|
พุทธจิตวิทยา ตอนที่ 3
รากฐานของพุทธจิตวิทยา รากฐานของพุทธจิตวิทยาคือสิ่งที่เป็นเค้ามูล หรือเป็นหลักของพุทธจิตวิทยา ได้แก่ ธรรมที่มีอยู่ในโลกอยู่แล้ว และพระพุทธองค์ผู้เป็นศาสดาแห่งศาสนาพุทธได้ทรงค้นพบแล้วนำมาเผยแพร่ให้เหล่าผู้สนใจได้ศึกษานั่นเอง ซึ่งวไลพร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม (2528.) กล่าวไว้ดังนี้คือ 1. ธรรมนิยาม 3 ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา 2. ปรมัตถธรรม 4 ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน 3. หลักบัญญัติธรรม ได้แก่ สังขตธรรม และอสังขตธรรม 4. ปฏิจจสมุปปบาท 12 ได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ ธรรมนิยาม 3 คือกฎธรรมชาติที่มีความเป็นสากลที่ครอบงำรูป(ร่างกาย)และนาม(จิตใจ) อันได้ ได้แก่ ไตรลักษณะ คือ อนิจจลักษณะ ทุกขลักษณะ และอนัตตลักษณะ ซึ่งทุกชีวิตที่มีร่างกายและจิตใจต่างก็ตกอยู่ในกฎธรรมชาตินี้ ส่วนนิพพานมีลักษณะเดียวคือ อนัตตลักษณะ อนิจจลักษณะ คือสภาวะของความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่สามารถดำรงสภาพเดิม ไม่คงทนอยู่ได้นานถาวร ไม่มีธรรมชาติที่ยั่งยืน ทุกขลักษณะ คือ ลักษณะโดยธรรมชาติที่สิ่งทั้งหลายที่เป็นสังขตธรรมจะต้องการเสื่อม การดับสลาย เป็นสิ่งที่คงทนอยู่ได้ยาก หรือคงอยู่ในสภาวะเดิมได้ยาก อนัตตลักษณะคือ ลักษณะที่ไม่มีความเป็นตัวตนได้อย่างถาวรของสิ่งที่เป็นสังขตธรรม เรียกว่าอนัตตา สิ่งต่าง ๆ ล้วนเป็นสังขตธรรมที่มนุษย์สมมติชื่อ ขนานนาม บัญญัติเรียกเป็นตัวตนต่าง ๆ ทางตะวันออกส่วนใหญ่ของแนวคิดเรื่องนี้ จะแฝงอยู่ในหลักของศาสนาหรือลัทธิ เช่น พุทธศาสนา เล่าจื้อ ขงจื้อ เป็นต้น ซึ่งท่านเหล่านี้ได้ใช้จิตวิทยาในการสอนศาสนา ซึ่งมีหลักจิตวิทยาเป็นที่ น่าเชื่อถือได้ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ไม่ได้รับความสนใจจากบรรดานักจิตวิทยามากนัก อาจเป็นเพราะ ชาวตะวันออกเริ่มศึกษาและใช้จิตวิทยาตามแบบปรัชญาไม่ได้เปลี่ยนรูปแบบมาเป็นแบบวิทยาศาสตร์แบบชาวตะวันตก ปรมัตถธรรม 4 ปรมัตถธรรม คือ สภาวะที่มีอยู่โดยปรมัตถ์ คือสิ่งที่เป็นจริงโดยความหมายสูงสุด ได้แก่ 1. จิต กล่าวคือ สภาพที่คิด สภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์ 2. เจตสิก กล่าวคือ สภาวะที่ประกอบกับจิต คุณสมบัติ และอาการของจิต 3. รูป กล่าวคือ สภาวะที่เป็นร่าง พร้อมทั้งคุณและอาการ 4. นิพพาน กล่าวคือ สภาวะที่สิ้นกิเลสและทุกข์ทั้งปวง สภาวะที่ปราศจากตัณหา จิต(Conciousness) คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ สภาพที่นึกคิด ความคิด ใจหรือวิญญาณ เป็นนามธาตุไม่มีตัวตน เป็นของกายสิทธิ์ ไม่มีผู้ใดจะสามารถอธิบายการเกิดดับ และการเจริญพัฒนาของจิตได้โดย ไม่อาศัยรูป เวทนา สัญญา และสังขารธรรมทั้งหลายมีจิตเป็นใหญ่เป็นประธาน โลกทั้งโลก จักรวาลทั้งจักรวาลอยู่ที่จิต ถ้าจิตไม่มี ก็ไม่มีการรู้ว่ามีโลกมีจักรวาล ถ้าปราศจากจิต โลกและจักรวาลมีอยู่ก็เหมือนไม่มี เพราะไม่มีการรู้ว่ามี จิตรู้ได้ด้วยสัมผัส 6 คือสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เรียกว่า จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ และมโนวิญญาณ แต่กว่าจะเกิดการรู้หรือวิญญาณได้ ก็ต้องมีปัจจัยปรุงแต่งองค์ประกอบและกรรมวิธีพอสมควร ดังที่พระสารีบุตร อัครสาวกสาธยายได้อย่างแยบยลดังนี้ " แม้ว่าดวงตาของบุคคลจะดีอยู่ ถ้าไม่มีรูปภายนอกมาตกอยู่ในสายตา และไม่มีการประมวลสมส่วนเกิดขึ้น วิญญาณความรู้อารมณ์ ในกรณีนั้นย่อมไม่เกิดขึ้น หรือแม้ดวงตาของบุคคลจะดีอยู่ และมีรูปกายภายนอกมาตกอยู่ในสายตา หากไม่มีการประมวลสมส่วนเกิดขึ้น วิญญาณความรู้อารมณ์ในกรณีนั้นย่อมไม่เกิดขึ้นเช่นกัน แต่ถ้าดวงตาของบุคคลดีอยู่ มีรูปภายนอกมาตกอยู่ในสายตา และมีการประมวลสมส่วนเกิดขึ้น วิญญาณความรู้อารมณ์ในกรณีนั้นย่อมเกิดขึ้น ดังนั้น การเกิดขึ้นของวิญญาณอาศัยปัจจัยเป็นเหตุ หากไม่มีปัจจัยวิญญาณย่อมไม่เกิด และเราเรียกลักษณะของวิญญาณตามปัจจัยนั้นๆ กล่าวคือ จักขุวิญญาณอาศัยตาและรูปเป็นปัจจัย โสตวิญญาณอาศัยเสียงและหูเป็นปัจจัย ฆานวิญญาณ อาศัยจมูกและกลิ่นเป็นปัจจัย ชิวหาวิญญาณอาศัยลิ้นและรสเป็นปัจจัย กายวิญญาณอาศัยกายและ โผฏฐัพพะเป็นปัจจัย และมโนวิญญาณอาศัยใจและธรรมเป็นปัจจัย " จิตเป็นที่รับอารมณ์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศล หรือเป็นกลาง และไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ในกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจรหรือโลกุตรภูมิ มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ว่า " จิตเป็นสิ่งประภัสสร กิเลสทั้งหลายเป็นของจรมาใหม่ " พระนิโรธรังสีคัมภีร์ปัญญาจารย์ (เทศก์ เทสรังสี) แห่งวัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ได้อธิบายไว้ว่า " คำว่า จิตประภัสสร หมายถึง สภาพเดิมของใจ กล่าวคือใจเป็นกลางรับกิเลสหรือคุณธรรม ที่จรมาได้ทุกโอกาส ไม่ใช่ใจหรือจิตบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์ต้องชำระด้วยปัญญา ด้วยความรู้ความฉลาด คือเห็นเหตุเห็นผล " จิตโดยธรรมชาติเป็นสิ่งประภัสสร แต่ไม่ได้หมายความว่าจิตดั้งเดิมนั้นบริสุทธิ์ จิตต้องฟอกด้วยปัญญา และมีสติกำกับจึงจะบริสุทธิ์ได้ ทำนองเดียวกันกับที่กล่าวว่า ทองคำโดยธรรมชาติเป็นของสุกปลั่ง นั่นมิได้หมายความว่า ทองคำโดยธรรมชาติเป็นของบริสุทธิ์ ต้องเอาเข้าเตาหลอมไล่สิ่งไม่บริสุทธิ์ ออกเสียก่อน ทองคำจึงจะบริสุทธิ์ได้ จิตบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา และมีสติคอยกำกับมิให้กิเลสจรมา สัมปยุต เมื่อกิเลสไม่สามารถจะสัมปยุตเข้ากับจิตได้แล้ว จิตย่อมไม่ก่อภพ ก่อชาติอีก ดุจเปลวไฟ สิ้นเชื้อ เจตสิก(อารมณ์ที่เกิดขึ้นจิต) คือธรรมที่ประกอบกับจิต สภาวธรรมที่เกิดดับพร้อมกับจิต มีอารมณ์ และวัตถุที่อาศัยเดียวกันกับจิต อาการและคุณสมบัติต่างๆของจิต บางทีก็เรียกว่า อารมณ์ของจิต เป็นได้ทั้งกุศลอกุศล และเป็นกลาง กล่าวคือ ประกอบเข้าได้กับจิตทุกฝ่ายทั้งกุศลและอกุศล เมื่อกุศลหรือโสภณเจตสิก สัมปยุตเข้ากับจิต จิตนั้นก็เป็นกุศลจิต หากอกุศลเจตสิกสัมปยุตเข้ากับจิต จิตนั้นก็พลอยเป็น อกุศลจิตไปด้วย จิตเป็นตัวธรรม เจตสิกเป็นลักษณะอาการ หรือคุณสมบัติของธรรม ซึ่งอาจเป็นคุณธรรมก็ได้ หรือกิเลสก็ได้ เมื่อสัมปยุตกันแล้วย่อมเกิดดับพร้อมกัน ดุจโรคกับอาการของโรคหรือดวงประทีปกับแสงสว่างย่อมเกิดดับพร้อมกัน เป็นการยากที่จะแยกเจตสิกออกจากจิตได้ ต้องใช้ปัญญาชำระล้างจึงจะได้ เจตสิกชั้นหยาบก็ใช้ ปัญญาชั้นหยาบ เจตสิกชั้นกลางก็ใช้ปัญญาชั้นกลาง เจตสิกชั้นละเอียดก็ต้องใช้ปัญญาชั้นละเอียด และสูงจึงจะชำระล้างสำเร็จ เมื่อจิตถูกปัญญาชำระล้างจนบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสหรืออกุศลเจตสิกแล้ว จิตนั้นย่อมมีปัญญาเมตตาธรรมและคุณธรรมอันมีปัญญาเป็นประธาน เป็นอารมณ์ เพราะปัญญาและเมตตาธรรมไม่ถือว่าเป็นกิเลส นอกจากนั้นจะมีสติคอยกำกับอยู่ตลอดเวลา ไม่มีโอกาสที่อกุศลเจตสิกหรือกิเลสจะจรมากระทบได้ จิตดังกล่าวย่อมปลอดจากอารมณ์ หรือเจตสิกประเภทที่ก่อภพก่อชาติ จิตที่บริสุทธิ์จึงไม่เป็นปัจจัยให้เกิดรูปนาม พระอรหันต์ผู้มีจิต บริสุทธิ์สะอาดเช่นว่า เมื่อดับขันธปรินิพพานแล้ว ย่อมไม่เวียนว่ายตายเกิดอีก รูป คือ ธาตุทั้งสี่ และการประชุมอยู่ของธาตุทั้งสี่ ได้แก่ดินหรือของแข็งหนึ่ง น้ำหรือของเหลวหนึ่ง ไฟหรือความร้อนหนึ่ง และลมหรืออากาศอีกหนึ่ง ถ้าจะพิจารณาดูภายในกายของมนุษย์และสัตว์ ทั้งหลาย ดินหรือของแข็งก็ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูกเป็นต้น น้ำหรือของเหลว ได้แก่ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ น้ำตาเป็นต้น ไฟหรือความร้อนก็ได้แก่ ไฟธาตุที่ยังกายให้อุ่น ยังกายให้ทรุดโทรม ยังกายให้กระวนกระวาย