|
พุทธจิตวิทยา ตอนที่ 5
นิยามหรือกฎธรรมชาติ 5
สำหรับนิยามนี้ได้ปรากฏในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา(อรรถกถามหาปทานสูตร ที.อ. เล่ม 13 หน้า 100 และ อรรถกถาจิตตุปบาท บาทกัณฑ์ เล่ม 76 หน้า 81) ดังนี้ 1. อุตุนิยาม (Physical Laws) คือ กฎธรรมชาติที่ครอบคลุม ความเป็นไปของปรากฏการณ์ในธรรมชาติ เกี่ยวกับวัตถุที่ไม่มีชีวิตทุกชนิด เช่น ปรากฏการณ์ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า แม้กระทั่งการเกิดและการดับสลายของโลกก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติข้อนี้ ในตำราพุทธศาสนาที่เขียนโดยขาวฝรั่ง มักใช้คำว่า คนอินเดียในสมัยพุทธกาลสงสัยกันว่า อะไรคือสิ่งกำหนดให้มีความสม่ำเสมอคงที่ในธรรมชาติ ส่วนที่เกี่ยวกับวัตถุ เช่นความสม่ำเสมอของฤดูกาล ซึ่งทางพระพุทธศาสนาตอบปัญหานี้ว่า สิ่งที่กำหนด คือ อุตุนิยาม 2. พีชนิยาม (Biological Laws) คือ กฎธรรมชาติที่ครอบคลุมความเป็นไปของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ กฎธรรมชาตินี้ เมื่อเรานำเมล็ดข้าวเปลือกไปเพาะ ต้นไม้ที่งอกออกมาจะต้องเป็นต้นข้าวเสมอ หรือ ช้างเมื่อคลอดลูกออกมาแล้วก็ย่อมเป็นลูกลิงเสมอ ความเป็นระเบียบนี้พุทธศาสนาเชื่อว่าเป็นผลมาจากการควบคุมของพีชนิยาม 3. จิตนิยาม (Psychic Laws) คือ กฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับกลไกการทำงานของจิต พระพุทธศาสนาเชื่อว่า คนเราประกอบด้วยส่วนที่สำคัญ 2 ส่วน คือ ร่างกายและจิตใจ จิตมีกฎเกณฑ์ในการทำงาน เปลี่ยนแปลงและแสดงพฤติกรรม เป็นฉบับเฉพาะตัว 4. กรรมนิยาม (Kamic Laws) คือ กฎการให้ผลของกรรม กรรมคือ การกระทำที่ประกอบด้วยความตั้งใจ แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ กรรมดีและกรรมชั่ว กรรมดีย่อมตอบสนองในทางดี กรรมชั่วย่อมตอบสนองในทางชั่ว นี่คือ กฎแห่งกรรมนั่นเอง 5. ธรรมนิยาม (General Laws) คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับความเป็นเหตุเป็นผลของสิ่งทั้งหลาย เป็นกฎสากลที่ครอบคลุม ความเป็นไปทั้งฝ่ายจิตและฝ่ายวัตถุ กฎข้อนี้มีขอบเขตครอบคลุมกว้างขวางที่สุด กฎ 4 ข้อข้างต้นสรุปรวมลงในข้อสุดท้ายนี้
รายละเอียด อุตุนิยาม กฏแห่งฤดู หรือกฏธรรมชาติเกี่ยวกับอุณหภูมิ โดยเฉพาะดินฟ้าอากาศ ฤดูกาล การที่มีร้อนมีหนาว หรือมีฤดูเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาตินั้น เป็นกฏธรรมชาติอย่างหนึ่ง แต่ในคัมภีร์ท่านกล่าวว่า "การที่ต้นไม้ทั้งหลายออกดอกผลและผลิใบพร้อมกันในฤดูกาลนั้นๆ คือ อุตุนิยาม" พีชนิยาม กฏแห่งพืช หรือกฏธรรมชาติเกี่ยวกับพืช เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ของพืช เช่น ปลูกมะม่วง ผลที่ออกมาก็เป็นมะม่วง ปลูกข้าว ผลที่ออกมาก็เป็นข้าว ปลูกพืชอะไรก็ออกต้น ออกผลเป็นพืชนั้น ไม่ได้เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่น อย่างนี้เรียกว่า พีชนิยาม และการที่ต้นไม้มีลำต้น ดอกผล ใบ และอื่นๆ แตกต่างกันนั้นก็จัดเป็นพีชนิยาม กฎของพืชทั้งสิ้น จิตนิยาม กฏแห่งจิต หรือกฏเกณฑ์ทางธรรมชาติของจิต ได้แก่ การทำงานของจิต ซึ่งมีกฏเกณฑ์โดยเฉพาะของจิต เช่น จิตเกิดเร็ว ดับเร็ว จิตออกรับอารมณ์ทีละอย่างเท่านั้น จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นแล้วจะมีเจตสิกอะไรประกอบได้บ้าง หรือมีเจตสิกอะไรรวมไม่ได้ มันมีกฏเกณฑ์ของมัน หรือเมื่อจะมีจิตขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์ มันจะดำเนินไปอย่างไร ก่อนจะเคลื่อนไหว มันเป็นอดีตภวังค์ (ภวังค์เดิม) เมื่อเคลื่อนตัวจะออกจากภวังค์ก็เป็นภวังคจลนะ (ภวังค์ไหว) แล้วจึงเป็นภวังคุปัจเฉทะ (ตัดกระแสภวังค์) จากนั้นก็มีการทำหน้าที่ต่างๆ ต่อไป จนถึงชวนจิต แล้วกลับตกภวังค์อย่างเดิมอีก อย่างนี้เรียกว่า จิตนิยาม แม้การที่จิตเกิดขึ้น (อุปปาทะ) ตั้งอยู่ (ฐิติ) แล้วดับไป (ภังคะ) ของจิต อันมีอยู่ตลอดเวลาก็จัดเป็นจิตนิยาม กฎของจิตเช่นกัน กรรมนิยาม กฏแห่งกรรม หรือกฏธรรมชาติเกี่ยวกับกรรม เช่น ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ผู้ใดทำกรรมผู้นั้นจะได้รับผลของกรรมนั้น เป็นต้น ธรรมนิยาม กฏแห่งธรรมะ คือ กฏเกี่ยวกับเหตุและผลของสิ่งทั้งหลาย อันเป็นไปตามเหตุปัจจัย เช่นคนเกิดมาแล้ว ต้องแก่ ต้องเจ็บ และต้องตาย, สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปตามธรรมชาติ อย่างนี้เรียกว่า ธรรมนิยาม แม้พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงในธรรมนิยามสูตรว่า "สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา" หรือพูดง่ายๆ ก็คือ หลักอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา คือ ธรรมนิยาม - กฏแห่งธรรมะ แต่ในคัมภีร์ และอรรถกถาอรรถสาลินี ท่านกล่าวว่า การที่จักรวาล 1 หมื่น หวั่นไหวในกาลทรงถือปฏิสนธิ และประสูติจากพระครรภ์พระมารดาของพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย, ในการตรัสรู้ ในกาลทรงแสดงธรรมจักร ในกาลปลงพระชนมายุสังขาร และในกาลเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระตถาคตเจ้า จัดเป็นธรรมนิยาม - กฏแห่งธรรมะ คือ กฏธรรมชาติ จะต้องปรากฏเช่นนี้เอง เมื่อถึงโอกาสเช่นนี้ จะเห็นได้ว่า นิยาม - กฏเกณฑ์เกี่ยวกับธรรมชาติ หรือกฏแห่งเหตุและผล 5 ประการนี้ ผู้ศึกษาจะเห็นชัดแล้วว่า สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นในโลกนั้น หาใช่เป็นไปตามกฏแห่งกรรมเท่านั้นไม่ หากแต่เป็นกฏธรรมชาติอย่างอื่นด้วย อย่าได้คิดว่าเป็นกฏแห่งกรรมเสมอไป เพราะยังมีกฎธรรมชาติอีก 4 อย่าง หาใช่มีแต่กฏแห่งกรรมอย่างเดียวไม่ ความแตกต่างของกฏแห่งกรรมและกฏธรรมชาติอื่น กฏแห่งกรรม แม้จะเป็นกฏธรรมชาติเช่นเดียวกับกฏอื่นๆ แต่ก็แตกต่างจากกฏธรรมชาติอื่นๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า การที่จะเป็นกรรมได้นั้น ก็ต้องเกิดจากการกระทำ และต้องทำด้วยเจตนาเท่านั้น และเราต้องทำเอง ไม่ใช่คนอื่นทำให้ ดังพุทธพจน์ที่ว่า เจตนา วาหัง ภิกขเว กัมมัง วะทามิ แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่าเจตนานั่นแลเป็นกรรม โปรดอย่าเข้าใจผิด เอากฏแห่งกรรมไปปนกับกฏธรรมชาติอื่นๆ เพราะแยกไม่ออกว่า อย่างไหนคือกฏแห่งกรรม และอย่างไหนคือกฎธรรมชาติอย่างอื่นนะครับ เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดในเรื่องนี้ เราต้องทำความเข้าใจกฏธรรมชาติอย่างอื่นอีก 4 ข้ออันเป็นกฏธรรมชาติที่นอกเหนือไปจากกฏแห่งกรรมด้วย ยกตัวอย่าง เช่น สมมติว่า นายดอนเหงื่อออก ถามว่านายดอนเหงื่อออกเพราะอะไร ถ้าหากว่าเป็นเพราะอากาศร้อน ลองวินิจฉัยดูว่าอยู่ในนิยามไหน ถ้าว่าอะไร ๆ เป็นเพราะกรรมหมดแล้ว เป็นกรรมอะไรของนายดอนที่ต้องเหงื่อออก แท้ที่จริงเมื่อเป็นเพราะอากาศร้อน ก็เป็นอุตุนิยาม ไม่ใช่กรรมนิยาม แต่ถ้านายดอนไปทำผิดไว้ พอเข้าที่ประชุม เขาเกิดสอบสวนหาตัวผู้ทำผิด นายแดงมีความกลัวมาก ก็อาจจะกลัวจนเหงื่อออกอย่างนี้ นายดอนเหงื่อออกเพราะอะไร ตรงนี้ ตอบได้ว่าเพราะกรรม ถ้าอย่างนี้ เป็นกรรมนิยาม อีกตัวอย่างหนึ่ง สมมติว่า นางสนปลูกต้นไม้ไว้ที่สวนของหล่อน แต่ต้นไม้นั้นออกผลมาเปรี้ยว ก็ไม่ใช่กรรมของนางสน หากแต่เป็นพีชนิยาม คือกฏของพืชต่างหาก แต่ถ้านางสนได้รับประทานผลไม้นั้นเข้า เกิดตายขึ้นมา นั้นก็เป็นกฏแห่งกรรม เพราะแกอาจจะเคยสร้างกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งมา จึงเป็นเหตุให้ต้องรับประทานผลไม้นั้นเข้า เมื่อคนเราตาย ถ้ายังมีกิเลสก็ต้องเกิดในทันที คือ เมื่อจุติจิตดับ ปฏิสนธิจิตหรือปฏิสนธิวิญญาณก็เกิดในทันที การที่เป็นอย่างนี้เป็นจิตนิยาม ไม่ใช่กรรมนิยาม แต่ถ้าเมื่อตายแล้วไปเกิดในนรกหรือสวรรค์ หรือมาเกิดเป็นมนุษย์ อย่างนี้เป็นกรรมนิยาม เพราะสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมที่ตนได้ทำไว้ การที่โลกหมุนรอบตัวเองและหมุนรอบดวงอาทิตย์ก็ดี การที่ดวงดาวในจักรวาลต่างๆ เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาก็ดี การมีกลางวันและกลางคืนก็ดี การที่ฝนตกหรือแดดออกก็ดี การที่ภูเขาไฟระเบิดหรือแผ่นดินถล่มก็ดี ทั้งหมดนี้เป็นธรรมนิยาม - กฏแห่งธรรมะ ไม่ใช่กรรมนิยาม แต่ถ้าใครต้องตาย เมื่อภูเขาไฟระเบิดหรือแผ่นดินถล่ม นั้นคือกรรมของเขา นี้จัดเป็นกรรมนิยาม ใครก็ตามที่ยึดถือว่าอะไรๆ ทุกอย่างล้วนเกิดจากผลของกรรมทั้งสิ้น เป็นคนถือผิด แม้ในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ พระพุทธองค์ตรัสไว้ในคิริมานนทสูตรว่า โรคบางอย่างเกิดจากการบริหารกายไม่สม่ำเสมอก็มี โรคบางอย่างเกิดจากฤดู คือ สภาพแวดล้อมเป็นสมุฏฐานก็มี เกิดจากเสมหะเป็นสมุฏฐานก็มี เกิดจากดีเป็นสมุฏฐานก็มี เกิดจากสมุฏฐานต่างๆ ประกอบกันก็มี เกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐานก็มี คือโรคบางอย่างเกิดจากกรรม แต่โรคหลายอย่างเกิดจากอย่างอื่น เช่นเกิดจากฤดู เกิดการแปรปรวนของร่างกาย จากการบริหารกายไม่สม่ำเสมอ เช่นพักผ่อนน้อยเกินไป หรือออกกำลังมากเกินไป เป็นต้น กฏแห่งกรรมนี้เป็นเพียงเหตุหนึ่งเท่านั้น ผู้ศึกษาต้องเอาหลักเรื่องนิยาม 5 มาวินิจฉัยด้วย ไม่ควรถือว่าเป็นเรื่องของกรรมไปเสียทั้งหมด และบางอย่างก็เกิดจากนิยามต่าง ๆ หลายนิยามมาประกอบกัน ฉะนั้น ผู้ศึกษาจึงต้องรู้จักนิยาม 5 ไว้ด้วยจะทำให้หาเหตุผลเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งแท้ที่จริงนิยาม 5 ล้วนสรุปลงในธรรมนิยามนั่นเอง คือ มีลักษณะที่ว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ด้วยกันทุกสิ่งทุกอย่าง จากการศึกษานิยาม 5 นี้ ชี้ให้เห็นได้แล้วว่า หลักพุทธธรรมเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะพูดถึงกฏธรรมชาติว่าด้วยเหตุผล อันเราควรภูมิใจ และยึดมั่นว่าเป็นคำสอนที่ไม่ตาย ยังทันสมัยอยู่เสมอ ทนต่อการพิสูจน์ของนักปราชญ์มาทุกยุคทุกสมัย จนถึงทุกวันนี้ และเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาพุทธจิตวิทยาเพื่อการแก้ปัญหาด้านจิตของมนุษย์ต่อไปโดยคิดอย่างมีเหตุมีผล พร้อมเผชิญปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้าน ผู้ศึกษาคงจะเริ่มมองออกแล้วใช่ไหมครับว่าพุทธจิตวิทยาจะออกมาในลักษณะใด
โปรดติดตามตอนต่อไป
|