วบางคนก็คงอาจจะสาปส่ง เข็ดกับทริปนี้ไปตลอดชีวิตเชียวละ บางคนแอบตั้งชื่อว่า “ ทิปทรมาน ” ซะแล้ว ! ขากลับเรือจอดแวะพักที่เกาะแรด ( หากจำมิผิด เกาะอะไรซักอย่างนี่แหละ ) แถบทะเลอ่าวไทย จ.สุราษฎร์ธานี มีชาวบ้านมาปรุงทำผัดไทยแบบอาหารทางภาคใต้เลี้ยงรับรอง ทุกคนกล่าวสรรเสริญเป็นเสียงเดียวกันว่า “ เป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในชีวิต ” พร้อมกันโดยมิได้นัดหมายแฮะ...

 

            วันสุดท้ายเรือเทียบท่าที่ ท่าเรือปากน้ำปู่เจ้าสมิงพราย จ.สมุทรปราการ  ลูกทัวร์แต่ละคนหอบหิ้วสังขารลงจากเรือเสมือนคนตายแล้วเกิดใหม่ยังไง ยังงั้น แต่ก็กลับมาถึงไทยด้วยความสวัสดิภาพและจะจดจำไปตราบนานเท่านาน เพราะขึ้นยืนบนพื้นดิน หรือกลับมาถึงบ้าน เสมือนกับว่าพื้นดินเมืองไทย ทำไม ? มันเป็นอย่างนี้ฟะ ! โคลงไป เคลงมา โยกไป เยกมา เอ๊ะ ! หรือว่ากำลังเกิดแผ่นดินไหว ( น้าน...ยังไม่วายเมา !!! )  

            ส่วนผม จุ๊ ! จุ๊ ! ชาว blog ok อย่าเอ็ดไป จะเปิดเผยความลับระดับ Top cecret ให้ฟังว่า คนคู่ใจที่ผมแอบหนีบไป ซิงกะโปร์ ด้วยนั้น ปัจจุบัน เป็นคุณแม่ที่ดีของลูก ๆ 3 คนทุกวันนี้ไง ! อย่า...ไปบอกให้คุณพ่อตา.... คุณแม่ยาย  ผมรู้เชียวนะ ว่าแอบพาลูกสาวเขาไปเที่ยวน่ะ เดี๊ยวขอลูกสาวคืนจะยุ่ง  ( แต่มิเป็นไรหรอกเพราะคุณพ่อตา  คุณแม่ยาย ที่บ้านนอก คงไม่แอบเปิด Web เข้ามาดู blog โอเค เนชั่นหรอก..... หรือก็ไม่แน่นิ !!!! )   

Note : แรงบันดาลใจ อารมณ์ สุข เศร้า เหงา ฮา จาก...ความทรงจำในอดีต  หมายเหตุ      เรื่องอาจจะยาวหน่อย ไม่ได้แบ่งเป็น 2 ตอน เพราะเกรงว่าอารมณ์ เรื่องราวจะขาดความต่อเนื่อง และอยากเก็บความรู้สึกดี ๆ รวมทั้ง Comment ไว้ในที่เดียวกันครับ  อดทนอ่านได้...ก็อ่านให้จบนะ.....พี่น้อง ( พุดแบบพี่แอ๊ด...บาวเดี๊ยะ ! )


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 26
kaikhong วันที่ : 17/05/2008 เวลา : 13.59 น.
http://www.oknation.net/blog/kaikhong


เมนูวันหยุดครับ

http://www.oknation.net/blog/kaikhong/2008/05/17/entry-1
ความคิดเห็นที่ 25
ดอกไม้บานในสวนอักษร วันที่ : 14/05/2008 เวลา : 12.48 น.
http://www.oknation.net/blog/Bootsabahbun

หวัดดี นักแต่งเพลง สบายดีอยู่ไหม
ความคิดเห็นที่ 24
officemom วันที่ : 13/05/2008 เวลา : 11.38 น.
http://www.oknation.net/blog/officemom
officemom ชอบเล่าเรื่องสนุกๆ 

อย่างนี้ นี่เอง...
ความคิดเห็นที่ 23
รัตติกาลแห่งราตรี วันที่ : 12/05/2008 เวลา : 22.41 น.
http://www.oknation.net/blog/happyIateekan
มีความสุขกับเวลาที่เป็นกลางคืนแห่งราตรีกาลไปบ้านหลังที่ 2" บ้านนิยายทั้งเรื่องสั้นและเรื่องยาว. ( ก๊อปลิ้งค์ข้างล่างนี้ได้เลยครับ ) http://www.oknation.net/blog/happylateekan

แวะมาบอกว่านิยายผมไปตอนที่17 แล้วครับ
ความคิดเห็นที่ 22
ญิบพันจันทร์ วันที่ : 09/05/2008 เวลา : 20.11 น.
http://www.oknation.net/blog/yipphanchan
ญิบ_พันจันทร์

สวัสดีครับ
ความคิดเห็นที่ 21
สิปาง วันที่ : 08/05/2008 เวลา : 15.57 น.
http://www.oknation.net/blog/plas

สวัสดีค่ะ...มาบอกว่าได้งานใหม่แล้ว ขอบคุณที่ยังคิดถึงกันเสมอ...
ความคิดเห็นที่ 20
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 07/05/2008 เวลา : 22.37 น.
http://www.oknation.net/blog/suntawanyim

ความคิดเห็นที่ 19
Freedomheart วันที่ : 07/05/2008 เวลา : 15.33 น.
http://www.oknation.net/blog/Freedomheart


... ตามมาอ่าน ...

... ตามมาชื่นชมการเล่าเรื่อง ...

... ตามมาทบทวนความหลัง ทริปล่องเรือฉันหมดไปหลายหมื่่นกับเครื่องสลอทแมชชืน
... แต่บนเมืองนั้น ฉันไม่ประทับใจอะไรเลย คิดถึงเมืองไทยมากมาย

... ...
ความคิดเห็นที่ 18
เรือนข้าหลวง วันที่ : 06/05/2008 เวลา : 09.59 น.
http://www.oknation.net/blog/banklangtung

ตามมาอ่าน
มาชื่นชมผลงาน
แม้จะยาวมากๆๆ
แต่ก็สนุก ตื่นเต้น เร้าใจ
ว่าแต่ถ้าพ่อตา มาอ่านโอเคเนชั่น
แล้วมิต้องคืนทั้งภรรยาและลูกอีกสองเหรอ?
ความคิดเห็นที่ 17
ดอกไม้บานในสวนอักษร วันที่ : 06/05/2008 เวลา : 08.43 น.
http://www.oknation.net/blog/Bootsabahbun

เยี่ยม

แต่สีตัวหนังสือข่มขืนสายตามมากเลย

มายาแชนเนล มาเองเลย
ความคิดเห็นที่ 16
ดินเหนียว วันที่ : 06/05/2008 เวลา : 00.44 น.
http://www.oknation.net/blog/din22
ฝัน...ของดินเเหนียว เขตปลอด Tag  และปลอดคนลวง  จ้ะ

ยาวมากๆเลยจ้ะ
ขอชื่นชม..
ในความขยัน..เขียนงานขอให้มีความสุขมาก ๆ นะคะ

ขอบคุณมากค่ะ

นอนหลับฝันดีราตรีสวัสดิ์ค่ะ


ความคิดเห็นที่ 15
kaikhong วันที่ : 05/05/2008 เวลา : 20.47 น.
http://www.oknation.net/blog/kaikhong

อย่า...ไปบอกให้คุณพ่อตา.... คุณแม่ยาย ผมรู้เชียวนะ ว่าแอบพาลูกสาวเขาไปเที่ยวน่ะ เดี๊ยวขอลูกสาวคืนจะยุ่ง

ผมว่าคงไม่ทันแล้วครับ อิอิ สามแล้ว นี่น่า
ความคิดเห็นที่ 14
chedtha วันที่ : 05/05/2008 เวลา : 14.25 น.
http://www.oknation.net/blog/chedtha
http://www.oknation.net/blog/chedtha3 (ความทรงจำที่สวยงาม)

สวัสดีครับ

เมื่อวานแวะมารอบหนึ่งแล้ว
วันนี้ผมเพ่ิงอัพบล๊อกเสร็จ เอาภาพศาลาไทยในสวนมาโพสต์ครับ
http://www.oknation.net/blog/chedtha/2008/05/05/entry-2
ความคิดเห็นที่ 13
รัตติกาลแห่งราตรี วันที่ : 05/05/2008 เวลา : 11.29 น.
http://www.oknation.net/blog/happyIateekan
มีความสุขกับเวลาที่เป็นกลางคืนแห่งราตรีกาลไปบ้านหลังที่ 2" บ้านนิยายทั้งเรื่องสั้นและเรื่องยาว. ( ก๊อปลิ้งค์ข้างล่างนี้ได้เลยครับ ) http://www.oknation.net/blog/happylateekan

แก้คำผิดครับอิอิ "ตื่นเต้น" นั่งใกล้ปีกเครือ่งบิน" ตอนไปเยอรมันสมัยนั้น" "รัสเซีย"

ผม+1โหวตให้สำหรับเรื่องที่เล่านี้นะครับ

จาก.รัตติกาลแห่งราตรี.1 และ 2 ครับ.
ความคิดเห็นที่ 12
รัตติกาลแห่งราตรี วันที่ : 05/05/2008 เวลา : 11.24 น.
http://www.oknation.net/blog/happyIateekan
มีความสุขกับเวลาที่เป็นกลางคืนแห่งราตรีกาลไปบ้านหลังที่ 2" บ้านนิยายทั้งเรื่องสั้นและเรื่องยาว. ( ก๊อปลิ้งค์ข้างล่างนี้ได้เลยครับ ) http://www.oknation.net/blog/happylateekan

เข้ามาอ่านไปมีบางตอนผมอดขำไปไม่ได้ครับ เช่น ติ่นเต้นที่ได้ขึ้นเครื่องบิน ผมเองก้เป็นเช่นนั้นครับ ต่อนไปเยอรมันสมัยดน้นพอๆกับคุณวัติธนวิทย์ นะนอนไม่หลับกลัวเครื่องบินตกครับ แล้วยิ่งนักใกล้ปีกเครื่องบินด้วยแล้ว เวลาเครื่องลดเพดานบินลงปีกมันจะเปิดผ้มนี้ละ!ตกใจหมดเลยครับ นึกว่าปีกหลุดซะอีก โถๆๆนึกว่าจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้บนขอบฟ้านานฟ้ารัชเซียซะแล้วในตอนนั้นนะ 5555 นั้นนะสิเพราะว่าเราเปิ่นๆเหมือนกันละครับ อิอิอิ ส่วนลุงสังเวียน โถๆๆน่าสงสารแก่จริงๆเลยนะครับ 555 จะหัวเราะแก่ดีรึว่าสงสารแก่ดีนะ เล่นเอาแกพองไปรึเปล่านี่ครับ วันนั้นสงสัยคงจะปวดแสบปวดร้อนแน่เลยครับ เฮ้อ!..

พอลงเรือสุขสำราญกลับอุตสาห์ว่างมาดใส่สูทกันซะอย่างดี เหมือนกันเลยอาหารสุดเลิศหรูอย่างที่เห็น จะมีใครอดใจไว้ได้บ้างละครับ
เป็นไงกันละครับ5555 ผลก้คือห้องพยาบาลแทบไม่ว่างเลยรึไงครับ

ผมว่าตอนนั้นก็คงจะเข็ดอาหารฝรั่งไปนานนะครับ น้ำพริกปลาทูบ้านเราอร่อยกว่าใดๆที่ไหนๆในโลกนี้หลายร้อยเท่าครับ

เขียนได้ดีครับอ่านแล้วอมยิ้มปนหัวเราะขำไปกับความเปิ่นๆของคนเขียนและคนที่รมวเดินทางไปในครั้งนั้น

ปล.แต่ควรจะแบ่งเป็นสองตอนจะดีกว่าครับ...มันยาวไปสำหรับคนที่ชอบความต่อเนื่องเขาจะมาอ่านต่อเองแหละครับเพราะว่าเขียนอ่านแล้วให้น่าติดตามต่อ เพราะบางคนถ้าเข้ามาแล้วเห็นตัวหนังสือที่เยอะๆเป็นจำนวนมากเขาจะอ่านแบบข้ามๆไปครับจับใจความได้บ้างไม่ได้บ้างก็จะคอมเมนต์ไปเลยครับ ผมคิดว่าควรแบ่งเป็นตอนๆดีกว่าครับในความคิดผมนะครับ เพราะเรื่องของคุณ วัติธนวิทย์ ที่เล่ามานั้นอ่านสนุกดีอ่านไปเห็นภาพไปไม่เครียดครับ