เผาอาหารให้ย่อยเป็นต้น ลมหรืออากาศก็ได้แก่ ลมในท้อง ลมในไส้ ลมซ่านไปทั้งตัว ลมหายใจเข้าออกเป็นต้น ถ้าจะพิจารณาจากแง่วิทยาศาสตร์ รูปก็คือสสาร และสสารนี้ได้รับการพิสูจน์จนเห็นชัด เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าคือพลังงานนั่นเอง นิพพาน คือสภาพที่ดับกิเลสและกองทุกข์แล้ว ภาวะที่บรรลุเมื่อกำจัดอวิชชา สำรอกตัณหาสิ้นแล้ว ไม่ถูกย้อม ไม่ขัดข้อง หลุดพ้น สงบ ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ นิพพานเป็นอสังขตธรรม คือไม่ปรากฎความเกิด ไม่ปรากฎความสลาย และเมื่อตั้งอยู่ก็ไม่ปรากฎความแปรเปลี่ยน อีกนัยหนึ่งก็คือเป็นธรรมที่ไม่มีการถือกำเนิด ไม่มีต้นกำเนิด ไม่มีการปรุงแต่ง คำว่า นิพพานนี้ ภาษาสันสกฤตเขียนว่า นิรวาน แปลว่า หยุดพัด ดับสูญ อาจพิจารณาได้เป็น 2 นัย คือ 1. การดับสูญของกิเลส ซึ่งในกรณีพระอรหันต์ย่อมเกิดขึ้นในระหว่างที่มีชีวิตอยู่ 2. การดับสูญแห่งกรรมวิธีของเบญจขันธ์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อพระอรหันต์สิ้นชีวิต นิพพานจึงไม่ใช่ของแข็งหรือของเหลว มิใช่โลกนี้หรือโลกอื่นใด ไม่ใช่พระอาทิตย์หรือพระจันทร์ นิพพานคือการสิ้นสุดแห่งทุกข์ ไม่ใช่การตาย ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีการเจริญงอกงาม ไม่มีรากฐาน นิพพานเป็นโลกุตระและอมตธรรม หากจะปรับปรมัตถธรรมเข้ากับเบญจขันธ์ จะได้ดังนี้ จิต คือ วิญญาณขันธ์ เจตสิก คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ รูป คือ รูปขันธ์ และนิพพาน คือ ภาวะพ้นจากขันธ์ พ้นจากนามรูป มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ (http://www.cdonair.com/thamma/apitham/p6/001.htm) ปรมัตถธรรม เป็นสิ่งที่มีเนื้อความอันไม่วิปริตผันแปรเป็น ธัมมธาตุ เครื่องดำรงอยู่ของธรรม เป็น ธัมมฐีติ เครื่องตั้งอยู่ของธรรม เป็น ธัมมนิยาม กำหนดหมายของธรรม อันเป็นสิ่งที่เป็นไปเอง ตามธรรมดาธรรมชาติของสิ่งนั้น ๆ ไม่มีใครแต่งตั้งขึ้น ไม่มีใครสร้างขึ้น มีโดยเหตุโดยปัจจัย ไม่มีใครเป็นเจ้าของ ด้วยเหตุนี้ ปรมัตถธรรมจึงหมายถึง ธรรมชาติที่มีอยู่จริง ๆ ไม่วิปริตผันแปร เป็นความจริงที่มีอยู่จริง ๆ ซึ่งมีอยู่ 4 อย่าง คือ (1) จิตปรมัตถ์ คือ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ (2) เจตสิกปรมัตถ์ คือ ธรรมชาติที่ประกอบกับจิต ปรุงแต่งจิต ให้เกิดการรู้ อารมณ์ และรู้สึกเป็นไปตามตนเองที่ประกอบ (3) รูปปรมัตถ์ คือ ธรรมชาติที่แตกดับย่อยยับด้วยความเย็นความร้อน (4) นิพพานปรมัตถ์ คือ ธรรมชาติที่สงบจากกิเลสและขันธ์ ทั้ง 4 นี้เป็นธรรมชาติที่มีอยู่จริงๆ มีอยู่โดยความเป็นปรมัตถ์ พิสูจน์ได้ รู้ได้ ด้วยปัญญา เป็นอารมณ์ของปัญญา จากการเรียนการศึกษา จากการพิจารณาหาเหตุ ผล และจากการปฏิบัติ คือภาวนามัย สรุปว่า ปรมัตถ์ธรรมประกอบด้วยทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรม จิต เจตสิก รูป เป็นนามขันธ์และรูปขันธ์ เป็นสังขารหรือสังขตธรรม เกิดแต่ปัจจัยปรุงแต่ง ประกอบด้วยไตรลักษณ์ กล่าวคือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน บังคับไม่ได้ ส่วนนิพพานนั้น เป็นอสังขตธาตุไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นโลกุตระ พ้นจากโลก เป็นอมตะ และเพราะเหตุที่มีอสังขตหรือวิสังขารธรรมนี้เอง การหนีพ้นหรือหลุดพ้น จากสังขารธรรมจึงเป็นไปได้ 3. บัญญัติธรรม มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ (http://www.cdonair.com/thamma/apitham/p6/001.htm) บัญญัติธรรม คือ สิ่งที่บัญญัติขึ้น สมมุติขึ้นไม่ได้มีอยู่จริง ๆ เป็นการ สมมุติขึ้นเพื่อเรียกขานกันของชาวโลก เพื่อให้รู้ได้ว่าเรียกสิ่งใด เช่น คำว่า คน ผู้เรียกจะชี้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายว่าคน ไม่ได้ไม่มี หรือคำว่าเก้าอี้ ผู้เรียก จะชี้ส่วนหนึ่งส่วนใดว่าเป็นเก้าอี้ไม่ได้ เพราะเป็นการเรียกโดยสมมุติขึ้นเท่านั้น บัญญัติธรรมนี้มี 2 ประการ คือ อัตถบัญญัติ และสัททบัญญัติ 1. อัตถบัญญัติ เป็นการสมมุติขึ้นตามความหมายแห่งรูปร่างสัณฐาน หรือ ลักษณะอาการของสิ่งนั้น ๆ เช่น ภูเขา ต้นไม้ บ้าน เรือน เดิน วิ่ง การโบกมือ หมายถึงการจากลา หรือหมายถึงการปฏิเสธก็ได้ การพยักหน้า หมายถึงการยอมรับ หรือการให้เข้ามาหาก็ได้ 2. สัททบัญญัติ เป็นการสมมติขึ้นเพื่อใช้เรียกขานสิ่งนั้น ๆ คือ สมมติขึ้น เพื่อให้รู้ด้วยเสียงตามอัตถบัญญัตินั้น เช่น ไม่ได้เห็นภูเขา ไม่ได้เห็นการเดิน แต่เมื่อ ออกเสียงว่า ภูเขา พูดว่าเดิน ก็รู้ว่าภูเขามีรูปร่างสัณฐานอย่างนั้น เดินมีลักษณะ อาการอย่างนั้น เป็นต้น เพราะฉะนั้นทั้งอัตถบัญญัติ และสัททบัญญัติ ก็คือระบบการสื่อสารให้เกิด ความรู้ เกิดความเข้าใจกันของมนุษย์นั่นเอง ไม่ได้มีอยู่จริง ๆ ตัวอย่างร่างกายของเรา ที่เรียกว่า แขน ขา จมูก ปาก ตับ ปอด ลำไส้ ฯลฯ ต่าง ๆ เหล่านี้ คนไทยก็เรียกอย่างหนึ่ง คนจีนก็เรียกไปอย่างหนึ่ง คนแขกก็เรียกไป อย่างหนึ่ง ฝรั่งก็เรียกไปอีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกัน แล้วแต่ใครจะสมมติเรียกว่า อะไร บัญญัติจึงหมายถึงการสมมติขึ้นของคนกลุ่มหนึ่งใช้เรียกขานกัน ไม่ได้มีอยู่ จริง ๆ ซึ่งกล่าวได้ว่า เป็นความจริงโดยสมมตินั่นเอง ยังมีต่อ
|