วันเสาร์ ที่ 10 พฤษภาคม 2551
พุทธจิตวิทยา ตอนที่ 6
Posted by
ศรีสารภี
,
ผู้อ่าน : 117
, 21:19:09 น.
พิมพ์หน้านี้
|
พุทธจิตวิทยา ตอนที่ 6
ชีวิตมนุษย์ตามแนวพุทธจิตวิทยา ชีวิตคือขันธ์ 5 ตามหลักพุทธธรรม ชีวิต คือ ผลรวมขององค์ประกอบ 5 ตัว หรือสิ่งของ 5 อย่าง มารวมตัวกันเข้าเรียกตามภาษาธรรมะว่า ขันธ์ 5 (The Five Aggregates) คำว่า ขันธ์ แปลว่า หมวดหมู่ ชนิด ประเภท อันเป็นคำในภาษาบาลี ได้แก่
1) รูปขันธ์ กองรูป 2) เวทนาขันธ์ กองเวทนา 3) สัญญาขันธ์ กองสัญญา 4) สังขารขันธ์ กองสังขาร 5) วิญญาณขันธ์ กองวิญญาณ องค์ประกอบของชีวิต ได้แก่ ขันธ์ 5 ขันธ์ 5 สิ่งที่เรียกว่า ขันธ์ 5 หรือผลรวมของสิ่งของ 5 อย่างดังกล่าวแล้ว เรียกว่า ชีวิต ประกอบด้วย 1. รูปขันธ์ (Corporeality) คือกองรูป หรือส่วนที่เป็นรูปธรรม อันหมายถึง ร่างกายและสิ่ง เกิดจากร่างกาย เช่น พฤติกรรมและคุณสมบัติต่าง ๆ เช่น เสียง สี กลิ่น รส เพศ เป็นต้น รูปขันธ์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ มหาภูตรูป รูปใหญ่หรือรูปหลัก และอุปาทายรูป รูปอาศัยหรือรูปแฝงอยู่ในรูปใหญ่นั้น 1.1 มหาภูตรูป ประกอบด้วยธาตุ 4 ได้แก่ ปฐวีธาตุ ธาตุดิน อาโปธาตุ ธาตุน้ำ วาโยธาตุ ธาตุลม เตโชธาตุ ธาตุไฟ 1.2 อุปาทายรูป มี 24 อย่าง ได้แก่ 1.21 ปสาทรูป 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย 1.2.2 โคจรรูป (รูปที่เป็นอารมณ์ของอินทรีย์) 4 คือ รูป เสียง กลิ่น รส 1.2.3 ภาวรูป (รูปที่เป็นเพศ) 2 คือ ความเป็นหญิง (อิตถีภาวะ) และความเป็นชาย (ปุริสภาวะ) 1.2.4 ชีวิตรูป หมายถึง ชีวิต (รูปที่เป็นชีวิต) 1 คือ ชีวอินทรีย์ 1.2.5 อาหารรูป (รูปคืออาหาร) 1 คือ กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าวที่เรากินเข้าไป) 1.2.6 ปริจเฉทรูป (รูปกำหนดสถานที่เป็นหลัก 1 คือ อากาศธาตุ ได้แก่ ช่องว่างที่มีอากาศในร่างกาย 1.2.7 วิญญัติรูป (การเคลื่อนไหวเพื่อให้รู้ความหมาย) 2 คือ กายวิญญัติ (ความเคลื่อนไหวทางกาย)และวจีวิญญัติ (ความเคลื่อนไหวทางวาจา) 1.2.8 หทัยวัตถุ (ที่ตั้งของจิต 1) 1.2.9 วิการรูป (อาการที่ทำให้ผิดปกติ) 3 คือ ลหุตา (ความอ่อน) มุทุตา (ความเบา) และกัมมัญญตา (ความควรแก่การงาน) 1.2.10 ลักขณรูป (อาการที่เป็นเครื่องกำหนด) 4 คือ อุปจย (การก่อตัวหรือเจริญเติบโต) สันตติ (ความสืบต่อ) ชรตา (ความทรุดโทรม) และอนิจจตา (ความแปรปรวน)
เมื่อรวมธาตุทั้ง 4 ซึ่งจัดเป็นมหาภูตรูป (รูปใหญ่) เมื่อนำมารวมเข้ากับอุปทายรูป (รูปอาศัย24) แล้วก็จะเป็นรูป 28 อย่างรวมรูปทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วเรียก รูปขันธ์ 2. เวทนาขันธ์ (Feeling) คือ กองเวทนา หมายถึงส่วนที่เป็นความรู้สึกอันเกิดจากการรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ แบ่งออกเป็น 3 ได้แก่ 2.1 สุขเวทนา รู้สึกดีใจ 2.2 ทุกขเวทนา รู้สึกเสียใจ 2.3 อทุกขมสุขเวทนา รู้สึกไม่เสียใจและไม่ดีใจ บางทีเรียกอุเบกขาเวทนา คือรู้สึกเฉยๆ 3. สัญญาขันธ์ (Perception) คือ กองสังขาร หมายถึงกองแห่งความจำ ในวิถีชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ถ้าเขาไม่มีความพิการทางสมอง ก็จะสามารถจดจำวัตถุ บุคคล และเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาทางประสาทสัมผัสได้ 3.1 รูปสัญญา ความจำรูปได้ 3.2 สัททสัญญา ความจำเสียงได้ 3.3 คันธสัญญา ความจำกลิ่น 3.4 รสสัญญา ความจำรสได้ 3.5 โผฐัพพสัญญา ความจำสิ่งสัมผัสกายได้ 3.6 ธัมมสัญญา ความจำเรื่องราวต่าง ๆ หรือมโนภาพได้
4. สังขารขันธ์ (Mental formation) คือ กองสังขาร หมายถึง ส่วนที่เป็นความปรุงแต่งจิตให้ดี ชั่ว หรือเป็นกลาง ๆ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เป็นคุณสมบัติต่าง ๆ ของจิต มีเจตนาเป็นตัวนำที่ปรุงแต่งจิตให้เป็นกุศลหรืออกุศล สังขารขันธ์แบ่งออกเป็น 3 อย่าง คือ 4.1 ปุญญาภิสังขาร สภาวะที่ปรุงแต่งจิตดี หรือเป็นกุศล 4.2 อปุญญาภิสังขาร สภาวะปรุงแต่งจิตชั่ว หรือเป็นอกุศล 4.3 อเนญชาภิสังขาร สภาวะปรุงแต่งจิตไม่ดีไม่ชั่ว คือ คิดไม่ดีไม่ชั่ว 5. วิญญาณขันธ์ (Consciousness) คือ กองแห่งความรู้ หมายถึง ความรู้แจ้งอารมณ์ต่าง ๆ ที่มากระทบเข้าทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบกับอายตนะภายนอกคือ อารมณ์ต่าง ๆ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สิ่งสัมผัส และมโนภาพ หรือธัมมารมณ์ ก็จะเกิดความรู้ขึ้น เช่น เมื่อ ตา กระทบกับรูป โดยมีแสงสว่างเป็นสื่อกลางก็จะเป็นความรู้ทางตา ที่เรียกว่า จักขุวิญญาณขึ้น วิญญาณ มีหน้าที่ 2 อย่าง คือ วิญญาณธาตุ และวิญญาณขันธ์ วิญญาณธาตุ หมายถึง ตัวรู้ คือ จิต ส่วนวิญญาณขันธ์ หมายถึง อาการที่จิตรู้อารมณ์ต่าง ๆ วิญญาณขันธ์อาจดับได้ทั้ง ๆ ที่วิญญาณธาตุยังมีอยู่(http://board.dserver.org/e/easydharma/00000311.html)
สำหรับขันธ์ 5 นี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่ผู้ศึกษาพุทธจิตวิทยาจะต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร เพราะว่าขันธ์ 5 นี้จะเห็นปรากฏอยู่ทุกที่ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ โดยเฉพาะตอนที่แล้วได้กล่าวถึงกฎธรรมชาติหรือนิยาม 5 มนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกันกับที่ สุเทพ สุวีรางกูล(มปป.) กล่าวว่าชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เป็นกระบวนการธรรมดาที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ประกอบด้วยส่วนต่างๆ มารวมกันเกิดขึ้น เช่นเดียวกันกับ รถ ที่มีส่วนต่างๆ นำมาประกอบกันเกิดขึ้น แล้วเรียกกันว่า รถ หากแยกส่วนประกอบทั้งหมดออกจากกัน ก็จะหาตัวตนของรถไม่ได้เลย ชีวิตมนุษย์ประกอบด้วยส่วนต่างๆ อยู่ 5 ส่วน คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ทั้ง 5 ส่วนนี้ ย่อลงเป็น 2 คือ รูปกับนามหรือกายกับจิต กระบวนการชีวิตนี้เป็นกระบวนการธรรมชาติที่ยืดยาวมีการเวียนว่ายตายเกิดหลายภพหลายชาติ ด้วยอำนาจกิเลส กรรม วิบาก เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปตามเหตุปัจจัย ความตายเป็นเพียงการยุติของกระบวนการชีวิตชั่วระยะหนึ่ง ในชีวิตหนึ่งชาติหนึ่งภพหนึ่งเท่านั้น จากนั้น กิเลส กรรม วิบากก็จะส่งผลให้ไปเกิดในชาติใหม่ภพใหม่อีกต่อๆ ไปไม่มีที่สิ้นสุด กระบวนการธรรมชาตินี้จะสิ้นสุดลงจริงๆ ก็ต่อเมื่อคนเราละความชั่วทั้งหลาย กระทำความดีทั้งปวงให้ถึงที่สุด และประการสุดท้ายให้ละทั้งความดีและความชั่วทั้งหมด อันหมายถึง การบรรลุพระนิพพาน คือการไม่มีกิเลสตัณหา ดับราคะ โทสะ โมหะ ดับทุกข์หรือดับภพดับชาติ ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไปในโลกทางสังคม ส่วนกระบวนการชีวิตของปุถุชนชนคนมีกิเลสทั่วไปยังต้องมีการเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบสิ้น เกิดในภพและชาติต่างๆ ทั้งหลาย สูงบ้างต่ำบ้าง ดีบ้างเลวบ้าง คือเกิดในนรกบ้าง เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง เป็นเปรตบ้าง เป็นอสุรกายบ้าง เป็นมนุษย์บ้าง เป็นเทวดาบ้าง หรือเป็นพรหมบ้าง ตามแรงเหวี่ยงของกิเลส กรรม และวิบากที่ตนทำเอาไว้ กระบวนการชีวิตจะเกิดจะดับจะมีปัญหาหรือไม่มีปัญหาขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่อาศัยกันเกิดขึ้น
โปรดติดตามตอนต่อไป
|