• ศรีสารภี
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : risiboonsaen@yahoo.co.th
  • วันที่สร้าง : 2008-04-27
  • จำนวนเรื่อง : 6
  • จำนวนผู้ชม : 1019
  • จำนวนผู้โหวต : 0
  • ส่ง msg :
พุทธจิตวิทยา
เป็น BIog ที่ศึกษาเกี่ยวกับจิตวิทยาแนวพุทธในการพัฒนาองค์กร พัฒนาบุคคล พัฒนาการเมือง เศรษฐกิจ ฯลฯ ให้มีความสุข
Permalink : http://www.oknation.net/blog/su1970
วันพฤหัสบดี ที่ 1 พฤษภาคม 2551
พุทธจิตวิทยา ตอนที่ 4
Posted by ศรีสารภี , ผู้อ่าน : 93 , 21:09:00 น.  
พิมพ์หน้านี้


4. ปฏิจจสมุปปาท 12 

                พระครูเกษมธรรมทัต (สุรศักดิ์ เขมรํสี) (http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=7069) ปฏิจจสมุปบาทหมายถึงธรรมที่เป็นเหตุเป็นผลเกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งไม่ใช่ธรรมที่ไหน ก็คือธรรมในอัตภาพในสังขารที่มีอยู่ในตนเองนี่แหละ ที่เรายึดถือว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคลเป็นตัวตนเป็นเราเป็นของเรา แต่ถ้าว่าโดยสภาวะแล้วก็คือธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นเหตุเป็นผลเกี่ยวเนื่องกัน พระพุทธเจ้าได้แสดงในเรื่องของปฏิจจสมุปบาทไว้ โดยยกอวิชชา ขึ้นมาเป็นอันดับแรก เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิดนี้สาวหาต้นไม่พบ สาวไปแล้วไม่รู้ว่าต้นชาติเป็นยังไง  

จำลอง  ดิษยวณิช(2544) กล่าวว่า ปฏิจจสมุปบาทมีองค์ 12  ประการ ดังนี้

 อวิชชา(Ignorance) หมายถึงความไม่รู้ในอริยสัจ 4   คือ

1.1 ไม่รู้ในทุกข์

1.2 ไม่รู้เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์

1.3  ไม่รู้ธรรมอันเป็นที่ดับแห่งทุกข์

1.4  ไม่รู้หนทางที่ให้เข้าถึงความดับทุกข์

องค์ธรรมของอวิชชา ได้แก่ โมหะเจตสิก  บุคคลเกิดมาย่อมมีอวิชชาติดมาในขันธสันดานเป็นพื้นฐาน  ชาติก่อน    เคยเกิดมาแล้วหลายครั้ง แต่ละชาติก็มีอวิชชา คือ ความไม่รู้ประจำสันดานอยู่เสมอ  ตัวอวิชชาเองเป็นผู้สร้างมนุษย์และสัตว์อื่น ๆ ขึ้นมาคล้ายกับพระเจ้า(God) เมื่อคนเราไม่รู้อริยสัจ 4 และปฏิจจสมุปบาทจึงอยากที่จะเวียนว่ายตายเกิดต่อไป จึงเป็นเหตุให้เกิดกรรมคือสังขารนั่นเอง

2. สังขาร(Karma-formations   or  volitional  formations)  หมายถึงสภาพที่ปรุงแต่ง ธรรมที่ปรุงแต่งให้ผลธรรมเกิดขึ้น สังขารที่เป็นผลของอวิชชามี 6  อย่าง คือ

2.1 ปุญญาภิสังขาร คือ สภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายดี ได้แก่ กุศลเจตนาหรือกุศลกรรมทั้งหลายที่บุญปรุงแต่ง

2.2 อปุญญาภิสังขาร คือสภาพที่ปรุงแต่งกรรมฝ่ายชั่ว ได้แก่ อกุศลเจตนา หรืออกุศลกรรมทั้งหลายที่บาปปรุงแต่ง

2.3 อาเนญชาภิสังขาร คือสภาพที่ปรุงแต่งภพอันมั่นคง ไม่หวั่นไหว ได้แก่  ภาวะจิตที่มั่นคงแน่วแน่ด้วยกุศลเจตนา  หรือ กุศลกรรมที่อรูปฌานปรุงแต่ง

