พิมพ์หน้านี้
|
สถานการณ์ประชากรที่กำลังได้รับความสนใจในสังคมโลกปัจจุบัน คงจะหนีไม่พ้นเรื่องโครงสร้างประชากรที่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ "สังคมผู้สูงอายุ" (Aging Society) ...ประเทศไทยจะเลือกเป็นอะไร ระหว่าง สังคมผู้สูงอายุ ที่ยังกระปรี้กระเปร่า หรือ จะเป็น สังคมชราภาพ ที่ปล่อยให้เป็นไป...โดยไม่สนใจการเปลี่ยนแปลง.... โครงสร้างของประชากรโลกและประชากรไทยมีการ เปลี่ยนแปลงที่คล้ายคลึงกัน โดยที่ประชากรวัยสูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในอัตราที่เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10.0 ในปี 2543 เป็นร้อยละ 15.0 ในปี 2568 ในขณะที่ประชากรวัยเด็ก (อายุ 0-14 ปี) มีจำนวนลดลงจากร้อยละ 30.1 ในปี 2543 เหลือร้อยละ 24.2 ในปี 2568 แสดงให้เห็นว่า โครงสร้างของประชากรกำลังเปลี่ยนจากโครงสร้างประชากรวัยเด็กในอดีตเป็นประชากรวัยสูงอายุ หรือสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ประเทศที่มีสัดส่วนของผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก 4 ประเทศ คือ อิตาลี ญี่ปุ่น กรีซ เยอรมนี และสวิสเซอร์แลนด์ ... หากมองในระดับภูมิภาค...ญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียที่มีสัดส่วนของผู้สูง อายุมากที่สุดในโลกเท่ากับประเทศอิตาลีในยุโรป (ร้อยละ 25) และที่น่าสนใจคือ คนญี่ปุ่นเป็นคนมีอายุขัยเฉลี่ยหรือมีอายุยืนยาวมากที่สุดในโลกด้วย (82 ปี) ในกรณีประเทศไทย ...ถ้าพิจารณาปัจจัยภายในประเทศไม่ว่าจะเป็นอัตราเจริญพันธุ์รวมของหญิง 1 คน ก็เป็นอัตราที่ต่ำกว่าระดับทดแทน (1.7 คน) โดยมีแนวโน้มลดลงจากอดีตและคาดว่าน่าจะลดลงอีกในอนาคต และอัตราตายที่มีแนวโน้มต่ำลง คนมีอายุยืนยาวขึ้น...ปัจจัยเหล่านี้ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โครงสร้างของประชากรไทยมีการเปลี่ยนแปลงอ ย่างต่อเนื่องเข้าสู่ "สังคมสูงอายุ" การเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่สถานการณ์ดังกล่าวนั้น เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับหลายประเทศในโลก โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาค ยุโรป การวางแผนและการกำหนดนโยบายต่างๆ จะให้ความสำคัญกับประชากรกลุ่มผู้สูงอายุนี้มาก แม้กระทั่งการเลือกตั้งในหลายประเทศ ยังต้องมีนโยบายเกี่ยวกับผู้สูงอายุเป็นประเด็นสำคัญในการหาเสียงด้วย ... เช่นเดียวกับประเทศไทย แม้ จะเห็นความพยายามของภาครัฐ ที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับผู้สูงอายุมากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งมีการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับผู้สูงอายุขึ้นเป็น นโยบายระดับชาติในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่ใช้คุ้มครองผู้สูงอายุโดยตรงคือ พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2547 และในปัจจุบันมีการศึกษาวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้สูงอายุและพัฒนาความรู้เพื่อแก้ปัญหา และปรับปรุงนโยบายในการดูแลประชากร ผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นประกอบกับการพัฒนาที่เน้นคุณภาพ ของคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา โดยมียุทธศาสตร์เป้าหมาย เพื่อให้สังคมไทยในอนาคตเป็น "สังคมผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ" ทั้งหมดทั้งมวล จากที่ได้ ทบทวน นโยบาย และ แผนยุทธศาสตร์ ของภาครัฐ แล้ว ก็เห็นว่า น่าสนใจ และ น่าจะเป็น ยุทธศาสตร์ที่สอคล้องกับ หลักคิด ตาม แนวคิด แนวทาง ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างให้สุขภาพดี บริการดี สังคมดี ชีวิตมีความสุข พอเพียงอย่างยั่งยืน... แต่ที่ผ่านมา ก็ยังไม่เห็น ว่า ภาครัฐ จะ พัฒนา (Develop) แปรจาก แผนยุทธศาสตร์ เป็น แผนยุทธวิธี แผนงาน หรือ แผนปฏิบัติการ ที่จะผลักดัน ให้เป็นรูปธรรมอย่างไร... อันที่จริง เรื่องนี้ นอกจากเหนือจากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แล้ว กระทรวงอื่นๆ ก็น่าจะหันมาให้ความสำคัญ มากขึ้นด้วย...เนื่องจากสามารถ ที่จะ แสวงหา โอกาส และ หยิบมา พัฒนา เป็น แผน ต่อไป ให้เกิด เป็น มูลค่า การพัฒนา ควบคู่ กับ การสร้างเข้มแข็ง ให้กับประเทศของเราเอง ...ให้เป็นสังคมดี ชีวิตมีความสุข ด้วย จุดอ่อน ของ บ้านเรา คือ...แต่ละกระทรวง เขียน ยุทธศาสตร์...แบบ แยกกันทำงาน...แต่ ไม่บูรณาการ...แผน ร่วมกัน...ส่วนตัว...เบื่อ คำว่า บูรณาการ อย่างมาก...เพราะ ได้ยิน บ่อย จน เริ่ม เบื่อ...นักวิชาการ ในหน่วยงานของรัฐ เองก็รู้...รู้ รู้มาก รู้ทั้งนั้น รู้ไปหมด...แต่ ไม่ทำ... รอ เงี่ยหู ฟัง แต่ นาย และ นโยบาย จากข้างบน...ซึ่งเป็น ช่องโหว่ เป็น ความอ่อนแอ (Handicap) ของการบริหารประเทศ... แต่ก็ยังไม่เห็นว่า จะมี ผู้บริหาร หรือ พรรคการเมือง ไหน ลุกขึ้นมาบอกว่า จะทบทวน จะยกเครื่อง จะปรับปรุง ให้เป็นรูปธรรม สักที ตัวอย่าง ประเทศ เพื่อบ้าน ของเรา...สิงคโปร์...เขา แปร แผนยุทธศาสตร์ ไปสู่การปฏิบัติ ได้ดีกว่า มีประสิทธิภาพกว่า เรา... ประเทศเขาเอง เป็น aging society ในลักษณะที่ มีอัตราการเกิดน้อยมาก... ประเทศเขาเตรียมพร้อม เรือง การเปิดรับบุคลากร ชั้นดี จากประเทศต่างๆ ให้เข้ามาทำงานในสิงคโปร์ พร้อมกับประกาศทันทีว่า จะเป็น Hub ด้าน Health Care...ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไม...ก็ในเมื่อ รัฐ ต้องจัดการบริการดังกล่าว ให้ประชากรประเทศ ของตัวอยู่แล้ว...แล้วทำไมจะไม่แสวงหาโอกาส ให้ การลงทุนนั้น ไม่สูญเปล่า ล่ะ... เขาก็ต้อง หาเงินเอาคืน จาก การขายบริหารดังกล่าว กับ คนต่างชาติด้วย...ส่วนที่เวียดนาม...แค่ เรียนรู้ (Lesson learned) จากประเทศไทย ก็ก้าวไปได้ไกล ในอัตราเร่งที่มากกว่า ประเทศไทยแล้ว... อยากฝากไปยัง ผู้บริหารประเทศ และ พรรคการเมือง ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ...ให้ช่วย แก้ไข ปรับปรุง ระบบการบริหาร ที่เป็นช่องว่าง (Gap) ช่องโหว่...ตรงนี้ด้วย...ถ้าปล่อยให้ ต่างคนต่างทำอย่างนี้...มัน เสียเวลา สิ้นเปลืองงบประมาณ และทรัพยากรอื่นๆ โดยไม่เกิดประโยชน์ อะไร และยัง เป็น ช่อง ให้ ราชการ หา(กิน) ประโยชน์ ในช่องโหว่ นี้ด้วย เช่น...จ้างศึกษา ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า...แต่มีขอบเขตการศึกษา เฉพาะเรื่องของตัว ไม่สนใจ หน่วยงานอื่น...ด้วยเหตุผลที่ฟังมา ซ้ำเดิม เป็น 20-30 ปีแล้ว อยากเห็น ผู้บริหารประเทศ นำเสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรม ... ทั้งในแง่ ที่เป็นการส่งเสริม ให้ผู้สูงอายุ บ้านเรา มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น... และ นโยบายเตรียมความพร้อมประเทศไทยไปสู่สังคมผู้สูงอายุ ในอีก 10 ปีข้างหน้า ... ในขณะเดียวกัน ยังเป็นการ แสวงหาโอกาส สร้างโอกาส และ เตรียมความเข้มแข็ง ในการดำเนินธุรกิจ ให้กับนักธุรกิจและ คน ในประเทศ เช่น กิจการรองรับ กิจการธุรกิจแหล่งพำนักระยะยาว กิจการธุรกิจที่รองรับเกี่ยวกับ การดำเนินชีวิตประจำวัน และ lifestyle ของผู้สูงอายุ...ของนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุจากประเทศต่างๆ... หาก พรรคการเมือง จะเอามาทำ campaign หรือ ตีปี๊บ หรือ ทำ Marketing ก็ไม่เสียหาย อะไร...เพราะ ต่างก็ ได้รับประโยชน์กัน ทุกฝ่าย... โดย : ดร.สุดธิดา เปลี่ยนคารมย์, 28 สิงหาคม 2550
|
| น้องหมา_นังแมว (ตอนที่ 1) | ||
รวมภาพ น้องหมา กะ นังแมว( ภาค 1) ได้รับ forward มาจากเพื่อนๆ เลยรวบรวมมาไว้ เผื่อแผ่กัน ค่ะ |
||
|
View All |
||
| << | สิงหาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |