| เพลง " คริสตี้สัมพันธ์ " | ||
แบบว่าโชว์ เสียงร้องเอง ว่างั้นเหอะ...อิ ! อิ ! |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |
พิมพ์หน้านี้
|
เปิดซิง..... ซิงกะโปร์ จาก คนเก่า เล่าเรื่องเที่ยว
ไทม์ แมชชีน ย้อนเวลาไปเมื่อ ก.พ. 2532 ......
เกือบยี่สิบปี แล้วสินะ !
ผมยังจำได้ติดตา ติ๊ด...ใจเลย กับเรื่องราวที่ครั้งหนึ่งของชีวิต อ้าย...หนุ่มบ้านนอกจากสุพรรณ ( แบบบุญชูเล้ย ! ) เมื่อทำงานแล้วได้จับพลัดจับผลู... ( คำบ้านนอกดั้งเดิมหาฟังยากส์..) ผลงานดีเด่นได้รับรางวัล บ้านนอก อวอร์ด จากบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง ให้ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ โอ้ ! โฮ ! เฮะ.... ( นี่ก็...คำอุทานสมัยก่อนไง ) ครั้งแรกในชีวิตเลยนะเนี่ย ! ที่เฮาจะได้ไปนอก ต้องบอกว่า อ้ายบ่คิดฝัน...
ไปไหนน่ะเหรอ... โน่นแน่ะ ไกล๊ ไกล ประเทศ ซิงกะโปร์ ( ได้แค่นี้ก็ดีและ ) แต่เราไม่ทำ มะ ดา นะ เที่ยวขาไปเขาให้ไปโดยเครื่องบิน ส่วนขากลับน่ะเหรอ... บริษัทเขาไล่ให้กลับเรือ ( อ้าว ! ไหงเป็นงั้น ) แต่เรือที่ว่านี้ เป็นเรือท่องเที่ยวเดินสมุทรรอบโลก ขนาดใหญ่ ถ้าจำมิผิดสัญชาติสวีเดน หรือฮอลแลนด์ นี่แหละ ( รู้ไว้ด้วย ! เรือเขาก็มีสัญชาติเหมือนคนนะ... เวลาตีทะเบียนต้องระบุไว้ ) ระวางขับน้ำเขาว่าหลายหมื่นตันทีเดียว มีสำนักงานอยู่ที่ฮ่องกง ( ตะก่อนนั้นใคร ๆ ก็เรียกกันนึกว่าเป็นประเทศ แต่จริง ๆ แล้วเป็นเกาะเขตอาณานิคมของจีนที่ให้อังกฤษเช่า ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ) สงสัยคงเพราะจีนมีเขตอาณานิคมไว้มากเกินไปมั้ง ! ดูแลไม่ไหว เลยแบ่ง ๆ ให้เขาเช่าหารายได้มั่ง ตามนิสัยพ่อค้านิ ! พูดถึงเรือลำยักษ์ลำนี้ เขาบอกว่า 4 ปีจะเดินทางมาเมืองไทยครั้งหนึ่ง เห็นเขาเรียกเรือ เพิร์ล ครูซซิ่ง อะไร ? นี่แหละ พอมาจัดโปรแกรมที่เมืองไทย เขาเลยตั้งชื่อเรียก ทริปท่องเที่ยวนี้ว่า เรือโอเชี่ยน เพิร์ล ตามชื่อบริษัทที่เป็นสปอนเซอร์น่ะ !
พูดถึงคำว่า ซิงกะโปร์ ซักกะติ๊ด... คำ ๆ นี้ ที่เขียนถึงอย่างนี้มิได้เขียนผิดแต่อย่างใด พี่น้อง... ( พูดแบบพี่แอ๊ด บาวอ่ะ... ) เป็นภาษาไทยที่ออกสำเนียงดั้งเดิมไม่ค่อยมีใคร ? เรียกว่า สิง คะ โปร์ หรอกนะ อย่างเดียวกับประเทศพม่า คนแถวบ้านโดยเฉพาะคุณพ่อจะเรียกว่า พะ ม้า ว่าเข้านั่น ยามใดที่โทรทัศน์สีขาว ดำ ( ไม่มีหลายสีหรอก และก็ไม่เรียกทีวีด้วย ) ที่บ้านยี่ห้อ ชาร์ป ยี่สิบนิ้วไม่รู้เขานับนิ้วไหน ? กันบ้าง ( ความคิดตอนเด็ก ๆ ) รุ่นยี่สิบ อี เก้าที มีหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ด้วย ( จำแม่นเพราะเป็นคนคุมไฟไม่ให้เกินเวลาไฟเกินทีเสียงหม้อจะร้อง อ๊อด ๆๆๆ เล่นเอาตกใจกันทั้งบ้าน และก็ต้องปีนขึ้นไปปรับปุ่มเวลาภาพล้ม เพราะสมัยก่อนเครื่องรับโทรทัศน์มีขาตั้งด้วยสูงมากเกือบครื่งเมตร คุณพ่อก็ดั้นเอาไปตั้งบนโต๊ะทำงาน ให้ดูกันทั่วถึงทั้งหมู่บ้านแบบรุมกันดู... เลยยิ่งสูงกันไปใหญ่ ) พอมีถ่ายทอดบอลไทย กับ พะม้าทีไร ได้ยินคุณพ่อดูไป...ด่าไป จวกพวกพะ ม้า ยับไม่มีชิ้นดีทุกที คงเลือดรักชาติรุนแรงน่ะ...
สอดแทรกความรู้บรรยากาศสมัยก่อนไปแล้ว ทีนี้เรากลับมาเรื่องเที่ยวกันต่อ หลังจากที่นอนไม่หลับมา 3 วันเต็ม ๆ ( ตื่นเต้น ! ) จะได้เปิดซิง ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก เคยได้แต่แหงนมองบนฟ้า และจะเปิดซิงไปนอก ( เขาไม่เรียกไปต่างประเทศ ) ครั้งแรก ทริปนี้เป็นทริปใหญ่รวมตัวกันประมาณ 200 กว่าคนเห็นจะได้ ส่วนผมหลังจากจับไม้สั้นไม้ยาว เลือกสาวที่จะไปด้วยได้แล้ว ( อ๊ะ ! ล้อเล่นน่า... ) ลงทุนตั้งใจปล้ำ เอ๊ย... ใจป้ำ ออกค่าตั๋วทริปนี้ 12,000 บาท ก็ได้คนคู่ใจไปด้วยกัน ( เผื่อหลงทาง จะได้มีเพื่อนหลงด้วยไง )
วันเดินทาง ณ สนามบินนานาชาติดอนเมือง ( เรียกเต็มยศสมัยนั้นดูซะเก๊า...เก่านิ ) คำว่า International แต่ก่อนเขาไม่ค่อยเรียกคำว่า สากล นะ... เพราะไม่รู้จัก เขาจะเรียกว่า นานาชาติ ก่อนขึ้นเครื่องผมกะคนคู่ใจ พร้อมเพื่อนผู้หญิงอีกหนึ่งคน นัดหมายเวลาว่าจะมารอหน้าประตูช่องตรวจตั๋วกัน แล้วเพื่อนผู้หญิงขอเวลาไปทำธุระ ผมในฐานะ บ้านน๊อก...บ้านนอก กับคนคู่ใจ ก็ถือโอกาสเดินสำรวจ นานาชาติ ซะหน่อย คนเยอะจริง ๆ ฝรั่ง ไทย จีน ญี่ปุ่น ( อย่างกับรถโฆษณาหนังกลางแปลงสมัยก่อนเลย จะโฆษณาเสียงดังอย่างนี้แหละ ! พ่อแม่ พี่น้อง จะได้พบกับหนังฝรั่ง ไทย....... ) ซักพักหนึ่ง ได้เวลานัดหมาย ใจตุ้ม ๆ ต้อม ๆ มาก มองหาเพื่อนสาวอีกหนึ่งคน ทำไม๊ ? ยังไม่มา ด้วยความหวังดีกลัวเพื่อนตกเครื่อง ผมขอไปเดินหาทั่ว Terminal ตายละหว่า...เครื่องจะออกแล้ว เขาคงประกาศเตือนหลายเที่ยว ผมกับคนคู่ใจ หลังจากหาเพื่อนไม่พบแน่แล้ว จึงตัดสินใจ พอตรวจตั๋วแล้วรีบวิ่งไปทันที อ๊ะ ! เจออุโมงค์อะไร ? ฟะเนี่ย ( มารู้ทีหลังคือ งวงช้างเทียบขึ้นเครื่องบิน ) เราจูงมือกันทุลักทุเล ตายเป็นตาย วิ่งเข้าไปเลย... หลงเป็นหลงกันฟะ พรวด ! โผล่มาอีกทีเห็นทุกสายตา จ้องมองมาที่เรา ยังกะดารา หรือว่าแฟนเราสวยนะ ( คิดเอาเอง ) ปล่าวหรอก ! เราทำให้เขาต้องรอ ประกาศหลายรอบแล้ว ส่วนเพื่อนสาวที่เราหวังดีตามหา แหม ! นั่งยิ้มแฉ่งเรียบร้อยแล้ว หารู้ไม่ว่าเปิดซิงนั่งเครื่องครั้งแรก ทำเอาเราเกือบแห้ว...สุพรรณ บุญไม่ถึงจะตกเครื่องซะแล้ว !!!
