พิมพ์หน้านี้
|
ขณะที่บุคคลมีชีวิตอยู่นั้น อาจมีทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ เมื่อบุคคลเหล่านั้นถึงแก่ความตาย ทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่และความรับผิดดังกล่าวของผู้ตายดังกล่าว หากไม่เป็นเรื่องเฉพาะตัวหรือมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นก็จะเป็น "มรดก" หลังจากเข้ามรดกถึงแก่ความตาย อาจมีปัญหาข้อขัดข้องในการจัดการมรดก หรือแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท จึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก มี 3 ประเภท ดังนี้ 1. ทายาทโดยธรรม ตามกฎหมายได้แบ่งทายาทโดยธรรมไว้ 6 ลำดับ ได้แก่ (1) ผู้สืบสันดาน (2) บิดามารดา (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (4) พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน (5) ปู่ ย่า ตา ยาย (6) ลุง ป้า น้า อา รวมทั้งคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ก็คือว่าเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย และมีสิทธิยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ แต่ทายาทที่ลำดับชั้นที่สนิทกับเจ้ามรดกมากที่สุดเท่านั้นมีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย เช่น หากผู้ตายมีบุตร ทายาทชั้นปู่ ย่า ตา ยาย ก็ไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดก เป็นต้น 2. ผู้มีส่วนได้เสีย หมายถึง ผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกองมรดกของผู้ตาย เช่น ภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย แต่มีทรัพย์สินที่เกิดจากการทำมาหาได้ร่วมกับผู้ตาย เป็นต้น 3. พนักงานอัยการ ซึ่งทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องขอให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลแทนตนเองได้ คุณสมบัติของผู้จัดการมรดก ผู้ที่จะเป็นผู้จัดการมรดกนั้น ต้องบรรลุนิติภาวะ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ และต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย การยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกให้ยื่นต่อศาลที่ผู้ตายมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลในขณะถึงแก่ความตาย หากผู้ตายไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ให้ยื่นต่อศาลที่ทรัพย์มรดกนั้นตั้งอยู่ในเขตศาล ซึ่งศาลที่สามารถยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ มีดังนี้ - กรุงเทพมหานคร ได้แก่ ศาลแพ่ง ศาลแพ่กรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนุบรี ศาลจังหวัดมีนบุรี ศาลจังหวัดตลิ่งชัน และศาลจังหวัดพระโขนง - ต่างจังหวัด ได้แก่ ศาลจังหวัด เอกสารที่จำเป็นต้องใช้ประกอบในการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ได้แก่ 1. หลักฐานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร้องกับผู้ตาย เช่น สูติบัตร สำเนาทะเบียนบ้าน ใบสำคัญการสมรส 2. สำเนาบัตรประจำตัวของผู้ร้อง 3. มรณบัตรของผู้ตาย 4. สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ตายหรือแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร์ 5. หลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตาย เช่น โฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร รายการจดทะเบียนรถยนต์ ใบหุ้น ฯลฯ 6. บัญชีทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก 7. หนังสือให้ความยินยอมของทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก 8. หนังสือสำคัญการเปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อสกุลของเจ้ามรดก ผู้ร้องและทายาท (ถ้ามี) สำหรับการยื่นคำร้องนั้น สามารถดำเนินการได้หลายช่องทาง เช่น ติดต่อทนายความ หรือพนักงานอัยการ เขียนคำร้องและยื่นคำร้องต่อศาล หรือยื่นคำร้องด้วยตนเอง ซึ่งมีขั้นตอนที่สำคัญดังนี้ 1. ยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกพร้อมสำเนาเอกสารประกอบคำร้อง บัญชีระบุพยาน จำนวน 2 ชุด ต่อเจ้าหน้าที่งานรับฟ้อง 2. ชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลจำนวน 200 บาท ค่าประกาศหนังสือพิมพ์เพื่อแจ้งการขอตั้งผู้จัดการมรดก จำนวน 500 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่งานรับฟ้องจะกำหนดวันนัดไต่สวนให้ผู้ร้องทราบ ซึ่งโดยปกติจะใช้ระยะเวลาประมาณ 45 วัน เพื่อให้ประกาศมีผลบังคับตามกฎหมาย 3. เมื่อถึงวันนัดไต่สวน ผู้ร้องต้องนำพยานที่ระบุไว้ในบัญชีพยานเข้าไต่สวนต่อศาล ซึ่งจะต้องเตรียมต้นฉบับเอกสารที่ระบุเป็นพยานทั้งหมดมาแสดงต่อศาลด้วย และผู้ร้องจะต้องชำระเงินค่าอ้างพยานเอกสารที่ยื่นประกอบคำร้องขอจัดการมรดก โดยคิดฉบับละ 5 บาท รอฟังคำสั่งศาล และขอคัดคำสั่งและรับรองสำเนาถูกต้องไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิหรือแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทของผู้ตายต่อไป |
| หมาน้อย | ||
คิดถึงนะ เจ้าน้ำหวาน |
||
|
View All |
||
| Memory | ||
ความทรงจำที่แสนดี.. |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||