2.4 กายสังขาร คือ เจตนา (ความจงใจ) ที่เป็นผู้ปรุงแต่ง กายสุจริตและกายทุจริตให้สำเร็จลง

2.5 วจีสังขาร คือ เจตนาที่เป็นผู้ปรุงแต่ง วจีสุจริต  และวจีทุจริตให้สำเร็จลง

2.6 จิตสังขาร คือ เจตนาที่เป็นผู้ปรุงแต่งมโนสุจริต และมโนทุจริตให้สำเร็จลง

องค์ธรรมของสังขาร ได้แก่ เจตนา หรือความจงใจ(volition) หรือกรรมนั่นเอง เจตนาเป็นเหตุแห่งการปรุงแต่งกายกรรม  วจีกรรมและมโนกรรมสังขารที่เป็นเจตนาเช่นนี้จะเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณต่อไป

3. วิญญาณ(Consciousness) หมายถึงความรู้อารมณ์   วิญญาณที่เป็นผลของสังขาร ได้วิญญาณ 6 

3.1 จักขุวิญญาณ  คือ ความรู้อารมณ์ทางตา หรือการเห็น

3.2 โสตวิญญาณ คือ ความรู้อารมณ์ทางหู หรือการได้ยิน

3.3  ฆานวิญญาณ  คือความรู้อารมณ์ทางจมูก หรือการได้กลิ่น

3.4  ชิวหาวิญญาณ  คือความรู้อารมณ์ทางลิ้น หรือ การรู้รส

3.5 กายวิญญาณ  คือความรู้อารมณ์ทางกาย หรือการถูกต้อง

3.6 มโนวิญญาณ  คือความรู้อารมณ์ทางใจ หรือความนึกคิด

วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป  คือ รูปที่เกิดจากกรรม นามก็เป็นผลที่เกิดขึ้นจากกรรมได้ อย่างมนุษย์เกิดขึ้นครั้งแรก พอปฏิสนธิวิญญาณเกิดขึ้นก็จะมีรูปที่เกิดจากกรรมเกิดขึ้นพร้อมกัน เช่น มีหทยรูปคือรูปหัวใจ ภาวรูป รูปแห่งความเป็นหญิงเป็นชายเกิดขึ้น ยังไม่มีตา หู จมูก ลิ้น ก็มีรูปมีนามเกิดขึ้นก่อน เมื่อจิตเกิดขึ้นก็มีเจตสิกเกิดร่วมขึ้นซึ่งเป็นนามธรรม ฉะนั้น เมื่อมีรูปมีนามอุบัติบังเกิดขึ้นแล้ว

4.นามรูป(Mind  and Matter) นามคือธรรมชาติที่น้อมไปสู่อารมณ์ ได้แก่ เจตสิก รูปคือธรรมชาติที่ย่อมสลายไป เพราะปัจจัยที่เป็นปฏิปักษ์ ก็เป็นปัจจัย  มีความร้อนและความเย็น เป็นต้น  ได้แก่ กัมมชรูปและจิตตชรูป  นามคือเจตสิกที่ประกอบด้วยวิญญาณมี  35  ส่วนรูปคือกัมมชรูป  16  ได้แก่  อวินิพโภครูป 8  ปสาทรูป  8  ภาวรูป 1 หทัยรูป 1  และ ชีวิตรูป 1  เมื่อทารกที่คลอดออกจากครรภ์เจริญเติบโตขึ้นก็จะเกิดมีสฬายตนะ คือ ตา หู  จมูก  ลิ้น กาย และใจ เพื่อรับอารมณ์ที่มากระทบคือ รูป เสียง  กลิ่น  รส สิ่งที่ถูกต้องสัมผัส และธรรมารมณ์

5.สฬายนตนะ(Six  Sense-Bases) คือ อายตนะภายในทั้ง 6   ซึ่งเกิดจากนามรูป  อายตนะ หมายถึง  ธรรมชาติที่ทรงไว้ซึ่สังสารวัฏอันยาวนาน ยังหมายถึง เครื่องติดต่อ ที่ต่อหรือแดนต่อของความรู้ อายตนะก็เป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะต่อไปอีก อายตนะภายในทั้ง 6 คือ ตา  (จักขายตนะ)  หู(โสตายตนะ) จมูก(ฆานายตนะ)  ลิ้น  (ชิวหายตนะ) กาย (กายายตนะ) และใจ (มนายตนะ)

6. ผัสสะ(Contact) ผัสสะ คือธรรมชาติที่กระทบอารมณ์  องค์ธรรม ได้แก่ผัสสะเจตสิกผัสสะคือ การกระทบที่เป็นผลจากการประชุมพร้อมกันของ

1)  อายตนะภายใน(สฬายตนะ)

2) อายตนะภายนอก

3) วิญญาณ เมื่อผัสสะเกิดขึ้นแล้วก็จะกลับเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา 

ดังนั้นเมื่ออายตนะภายนอก  กับอายตนะภายในและวิญญาณมาประชุมพร้อมกันเมื่อใดก็จะเกิดผัสสะ(การกระทบ) เมื่อนั้น เวทนาเจตสิก(ความเสวยอารมณ์) ก็จะเกิดร่วมด้วย เมื่อมีผัสสะก็ต้องมีเวทนาทุกครั้งไป เพราะทั้งผัสสะและเวทนา เป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตทุกดวง  ผัสสะจึงได้ชื่อว่าเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา  ผัสสะมีอยู่ 6  อย่าง คือ จักขุสัมผัส  โสตสัมผัส  ฆานสัมผัส  ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส  และมโนสัมผัส  ตัวอย่าง จักขุวิญญาณย่อมปรากฏขึ้นได้ เพราะอาศัย จักขุประสาทกับรูปารมณ์  การประชุมระหว่างกันระหว่างจักขุประสาท  รูปารมณ์  และ จักขุวิญญาณทั้ง 3  นี้ ชื่อว่า ผัสสะ  ทางทวารอื่น ๆ ก็เกิดทำนองเดียวกัน ส่วนมโนผัสสะนั้นเกิดจากการประชุมร่วมกันระหว่างจิตกับสภาพธรรมต่าง ๆ ทั้งปรมัตถ์ บัญญัติและมโนวิญญาณ

7. เวทนา(Feeling) เวทนาคือ ธรรมชาติที่เสวยอารมณ์  องค์ธรรมได้แก่ เวทนาเจตสิกเกิดเพราะผัสสะทางทวารต่าง ๆ  ในปฏิจจสมุปบาทเวทนา หมายถึง เวทนาทั้ง 5  คือ สุขเวทนา  (ความสุขทางกาย) ทุกขเวทนา(ความทุกข์ทางกาย) โสมนัสเวทนา (ความสุขทางใจ)  โทมนัสเวทนา (ความทุกข์ทางใจ) และอุเบกขาเวทนา(ความรู้สึกเฉย ๆ  คือไม่สุข ไม่ทุกข์) เมื่อย่อลงได้แก่  สุขเวทนา  ทุกขเวทนา  และ อุเบกขาเวทนา

8. ตัณหา(Craving)  คือ ธรรมชาติที่มีความยินดีติดใจหรือความอยากได้ซึ่งวัตถุกาม องค์ธรรมได้แก่  โลภเจตสิก และทิฏฐิเจตสิก  ตัณหาเมื่อจำแนกโดยอารมณ์แล้วมี 6  อย่างคือ 1. รูปตัณหา  ความยินดีติดใจในรูป  2. สัททตัณหา  ความยินดีติดใจในเสียง  3. คันธตัณหา  ความยินดีติดใจในโผฏฐัพพารมณ์คือสิ่งที่มาถูกต้องสัมผัส และ 6. ธัมมตัณหา  ความยินดีติดใจในธรรมารมณ์ คือสภาพธรรมต่าง ๆ

สำหรับผู้ที่ปราศจากตัณหานุสัย  เช่น  พระอรหันต์ หรือโยคีผู้เจริญวิปัสสนากรรมฐานกำลังมีสติกำหนดการเห็นอยู่  วิริยะ  สติ  สมาธิ และปัญญาของผู้นั้นก็เกิดติดต่อกันไป อย่างไม่ขาดสาย เช่น กำหนดว่า “ เห็นหนอๆ”  เป็นต้น แม้ว่าจะเกิดความรู้สึกในการเห็นเพียงเล็กน้อย เวทนาก็ไม่เป็นสาเหตุให้ตัณหาขึ้นได้

ในสัททตัณหา คันธตัณหา  รสตัณหา  และโผฏฐัพพตัณหาก็เป็นไปเช่นเดียวกัน  สำหรับธัมมตัณหานั้น หมายความว่า ในขณะนึกถึง  โลภะ  โทสะ  โมหะ มานะ  ทิฏฐิ  ที่เป็นฝ่ายอกุศล  และนึกถึง ศัทธา วิริยะ  สมาธิ  ปัญญา  ฌาน  อภิญญาณ  เป็นต้น  ที่เป็นฝ่ายโลกียกุศลและกิริยา หรือนึกถึงการเห็น  การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส  การถูกต้อง การนอนหลับ ที่เป็นฝ่ายกามวิบาก หรือนึกถึงปสาทรูป  สุขุมรูป  และบัญญัติต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว  มีความยินดีพอใจเกิดขึ้น  เรียกว่า  ธัมมตัณหา  รวมความว่าสภาพธรรมทั้งหลายที่ใจนึกคิด โดยไม่มีการกำหนดด้วยสติ ปัญญา  เป็นต้น ทำให้เกิดธัมมตัณหา

ตัณหาว่าโดยอาการ  มี  3  อย่าง คือ

1 กามตัณหา(Craving  for  sensual  pleasure)  ได้แก่ ความยินดีติดใจในอารมณ์ที่เกี่ยวกับกามคุณทั้ง 5  เป็นความยินดีในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  และสัมผัส  อันน่ารักและน่าเพลิดเพลิน  เช่น ติดใจ่ในรูปที่เสวย  เสียงที่ไพเราะ  กลิ่นที่หอมหวน  รสที่อร่อยระดับเชลล์ชวนชิม เป็นต้น

8.2  ภวตัณหา(Craving  for  existence) ได้แก่ ตัณหาที่เกิดพร้อมกันกับสัสสตทิฏฐิ โดยอาศัย รูป เสียง  กลิ่น  รส และสัมผัส  หมายถึง  ผู้ที่มีความเห็นว่า  รูป  เสียง  กลิ่น รส  และสัมผัสที่ตนกำลังได้รับอยู่นี้ตั้งอยู่เป็นนิจ  ไม่เข้าใจว่ามีความเกิดและความดับ คิดว่าสิ่งนี้ปรากฏอยู่เสมอ  โดย ไม่สูญหายไปไหนรวมไปจนกระทั่งความเชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีตัวตนหรือมีอัตตา(self) อยู่อย่างถาวร  ถึงจะตายก็ตายแต่เพียงร่างกายเท่านั้น แต่ตัวตนยังคงอยู่และจะไปเกิดในภพภูมิต่าง ๆ ต่อไปอีก

รวมความว่าความยินดีในภพต่าง ๆ ชื่อว่า ภวตัณหา  คำว่าภวตัณหา นี้ได้แก่ ราคะที่เกิดขึ้นโดยความปรารถนาในกามภพอย่างหนึ่ง  ราคะที่เกิดขึ้นพร้อมสัสสตทิฏฐิอย่างหนึ่ง ราคะที่เกิดขึ้นโดยปรารถนาในรูปภพและอรูปภพอย่างหนึ่ง  ราคะที่เกิดขึ้นในฌานสมาบัติอย่างหนึ่ง

8.3 วิภวตัณหา(Craving for  non-existence) ได้แก่ ตัณหาที่เกิดพร้อมกันกับอุจเฉททิฏฐิโดยอาศัยอารมณ์  6   หมายถึงผู้มีความเห็นว่าในอารมณ์  6  ซึ่งได้แก่สิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตทั้งหลายในโลกนี้มีตัวตนอยู่ แต่ตัวตนไม่สามารถตั้งอยู่ได้โดยตลอด  ย่อมสูญหายไปในที่สุด  แล้วมีความยินดีติดใจในอารมณ์นั้น ๆ  หรือมีความเห็นว่า ไม่ว่าใคร ๆ ทั้งสิ้นเมื่อตายแล้วก็สูญหายไป ไม่เกิดต่อไปอีกแล้วมีความยินดีติดใจในความเห็นนั้น

 

9. อุปาทาน(Clinging or Attachment)  อุปาทาน  ได้แก่ ธรรมชาติที่ยึดถืออย่างแรงกล้า คือถือไว้ไม่ปล่อย เป็นความยึดมั่นในสิ่งที่ผิดโดยโลภะ(ตัณหา) และทิฏฐิที่มีกำลังแรงมาก แสดงว่าถ้ามีตัณหาและทิฏฐิอย่างธรรมดา ยังไม่ได้ชื่อว่าอุปาทาน  ต่อเมื่อตัณหาและทิฏฐิมีกำลังแรงมากขึ้น กล่าวคือ ยินดีและติดใจในอารมณ์นั้น ๆ อย่างไม่ยอมปล่อยวาง เวลานั้นตัณหาก็ได้ชื่อว่าอุปาทาน  และเมื่อเวลามีความเห็นผิดจนติดแน่นแก้ไขไม่ได้แล้วเวลานั้นทิฏฐินี้ได้ชื่อว่าอุปาทาน

ตัณหาเป็นเหตุแห่งทุกข์ เพราะต้องแสวงหา  แต่อุปาทานเป็นแห่งทุกข์เพราะต้องรักษาไว้  ตัณหาเปรียบเหมือนโจรที่ยื่นมือจะเอาของในที่ลับ  อุปาทานเหมือนโจรผู้ถือเอาสิ่งของที่ลักได้มาไว้ในมือ  ตัณหาคือความยินดีพอใจที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด  ส่วนกามุปาทาน คือ ความติดใจยึดอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ   อย่างไม่ยอมปล่อย  ตัณหาเปรียบเหมือนต้นไม้ที่เพิ่งงอกขึ้นใหม่ กามุปาทาน  เปรียบเทียบ ต้นไม้ที่งอกงามเจริญเติบโตแล้ว อุปาทาน  4  คือ

9.1 กามุปาทาน  หมายถึงความยึดมั่นในวัตถุกามทั้ง  6  มีรูปารมณ์ เป็นต้น ได้แก่ ตัณหา  108  นั่นเอง

9.2 ทิฏฐุปาทาน  หมายถึงความยึดมั่นในความเห็นผิด  ได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก  ที่นอกจากสีลัพพตทิฏฐิ และสักกายทิฏฐิ  เช่น  ความยึดมั่นว่า การทำดี  การทำชั่ว  ไม่ได้รับผลกรรม  วิบากไม่มี สัตว์นรก เปรต เทวดา  พรหมไม่มี เป็นต้น

9.3 สีลัพพัตตุปาทาน  หมายถึง  ความยึดมั่นในการปฏิบัติผิด  เช่น  การปฏิบัติผิด  เช่น การปฏิบัติตนเยี่ยงโค เยี่ยงสุนัข  มีการกิน  การยืน  การนั่ง  การนอน  การถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ตลอดจนกระทั่งตบแต่งรูปร่างสัณฐานให้เหมือนกับโคหรือสุนัข เพื่อใช้หนี้อกุศลที่มีอยู่ให้หมดไป  จะได้ไปเกิดในที่ ๆ  มีความสุขได้  ความยึดมั่นในศีลพรตนอกพระพุทธศาสนา  เช่น การชำระบาปในแม่น้ำคงคา  เป็นต้น

นอกจากนั้นการกระทำใด ๆ เพื่อหวังความสุขในภพหน้า แต่ไม่ได้กระทำตามทางแห่งมรรคมีองค์แปด  ซึ่งสามารถทำให้รู้แจ้งอริยสัจสี่  จัดเป็นสีลัพพตปรามาสทั้งสิ้น  เช่น การบำเพ็ญตบะแบบพวกฤาษีด้วยการทรมานร่างกาย  มีการนอนบนหนาม  ยืนขาเดียว  เอาไฟสุมร่างกาย  ที่เรียกว่าอัตตกิลมถานุโยค หรือในทางตรงกันข้ามกลับบำรุงบำเรอด้วยความสุขจนเกินความจำเป็น ที่เรียกว่า กามสุขัลลิกานุโยค

9.4 อัตตวาทุปาทาน  คือ ความยึดมั่นในขันธ์ 5 ว่าเป็นของตนและคนอื่น  ได้แก่  อัตตทิฏฐิ                     หรือสักกายทิฏฐิ  ไม่มีความเชื่อว่ารูปนามหรือขันธ์ 5  เป็นอนัตตา  แต่กลับมีความเชื่อว่าเป็นอัตตามีตัวตน  เป็นตัวตนที่เป็นอิสระ  สามารถบังคับบัญชารูปนามและขันธ์ 5  ให้ทำอะไรก็ได้ตามต้องการ  เช่น อัตตาสั่งให้ร่างกาย ยืน  เดิน นั่ง  นอน พูด  ดู  ฟัง เป็นต้น  ความยึดมั่นว่าเป็นอัตตานี้มี 2 อย่าง  คือ

9.4.1 ปรมอัตตะ  ความยึดมั่นว่าอัตตานี้สามารถสร้างโลกได้  สิ่งทั้งหลายในโลกล้วนแต่เกิดมาด้วยอำนาจของอัตตะทั้งสิ้น  เช่น  ความเชื่อว่าพระเจ้าหรือพระพรหมเป็นผู้สร้างโลก

9.4.2 ชีวะอัตตะ  ความยึดมั่นว่าสัตว์ทั้งหลายมีตัวตน มีชีวะรักษาอยู่ เห็นว่ามีอัตตา  อาตมัน  วิญญาณอมตะ(soul) เป็นผู้ทำ ผู้เสวย  และเจ้าของ

อุปาทาน เป็นเหตุให้เกิดภพคือ กัมมภพ และอุปปัตติภพ

10. ภพ(Becoming) 

ภพ ได้แก่  ธรรมชาติที่ย่อมมีหรือเป็น อีกนัยหนึ่ง  ผลย่อมเกิดแต่เหตุ  กรรมที่เป็นเหตุของผลนั้น  ชื่อว่า ภว หรือ ภพ  ภพมีอยู่  อย่างคือ

10.1 กัมมภพ(Active  process  of  becoming)  คือ กรรมหรือเจตนานั่นเอง  หมายถึงการกระทำด้วย กาย  วาจา และใจ  ในสิ่งที่ดีและไม่ดีของบุคคลทั่วไป(ยกเว้นพระอรหันต์)  กัมมภพย่อมเป็นการกระทำบุญบ้าง  บาปบ้าง  เช่นเดียวกับสังขาร  แต่ต่างกันตามวาระดังนี้

10.1.1 บุพพเจตนา  ที่เกิดก่อนกระทำกุศล  อกุศล นั้นเป็น สังขาร

10.1.2 มุญจนเจตนา ที่เกิดกำลังกระทำกุศล  อกุศล   นั้นเป็น กัมมภพ 

อีกนัยหนึ่ง  จิตและเจตสิกที่เกิดพร้อมกับกุศล อกุศลเจตนา  ชื่อว่า สังขาร  ส่วนกุศล อกุศล  เจตนาเจตสิก  ชื่อว่ากัมมภพ  รวมแล้วได้แก่  เจตนา 29 นั่นเอง

10.2 อุปปัตติภพ (Rebirth  process  of  becoming)  คือผลที่เกิดขึ้นในภพนั้น    โดยอาศัยกัมมภพ  ได้แก่ สัตว์ทั้งหลายที่อยู่ใน  31  ภูมิ  พร้อมทั้งการเห็น  การได้ยิน  การได้กลิ่น  การรู้รส  การสัมผัส การนอนหลับ  อุปปัตติภพก็คือผลของกัมมภพนั่นเอง

อุปปัตติภพ เมื่อย่อลงแล้วมี  3  อย่าง คือ 1 กามภพ  2.รูปภพ  3. อรูปภพ  กัมมภพและอุปปัตติภพทั้ง 2  อย่างนี้  ปรากฏขึ้นได้เพราะอาศัย อุปาทานทั้ง 4  เป็นเหตุ และภพทั้ง 2  อย่างนี้ก็เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันได้ เมื่อมองในแง่อนาคตกัมมภพเป็นเหตุ  อุปปัตติภพเป็นผล  คือสัตว์ทั้งหลายซึ่งเป็นอุปปัตติภพนี้จะปรากฏขึ้นได้ ก็เพราะการกระทำต่าง ๆ ด้วยกาย วาจา และใจ คือกัมมภพ เมื่อมองในแง่ปัจจุบันแล้ว  อุปปัตติภพเป็นเหตุ  กัมมภพเป็นผล  เพราะการกระทำทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นบุญบาป กุศล อกุศล  ทางกาย  วาจา  และใจ เกิดได้เพราะต้องอาศัยสัตว์ คืออุปปัตติภพนั่นเอง