จาก.รัตติกาลแห่งราตรี.1 และ 2 ครับ.
ความคิดเห็นที่ 11
อธิฏฐาน วันที่ : 05/05/2008 เวลา : 10.14 น.
http://www.oknation.net/blog/sandstone
เพราะคุณเป็นมากกว่าเพื่อน

ยังไม่เคยไปเลยค่ะสิงค์โปร์ ไปแค่ปีนัง 3 ครั้ง หากไปก็คงเปิดซิงเหมือนกันค่ะ สุขสันต์วันหยุดเพิ่มค่ะ
ความคิดเห็นที่ 10
feng_shui วันที่ : 05/05/2008 เวลา : 08.38 น.
http://www.oknation.net/blog/buzz
feng_shui

เคยตื่นเต้นกับOrchard Road ของเขาเมื่อ เกือบ 20ปีเหมือนกันคะ
สวัสดีวันจันทร์ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 9
ดาเรน วันที่ : 05/05/2008 เวลา : 08.08 น.
http://www.oknation.net/blog/darain

โอเคเนชั่นครับ...พิมพ์ปิด เอ้ย! พิมพ์ผิดครับ...
ดีน ครับ.....
ความคิดเห็นที่ 8
ดาเรน วันที่ : 05/05/2008 เวลา : 08.06 น.
http://www.oknation.net/blog/darain

สวัสดีครับ คุณวัติธนวิทย์...


ผมอยู่บ้านนอกแต่ก็เข้าโอเรเนขั่นนะครับ...

เอิ๊ก เอิ๊ก เอิ๊ก...


ดีน ดาเรน ครับ.....
ความคิดเห็นที่ 7
นักล่าของเก่า วันที่ : 05/05/2008 เวลา : 07.32 น.
http://www.oknation.net/blog/sirawit

ชอบเพลง สไตร์เดียวกันเลยครับ
ความคิดเห็นที่ 6
mr_taweesak วันที่ : 05/05/2008 เวลา : 07.08 น.
http://www.oknation.net/blog/mrtaweesak
http://www.taweesak.in.th        บล๊อกของฉัน

สวัสดีครับ ขอบอกว่าบรรยายได้เห็นภาพ จนนึกภาพตามได้เลย สุดยอดเลยครับสำหรับทริปนี้ ... ขอบคุณมากครับ ขอโหวต +1 เป็นลำดับที่ 20 ด้วยความชื่นชม
ความคิดเห็นที่ 5
กันเอง วันที่ : 05/05/2008 เวลา : 06.58 น.
http://www.oknation.net/blog/guneng

อยากไปซิงกะโปร์
แต่คงไม่มีหวังแล้ว
ความคิดเห็นที่ 4
Supawan วันที่ : 05/05/2008 เวลา : 06.23 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

เคยไป ซิงกะโป ตรั้งแรกเมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว ..
ความคิดเห็นที่ 3
ลานเทวา วันที่ : 05/05/2008 เวลา : 02.14 น.
http://www.oknation.net/blog/phutanow
 .......ทุกบทคำนำนัยยะ   เถอะเจ้าจงชำระ   มันด้วยใจ.........

ความคิดเห็นที่ 2
chedtha วันที่ : 04/05/2008 เวลา : 21.29 น.
http://www.oknation.net/blog/chedtha
http://www.oknation.net/blog/chedtha3 (ความทรงจำที่สวยงาม)

โห...อ่านตั้งนาน เพิ่งเข้าใจ
ว่าทำไมตั้งชื่อเรื่องว่า "เปิดซิง ซิงกะโปร์"

ที่แท้ ไม่ใช่เพียงเพราะไปเที่ยวต่างประเทศครั้งแรกหรอกนะ
แต่เพราะ.....(รู้ทันน่า)
ขอแสดงความยินดีด้วยครับ ขอให้รักกันตลอดไปนะครับ

ความคิดเห็นที่ 1
ซันตะวันยิ้ม วันที่ : 04/05/2008 เวลา : 19.32 น.
http://www.oknation.net/blog/suntawanyim

มาอ่านแล้วครับพี่น้อง
อดีตยาวนานเชียว
ได้นั่งเรือสำราญซะด้วย
แต่แหมไม่น่าเมาเลย
ทีอยู่บนบกละก็อยากเมากันจัง

อดีตมีไว้ให้จดจำวันหวานที่ผ่านมา
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation