พิมพ์หน้านี้
|
ถ้าต้องเกี่ยวข้องกับตำรวจและคดีอาญา ควรรู้ว่ามีขั้นตอนอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายแจ้งความเอง หรือถูกใครเขาเอาเรื่องถึงโรงพัก ก็ต้องรู้จักติดตามเรื่อง อย่าปล่อยให้ฟ้าดินลิขิตว่าจะติดคุกหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด เมื่อแจ้งความกับตำรวจต้องให้ได้ความว่าเราร้องทุกข์กล่าวโทษจะเอาเรื่องอีกฝ่าย หรือว่าเราเพียงไปบ่นปรับทุกข์แล้วให้ตำรวจบันทึกไว้เป็นหลักฐาน แค่แจ้งไว้เป็นหลักฐาน ก็จะเป็นแค่หลักฐานแห่งเรื่องราวข้อเท็จจริง แต่ถ้าแจ้งเพื่อเอาความ ตำรวจก็จะดำเนินการสอบสวน เรียกตัวผู้ถูกกล่าวหามาสอบปากคำ รวบรวมพยานหลักฐานว่าเป็นมาอย่างไร หากเห็นว่าน่าจะใช่ ตำรวจก็จะทำการแจ้งข้อหา ควบคุมตัวผู้ต้องหา แล้วนำไปส่งพนักงานอัยการเพื่อสั่งคดีต่อไปว่าจะฟ้องผู้ต้องหาเป็นจำเลยหรือไม่ พร้อมส่งสำนวนการสอบสวนไปด้วย ผู้ต้องหาจะร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวอย่างที่เรียกกันว่า ขอประกันตัว ก็ทำได้ตั้งแต่ในชั้นตำรวจ เมื่อมาถึงขั้นอัยการก็ต้องทำการร้องปล่อยตัวชั่วคราวอีกรอบหนึ่ง พอถูกฟ้องต่อศาลก็ต้องมีการขอประกันตัวเช่นกัน ไม่เช่นนั้นก็ต้องถูกคุมขังไว้ในระหว่างการพิจารณา ซึ่งก็แล้วแต่ว่าจะอนุญาตให้ประกันหรือไม่ ก็ว่ากันไปเรื่องหนึ่ง การรับแจ้งความ ใช่ว่าตำรวจจะรับไปโดยไม่มีเกณฑ์ บางเรื่องเป็นการพิพาทในทางสิทธิต่าง ๆ เป็นเรื่องทางแพ่ง ไม่ใช่ทางอาญา ก็จะไม่รับเรื่องแล้วแนะนำให้ไปดำเนินคดีเอง บางเรื่องที่กล่าวหาก็ฟังดูเป็นคดีทางอาญา แต่ตำรวจก็จะต้องพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานตามสมควรน่าเชื่อได้ว่าผู้ถูกกล่าวหานั้นได้กระทำความผิดจริงด้วย คนที่แจ้งความหากตำรวจไม่รับแจ้งไว้ก็เอาเรื่องได้ หากปรากฏว่าที่ไม่รับแจ้งก็เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่หรือทำหน้าที่โดยไม่ชอบ ไม่อยากมีเรื่องกับตำรวจให้เสียอารมณ์และเวลา ก็สามารถจัดการได้ด้วยการไปฟ้องคดีที่ศาลเอง ข้างฝ่ายคนถูกกล่าวหา ก็คงจะต้องรู้ว่ามีคนมาแจ้งความจนได้ เพราะในที่สุดตำรวจจะต้องออกหมายเรียก ให้มาพบเพื่อสอบสวน เรามีข้ออ้างข้อเถียงอย่างไรก็ว่าไป ถ้าจะเอาอย่างในหนังที่ว่าปฏิเสธเข้าไว้แล้วขอไปให้การในชั้นศาลก็ทำได้ แต่อย่าปฏิเสธหรือไม่ให้ปากคำร่ำไปโดยไม่ดูเรื่องราว เรื่องจะยาวไปไกลถึงศาล การให้ความร่วมมืออาจทำให้เรื่องจบเร็ว เพราะตำรวจอาจรวบรวมพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าไม่น่าจะฟ้องก็ได้ แต่เจ้าทุกข์เขาจะไปฟ้องเองก็ค่อยว่ากันใหม่ จะเปิดปากหรือปิดไว้ไม่ให้การก็ทำได้ แต่ต้องไปเมื่อได้รับหมายเรียก ไม่ว่าจะเรียกไปสอบสวนหรือเรียกไปรับทราบข้อหา ฝ่าฝืนไม่นำพาก็จะถูกหมายจับ การไปรับทราบข้อหาถือว่าเป็นการมอบตัวได้ และไม่ใช่แปลว่ายอมรับว่าทำผิด ถ้าเชื่อว่าไม่ใช่ก็ยังต้องไปมอบตัวและถือได้ว่ามอบตัวเพื่อสู้คดีโดยไม่มีหมายจับ อัยการก็จะต้องทำการฟ้องภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายว่าไว้ เช่น โดนคดีหมิ่นประมาท จะต้องฟ้องภายใน 48 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับ ไม่เช่นนั้นก็ต้องขอผัดเวลาฟ้องไปตามที่กฎหมายวางวิธีการไว้ การมอบตัวโดยไม่มีการถูกจับ ก็นับ 48 ชั่วโมงนับแต่เวลานั้น ไม่เช่นนั้นผู้ต้องหาก็จะรอดไปเพราะอำนาจในการฟ้องหมดไปตามเวลา ข้อมูลจาก นสพ. คมชัดลึก |
| หมาน้อย | ||
คิดถึงนะ เจ้าน้ำหวาน |
||
|
View All |
||
| Memory | ||
ความทรงจำที่แสนดี.. |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||