11. ชาติ(Birth) ชาติ ได้แก่  สังขารธรรมทั้งหลายที่ปรากฏขึ้นโดยอาศัยธรรมชาตินั้นหรือธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการปรากฏขึ้นของสังขารธรรมนั้น  ชาติตามศัพท์แปลว่าการเกิด  ชาติที่เกิดจากภพเป็นปัจจัยนั้น มุ่งหมายเอาแต่ปฏิสนธิชาติเท่านั้น ซึ่งเมื่อว่าโดยกำเนิดมี  4  คือ

11.1 ชลาพุชชาติ การเกิดในมดลูก  เช่น มนุษย์  ช้าง  ม้า วัว ควาย

11.2 อัณฑชาติ  การเกิดในฟองไข่  เช่น ไก่ เป็ด  จิ้งจก  ตุ๊กแก

11.3 สังเสทชชาติ  การเกิดในที่ชื้นและโสโครกหรือที่มียาง  เช่น เชื้อโรค  แบคทีเรีย  ไวรัส หมู่หนอต่าง 

11.4 โอปปาติกชาติ  การเกิดที่ผุดโตขึ้นทันที  เช่น เปรต  ภูตผี  ปีศาจ  เทวดา  พรหม

12. ชรามรณณะ (Decay  and  Death) ชรา หมายถึง  ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการเข้าถึงความแก่ของสังขารธรรมทั้งหลาย  ส่วน มรณะ  หมายถึง ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการตายของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น  ในปฏิจจสมุปบาท คำว่า ชรา  ได้แก่ ความชราที่เกิดขึ้นตามลำดับ โดยมีอาการปรากฏต่าง ๆ เช่น ผมหงอก  ฟันหัก  หนังเหี่ยว เส้นเอ็น ปรากฏ            หลังโกง เป็นต้น

อนึ่ง ชรานี้เป็นสิ่งที่เห็นไม่ได้เพราะเป็นนามธรรม  ที่เห็นว่าผมหงอก ฟันหัก เป็นต้น ก็ไม่ใช่ตัวเรา  เป็นผลที่เกิดจากอำนาจของชราอีกทีหนึ่ง แต่เมื่อคนทั้งหลายได้เห็นผมหงอก  ฟันหัก  เป็นต้นแล้วก็รู้ว่าคนนั้นคนนี้ชราแล้ว

ในปฏิจสมุปบาท คำว่า มรณะ  มุ่งหมายเอาความตายของสัตว์ทั้งหลายที่สมมติเรียกกันว่า  นาย ก.  ตาย  นาง  ข. ตาย  วัวตาย  ต้นไม้ตาย  เป็นต้น

ดังนั้นเมื่อมีชรามรณะแล้ว โสกะ  ปริเทวะ  ทุกขะ  โทมนัส  อุปายาสะ ก็เกิดตามมา 

*ในปฏิจจสมุปปบาทตั้งแต่ อวิชชา  ถึง  ชรามรณะ เป็นองค์ธรรมทั้งหมดซึ่งมีอยู่  12  อย่าง 

ส่วน โสกะ  จนจบบริวารเป็นผลของชาติที่ตามมาเท่านั้น ไม่ใช่องค์ธรรม  จะเห็นได้ว่า ปฏิจจสมุปปบาทนี้เป็นหลักแห่งเหตุผล  เน้นตั้งแต่กำเนิดชีวิตมนุษย์   สรุปเรื่องร่างกายและจิตใจ  ที่เป็นสาเหตุของการเกิดขึ้น  ตั้งอยู่  และดับไป  ให้คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ก็จะไม่ทุกข์ใจ  สำหรับเรื่องจิตนั้น  รายละเอียดนั้นจะกล่าวไว้ในบทต่อไป

 


แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31