
พิมพ์หน้านี้
|
หลายคนพูดว่านครแฟรงค์เฟิร์ตเป็นศูนย์กลางของยุโรป ตอนแรกก็ยังนึกไม่ออกเพราะเนื่องด้วยเป็นคนไม่ชำนาญด้านภูมิศาสตร์มาแต่ไหนแต่ไร แต่ได้อานิสงค์จากกฏหมายใหม่ของที่เยอรมันที่บังคับให้คนที่ย้ายถิ่นฐานตามครอบครัวเข้ามาตั้งหลักปักฐานในประเทศนี้ต้องเรียนคอร์ส "Orientierung" (โอเรียนเทียรุ่ง) ซึ่งจะเป็นเความรู้โดยรวมๆของประเทศเยอรมัน อาทิ รูปแบบการเมือง กฏหมายพื้นฐาน วัฒนธรรม supatrizia สนุกกับคอร์สมาก เพราะเป็นเรื่องที่ห่างมานาน อีกทั้งเป็นการฝึกภาษาที่ยังไม่ค่อยจะชำนาญเท่าใดนัก แต่สรุปได้ว่าเป็นเมืองสำคัญด้านคมนาคมโดยเฉพาะทางอากาศ เพราะในขณะนี้สนามบินแฟร์งเฟิร์ตถือได้ว่าเป็นสนามบินที่มีการขนถ่ายทั้งผู้โดยสาร และสินค้ามากที่สุดเป็นอันดับตันๆของยุโรป แต่ที่เกริ่นมาทั้งหมด ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่จะพูดถึงเลยค่ะ เครียดไป วันนี้ Supatrizia ขอพาชมเมืองค่ะ เนื่องด้วยเพื่อนๆ ถามว่าที่นี่จะมีอะไรให้เที่ยวมีแต่คนทำงานกับสำนักงาน งานนี้ชาวแฟรงค์เฟิร์ตอย่างเราต้องออกมาขอแจงค่ะ เริ่มต้นจากสนามบินนานาชาติแฟรงค์เฟิร์ต ใครใคร่นั่งแท็กซี่ก็ได้ แต่ใครที่สำภาระไม่ได้มากมายหรือพอหอบหิ้วได้ ขอแนะให้นั่งรถไฟใต้ดินค่ะ ประหยัดกว่ากัน(เยอะ) และก็ไม่ได้ลำบากลำบนต้องลากกระเป๋าตากแดด หรือยืนรอกลางแจ้งเหมือนหมอชิตบ้านเรา เพราะมีทั้งบันไดเลื่อน ลิฟท์เชื่อมถึงสถานีรถไฟด้านล่างสะดวกสบาย โดยเฉพาะถ้าใครคิดว่าอยากออกชมเมืองตั้งแต่วันแรกเพราะไม่เหนื่อย หรือไม่อยากนอนตื่นตลอดคืนเนื่องด้วยอาการเจ็ตแล็ก ( jetlag) ขอแนะให้ซื้อเป็นตั๋ววันนะคะ เพราะสามารถใช้เดินทางต่อได้โดยไม่ต้องซื้อตั๋วใหม่ (ตามโซนของตั๋วที่ซื้อ) ถ้าใครตั้งใจจะไม่ไปไหนต่อ หรือคิดว่าซื้อตั๋วโดยสารแยกแต่ละครั้งถูกกว่าเพราะไม่ได้ตั้งใจจะไปหลายที่ ตั๋วเที่ยวเดียวจากสนามบินเข้าเมืองจะราคาประมาณ 3.50 - 3.80 ยูโร และถ้าเป็นในโซนเมืองแต่ไม่ถึงสนามบินจะอยู่ที่ราคาตั้งแต่ 1 ไปจนถึง 2.20 ยูโรต่อเที่ยว แต่ที่แนะให้ซื้อเป็นตั๋ววันเพราะตั๋วที่นี่สามารถใช้ได้กับทั้งรถราง และรถบัสที่อยู่ในโซนเดียวกันน่ะค่ะ โดยเฉพาะถ้ามากันเป็นกลุ่มตั้งแต่ 4 คนขึ้นไปจะยิ่งคุ้มเพราะจะมีตั๋วแบบสำหรับนักท่องเที่ยวที่มากันเป็นกลุ่ม อ้อลืมบอกไปค่ะว่าราคาตั๋ววันสำหรับผู้ใหญ่จะตกอยู่ที่ราคาตั้งแต่ 5-8 ยูโรแนะให้ลองกดตู้ตั๋วแล้วลองเทียบราคานะคะ เดี๋ยวนี้ง่ายขึ้นเพราะมีหลายภาษาให้เลือกไม่ต้องเดา เพราะตั๋วรถที่นี่เปลี่ยนตามช่วงเวลาน่ะค่ะราคาที่บอกจึงไม่ขอคอนเฟิร์มนะคะ พอเราได้ขึ้นรถไฟสถานีแรกจากสนามบินชื่อ "Stadion" (ตามภาษาเยอรมันอ่านว่า ชตาดิโอน) หลายคนที่เป็นแฟนบอลบุนเดสลิกา หรือการแข่งขันกันระหว่างทีมบอลเยอรมันคงคุ้นเคยกับสนาม "Commerz Arena" เป็นอย่างดี เพราะเป็นสนามเจ้าถิ่นของ "Eintracht Frankfurt" นี้เอง ฤดูนี้ทีมบอลทำแฟนๆ Eintracht ผิดหวังเป็นแถวๆ สถานีถัดมาชื่อ "Niederrad" (นิเดอร์ราด) เมืองนี้แยกเป็นสองด้าน ด้านนึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย และอีกด้านหนึ่งเรียกเมืองออฟฟิศ (Buero Stadt) ซึ่งทั้งเมืองเป็นตึกสำนักงานทั้งหมด นักท่องเที่ยวไม่ค่อยรู้จัก นอกจากคนที่เคยมาทำงานแต่ก็มีอะไรให้ดูนะคะ เพราะคนที่อยู่ที่นี่ส่วนใหญ่ก็จะคุ้นหน้ากันเหมือนกับไปตามหมู่บ้านตามต่างจังหวัดบ้านเราน่ะค่ะ มีร้านแฮมเบอเกอร์ที่อร่อยที่สุดในแฟรงค์เฟิร์ต และก็เก่าแก่ที่สุด ถามคนแก่ๆแถวนี้เห็นบอกว่ามีมากว่า 40 ปีได้น่ะค่ะ เคยลองไปชิมดูครั้งนึงอร่อยจริงๆค่ะ ยิ่งถ้าเป็นวันทำงานช่วงพักกลางวัน ก็ต้องต่อแถวกันยาวหน่อยนะคะกว่าจะได้ชิม แต่อร่อยค่ะ ใครที่อยากจะมาลองชิมต้องหาเวลามาช่วงวันธรรมดานะคะ เพราะไม่เปิดทำการะทั้งเสาร์และอาทิตย์ ต้องเดินนิดนึงนะคะจากสถานีรถไฟ ถ้าใครนั่งรถรางมาอาจจะเดินใกล้กว่านิดนึง ลงที่สถานี Melibocusstrasse (อ่านว่า เมลิโบคุส ชตราสเซอร์) แต่วันนี้นิเดอร์ราดไม่ใช่พระเอกค่ะ ถ้ามีโอกาสหรือมีเสียงเรียกร้องจากผู้อ่านก็จะเอามาปอกเปลือกกันทั้งเมืองไปเลยค่ะ
"หน้าร้านง่ายๆอย่างนี้เองค่ะ แต่อร่อย (เพื่อนที่เคยชิมบอกว่าอร่อยกว่าที่แปะยี่ห้ออีก นี่ :-)) ! "
"ป้ายบอกเลยว่าเก่าที่สุดในแฟรงค์เฟิร์ต รู้จักกันทั้งหนังสือพิมพ์ และโทรทัศน์" จากนั้นเราก็จะข้ามสะพานข้ามแม่น้ำ "Main"(ไม) แล้วเรามาก็จะถึงสถานีรถไฟหลักของแฟรงค์เฟิร์ต เรียกว่า "Frankfurt Hauptbahnhof" (แฟร์งเฟิร์ต เฮ้าพท์บานโฮป) หรือสมัยที่ยังทำงานอยู่สายการบิน ในออฟฟิสเรียกกันว่าสถานีหัวลำโพง คนที่จะต่อไปเที่ยวต่อในเมืองอื่นๆ และใช้การเดินทางโดยรถไฟ เช่น Duesseldorf (ดุสเซลดอร์ฟ) หรือ Muenchen (มุนเค่น) ก็จะมาขึ้นรถไฟจากที่นี่ (หรือถ้าใครไม่ได้แวะเที่ยวที่แฟรงค์เฟิร์ตก็สามารถขึ้นรถไฟระยะยาวได้จากสนามบินได้เลย) เพราะเป็นสถานีต้นสาย และก็เป็นแหล่งรวมของโรงแรมมากมายเพราะเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างเมือง สนามบิน และศูนย์การประชุมที่ไม่เคยว่าง เพราะแฟร์งเฟิร์ตเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ จนคนเยอรมันเองยังล้อกันว่า "Bankfurt" แต่ส่วนใหญ่จะเป็นระดับปานกลาง (แต่โรงแรมส่วนใหญ่ในเยอรมันจะสะอาด ถึงแม้จะเป็นระดับปานกลาง และบริการก็อยู่ในระดับค่อนข้างดี เพียงแต่ไม่หรูหราและอลังการเท่าโรงแรมห้าดาวเท่านั้น) ต่อมาเป็นสถานีของคนทำงาน เพราะขึ้นจากสถานีนี้ไปจะเป็นตึกสำนักงานระฟ้า ใครอยากขึ้นตึกที่สูงที่สุดของนครแฟร์งเฟิร์ตที่ชื่อ Helaba (เฮลาบา) จ่ายค่าขึ้นคนละ 4 ยูโร หรืออยากเดินชมสถาปัตยกรรมตึกสูงก็แวะลงที่สถานีนี้ แต่ไม่แนะนำให้มาตอนเย็นมากๆ หรือไม่ใช่วันทำงานเพราะสถานีนี้จะเงียบมากๆ ถึงแม้ความปลอดภัยในเยอรมันค่อนข้างสูง แต่เที่ยวต่างถิ่นต้องระวังให้มากไว้เป็นดีที่สุด สองสถานีถัดมาคงไม่มีใครที่จะมาที่แฟรงค์เฟิร์ตแล้วไม่ท่องชื่อมาจากกรุงเทพฯ เพราะเป็นแหล่งช้อปปิ้งแหล่งใหญ่ของที่นี่ สถานีแรกชื่อ "Hauptwache"(เฮ้าพท์วัคเคอร์) และสถานีถัดมาชื่อ "Konstablerwache" (คอนสตาเบลวัคเคอร์) สองสถานีนี้ถ้าใครที่ชอบเดิน โดยเฉพาะขาช้อปไม่ว่าจะเป็นช้อปจริงจังหรือวินโดว์ช้อปปิ้ง จะเพลิดเพลินมากถ้าเดินตลอดทั้งสาย ก็จะแนะให้ลงที่ คอนสตราบลาวัคเคอร์ แล้วเดินย้อนกลับไปสถานีเฮ้าพท์วัคเคอร์ตามถนนที่ชื่อ "Zeil" (ไซล์) คงมีคนถามต่อว่าแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นทิศไหนแค่นั่งรถไฟมาก็ลำบากกับภาษาอยู่แล้ว แถมไม่คุ้นตาเหมือนกรุงเทพฯ บ้านเรา supatrizia ขอแนะว่าพอขึ้นมาจากสถานี คอนสตราบลาวัคเคอร์ ซึ่งจะมีหลายทางออกให้เลือกทางออกที่เขียนว่า "Ausgang Zeil" ( Ausgang ในภาษาเยอรมันหมายถึง ทางออก) พอเดินขึ้นมาถึงถนนที่เป็นทางเดินข้างนอกสถานีรถไฟ เงยหน้านิดๆ แล้วหมุนตัวดูรอบๆเล็กน้อย มองหาป้าย "C&A" (ภาษาเยอรมันอ่านว่า เซอุนอา)
ห้างนี้เป็นห้างที่อยู่แทบจะสุดท้ายของถนนสายช้อปปิ้ง ถ้าเลยจากห้างนี้ไปก็จะไม่ค่อยมีร้านรวงให้เห็นเท่าไหร่แล้ว แล้วขาช้อป และขาชมก็เริ่มจากห้างนี้ได้เลยและพอออกจากห้างให้เดินตามถนนไซล์สังเกตได้ว่าห้างนี้จะอยู่ด้านหลังเรา พอเดินพ้นมาบล็อกตึกนึง ถ้ายังไม่เห็นร้าน "Zara" หรือ "MNG" อยู่ทางด้านขวามือก็แสดงว่าผิดทิศนะจ๊ะ ใครที่เดินถูกแล้วก็เริ่มออกเดินทางได้ ร้านค้าทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ สารพัดเรียงกันตลอดสาย บางคนที่ไม่ตั้งใจซื้อ อาจจะได้ของติดมือกลับบ้านอย่างไม่ตั้งใจ ยิ่งถ้ามาช่วงจังหวะเหมาะที่เป็นเดือนที่ลดราคาเสื้อผ้าฤดูก่อนยิ่งมีโอกาสสูงที่จะควักกระเป๋าซื้ออะไรกลับบ้านไป เพราะเคยมีเพื่อนที่มาทำงานที่ยุโรป แล้วแวะเข้าออฟฟิศที่แฟร์งเฟิร์ตแค่ไม่กี่วัน ตอนแรกโทรมาบอกว่าคงไม่ซื้อของอีกแล้วเพราะกระเป๋าเดินทางเต็มจนออกลูกอีกหนึ่งใบ โป๊ะเชะมาเจอช่วงลดราคาเสื้อผ้าหน้าร้อน ที่ลดกระหน่ำจนถูกกว่าซื้อที่เมืองไทย อดใจไม่ได้ซื้อเสื้อ และชุดเดรสสวยติดมือก่อนกลับเมืองไทยด้วยความถูกใจและถูกราคา ถ้าใครคิดถึงอาหารไทยหลังจากที่มาเยือนนครแฟรงค์เฟิร์ต ตรงแยกแรกที่ตรงหัวถนนมีร้านแมคโดนัล มีร้านอาหารไทยที่เป็นดังกลางเมืองอยู่ตรงถนนนี้สองร้านนะคะ ร้านแรกชื่อเกาะสมุย และร้านที่สองชื่อพระรามห้า (Rama 5) ปกติจะนัดกับเพื่อนบ่อยๆที่ร้านเกาะสมุยหากใครอยากทานอาหารไทยขึ้นมา เพราะรสชาติอร่อย และราคาประหยัดกว่าร้านพระรามห้า แต่ร้านพระรามห้าจะหรูหรากว่าน่ะค่ะ อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะคะ จะลองดูทั้งสองร้านก็ได้ไม่ว่ากัน อร่อยทั้งสองร้าน แต่อย่าเอาราคาไปเทียบกับที่เมืองไทยนะคะ เพราะอาจจะช็อคได้ แต่อาหารไทยอร่อยๆก็หายากแล้วนะคะ เพราะเห็นเขียนหน้าร้านว่าร้านอาหารไทย แต่เจ้าของเป็นคนเวียดนามบ้าง คนจีนบ้างน่ะค่ะ หรือถ้าใครมีร้านอร่อยๆกลางเมือง ก็บอกกล่าวกันได้นะคะ หลังจากที่ผ่านช่วงตึกแรกมาก็จะเจอแยกเล็กๆด้านขวามือจะเห็นป้ายชื่อถนนที่ตัดกับถนนไซล์ชื่อ "Schaefergasse" (เชฟเฟร์กาสเซอร์) ที่ตรงหัวมุมจะเป็นร้านเสื้อผ้าวัยรุ่น Pimkie กับห้างใหญ่ Karstadt ถ้าใครอยากดูของใช้ของเบบี๊ แนะให้ลองเดินเข้าตรอกนี้นะคะ จะเจอร้านชื่อ "Baby-Walz" อยู่ด้านขวามือมีของใช้น่ารักสำหรับทารกเต็มไปหมดแต่ราคาสูงทีเดียวนะคะ ถ้าใครชอบทำของแต่งบ้านเอง หรือ จัดงานปาร์ตี้ต่างๆ หรือของขวัญ และเหมาะมากสำหรับผู้ชอบงานอดิเรกเป็นงานฝีมือ ตั้งแต่เย็บปักถักร้อยไปจนถึงโมเสส เดินเลยร้านเบบี้วอลซ์ไปจะเจอร้านชื่อ Idee มีของให้เลือกมากมายตั้งแต่สติ๊กเกอร์ กรอบรูปที่ยังไม่ได้ทาสีหรือประกอบ สีสารพัดชนิด กระดาษหลากสี ริ้บบิ้น ลวด และอื่นๆที่ยังสาทยายไม่หมด นอกจากนี้ก็จะมีผลิตภัณฑ์ตามเทศกาลมาเพื่อให้ลงมือประดิษฐ์ของแต่งบ้าน ใครไม่ได้มีงานอดิเรกดังกล่าวจะลองเดินเข้าไปดูได้ค่ะเหมือนเป็นร้านขายของกระจุกกระจิกสำหรับแต่งบ้าน สวยดีค่ะ หลังจากเดินกลับขึ้นมาถนนไซล์จะมีอีกแยกอยู่ฝั่งตรงข้ามตัดกับถนนชื่อ "Hasengasse" ถ้าใครอยากจะชมตลาดสดของฝรั่งก็เดินตามถนนเส้นนี้ลงไปเรื่อยๆ นะคะ แยกแรกจะเจอห้องสมุดของแฟรงค์เฟิร์ต มีหนังสือภาษาอังกฤษให้อ่าน และอินเตอร์เน็ทให้เล่น แต่คนเยอะนะคะ สามารถเข้าไปแวะอ่านหนังสือได้ หรือพักดื่มกาแฟ จากห้องสมุดเดินตรงขึ้นไปอีกจะเจอป้ายที่ไม่สะดุดตาของตลาด "Klein Markt Halle" (ไคลมาคฮัลเล) เค้าบอกกันว่าหาของกินได้จากทุกมุมโลกที่นี่ นึกถึงตลาด อตก. บ้านเราน่ะค่ะที่หามะม่วงนอกฤดูกินได้แต่ราคาก็ต้องทุ่มกันเล็กน้อย ในตลาดก็มีทั้งมุมกาแฟเล็กๆ ร้านอาหารที่ยืนรับประทาน ร้านขายผลไม้จากทุกมุมโลก ร้านขายเนื้อ ร้านขายเครื่องเทศ ร้านขายต้นไม้ และอื่นๆ ก็น่าชมไปอีกแบบค่ะ
"สังเกตได้ว่าจะมีน้ำพุหน้าตาแบบนี้อยู่ตรงหัวถนนที่จะเดินไปไคลมาคฮัลเลน่ะค่ะ"
"มองตรงไปจะเห็นหน้าตาถนนเป็นแบบนี้นะคะ สังเกตได้ว่าจะมีร้านขายเสื้อผ้าชื่อ "Chicaco" ด้านซ้ายมือ และโบสถ์อย่างที่เห็นในภาพน่ะค่ะ"
"ด้านหน้าห้องสมุด เราก็เป็นสมาชิกด้วยนะ"
"หน้าทางเข้าตลาด ต้องเดินระวังๆ นะคะ เพราะป้ายไม่เป็นที่สังเกต แต่ร้านค้าด้านข้างสองร้าน ด้านขวาเป็นร้านจักรยาน และด้านซ้ายเป็นร้านรองเท้าค่ะ" ใครชมตลาดจนอิ่มใจ ก็เดินกลับขึ้นมาไซล์นะคะ ใครจะขึ้นจากอีกด้านนึงของทางเข้าตลาดก็ได้แต่ก็จะตัดถนนไซล์ส่วนนึงไป พอเดินตามถนนไซล์มาได้พักใหญ่ๆ จะเจอร้านรองเท้าร้านใหญ่ที่ชื่อ "Hako" อยู่ซ้ายมือ ถ้าใครอยากเดินไปชมเมืองส่วนเดียวที่เหลือจากสงครามโลกครั้งที่สองที่เรียก "Romer" ก็สามารถเลี้ยวซ้ายแยกแรกก่อนที่จะผ่านร้านรองเท้าร้านนี้ ถนน Liebfrauenstrasse แล้วเดินตรงไปเรื่อยๆ ก็จะถึงจตุรัสโรเมร์ ถ้าเดินตรงไปจากจตุรัสอีกก็จะถึงริมแม่น้ำไมซ์ที่จะมีท่าให้ขึ้นเรือนำเที่ยวที่ล่องตามแม่น้ำช่วงสั้น มีให้เลือกระหว่าง 6.95 ยูโร สำหรับการล่องเรือ 50 นาที หรือ 8.95 ยูโร สำหรับ 90 นาที (ทั้งสองราราเป็นสำหรับราคาผู้ใหญ่) ถ้าใครเมื่อยขานั่งเรือชมแม่น้ำก็เป็นการพักขาและชื่นชมธรรมชาติและตึกสวยงามของสองฝั่งแม่น้ำได้เป็นอย่างดี ลืมบอกไปว่าถ้าใครหิวก็จะมีร้านเค้กเก่าแก่ของแฟรงค์เฟิร์ต (ขอต๊ะชื่อไว้ก่อนนะคะ)หรือจะเลือกนั่งตามร้านกาแฟระหว่างทางก็ได้ มีกาแฟหอมกรุ่น และไอศครีมสารพัดรสให้ลองชิม
"ก่อนถึงร้านรองเท้า Hako จะเป็นร้าน "Saturn" ที่ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด รวมทั้งคอมพิวเตอร์ แผ่นหนังดีวีดี และซีดีเพลง แต่ต้องขึ้นบันไดเลื่อนขึ้นไปชั้นบน เพราะสองชั้นแรกเป็นร้าน Esprit "
"หน้าตาถนนที่ตรงไป Romer" ชื่อถนนไซล์จะสิ้นสุดที่แยกหลังจากที่เดินผ่านร้านรองเท้าหรือห้าง "Kaufhof Galeria" (อ่านว่า เค้าโฮฟ กาเลอเรีย) มานั่นเอง แต่ถนนสายช้อปปิ้งยังไม่จบแค่นั้นนะคะ ถนนที่เชื่อมต่อจากไซล์ชื่อ "an der Hauptwache" (อัน แดร เฮ้าพท์วัคเคอร์) พอข้ามถนนมาก็จะเจออาคารเก่าอยู่ด้านซ้ายมือ ซึ่งในฤดูใบไม้ผลิ หรือฤดูร้อนจะสามารถนั่งข้างนอกชมบรรยากาศได้ เดินต่อขึ้นไปตามถนนอัน แดร เฮ้าพท์วัคเคอร์แต่ที่แนะนำเป็นร้านขายเจลลี่แบร์ชื่อ Baer Treff ที่จะอยู่ด้านซ้ายมือหลังจากข้ามถนนจากห้างเค้าโฮฟมา เพราะกุมมี่แบร์ร้านนี้ไม่เหนียวมาก แต่นุ่ม และหอมรสผลไม้กว่าที่ซือตามซุปเปอร์มาเก็ตน่ะค่ะ กินแล้วเพลิดเพลินเป็นที่สุด เดินต่อมาจะเจอ ผ่านร้าน WMF ที่ขายอุปกรณ์เครื่องใช้ในครัวคุณภาพดีและรูปลักษณ์ค่อนข้างทันสมัย ถัดมาซ้ายมือเป็นร้านขายเครื่องประดับและนาฬิกายี่ห้อหรู ชื่อ "Wempe" ด้านซ้ายมือ มีทั้ง Patek, Rolex ให้เลือกซื้อตามความหนักของกระเป๋า แต่ supatrizia เดินดูหน้าร้านก็แทบจะเป็นลมกับราคาของแล้วจ้า แต่ก็ขอชม (ข้างนอก) นิดนึง เลยมาก็มีที่ให้นั่งพักก่อนที่จะเป็นลมล้มพับไปไม่ใช่ร้านกาแฟแต่เป็นร้านหนังสือใหญ่ด้านซ้ายมือ ซึ่งถ้าใครเป็นหนอนหนังสือหรือเมื่อยขาก็แวะพักที่ร้านนี้ได้นะคะ ชื่อร้าน "Hugendubel Buchhandler" เพราะมีหนังสือภาษาอังกฤษให้เลือก มีที่นั่งให้อ่านเหมือนที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ แต่ใหญ่กว่ากันมาก เดินขึ้นไปข้างบนมีมุมกาแฟให้จิบกันได้ค่ะ และไม่แน่อาจจะเจอเป็นนักเขียนดังเพราะเห็นป้ายโฆษณาอยู่บ่อยๆ
"ร้านอาหารที่บอก"
"ร้านขายเจลลี่แบร์ อยู่ข้างแมคฯ" พอออกมาจากร้านหนังสือก็จะสุดถนนอัน แดร์ เฮ้าพท์วัคเคอร์ แต่ทัวร์ยังไม่จบนะคะสามารถเดินต่อขึ้นไปได้ตามถนนนี้ที่มีชื่อทางการว่า Kalbaecher Gasse... แต่มีชื่อเล่นว่า Fresgass เป็นถนนใหญ่สำหรับคนเดินเท่านั้น เป็นช่องถนนที่เต็มไปด้วยร้านกาแฟสวยๆ ร้านไอศครีมอร่อย ร้านขายอาหารที่เรียกกันว่าเป็นของเลิศรส และพิเศษ หรือคุณภาพดีกว่าที่ขายกันในซุปเปอร์มาเก็ตทั่วไป เดินขึ้นตามถนนนี้ไปเรื่อยข้ามถนนไปอีกทีก็จะถึง "Opern" ที่เป็นโรงละครเก่าแก่ของแฟรงค์เฟิร์ตและมีคำจารึกของนักคิดชาวเยอรมัน "เกอร์เธ่" อยู่ด้านบน ชาวแฟรงค์เฟิร์ตกล่าวว่าถ้าใครมาไม่ถึงที่ Opern แสดงว่ายังมาไม่ถึงแฟรงค์เฟิร์ตนะคะ :-))
"หน้าตาของถนน Fressgasse " หลังจากที่ชมความงามของอาคาร Opern กันแล้วเดินข้ามถนนกลับมาที่ Fressgasse แต่เดินเบี่ยงไปทางขาวมือของหัวถนนนะคะจะเห็นป้ายถนนชื่อ "Goethe Strasse" เรียกกันว่าเป็นถนนแฟชั่นหรูที่สุดของเมือง เพราะเป็นที่ตั้งของร้านบูติกดังๆที่สามารถจะนึกชื่อกันออก อาทิ Luis Vitton, Channel, Versace, Gucci, Massimo Dutti, Long Champ สาธยายไม่หมด รวมทั้งร้านกาแฟที่ขายเครื่องทำกาแฟที่อินเทรนด์ของที่นี่อยู่ขณะนี้ Nespresso ไม่แน่ใจว่ามีให้เห็นที่เมืองไทยกันหรือยัง เป็นเครื่องทำกาแฟที่บอกกันว่าได้กลิ่นกาแฟหอมกรุ่น เพราะกาแฟถูกเก็บไว้ในถ้วยเล็กที่ปิดอย่างดีกลิ่นไม่ระเหยไปไหนเรียกว่า แคปซูล จะดื่มทีก็ใช้หนึ่งถ้วยใส่เครื่องกดปุ่มได้กาแฟหอมกรุ่นเพียงปลายนิ้วสัมผัส ไม่ใช่แค่ที่ช้อปปิ้งที่แฟรงค์เฟิร์ตมีให้ชม แต่ทั้งสถาปัตยกรรม พิพิธภัณฑ์ สวนพรรณไม้ (เหมือนสวนหลวง ร. 9) สวนสัตว์ ถ้ามีโอกาสในครั้งถัดไปจะพาไปเที่ยวกันต่อนะคะ วันนี้คนพาเที่ยวก็ปวดขา ลูกทัวร์ก็คงไม่แพ้กัน แล้วเอาไว้เจอกันในเรื่องถัดไปนะคะ ภาพข้างล่างเป็นส่วนหนึ่งที่อยากให้บ้านเราเป็นบ้างน่ะค่ะ สีเขียวทั่วเมือง แม้กระทั่งศูนย์กลางแหล่งช้อปปิ้ง เห็นแล้วอดถ่ายไม่ได้ค่ะ แต่ภาพแรกยังไม่ค่อยเห็นใบเขียวๆ เพราะปีนี้ฤดูหนาวยาวมาก แต่พอซักพักจะเขียวสะพรั่งไปหมด สวยเชียวค่ะ บรรยาการจริงในวันธรรมดาและวันเสาร์จะคับคั่งมากค่ะ แต่บังเอิญว่าภาพที่ถ่ายมาให้ดูเป็นวันอาทิตย์ ร้านรวงต่างๆไม่เปิด ก็เลยสงบอย่างที่เห็นน่ะค่ะ
หมายเหตุ - การสะกดคำในเรื่องอาจจะไม่ตรงกับการสะกดจริงเนื่องด้วยข้อจำกัดของตัวอักษร อาทิ ถ้าสะกดด้วย ae จะเป็น a ที่มีจุดข้างบนสองจุด, ถ้าสะกดด้วย ue จะหมายถึงอักษร u ที่มีจุดข้างบนสองจุด หรือถ้าสะกดด้วยตัว ss สองตัวติดกันตัวอักษรที่สะกดตามป้ายอาจจะเป็นตัวอักษรที่เขียนคล้ายกับสัญลักษณ์เบต้า - คำสะกดภาษาไทยในวงเล็บอาจจะไม่ตรงกับการออกเสียงจริงซะทีเดียวเนื่องจาก การออกเสียงบางคำในภาษาเยอรมันไม่สามารถเทียบให้ตรงได้ซะทีเดียว © Supatrizia |
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |