| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
March 27, 2008 บ้านแม่ละนา .. จ๊าดไต .. ในความทรงจำ (2) ชาวบ้านแม่ละนา มีวิถีชีวิตแบบชาวพุทธที่เคร่งศาสนา มีวัดเป็นศูนย์กลางกิจกรรมของชุมชน วัดแม่ละนาเป็นวัดในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบไทยใหญ่สร้างด้วยไม้สัก มาตั้งแต่ พ.ศ. 2424 รอบๆศาลาประดับประดาด้วยภาพวาดพุทธชาดกเรื่องพระเวสสันดร โดยตัดตอนมาวาด เช่น ชูชกได้นางอมิตตามาเป็นภรรยา .. พระเวสสันดรออกเดินทางสู่เขาวงกต ฯ ถัดจากวัดไทยใหญ่ออกไปไม่มากนัก เป็นที่ตั้งของโบสถ์รูปทรงออกจะมาทางล้านนาอยู่อีก 1 หลัง ไม่ทราบที่มาและวัตถุประสงค์ของอุโบสถแห่งนี้ค่ะ คาดว่าต้องมีความเกี่ยวข้องกับการทำพิธีกรรมทางศาสนาแน่นอน ก่อนถึงเวลาอาหาร .. ฉันแอบขึ้นไปบนศาลา .. เห็นเณรน้อย 2 รูป นั่งรับการฝึกการสวดมนต์จากพระเถระชั้นผู้ใหญ่อย่างตั้งอกตั้งใจ .. ดูน่าเลื่อมใสดีค่ะ วันนี้เราได้รับการต้อนรับจากคนในชุมชน .. โดยการจัดเลี้ยงอาหารเย็นที่บนศาลาวัด มองเห็นชาวบ้านในชุดแต่งกายแบบไทยใหญ่สีสวย พากันจัดเตรียมอาหารให้เราอย่างขมีขมัน สื่อถึงความสามัคคีของชุมชนที่นี่ได้ดี .. อาหารวันนี้เป็นอาหารไทยใหญ่ ประกอบด้วย แกงที่ดูแล้วคล้ายๆแกงอ่อมของทางอิสาน ที่ขาดไม่ได้คือน้ำพริก ทานกับข้าวเหนียวหรือข้าวสวย หลังจากอิ่มหมีพีมันกันแล้ว .. ถึงเวลาชม ลิเกไทยใหญ่ กันแล้วค่ะ .. ที่น่าสนใจคือ .. ก่อนที่เราดูลิเกไทยใหญ่กัน มัคคทายกได้นำทุกคนสวดมนต์ขอศีลจากพระเถระ และมีพิธีขอขมาต่อพระรัตนตรัย เพื่อความสวัสดีมีชัยด้วยค่ะ .. หลังจากนั้นพระเถระจะเจริญคาถาอวยพร เช่นเดียวกับประเพณีทางภาคกลาง ขณะที่เราก็ทำการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้บุพพการี เจ้ากรรม นายเวรทั้งหลาย ฉันมาถึงบางอ้อ .. เมื่อมัคคทายกบอกว่า วันนี้เป็นวันพระขึ้น 15 ค่ำ เป็นการทำบุญของชุมชนชาวไตที่บ้านแม่ละนา ศิลปการแสดงของชาวไตมีเอกลักษณ์ที่เข้มแข็งครบถ้วยทั้งร้อง รำ ทำเพลง เสียงสำคัญที่อยู่ควบคู่กับงานเทศกาลประเพณี คือ ฆ้อง กลอง ชาวไตใช้กลองที่เรียกว่า กลองก้นยาว เป็นหลักในการแห่แหน และมี มองเซิง หรือฆ้องแผง ฆ้องชุด 7 ใบไล่เรียงขนาดกัน และมีฉาบใหญ่ที่ให้ความเร่งเร้า ตื่นเต้น ประกอบลีลาการตีกลองที่สนุกสนาน อันประเพณีลิเกไทยใหญ่นั้น จะต้องมีการไหว้ครู ซึ่งเป็นช่วงของพิธีกรรมที่สำคัญ โดยจัดเป็นพานมีเครื่องบูชาครูที่ชาวไตเรียกว่า เผิน ในเผินนั้นบรรจุเครื่องเซ่นไหว้ต่างๆ ประกอบด้วยกล้วย มะพร้าว ข้าวสาร พลู บุหรี่ เมี่ยง ใบชา ดอกไม้ ข้าวตอบ ผ้าขาว ผ้าแดง เทียน ธูป ปักธงอันเล็กบนกล้วย .. ข้างๆพานจะมีเครื่องดนตรีชนิดเป่า ที่เรียกว่า ตี่ยอ .. สิ่งสำคัญของเผินคือการจุดเทียนให้สว่างอยู่ตลอดการแสดง ห้ามมีการจับต้องจนกว่าการแสดงจะสิ้นสุด จึงจะสามารถดับเทียนและจับต้องได้ สำหรับการบูชาครูนี้ เมื่อทำพิธีบูชาเสร็จ นักดนตรีจะทำการบรรเลงเพลงบูชาครูสุรัสสติ บทไหว้ครูของชาวปางมะผ้านี้ จะมีการกล่าวเชิญ ผีกลางวัน ผีกลางคืน ผีเดือน ผีดาว ผี 12 นาง เจ้าบ้านเจ้าเมือง มาเพื่อให้การรำเป็นไปด้วยความราบรื่น รำได้อ่อนช้อยสวยงาม และทำให้ผู้แสดงมีจิตใจกล้าแสดงมากขึ้น วัตถุประสงค์อีกอย่างนั้น .. พ่อครูอ่องซาน องอาจศักดิ์ศรี กล่าวว่าเพื่อเซ่นสรวบูชางดวงวิญญาณ ซึ่งเรียกว่า สุรัสสติ หรือพระสุรัสสวดี โดยครูผู้ใหญ่ซึ่งเป็นหัวหน้าวงดนตรีเป็นผู้ดำเนินการทำพิธี ให้มาคุ้มครองทุกคนที่มารวมกันอยู่ ณ ที่นี้ อยู่ดี มีสุข ไปดี มาดี และให้ประสบผลสำเร็จในทุกสิ่งที่ทำ น่าสนใจมาก .. ที่รามาว่า ก่อนการแสดง ผู้ที่นำคณะไหว้ครูจะทำ อ่าง ให้ผู้เล่นและผู้แสดงกินก่อนการแสดง อ่างเป็นกระดาษสามีลักษณะเป็นชิ้นเล็กๆลงอักขระตามวันเกิดของแต่ละคนแล้วก็ดื่มน้ำตาม น้ำชนิดนี้จะมีส่วนผสมของไม้เลอปอง หน่ำส่าเผือก หน่ำส่าแดง น้ำหอม หมอบคา น้ำมะพร้าว น้ำผึ้ง แต่ละชนิดก็มีลักษณะของตนเอง เช่นไม้เลอปอง มีประโยชน์ในการช่วยให้ปลอดโปร่ง คิดได้คล่อง .. หน่ำส่าเผือก มีประโยชน์ในการช่วยให้สบายใจ เย็นใจ .. หน่ำส่าแดง มีประโยชน์ในการช่วยทำให้จิตใจมั่นคง ไม่กลัดกลุ้ม .. น้ำหอม มีประโยชน์ช่วยให้ปากหอม ลมหายใจหอมสะอาด .. หมอบคา มีประโยชน์ในการช่วยให้แข็งแรง สู้ไม่ถอย ..ฯ พ่อครูบอกว่า ลิเกไทยใหญ่ เล่นได้ทุกโอกาส ยกเว้นงานศพ และไม่ได้เล่นเป็นอาชีพ แต่จะถ่ายทอดให้กับเยาวชน เพื่ออนุรักษ์ประเพณีและวัฒนธรรมไทยใหญ่ให้คงอยู่ หากเป็นงานขึ้นปีใหม่จะมีการเล่นลิเกกันทั้งคืนเชียวค่ะ มีการอาลัมภบทถึง โครงสร้างของชุมชนไทยใหญ่ว่า ต้องสร้างผู้นำขึ้น 3 ด้าน คือ ผู้รู้ ผู้อาวุโส และพระสงฒ์ .. เพื่อนำพาและปกครองชุมชนให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง ในปัจจุบันบ้านแม่ละนามีอายุมากกว่า 200 ปี ประกอบด้วย 146 หลังคาเรือน ประชากรทั้งหมด 535 คน มีพื้นที่ทั้งสิ้น 11,590 ไร่ ลิเกไทยใหญ่ที่แสดงให้เราชม แตกต่างไปจากลิเกในความนึกคิดของฉันอย่างสิ้นเชิง .. ดูเหมือนว่าจะเป็นการแสดง และร่ายรำประกอบดนตรี ปี่พาทย์ เสียมากกว่า ซึ่งคนไตที่นี่อยากให้เรียกการแสดงนี้ว่า จ๊าดไต มากกว่าคำว่าลิเกไทยใหญ่ เพราะมักจะสร้างความสับสนกับผู้คนที่คุ้นเคยระบบระบัยบการแสดงมหรสพ ลิเก หรือ ยี่เก ในวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยภาคกลาง แม้ว่าจะมีหลักความคิดอย่างเดียวกัน คือการร้องเพลงสั้นๆ มีดนตรีสดประกอบและสามารถผูกวิธีการดำเนินเรื่องราวการแสดงเชิงการละครได้ หากแต่มีอัตตลักษณ์หลายประการที่ควรต้องทำความเข้าใจ โดยเฉพาะสาระทางพิธีกรรมที่สอดแทรกอยู่ระหว่างการแสดง การละเล่นจ๊าดไต เป็นการละเล่นที่รวมเอาศิลปการแสดงหลายอย่างมาคละเคล้าไว้ด้วยกัน โดยมีการจัดสรรส่วนของการแสดงตามแต่ความพร้อม ความสามารถของศิลปินในคณะ เช่นการขับร้องเดี่ยว การขับร้องคู่แบบเกี้ยวพาราสี มักใช้ดนตรีสดประกอบการแสดงตลอดเวลาการแสดง การแสดงในวันที่เราไปเยือน ใช้เด็กๆในชุมชน ซึ่งแต่งหน้าตาสวย และดูโดดเด่นในเครื่องแต่งกายสีสดตามแบบฉบับของชาวไตนิยม .. ผู้หญิงสวมผ้าซิ่นหรือผ้าถุงสีสดใส สวมเสื้อแขนสั้นหรือแขนยาว สาบเสื้อป้ายทับไปทางด้านซ้ายหรือขวา โดยป้ายทับไปทางเดียวกับผ้าถุง มีผ้าสไบคล้องคอ .. และมีแม่ครูพร้อมคนในหมู่บ้านมาร่วมเป็นกำลังใจอย่างล้นหลาม .. เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลง น่าสนใจค่ะ .. ดูขลังดี ประกอบด้วยเครื่องดนตรี ตียอ ปัตตายา มองเซิง ปี่ กลองป๊อด จี ตียอ .. เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายประเภทเครื่องสีคันชักอิสระ มีลำโพงเสียงอย่างเครื่องเล่นแผ่นเสียงโบราณ ลักษณะของเครื่องดนตรีเป็นการผสมผสานระหว่างไวโอลินกับลำโพงขนาดเล็ก บางถิ่นอาจจะเรียกต่างกันไป เช่น ตอยอ .. ตอลอ .. ติ่งสี .. หรือ ไวโอลินฮอร์น .. แต่ชาวบ้านแม่ละนาเรียกเครื่องดนตรีชนิดนี้ว่า ตียอ ในทางดนตรีวิทยา .. เครื่องดนตรีนี้เป็นไวโอลินพิเศษในชื่อที่เรียกกันว่า Stroh-Violin ตามนามนักประดิษฐ์ชื่อ John Matthisas Augustus Stroh เป็นผู้สร้างขึ้นร่วมกับ Sir Charles Algermon Parsons เครื่องดนตรีชนิดนี้เคยเป็นที่นิยมระหว่างช่วง ค.ศ. 1899-1949 เคยปรากฏเสียงและรูปในการบันทึกเสียงเพลงคลาสสิกยุคแผ่นครั่ง คาดว่าคนอังกฤษได้นำเข้ามาเผยแพร่ในยุคที่อังกฤษเป็นเจ้าอาณานิคมของพม่า ภายหลังชาวไตซึ่งเป็นกลุ่มชนรัฐฉานซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษด้วย ได้นำเครื่องดนตรีชนิดนี้มาบรรเลงกระทั่งจวบจนถึงปัจจุบัน นับว่าเป็นเครนื่องดนตรีที่ตกทอดมาจากชุมชนต่างวัฒนธรรม เข้ามาสู่อีกวัฒนธรรมหนึ่งได้อย่างน่าอัศจรรย์ ปัตตายา .. เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีโลหะ ทำหน้าที่ดำเนินทำนองของวงดนตรี ลักษณะเดียวกับระนาดเหล็ก (Metalphone) มีลูกระนาด 18-24 ลูก วางเรียงบนรางไม้ ตีด้วยไม้ต้หุ้มยาง มองเซิง .. เป็นฆ้องแผง (Framed Gong) ชุดหนึ่งมี 3 แผง มีลูกฆ้องทองเหลืองบรรจุอยาในเฟรมสี่เหลี่ยมผืนผ้าลดหลั่นกันไป 17 ใบ เรียงลำดับตัวโน๊ตจากต่ำไปสูง เล่นทำนองสนับสนุนตียออีกที ปี่ .. เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าที่ใช้ในวงจ๊าดไต โดยทั่วไปใช้ปี่แน ซึ่งนิยมใช้ทั่วไปในล้านนา กลองป๊อด .. เป็นกลองขึงหนัง 2 หน้า รูปร่างลักษณะคล้ายถังเบียร์ มีสายหนังเรียดจำนวนมากขึงไว้รอบตัวกลอง จี .. เป็นเครื่องตีประกอบจังหวะให้กับวงดนตรี ตรึงฉิ่งหรือฉาบใหญ่ข้างหนึ่งไว้กับหมอนไม้ เมื่อตีใช้ไม้ท่อนยาวขนาดเล็กตีให้ลงตามจังหวะ Note : บทความในซีรี่ย์ .. ท่องถิ่นผีแมน แดนร้อยถ้ำ ย่ำเฮือนพี่น้องชนเผ่า .. สำหรับในส่วนของพื้นที่ปางมะผ้า ได้มาถึงช่วงสุดท้ายแล้วนะคะ .. อีก 1 ตอนก็จะจบการเล่าเรื่องของปางมะผ้า .. ขอบคุณภาพและข้อมูลบางส่วนจาก Internet อาจารย์อิ๋วและบทความของนักโบราณคดีและนักมานุษยวิทยาหลายท่าน สำหรับเรื่องราวของคนไตและประเพณีการละเล่น ต้องขอบคุณภาพประกอบจากการแสดง และบทความบางส่วนจากเอกสารประกอบการแสดงทางวัฒนธรรมครั้งที่ 37 จ๊าดไต ณ หอประชุมศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรฯ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2551 |