ซิงกะโปร์...สมัยนั้นค่าเงิน 1 เหรืยญดอลล่าร์ของเขา แลกเงินไทยได้ 12 บาทแน่ะ ! เรายังเก็บไว้เป็นที่ระลึกเลย ไม่รู้ว่าฝรั่งมาเมืองไทยเก็บแบงค์ไทยไว้เป็นที่ระลึกหรือปล่าวนะ เราใช้เวลาบินประมาณ 1 ชั่วโมงเศษเองมั้ง และเวลาก็ไม่ต่างกับไทยเท่าไหร่ ? ประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ( อีกแล้ว ) เรามาลงที่สนามบิน ชางกี หรือ ชางงี นั่นแหละ เรารู้สึกว่ามันเล็กนะ แต่เดี๋ยวนี้เขามีสนามบินแห่งใหม่ใหญ่กว่าเก่ามากแล้วละ รถบัสที่สนามบินก็เล็ก ๆ เก่า ๆ เราไม่เคยเห็นมินิบัสแบบนี้หรอก ไม่มีให้ดู... ที่เมืองไทย และ กรุงเทพ ฯ เห็นแต่รถเมล์สีขาวของนายเลิศ และรถบัสประจำทาง ขนาดใหญ่กว่าเยอะ ( เพราะมีขนาดเดียว ) ทัวร์เขาจัดให้พักที่โรงแรมชื่อ..... ( จำไม่ได้แหล่ว ) โรงแรมชั้นหนึ่งหรือชั้นไหน ? ก็ไม่รุ๊แฮะ... รู้แต่ว่าพักชั้นที่ 59 ( เลขดีซะด้วยบอกใบ้ให้งวดนี้กง ๆ ) มีเรื่องเล่าในโรงแรม พวกกันชื่อ ลุงสังเวียน แกมาจากสุพรรณบ้านเดียวกันนั่นแหละ แกร้องโวยวายออกมาจากห้องพัก ดังลั่น โอดโอย ว่าน้ำร้อนลวก ๆ ปรากฏว่าแกเปิดก๊อกน้ำร้อนที่อาบน้ำฝักบัวแล้ว ปิดเปลี่ยนน้ำไม่เป็นน่ะ ฮ่า ! ฮ่า !
เราเที่ยวกันส่วนใหญ่ที่ถนนออร์ชาด Orchard นั่งรถไฟใต้ดินตื่นเต้ลล์มาก ( สมัยนั้นเมืองไทยไม่มี ) ที่นี่ ! พวกกันมาจากสุพรรณอีกนั่นแหละ ชื่อคุณเลี้ยง ฯ ร่างดำทะมึน สูงใหญ่ พอแหย่เสียบบัตรตั๋ว ( เที่ยวเดียว ) ตรงช่องก่อนขึ้นรถไฟแล้ว ตกใจ ! ยืนมองดูบัตรหายไป นึกว่ามันล่วงลงไป ยืนรอไม่เห็นคืนบัตรให้ซะที เหล็กทางผ่านตีช่องปิดปั้บทันที แกเลยไม่ได้ผ่านเข้าไปทำเอาสีหน้าเสียเลย เราบอกเอางี้ ! รอคนต่อไปเสียบปุ๊บ คุณรีบวิ่งตามทันทีเลยนะ แกตกลง วิ่งปรู๊ด ! ทันที เฮ้อ ! รอดตายมาได้ ( แกรำพึง รำพันแฮะ... ) และวีรกรรมของแกในการซื้อของที่นี่ สุดยอดมากด้วยความเป็นคนจ่ายยาก ( ขี้เหนียวนั่นแหละ ! ) แกต่อราคาของจนพวกพ่อค้าโวยวาย ปัดเครื่องต่อรองที่ใช้เจรจาราคาทิ้งเลยเพราะแกเล่นกดเครื่องต่อรอง หรือล่ามประจำตัว ( ก็เครื่องคิดเลขไง ) กดซะราคาสินค้าแทบเหลือ 0 ( ศูนย์ ) เลย...
ส่วนผมช็อปปิ้งได้เสื้อยืดสุดหล่อมาตัวหนึ่ง จากคนขายซึ่งมักจะเป็นคนจีน กับคนแขก ภูมิใจ๊ ภูมิใจ ต่อรองราคามาได้ซะเหนื่อย คุณพระช่วย ! ( มิใช่ ! รายการฮิตหรอก ) พอมาถึงเมืองไทย อวดคนซะ...ทั่ว ผลปรากฏพลิกดูป้าย ว้าว !!! เมด อิน ไท้แล่นด์ ( ฮึ่ม ! ยังเก็บเอาไว้เจ็บใจ เป็นที่ระลึกทุกวันนี้เลย ) เรื่องอาหารที่เรารับประทานส่วนใหญ่ก็จะง่าย ๆ ( กลัวแพง )ข้าวหมูแดง ข้าวมันไก่ทอด ก๋วยเตี๋ยว เขามีฟู๊ดแลนด์ ในห้าง ( ก่อนนั้นเมืองไทยไม่มี ) ซิงกะโปร์ เราต้องยอมรับว่าที่นี่ตลอดถนนหนทางเป็นเมืองสะอาดไม่มีขยะทิ้งเลย ( สงสัยเก็บตุนกันไว้ในบ้านมั้ง ) ทั้งเมืองจะมีต้นไม้เขียวขจี ในห้างก็ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะเขาจับปรับกันแพงจริง ๆ กฏหมายเขาเด็ดขาด ผู้คนมีวินัย ผิดกับเมืองไทยสมัยนั้น ทิ้งขยะได้เกลื่อนเมือง สูบบุหรี่กันได้ทุกที่ เฮ้อ !!!
สัญลักษณ์ของ ซิงกะโปร์ คือรูปปั้นสิงห์โต เมอร์ไลอ้อน ที่ท่องเที่ยวสวนนกจูล่ง เราไม่มีเวลาเที่ยวมากนักเพราะอยู่ ซิงกะโปร์ 2 วัน ต้องไปที่ท่าเรือเพื่อขึ้นล่องเรือสำราญระดับโลกกลับไทยแล้วครับ... บรรยากาศบนเรือสนุกสนาน อลเวงกันน่าดู ตามผมมาซิครับ....
บนเรือลำนี้อย่างที่เกริ่นไว้ว่าเป็นเรือขนาดใหญ่ แบบเรือไททานิคละครับ ( แต่ตอนนั้นหนังเรื่องนี้ยังไม่สร้างนะ ) มีเรือเล็กชูชีพผูกห้อยข้างเรือประมาณ 10 กว่าลำ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ห้องฉายหนัง ( ไม่เรียกภาพยนต์ ) , เวทีแสดงการบันเทิง , สนามเทนนิส , สระว่ายน้ำ , ดิสโก้เธค ( สมัยนั้นเรียกกัน) , ห้องอาหารขนาดใหญ่หลายห้อง หลายบรรยากาศยุโรป ( ต้องใส่สูททักซิโด้ ผูกหูกระต่ายเข้าไปเท่านั้น ) , ห้องเล่นเกมส์ การพนัน โปกเกอร์ บาคาร่า สล็อต แมชชีน ( เครื่องโยก ) , ห้างขายสินค้าที่ระลึก , ลิฟท์โดยสารแต่ละชั้น 7 ชั้น , ห้องพักแบบเคบินเตียงคู่ เล็ก ๆ เป็นร้อยห้อง , ห้องพัก VIP , ห้องสมุด , ห้องออกกำลังกาย ( ไม่เรียกฟิตเนส ) , ห้องกีฬา , ห้องพยาบาล ฯลฯ นอกจากเจ้าหน้าที่ลูกเรือที่เป็นฝรั่งแล้ว พนักงานบนเรือส่วนใหญ่จะเป็นชาวฟิลิปปินส์ครับ.... ก่อนออกเดินทาง ไกด์ทัวร์ได้แจ้งไว้แล้วให้รับประทานยาแก้เมาคลื่น หรือเขาจะมีเป็นแผ่นยาพลาสติคกลมใส ๆ เล็ก ๆ ไว้ให้สำหรับแปะไว้บริเวณ หลังใบหู ตรงกกหูครับ...สามารถช่วยแก้เมาคลื่นได้เป็นอย่างดีแต่แปะไว้ซักพักแล้วจะมีอาการรู้สึกคอแห้งเป็นอย่างมากเลยครับ
วันแรกบนเรือสำราญ...
ชาวทริปทัวร์ วางมาด วางตัวเป็นเศรษฐี ผู้ดีอังกฤษกันอย่างเต็มที่ครับ แต่งกายผูกเนคไท หูกระต่าย ใส่สูทตามกฏข้อบังคับแบ่งกรุ๊ป แบ่งหมวดหมู่เวลา เข้ารับประทานอาหารเรียบร้อยเดินเข้าไปเลยครับ โอ้ โห ! ( ทุกคนคิดเหมือนกันหมด ) เสร็จข้าละ อาหารดี ๆ ชั้นเลิศ แบบฝรั่งยุโรปทั้งนั้น ทั้งข้าว และเนื้อสัตว์ต่าง ๆ มีทั้งน้ำผลไม้ วิสกี้ บรั่นดี ชา กาแฟเขาจะเสิร์ฟตามขั้นตอนเลย มีช่วงเวลาดื่มน้ำชารูปแบบอังกฤษ มีซุปต่าง ๆ บริการเช่น ซุปข้าวโพด ซุปถั่วซุปหลากหลาย แต่ขอโทษ...รสชาติอาหารจะออกมัน ๆ เค็ม ๆ เลี่ยน ๆ ไม่มีรสหวานเลยครับ มีขนมปังหลากหลาย ตบท้ายด้วยผลไม้ เช่น แอปเปิล องุ่น กล้วยหอม ผลไม้ต่างประเทศมากมาย สำหรับผู้โดยสารกิตติมศักดิ์ ใคร ? ไม่รู้ภาษาก็ใช้วิธีจิ้มตามเมนู วันแรกทานกันอย่างไว้ท่ากันเต็มที่ กลางคืนบนดาดฟ้าเรือสวยมากครับ มองเห็นดวงจันทร์ส่องแสงกระทบผิวน้ำทะเล งดงาม ลมเย็น ๆ ปะทะร่าง กลางวันจะเห็นปลาโลมาว่าย วิ่งตามเรือด้วย ตรงกาบเรือจะทำเป็นช่องตารางทาสีไว้ และมีไม้เหมือนไม้ถูพื้นใช้สำหรับไสลูกพลาสติกกลมไปตามพื้น เพื่อให้เข้าช่องตารางแข่งคะแนนกัน เห็นว่าเป็นเกมส์ใช้ผ่อนคลายของลูกเรือครับ วันที่สอง....มาแล้วครับ ปรากฏว่าห้องที่มีคนสนใจอุดหนุนมากที่สุดก็คือ ห้องแพทย์ ห้องพยาบาล ซึ่งเป็นฝรั่งทั้งนั้น ผู้คนเนืองแน่นเสมือนมีจราจลย่อยเกิดขึ้น เพราะแต่ละคนมีอาการเมาคลื่น สลบสไล หน้าซีดเซียว สี่งที่รับประทานมา อาเจียนออกกันหมดแล้วครับไกด์ช่วยเป็นล่ามทำหน้าที่ไม่พอซะแล้ว ! เราและคนอื่น ๆ ที่พอฟังภาษาอังกฤษได้บ้าง ก็ต้องเป็นล่ามจำเป็นละครับ ช่วยแพทย์ พยาบาลไปในตัว อลเวงน่าดูครับ พอถึงเวลาอาหารมื้อต่อ ๆ มา จากที่ผู้คนเนืองแน่น ผูกไท ใส่สูท ตอนนี้โหรงเหรงไปถนัดตา ขอบายก้นไปหมด เสื้อสูทมิต้องพูดถึง แต่ละคนเพียงขอให้มีแรงหยิบเสื้อยืด คลานมาทานอาหารได้ก็นับว่าเป็นบุญ แล้วยิ่งมาพบกับบรรดาซุปต่าง ๆ ที่มัน ๆ เค็ม ๆ เลี่ยน ๆ อาการเมาคลื่น ก็ยิ่งเมากันยกใหญ่ พระเจ้า !!!ผลไม้ที่แต่ละคนเคยหยิบกักตุนกันตามนิสัยคนไทย ตอนนี้กองพะเนิน มิมีใครสนใจเหลือบตามองเลยครับ ( ก็มันกินไม่ลงแหล่ว... ) มีสิ่งเดียวเสมือนพระเจ้าที่มาโปรด ก็คือเพื่อน ๆ แม่บ้านบางคนที่แอบพกกระปุก น้ำพริกเผา น้ำพริกนรกมา ( ตอนนี้กลายเป็นน้ำพริกสวรรค์ไปซะแล้ว ! ) ผู้คนรุมขอแบ่งกินนิดหน่อยก็ยังดีช่วยต่อชีวิตได้โปรดเถิด... ( เสียงแต่ละคนอ้อนวอน เจ้าของกระปุกน้ำพริกอันมีค่า ยิ่งกว่าทอง ) บริเวณรอบกาบเรือ และระเบียงดาดฟ้า จะมีเตียงให้นอนอาบแดดแต่ตอนนี้ ผมมอง ๆ ดู มันเหมือนกับเตียงผู้ป่วยในหนังสงครามอย่างนั้นแหละ แต่ละคนนอนตาลอย เสมือนอยากให้วันคืน ผ่านเลยไปเร็ว ๆ แล้วบางคนก็คงอาจจะสาปส่ง เข็ดกับทริปนี้ไปตลอดชีวิตเชียวละ บางคนแอบตั้งชื่อว่า ทิปทรมาน ซะแล้ว ! ขากลับเรือจอดแวะพักที่เกาะแรด ( หากจำมิผิด เกาะอะไรซักอย่างนี่แหละ ) แถบทะเลอ่าวไทย จ.สุราษฎร์ธานี มีชาวบ้านมาปรุงทำผัดไทยแบบอาหารทางภาคใต้เลี้ยงรับรอง ทุกคนกล่าวสรรเสริญเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในชีวิต พร้อมกันโดยมิได้นัดหมายแฮะ...
วันสุดท้ายเรือเทียบท่าที่ ท่าเรือปากน้ำปู่เจ้าสมิงพราย จ.สมุทรปราการ ลูกทัวร์แต่ละคนหอบหิ้วสังขารลงจากเรือเสมือนคนตายแล้วเกิดใหม่ยังไง ยังงั้น แต่ก็กลับมาถึงไทยด้วยความสวัสดิภาพและจะจดจำไปตราบนานเท่านาน เพราะขึ้นยืนบนพื้นดิน หรือกลับมาถึงบ้าน เสมือนกับว่าพื้นดินเมืองไทย ทำไม ? มันเป็นอย่างนี้ฟะ ! โคลงไป เคลงมา โยกไป เยกมา เอ๊ะ ! หรือว่ากำลังเกิดแผ่นดินไหว ( น้าน...ยังไม่วายเมา !!! ) ส่วนผม จุ๊ ! จุ๊ ! ชาว blog ok อย่าเอ็ดไป จะเปิดเผยความลับระดับ Top cecret ให้ฟังว่า คนคู่ใจที่ผมแอบหนีบไป ซิงกะโปร์ ด้วยนั้น ปัจจุบัน เป็นคุณแม่ที่ดีของลูก ๆ 3 คนทุกวันนี้ไง ! อย่า...ไปบอกให้คุณพ่อตา.... คุณแม่ยาย ผมรู้เชียวนะ ว่าแอบพาลูกสาวเขาไปเที่ยวน่ะ เดี๊ยวขอลูกสาวคืนจะยุ่ง ( แต่มิเป็นไรหรอกเพราะคุณพ่อตา คุณแม่ยาย ที่บ้านนอก คงไม่แอบเปิด Web เข้ามาดู blog โอเค เนชั่นหรอก..... หรือก็ไม่แน่นิ !!!! ) Note : แรงบันดาลใจ อารมณ์ สุข เศร้า เหงา ฮา จาก...ความทรงจำในอดีต หมายเหตุ เรื่องอาจจะยาวหน่อย ไม่ได้แบ่งเป็น 2 ตอน เพราะเกรงว่าอารมณ์ เรื่องราวจะขาดความต่อเนื่อง และอยากเก็บความรู้สึกดี ๆ รวมทั้ง Comment ไว้ในที่เดียวกันครับ อดทนอ่านได้...ก็อ่านให้จบนะ.....พี่น้อง ( พุดแบบพี่แอ๊ด...บาวเดี๊ยะ ! )
|